تسجيل الدخول"สตรีแดนสู่... จืดชืด อัปลักษณ์ และไร้รสชาติบนเตียง" นั่นคือคำล่ำลือที่ทำให้ ฮ่องเต้โจวจูหลง และ เสียนอ๋องอี้หลง สองพี่น้องฝาแฝดผู้ครองอำนาจเหนือแคว้นเหมิง ต่างพากันเมินเฉยต่อองค์หญิง อันซูเซี่ย นางถูกส่งตัวมาเพื่อเป็นฮองเฮาตามสัญญาหมั้นหมาย แต่กลับถูกเนรเทศไปอยู่ตำหนักร้างท้ายวังตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ทว่า... ความจริงที่ซ่อนอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้ากลับสั่นคลอนหัวใจมังกร เมื่อสตรีที่พวกเขาคิดว่า "จืดชืด" กลับเลอโฉมประดุจเทพเซียน และมีความปรารถนาที่แสนเร่าร้อนซ่อนอยู่ เพียงแค่ราตรีเดียวที่ได้สัมผัส ลิ้มรส "น้ำหวาน" อันซาบซ่า สองมังกรผู้เกรงขามก็ไม่อาจถอนตัวได้อีกต่อไป "ในเมื่อท่านพี่ไม่ต้องการนาง... เช่นนั้นข้าจะขอลิ้มรสหงส์ตัวนี้ก่อนก็แล้วกัน" เกมกามารมณ์ในวังหลวงที่เดิมพันด้วยร่างกายและหัวใจเริ่มต้นขึ้นแล้ว เมื่อหงส์ตัวน้อยต้องรับศึกมังกรถึงสองตนพร้อมกัน... ใครกันแน่ที่จะเป็นฝ่ายถูก "ขย่ม" จนสยบแทบเท้า! โดย: ซีไซต์ นิยายรักสำหรับผู้ใหญ่ (NC 25+) - พล็อตอ่อน เน้นความฟินระดับสิบ!
عرض المزيدณ แคว้นเหมิงอันกว้างใหญ่ หิมะกำลังโปรยปรายลงมาอย่างหนักกระทั่งสายลมยังแรงยิ่งทั้งพัดเอากิ่งไม้ปลิวมาเคาะหน้าต่างโรงเตี๊ยมที่อันซูเซี่ยนอนอยู่กระทั่งเกิดเสียงดัง
แม่นมเผิงซึ่งเป็นสตรีร่างท้วมลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเสียงอันดังสนั่นหวั่นไหวของกิ่งไม้ที่กระแทกบานหน้าต่างไม่หยุด
ยามนี้คงถึงเวลายามเหม่า[1]แล้วพวกนางต้องเร่งออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางจึงถือว่าเสียงดังนั้นช่วยปลุกนางให้ตื่นขึ้นพอดี
นางยันกายลุกขึ้นกระชับเสื้อนวมอุ่นพร้อมกับเก็บที่นอนของตนเองจนเรียบร้อยจากนั้นจึงค่อยย่องออกจากห้องเพื่อไปสั่งให้สาวใช้เตรียมน้ำอุ่นเพื่อรอปรนนิบัติให้องค์หญิงล้างหน้าถูฟัน
เพราะอากาศทั้งหนาวทั้งชื้นจึงทำให้รู้สึกไม่สบายตัวบัดนี้กระถางไฟในห้องก็ดับมอดใกล้จะหมดแล้วนางจึงไม่อยากรบกวนองค์หญิงของตนเองให้ตื่น อย่างน้อยให้องค์หญิงได้หลับตาเพิ่มอีกสักหน่อยก็ยังดี
ทว่าเท้าของนางยังไม่ทันก้าวพ้นประตูน้ำเสียงหวานปนแหบของอันซูเซี่ยพลันดังขึ้น
“แม่นมจุดเทียนเถิด ข้าตื่นแล้ว”
แม่นมเผิงเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยนยิ่ง
“ไยรีบตื่นเล่าเพคะ เมื่อคืนกว่าพวกเราจะเดินทางมาถึงที่นี่ก็กินเวลาไปถึงดึกแล้ว”
“เสียงไม้กระแทกหน้าต่างดังเช่นนี้ข้าข่มตานอนไม่หลับ”
แม่นมเผิงหมุนกายกลับมา เพ่งดวงตามองเรือนร่างลาง ๆ ที่นอนอยู่บนที่นอนอุ่นก่อนจะเดินกลับไปหาหญิงสาวนางนั้นแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมจนถึงปลายคาง ห่อตัวนางให้แน่นหนาขึ้น
“เช่นนั้นรอบ่าวสักครู่นะเพคะ ประเดี๋ยวบ่าวไปจัดเตรียมน้ำอุ่นเสียก่อน”
“อืม”
แม่นมเผิงลุกขึ้นจากนั้นจึงเดินไปจุดตะเกียงน้ำมันจนสว่างไปทั้งห้อง
บัดนี้จึงเผยโฉมหน้าดรุณีน้อยนางหนึ่งที่ใบหน้าเลอโฉมดุจดวงจันทร์ ผิวพรรณขาวประดุจหิมะ แม้ว่าสีหน้าจะขาวไร้เลือดฝาดด้วยเพราะเพิ่งตื่นนอนแต่กลับยิ่งขับเน้นความงดงามโดดเด่นของนางให้มากยิ่งขึ้น
ยามแม่นมเผิงกลับมาพร้อมสาวใช้อีกสามคนอันซูเซี่ยก็ลุกขึ้นนั่งและขดกายอยู่ในผ้าห่มท่าทางประดุจหนอนผีเสื้อตัวหนึ่งแล้ว
แม่นมเผิงยกมือทาบอกอุทานเสียงแผ่วเบา
“ตายแล้ว องค์หญิงมิอาจนั่งท่าไม่สำรวมนี้ได้นะเพคะ บ่าวสอนไปตั้งกี่ครั้งแล้ว”
อันซูเซี่ยถอนหายใจยาว ปล่อยให้บ่าวพวกนั้นปรนนิบัติตนล้างหน้าหวีผมทั้งเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
“ข้ายังจำได้ที่แม่นมสอนข้า แต่ยามนี้ยังไม่เข้าเมืองหลวงท่านก็ปล่อยให้ข้าเป็นอิสระเถิด หลังจากนั้นข้าคงไม่ได้ทำอะไรเช่นนี้อีกแล้ว”
แม่นมเผิงรู้สึกสงสารองค์หญิงน้อยของตนยิ่งนัก เพราะสองแคว้นต้องการเชื่อมสัมพันธ์ องค์หญิงอันซูเซี่ยซึ่งเติบโตมาในแดนสู่ซึ่งเป็นดินแดนแห่งสรวงสวรรค์อันเร้นลับจำต้องเข้าอภิเษกเพื่อเป็นฮองเฮาให้กับฮ่องเต้แคว้นเหมิงต้าหลง
หลังจากที่อ๋องผู้ครองแดนสู่บิดาขององค์หญิงอันซูเซี่ยพยายามถ่วงเวลามาเนิ่นนานจนกระทั่งองค์หญิงได้เข้าสู่วันสิบเจ็ดปีแล้วก็ไม่อาจรั้งเวลาเอาไว้ได้อีก ด้วยฝ่าบาทแคว้นเหมิงมีพระชนม์มายุถึงยี่สิบห้าพรรษาแล้วแต่กลับยังไม่มีบุตรกับนางสนมคนใด
แดนสู่นี้คนภายนอกแทบจะไม่รู้ว่า เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาสูง มีอากาศหนาวตลอดทั้งปีและยังรายล้อมไปด้วยน้ำพุสวรรค์ที่เมื่อได้ดื่มกินยิ่งทำให้ร่างกายแข็งแรงทั้งยังมีใบหน้างดงามผิวพรรณอ่อนเยาว์อย่างที่ยากจะหาแดนใดเปรียบ
เดิมทีคนแดนสู่มักไม่นิยมแต่งงานกับคนต่างแคว้นเพื่อครองสายเลือดบริสุทธิ์เอาไว้ เป็นการยากมากที่พวกเขาจะยอมตอบรับการสู่ขอของคนจากแคว้นอื่น
และยังมีข่าวลือหนาหู ว่าสตรีแดนสู่นั้นใช้ชีวิตประดุจแม่ชีพวกนางเคยออกเรือนไปกับคนต่างแคว้นแต่เรื่องบนเตียงกลับจืดชืดยิ่งล้วนทำให้สามีเบื่อหน่ายสุดท้ายต้องหย่าร้าง
และความจืดชืดนี้มิได้มีเพียงลีลารักบนเตียง แต่ยังรวมไปถึงใบหน้าที่จืดชืดจนทำให้คนที่พบเห็นล้วนรู้สึกหมดอารมณ์สนุก
ดังนั้นไม่ว่าบุรุษใดล้วนไม่ต้องการได้คนแดนสู่เป็นภรรยา นอกจากบุรุษแดนสู่ด้วยกันเอง
ยามนี้ด้วยสัญญาหมั้นหมายที่อดีตฮ่องเต้ทำเอาไว้กับอดีตอ๋องของแดนสู่ในยามที่พวกเขาเคียงบ่าเคียงไหล่ออกรบเพื่อกำจัดศัตรูที่เข้ามารุกรานสองดินแดนในสนามรบจนกลายเป็นสหายร่วมสาบาน และทำสัญญาหมั้นหมายเอาไว้
ทว่าอดีตฮ่องเต้แดนสู่ที่มีพระชายาเพียงคนเดียวกลับไม่มีพระธิดา แต่สัญญานั้นยังคงผูกพันมาถึงฮ่องเต้คนปัจจุบันที่เป็นบิดาของอันซูเซี่ยที่ต้องส่งบุตรสาวของตนให้หลานชายที่ขึ้นเป็นฮ่องเต้แคว้นเหมิงโดยไม่อาจหลีกเลี่ยง
อันซูเซี่ยเป็นบุตรสาวคนเล็กจากทั้งหมดสามคนของอ๋องแดนสู่ พี่สาวของนางทั้งสองคนได้แต่งกับขุนนางคนสำคัญในแดนสู่ไปแล้ว เขาจึงจำต้องส่งบุตรสาวคนเล็กไปเป็นฮองเฮายังต่างแคว้นด้วยคราบน้ำตาด้วยคิดว่าบุตรสาวคนเล็กนั้นไร้เดียงสายิ่งนัก
นั้นตั้งแต่นางรู้ความก็ถูกส่งไปฝึกฝนการบำเพ็ญเพียรที่สำนักชีหุบเขาหนี่หวาอันเป็นหุบเขาที่สูงที่สุดในแดนสู่
การพบบุรุษของนางนั้นจึงแทบจะนับครั้งได้ ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์นี้จึงยิ่งทำให้อ๋องเมืองสู่เป็นกังวลกับความไร้เดียงสาของบุตรสาวนัก เขากลัดกลุ้มจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน
นี่เป็นครั้งแรกที่องค์หญิงน้อยอันซูเซี่ยได้ออกจากหุบเขาอันงดงามของตนเอง นางต้องกลายมาเป็นฮองเฮาของฮ่องเต้หนุ่มผู้หนึ่งซึ่งนางไม่เคยเห็นเขามาก่อน แน่นอนว่านางนั้นย่อมตื่นเต้นปนหวาดกลัวด้วยไม่อาจระงับจิตใจได้
คำสั่งของมารดาของนางก่อนที่จะส่งนางขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวก็คือ ต่อไปสามีคือครอบครัวของนางแล้วดังนั้นขอให้นางจงเชื่อฟังสามีให้ดีที่สุด ตามหลักสี่คุณธรรมสามคล้อยตาม[2]
“เพคะท่านแม่ลูกจะเชื่อฟังสามีตามคำที่ท่านแม่สั่งสอนเพคะ”
สตรีสองนางร่ำไห้ในวันจากลา และบิดาของนางก็ทอดสายตามองพระธิดาคนเล็กด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
“ไม่ต้องห่วงไปนะ พ่อได้ส่งจดหมายถึงฝ่าบาทโดยตรงให้ปกป้องคุ้มครองลูก หากมีผู้ใดทำให้เจ้าเดือดเนื้อร้อนใจให้เจ้ารีบส่งข่าวให้พ่อรู้ พ่อจะรับเจ้ากลับทันที”
“ลูกเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ขอท่านพ่อ ท่านแม่รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะ ลูกอกตัญญูต้องจากแดนไกลไม่มีโอกาสทดแทนคนท่านพ่อท่านแม่แล้ว”
[1] ประมาณตี5
[2] หลักสี่คุณธรรม สามคล้อยตาม หรือ 三从四德 คือ กรอบคุณธรรมที่ใช้ในการอบรมกุลสตรีชั้นสูง ซึ่งถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดของขงจื่อ แบบเต็มๆ กล่าวคือ… ให้ความสำคัญกับลำดับขั้นชนชั้นในสังคม สถาบันครอบครัว และความสำคัญของเพศชาย
ยามราตรีมาเยือน เมื่อเด็กแฝดทั้งสองหลับสนิทอยู่ในห้องนอนของตนเอง นอนภายใต้การดูแลของแม่นมเผิงและนางกำนัล ณ ตำหนักที่สร้างขึ้นใหม่ทางทิศตะวันตก อันซูเซี่ยก็ถูกสามีทั้งสอง ‘ลักพาตัว’ มายังศาลาริมน้ำที่ตั้งอยู่ท่ามกลางดงดอกเหมยที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งต้าหลงและอี้หลงในชุดลำลองสีขาวบางเบา นั่งขนาบข้างเมียรักที่บัดนี้กลับมามีทรวดทรงองค์เอวอ้อนแอ้นเย้ายวนยิ่งกว่าเดิม ผิวพรรณของนางผุดผ่องเปล่งปลั่งในฐานะมารดาคนและเมียรักของราชัน“วันนี้ลูก ๆ ซนนักหรือไม่” ต้าหลงเอ่ยถามพลางลูบไล้ต้นแขนเรียว“ซนเหลือเกินเพคะ เสวี่ยหลงเริ่มอยากรู้เรื่องกฎมณเฑียรบาล ส่วนอวิ๋นหลงก็เอาแต่ถามหาท่านอาอี้หลงตลอดเวลา” อันซูเซี่ยตอบพลางเอนกายซบอี้หลงที่กำลังคลึงเคล้ายอดอกอวบอัดของนางผ่านเนื้อผ้าบาง“พี่ขอโทษที่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนให้ลูกรู้ได้... อย่างน้อยก็ในตอนนี้” อี้หลงกระซิบเสียงแหบพร่า เขาเลิกสนใจเรื่องลูกแล้วหันมาสนใจร่างกายที่โหยหาตรงหน้าแทน เขาตวัดลิ้นเลียซอกคอหอมกรุ่นจนอันซูเซี่ยต้องแหงนหน้าครางซี้ด“อื้ม... ฝ่าบาท... เสด็จพี่อี้หลง... อย่าเพิ่งเพคะ” นางประท้วงเบา ๆ ทว่าสะโพกกลับบดเบียดเข้าหาความแข็งขึงของมังกรยักษ์ที
หมอกยามเช้าโรยตัวปกคลุมทั่วอุทยานหลวง กลิ่นหอมของดอกเหมยร่วงหล่นพร่างพรายบนผืนหญ้าชุ่มน้ำค้าง ตำหนักชิงกงบัดนี้คึกคักด้วยเสียงหัวเราะใสกระจายของเด็กชายตัวน้อยสองคนที่มีใบหน้าถอดแบบมาจากพิมพ์เดียวกันราวกับแกะ เด็กแฝดวัยสามขวบผู้เป็นแก้วตาดวงใจของอันซูเซี่ยและเป็นมังกรตัวน้อยของแผ่นดินเหมิง“เสวี่ยหลง” พระโอรสองค์โตผู้มีแววตานิ่งขรึมและสุขุมเกินวัย แววตาคมกริบสีนิลนั้นถอดแบบมาจาก ต้าหลง ผู้เป็นบิดามาทั้งหมด มือเล็กกำดาบไม้ที่ทำจากไม้เนื้อดีไว้อย่างมั่นคง ท่วงท่าขยับกายดูสง่างามเด็ดเดี่ยว ขณะที่ “อวิ๋นหลง” พระโอรสองค์รองกลับมีนิสัยร่าเริง แจ่มใส และซุกซนกว่าใคร เขาวิ่งไล่จับผีเสื้ออย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงฝีเท้าเล็กย่ำไปบนพื้นหญ้าดังสลับกับเสียงอุทานตื่นเต้นยามผีเสื้อบินร่อนหลบหลีกไปได้เด็กทั้งสองคือโซ่ทองคล้องใจของอันซูเซี่ยและสามีทั้งสอง ทว่าความลับเรื่องบิดาสองคนยังคงถูกเก็บงำมิดชิดภายใต้ม่านแห่งอำนาจ มีเพียงความเงียบเชียบของกำแพงวังและหัวใจที่ซื่อสัตย์ของคนใกล้ชิดเท่านั้นที่รู้ว่ามังกรน้อยทั้งสองเกิดจากความรักที่ร้อนแรงของชายสองคน“ท่านพี่เสวี่ยหลง ดูนั่นสิ! ท่านอาเสียนมาแล้ว
เวลาต่อมา ทั้งสามอยู่ที่น้ำตกใหญ่ด้านหลังวังหลวง อันเป็นสถานที่ที่อี้หลงได้พบกับอันซูเซี่ยเป็นครั้งแรก และเขาก็ได้สั่งให้คนมาสร้างศาลาริมน้ำไว้เพื่อพักผ่อนในยามที่อากาศร้อนระอุ อันซูเซี่ยนั่งลงบนตักแกร่งของพวกเขาสลับกันไปมา โยกคลึงกายอย่างยั่วยวนกระทั่งมังกรยักษ์ทั้งสองตัวต่างคายพิษรักออกมาไม่หยุดหย่อน อันซูเซี่ยขย่มรับน้ำรักจากต้าหลงจนเสร็จสมไปแล้วหนึ่งครา จึงขยับมานั่งข้างอี้หลงแล้วเริ่มบรรเลงบทรักขย่มโยกคลอนกายต่อ“อา... เมียรัก... ซี้ด... ซี้ด...”“ฮองเฮาของข้าช่างเก่งกาจและรุ่มร้อนยิ่งนัก” เสียงครางกระเส่าของบุรุษหนุ่มสองคนดังประสานกันไม่ขาดปากต้าหลงทอดสายตามองเมียรักที่กำลังควบขี่น้องชายของตนพลางเลียริมฝีปากอย่างหิวกระหาย เขาคิดถูกแล้วที่ยอมควบม้าหามรุ่งหามค่ำกลับมาโดยมิได้หยุดพัก กระทั่งอันซูเซี่ยเอ่ยด้วยความห่วงใยว่าพวกเขาทั้งสองขี่ม้าเหนื่อยมาทั้งวัน นางจึงอาสาเป็นฝ่าย ‘ควบขี่’ พวกเขาแทนเพื่อเป็นการปรนนิบัติและนางก็ไม่ได้ทำให้สามีทั้งสองต้องผิดหวัง แม้ช่องทางรักจะผ่านการให้กำเนิดบุตรแฝดมาแล้ว ทว่าด้วยฝีมือการเย็บแผลของหมอหญิงชั้นครูผู้ทรงวิชา ก็ทำให้อวัยวะส่วนนั้นของนางยังค
อี้หลงคงเร่งรีบคว้าชัยในความคิดถึงมาให้ถึงมือดูจากสภาพร่างกายในยามนี้ที่เส้นผมยุ่งเหยิงพัลวันอันเกิดจากใบหน้าปะทะกับลมแรงยามควบม้าหักโหมกลับมา“โถ่... เสด็จพี่ อย่าทรงทำเช่นนี้สิเพคะ ทำเอาหม่อมฉันห่วงใยยิ่งนัก พระองค์มีราชกิจรัดตัวตลอดทั้งปี ยามนี้มีโอกาสพักผ่อนควรฉวยโอกาสพักกายพักใจนะเพคะ ไยจึงรีบกลับมาเพียงนี้เล่า กลับมาเช่นนี้ยังมิบอกกล่าวเสด็จพี่ต้าหลงอีก หากท่านหายไปกะทันหัน เสด็จพี่ต้าหลงย่อมต้องเป็นกังวลแน่แท้”“สำหรับพี่ การได้อยู่กับเจ้าคือช่วงเวลาพักผ่อนที่มีค่าที่สุด เซี่ยเซี่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่ขาดเจ้าไม่ได้แม้เพียงชั่วยาม พี่คิดถึงเจ้าเหลือเกิน คิดถึงจนใจจะขาดรอน... เจ้าเล่ายอดรัก คิดถึงพี่บ้างหรือไม่”อี้หลงเอ่ยน้ำเสียงออดอ้อนราวกับเด็กน้อยที่กำลังงอแง เขาซบใบหน้าลงบนลาดไหล่เนียนของนางอย่างโหยหา อันซูเซี่ยจึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นลูบศีรษะเขาแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม“ข้ารู้เพคะ ข้าเองก็คิดถึงเสด็จพี่ไม่ต่างกัน”นางเกรงว่าหากต้าหลงหาแฝดผู้น้องไม่พบจะเกิดความกระวนกระวายใจ จึงคิดจะบอกให้อี้หลงส่งนกพิราบสื่อสารไปแจ้งข่าวให้ฝ่าบาทต้าหลงได้ทรงทราบ ทว่าในจังหวะนั้นเอง ร่างสูงสง่าของบุ

















