Share

ความสุขในบ้าน

last update publish date: 2026-04-05 14:59:24

บ้านหลังเล็กของบัณฑิตหยางอวิ๋นเฉิงที่อาศัยกับครอบครัวมีเพียงห้องเดียว เสิ่นชิงเซียนต้องปูเสื่อบาง ๆ นอนที่มุมห้องอีกด้านหนึ่ง เด็กแฝดสองคนนอนบนฟูกเก่าค่อนข้างบางใกล้กับบิดา ทั้งห้องหมอนมีเพียงสองใบ หยางอวิ๋นเฉิงใช้หนึ่งใบและเด็กสองคนหนุนด้วยกันอีกใบ

เสิ่นชิงเซียนห่มผ้าผืนบางใช้แขนหนุนศีรษะ นางนอนหันหลังเข้าข้างฝา แต่ละวันไม่คิดมาก เพียงให้ผ่านพ้นไปเพื่อเริ่มต้นวันใหม่

นางไม่เคยรู้ว่าสายตาคมคู่หนึ่งเฝ้ามองดูนางและเด็กสองคนสลับกันเนิ่นนาน กว่าจะนอนหลับได้ในแต่ละวันนับว่ายากยิ่งนัก

หยางอวิ๋นเฉิงมองสามชีวิตที่ร่วมชะตากรรมเดียวกับเขาในใจนึกโทษตัวเองอยู่อย่างนั้น เสิ่นชิงเซียนแต่งกับเขา เขาก็ป่วยแล้วก่อนหน้านี้ มิหนำซ้ำยังเดินไม่ได้ นางต้องตกระกำลำบากเลี้ยงเขาและลูกของเขา ร่างกายก็ผอมแห้งไม่ต่างกันแต่เขากลับให้ชีวิตดี ๆ แก่นางและลูกไม่ได้เลย

นางเลือกจะทิ้งไปก็ย่อมได้ วันที่นางหายไปเป็นเวลานานเขาเริ่มเตรียมใจแล้วว่านางอาจจะไม่กลับมาทนความยากจนกับครอบครัวเขา แต่นางก็กลับมาพร้อมอาหารที่ช่วยให้เขาและลูกได้อิ่มท้อง

เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานที่เขาควรปกป้องถือเป็นสิ่งที่สมควรทำที่สุดแล้ว

หยางอวิ๋นเฉิงหลับตาลงช้า ๆ ลมหายใจหนักอึ้งราวกับก้อนหินกดทับอยู่บนอก เขาไม่เคยรู้สึกว่าความเงียบยามค่ำคืนจะน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้

ในความมืด เขามองเห็นเงาหลังบอบบางของสตรีที่ห่มผ้าบาง ๆ นอนนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก มองเห็นแผ่นหลังนั้นแล้ว ใจเขากลับเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ

เขาเป็นสามีแต่กลับไม่อาจเป็นหลักให้ภรรยาพึ่งพา เป็นบิดาแต่กลับไม่มีปัญญาปกป้องเด็กสองคนให้พ้นคำครหานินทา

ร่างกายที่อ่อนแอไร้เรี่ยวแรงนี้ ทำให้เขากลายเป็นเพียงบางอย่างที่ไร้ค่าในบ้านของตนเอง

หากวันนั้นเขาไม่หลงเชื่อ ไม่ดื่มชาที่นางผู้นั้นยื่นให้ ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันของคำว่ารับผิดชอบ ไม่ยอมให้ความอ่อนแอชั่วขณะหนึ่งกำหนดชะตาทั้งชีวิต

หยางอวิ๋นเฉิงหัวเราะเยาะตนเองในใจว่าคนที่เอาแต่โทษตัวเองก็มิใช่คนเข้มแข็งอันใด

เขาขยับนิ้วมือเล็กน้อย ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นมาตามเส้นเอ็น แม้แต่การกำหมัดแน่น ๆ ยังทำได้ยากเย็น

"ข้าไร้ค่าถึงเพียงนี้หรือไร"

เขาพึมพำในลำคอ เสียงแผ่วเบาจนแม้แต่ตนเองยังแทบไม่ได้ยิน

ในบ้านหลังนี้เสิ่นชิงเซียนเป็นผู้ตื่นเช้าหาฟืน หาอาหาร รับคำดูถูกแทนเขา เป็นนางที่ยืนอยู่แถวหน้าเสมอ ส่วนเขาได้แต่นั่งฟัง นอนฟัง และรอให้ผู้อื่นตัดสินชะตา

ภาพเมื่อวานผุดขึ้นมาอีกครั้ง สายตาของเพื่อนบ้านที่ดูแคลน เสียงกล่าวหาที่ไม่ให้เกียรติและเงาร่างของนางที่ก้าวออกมารับหน้าแทนเขาโดยไม่ลังเล

เขาควรเป็นคนยืนตรงนั้น ควรเป็นคนพูดและปกป้อง แต่กลับเป็นนาง ภรรยาที่เขาแทบไม่เคยให้สิ่งใดตอบแทน

หยางอวิ๋นเฉิงลืมตาขึ้น มองไปยังเด็กสองคนที่นอนซบกันอยู่บนเสื่อ ใบหน้าเล็ก ๆ ที่แม้หลับก็ยังมีร่องรอยของความระแวดระวัง เด็กที่ยังไม่ทันเติบโต ก็ต้องเรียนรู้ว่าตนเป็นภาระของผู้อื่น

เขาเม้มริมฝีปากแน่น ความเจ็บปวดแล่นลงไปลึกยิ่งกว่าพิษร้ายแรงใดไหลเวียนอยู่ในกาย

ความคิดนั้นทำให้หัวใจเขาสั่นไหว เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่หยางอวิ๋นเฉิงไม่เพียงอยากมีชีวิตอยู่แต่เริ่มอยากยืนได้ด้วยตัวเอง

แม้จะต้องคลาน ต้องทนเจ็บหรือแม้แต่ต้องเริ่มจากความว่างเปล่า ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจเขาจะไม่ยอมเป็นภาระของนางตลอดไป

ในความมืดนั้นดวงตาคมของชายหนุ่มค่อย ๆ ฉายแววแน่วแน่ขึ้นมาเป็นประกายจาง ๆ ที่แม้ยังริบหรี่แต่ก็เป็นแสงแรกของไฟที่กำลังจะลุกขึ้นในใจเขาเอง

รุ่งเช้าของวันใหม่แสงสีอ่อนทอแสงบาง ๆ ผ่านช่องหน้าต่างไม้ผุพัง เข้ามาแตะต้องเรือนเล็กทีละนิด รุ่งเช้ามาเยือนอย่างเงียบงันเช่นเคย ทว่าในลานครัวเล็ก ๆ กลับมีชีวิตชีวาเกินกว่าทุกวัน

ไอน้ำจากหม้อยาลอยเอื่อย กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ คลุ้งไปทั่ว เสิ่นชิงเซียนยืนอยู่ข้างเตา ทั้งคนยาสลับกับหั่นผักอย่างคล่องแคล่วท่ามกลางเสียงฟืนแตกดังเป๊าะแป๊ะ นางกลับฮัมเพลงเบา ๆ อย่างอารมณ์ดี

ทำนองแปลกหู ไม่ใช่เพลงพื้นบ้านที่ชาวบ้านคุ้นเคย แต่เสียงนางใส นุ่ม และร่าเริง จนทำให้บรรยากาศทั้งเรือนอบอุ่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

เสี่ยวหานเป็นคนแรกที่โผล่หน้าออกมาจากห้อง เด็กชายยืนชะงักอยู่ตรงธรณีประตู ดวงตาคมเล็ก ๆ ฉายแววประหลาดใจ เขาไม่คุ้นกับเสียงหัวเราะและบทเพลงในบ้านหลังนี้

"ท่าน..."

เขาเอ่ยเสียงแผ่ว เหมือนกลัวว่าเสียงนั้นจะหายไปหากเรียกดังเกิน

เสิ่นชิงเซียนหันมายิ้มให้

"ตื่นแล้วหรือ เสี่ยวหาน ล้างหน้าแล้วมานั่งรอ เดี๋ยวก็ได้กินข้าวเช้าแล้วนะ"

รอยยิ้มนั้นอบอุ่นจนเสี่ยวหานเผลอพยักหน้ารับ ก่อนจะยืนนิ่งมองอยู่อย่างนั้น

ไม่นาน เสวี่ยเอ๋อร์ก็คลานลงจากเสื่อ วิ่งต้วมเตี้ยมออกมาจากห้อง ดวงตากลมโตเป็นประกายเมื่อได้ยินเสียงเพลง เด็กหญิงหัวเราะคิกคัก วิ่งเข้าไปหาเสิ่นชิงเซียน

"ท่านแม่ ท่านแม่"

เสวี่ยเอ๋อร์วิ่งวนรอบตัวนางเหมือนผีเสื้อเริงระบำ ชายเสื้อเล็ก ๆ โบกสะบัดตามจังหวะก้าวไปมา นางหัวเราะเสียงใส บางครั้งก็ยื่นมือไปดึงชายแขนเสื้อเสิ่นชิงเซียน บางครั้งก็หมุนตัวเล่นเองอย่างร่าเริง

"ระวังสิ เจ้าอย่าล้มล่ะ"

เสิ่นชิงเซียนหัวเราะ พลางยื่นมือไปรั้งเด็กหญิงไว้เบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นใสกระจ่าง แตกต่างจากความเงียบหม่นหมองที่เคยปกคลุมบ้านหลังนี้มานานแสนนาน

หยางอวิ๋นเฉิงนั่งพิงหมอนอยู่ในห้อง ได้ยินทุกอย่างชัดเจน เสียงเพลง เสียงหัวเราะ เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ที่วิ่งไปมา

เขาหลับตาลงชั่วครู่ ภาพในหัวซ้อนทับกับความจริงตรงหน้าอย่างแปลกประหลาด

นี่คือบ้านของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความอึดอัด ความอับอาย และความสิ้นหวัง แต่ยามนี้กลับมีชีวิต มีเสียงหัวเราะ และมีรอยยิ้ม

เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้งแววตาคมนั้นไม่ใช่แค่ความรู้สึกผิดอีกต่อไป หากมีบางสิ่งอ่อนโยนแทรกซึมเข้ามาอย่างช้า ๆ

เสิ่นชิงเซียนยกถ้วยยาออกจากเตา เป่าเบา ๆ

กลิ่นยาขมปนกับกลิ่นอาหารเช้าและเสียงเพลงที่ยังฮัมต่อไม่ขาดสาย

รุ่งเช้าวันนี้เป็นเช้าที่สามพ่อลูกไม่เคยคิดว่าจะได้พบในบ้านหลังนี้มาก่อน

ไอน้ำจากถ้วยยาลอยขึ้นเป็นสายบาง ๆ เสิ่นชิงเซียนยกถ้วยเข้ามาใกล้เตียง ระมัดระวังทุกย่างก้าวราวกับกลัวจะทำให้ผู้ป่วยไม่สบาย

"ยาร้อนอยู่ ข้าจะป้อนให้"

เสียงนางนุ่มนวล บางเบา ต่างจากวันที่เอ่ยด้วยเหตุผลหรือความเด็ดขาด หยางอวิ๋นเฉิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ

เสิ่นชิงเซียนนั่งลงข้างเตียง ใช้ช้อนตักยา เป่าเบา ๆ จนไอจางลง มือเรียวยื่นไปตรงหน้าเขาโดยไม่ลังเล

"อ้าปากหน่อย"

คำพูดธรรมดา หากกลับทำให้หัวใจเขาสะดุดวูบ หยางอวิ๋นเฉิงขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะโน้มหน้าไปดื่มยาจากช้อนนั้น

ชั่วขณะที่เขายกสายตาขึ้น กลับสบเข้ากับดวงตากลมโตของเสิ่นชิงเซียนพอดี

ระยะห่างใกล้เกินไปจนเขามองเห็นขนตางอนยาว ได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากร่างนางที่ไม่ใช่กลิ่นเครื่องหอม หากเป็นกลิ่นสะอาดของผ้าแห้งจากแดด

มือที่ถือช้อนของนางสั่นไหวเล็กน้อย นางเบิกตาขึ้น ก่อนจะรีบหลบสายตาอย่างไม่รู้ตัว

"ขมหรือไม่"

นางถามเสียงเบาเกินไป

หยางอวิ๋นเฉิงกระแอมในลำคอ หันหน้าไปอีกทาง

"ข้าทนได้"

ทั้งสองต่างเงียบงัน ต่างฝ่ายต่างรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงผิดจังหวะ เสิ่นชิงเซียนรีบตักยาอีกช้อน แต่คราวนี้นางไม่กล้ามองหน้าเขา สายตาจับอยู่ที่ผิวยานิ่ง ๆ ราวกับว่ามันสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด

หยางอวิ๋นเฉิงเองก็จ้องไปยังฝาผนังไม้เก่า

ใบหูใต้เส้นผมกลับร้อนผ่าวโดยไม่อาจอธิบายได้

เสี่ยวหานที่ยืนอยู่ไม่ไกลมองภาพนั้นอย่างสงสัย ส่วนเสวี่ยเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก วิ่งไปกอดขานาง

"ท่านแม่ หน้าแดงแล้ว"

เสิ่นชิงเซียนสะดุ้งเล็กน้อย รีบลูบหัวเด็กหญิงกลบเกลื่อน

"พูดอะไรของเจ้า รีบไปนั่งดี ๆ เดี๋ยวข้าจะป้อนข้าว"

หยางอวิ๋นเฉิงหลับตาลงชั่วครู่ ริมฝีปากยังคงมีรสขมของยา แต่ข้างในกลับอุ่นขึ้นอย่างประหลาด

เขาไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ รู้เพียงว่าเช้าวันนี้ ต่างจากทุกวันที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง

Continue to read this book for free
Scan code to download App
Comments (1)
goodnovel comment avatar
Piyapatta Samungkun
อะไรจะยากจนค้นแค้นขนาดนั้นบ้านโทรมๆ เก่าๆ มีห้องนอน1ห้องหมอนทั้งบ้านมี2ใบเก่าๆ เฮ้อยากจนจนดูเว่อร์ไปไหมมันมีจริงไ เหรอคนที่ยากจนขนาดนี้อ่ะเราก็เป็นคนต้างจังหวัดทั้งชีวิตไม่เคยเจอคนยากจนระดับนี้นะมีแต่ผ้าห่มเก่าๆบางๆควรหนาวตายตั้งนานแล้วจนขนาดไหนต้องมีผ้าห่มเก่าๆที่หนาให้ความอบอุ่นเย็บเศษผ้ารวกันหรือ
VIEW ALL COMMENTS

Latest chapter

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ชะตาที่สิ้นสุดลง

    นับตั้งแต่นั้นฮ่องเต้ให้เผยแพร่ข่าวออกไปทั่วแคว้นว่าหยางอวิ๋นเฉิงคือพระราชนัดดาของพระองค์ ขุนนางที่เคยไม่พอใจต่างเปลี่ยนท่าที บางคนเคารพ บางคนเป็นมิตรมากขึ้น แต่หลายคนก็ยังขุ่นเคืองแต่ก็ทำให้การทำงานร่วมกันลื่นไหลขึ้น บัณฑิตที่เคยดูแคลนไม่กล้าสู้หน้าเขาและมีหลายคนเข้ามาแสดงความยินดี"ท่านเป็นถึงสายเลือดราชวงศ์ เช่นนั้นข้าคงต้องคารวะเช้าเย็น"เสิ่นชิงเซียนบอกกับเขาในยามค่ำที่เรือนพัก นางและเขายืนอยู่หน้าเรือนด้วยกันหลังจากส่งลูกเข้านอนหยางอวิ๋นเฉิงยิ้มบางเอ่ยกับนาง"ข้าก็คือสามีเจ้าคนเดิม จะฐานะใดก็ยังต้องเชื่อฟังเจ้า"เขาไม่พูดเปล่าขยับเข้ามาชิดแล้วโอบกระชับนางไว้ในอ้อมแขนเสิ่นชิ้งเซียนสะดุ้งไม่กล้าสบตาเขาตรง ๆ นี่นาง...ขาดความมั่นใจตั้งแต่เมื่อใด"อายลูก""ลูกหลับแล้ว"เขาโน้มหน้าคมกระซิบแหบพร่า เสิ่นชิงเซียนจะอ้าปากพูดทว่าปากหยักกลับประทับจูบลงบนริมฝีปากนางอย่างอ่อนโยนนางดิ้นขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรง ไม่นานก็สอดมือบางกอดตอบ รับจูบอ่อนหวานอย่างเต็มใจข่าวการตั้งพระครรภ์ของกุ้ยเฟยแพร่ไปทั่ววังหลวงราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ ตำหนักฝ่ายในที่เคยเงียบเชียบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัดฮอง

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   เข้าวังยามวิกาล

    ค่ำคืนนั้น วังหลวงเงียบผิดปกติลมหนาวต้นฤดูพัดผ่านระเบียงหิน เสียงกระดิ่งทองหน้าตำหนักดังแผ่วเบาเหมือนเตือนว่ามีบางสิ่งกำลังจะถูกเปิดเผยภายในห้องทรงงาน ฮ่องเต้ประทับอยู่เพียงลำพัง ตะเกียงน้ำมันสามดวงส่องแสงอ่อนลงบนโต๊ะยาว แผนที่หัวเมืองม้วนเก็บเรียบร้อย ไม่มีฎีกาวางเกะกะเหมือนทุกวันประตูเปิดออกอย่างเงียบ ๆ องครักษ์ชุดดำคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ศีรษะก้มต่ำ"รายงานเสร็จแล้วพะย่ะค่ะ"ฮ่องเต้ไม่ตรัสให้ลุก เพียงพยักพระพักตร์เล็กน้อย"ว่ามา"เสียงองครักษ์มั่นคง ไม่มีความลังเล"หมู่บ้านชิงหลิน อยู่ชายแดนแคว้นฉีตะวันออก ครอบครัวตระกูลหยางซึ่งเป็นตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง บุตรชายคนเล็กพาสตรีนางหนึ่งเข้าบ้านบอกว่าเป็นภรรยา ขณะนั้นนางตั้งครรภ์แล้ว ถูกขับออกจากตระกูลไปอยู่ท้ายหมู่บ้านถือว่าทำผิดธรรมเนียม มีอาชีพทำไร่ ยากจน นางคลอดบุตรชายได้ราวสิบปีทั้งคู่ก็ติดโรคระบาดทยอยเสียชีวิตทีละคน เหลือเพียงบุตรชายที่ร่างกายอ่อนแอต่อสู้เพียงลำพัง หลายปีต่อมาจู่ ๆ ก็ได้แต่งงานมีบุตรฝาแฝดแล้วภรรยาก็ตายไป เขาจึงหยุดเรียนแล้วเลี้ยงลูกลำพัง และผู้อาวุโสให้แต่งงานใหม่ อาการป่วยก็หายไป ว่ากันว่าภรรยาเขารักษาจนหายขาดและดู

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ราชเลขาใหม่

    ตำแหน่งราชเลขาแม้จะยังเป็นเพียงชั่วคราวแต่ในวังหลวงไม่มีคำว่าชั่วคราวใดที่ไร้น้ำหนักวันแรกที่หยางอวิ๋นเฉิงเข้ารับหน้าที่ ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดี เสียงขันทีเดินเร่งฝีเท้าผ่านระเบียงหินดังเป็นจังหวะ นำหน้าพาไปยังตำหนักฝ่ายอักษร ห้องกว้างสงบ เต็มไปด้วยกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าใหม่ปะปนขุนนางหลายคนอยู่ที่นั่นแล้ว บางคนมองเขาด้วยความประเมิน บางคนมองด้วยความไม่พอใจ บางคนไม่ปิดบังสายตาดูแคลน"อาจารย์จากชนบท"เสียงกระซิบเบาบางแต่จงใจให้ได้ยิน เขาไม่ตอบโต้หรือหันไปมอง เพียงคำนับตามพิธีแล้วนั่งลงในตำแหน่งที่จัดไว้งานแรกคือเรียบเรียงฎีกาที่คั่งค้างจากหัวเมือง เขาอ่านอย่างละเอียดไม่แก้ทันทีเพียงจดสั้น ๆ ข้างกระดาษเมื่อถึงคราวเสนอความเห็นต่อฮ่องเต้ขุนนางอาวุโสผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน"เรื่องภาษีปีนี้ ควรยึดแนวเดิม ไม่ควรเปลี่ยน"หยางอวิ๋นเฉิงจึงกล่าวอย่างสุภาพ"แนวเดิมเหมาะกับปีปกติพ่ะย่ะค่ะ แต่ปีนี้น้ำหลาก ชาวบ้านเสียผลผลิต หากยึดอัตราเดิมหัวเมืองจะนิ่ง แต่ราษฎรจะล่ม"ห้องเงียบลงชั่วขณะฮ่องเต้ทอดพระเนตรเขาก่อนตรัสถามความคิดเห็น "แล้วเจ้าคิดเช่นไร""ลดภาษีเพียงบางส่วน และให้เลื่อนกำหนด ไม่ใช่ยกเลิก"

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   สนามสอบ

    เช้ามืดในอีกสามวันถัดมา ทั่วเมืองหลวงคล้ายเพิ่งเริ่มตื่นขึ้น หมอกบางลอยปกคลุมถนนหิน เสียงล้อเกวียนและฝีเท้าบัณฑิตดังแผ่ว ๆ ราวกับทุกคนต่างไม่กล้าส่งเสียงรบกวนสมาธิของตนเองที่หน้าสนามสอบ ประตูใหญ่เปิดอ้า ทหารยืนเรียงราย ตรวจตราผู้เข้าสอบอย่างเข้มงวดไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าผู้นั้นจะมาจากตระกูลใดหยางอวิ๋นเฉิงยืนอยู่ในแถวบัณฑิต สีหน้าเรียบนิ่ง ชุดบัณฑิตสีเข้มสะอาดเรียบร้อย ไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น นอกจากป้ายโลหะที่ผูกไว้ในแขนเสื้อด้านใน มองไม่เห็นจากภายนอก เขาสัมผัสมันเบา ๆ เพื่อเตือนตนเองว่าเขามาที่นี่เพื่ออะไรเสียงเรียกชื่อดังขึ้นทีละคน บัณฑิตบางคนหน้าซีดลง บางคนกำหมัดแน่น บางคนพยายามวางท่าสงบ แต่ดวงตากลับสั่นไหวเมื่อถึงชื่อของเขา เจ้าหน้าที่เงยหน้าขึ้นมองนานกว่าคนอื่นเล็กน้อย ก่อนจดชื่อและปล่อยให้เข้าไปเพียงก้าวข้ามประตูสนามสอบก็เหมือนเส้นทางชีวิตจะไม่เหมือนเดิมภายในสนามสอบ แถวห้องสอบเรียงรายราวกับช่องคุกเล็ก ๆ แต่ละห้องมีเพียงโต๊ะ เก้าอี้ และกระดาษสอบ ไม่มีใครพูด ไม่มีใครสบตากัน ทุกคนต่างสนใจแค่ตัวเองเสียงระฆังดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าการสอบเริ่มต้นแล้วโจทย์แจกลงมา ตัวอักษรเรียบง่า

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ฮองเฮาเริ่มหายดี

    ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน ตำหนักในที่เคยอึมครึมกลับมีบรรยากาศแปลกไปแม้ไม่มีใครกล้าพูดออกมาตรง ๆ แต่ทุกคนต่างรับรู้ได้ว่าฮองเฮามีสีพระพักตร์ดีขึ้นและที่น่าแปลกยิ่งกว่าคือกุ้ยเฟยอารมณ์เบาลงยามบ่ายวันหนึ่ง หมอหลวงสองสามคนเข้ามาตรวจอาการตามปกติ เมื่อเห็นฮองเฮานั่งพิงหมอน เปิดม่านรับแสงอ่อน สีหน้าไม่ซีดเซียวเหมือนก่อนสายตาของหมอหลวงบางคนฉายแววไม่สบายใจ"พระวรกายฮองเฮาดีขึ้นก็จริง"หมอหลวงอาวุโสเอ่ยอย่างระมัดระวัง"แต่การให้รับแดด เปิดให้ลมเข้าและออกแรงเช่นนี้ เกรงว่าจะขัดตำรายาโบราณ"น้ำเสียงนั้นแม้สุภาพ แต่แฝงความไม่เห็นด้วยชัดเจน สายตาหลายคู่เหลือบมองไปยังเสิ่นชิงเซียนราวกับรอให้ถูกตำหนิก่อนที่ใครจะได้เอ่ยต่อกุ้ยเฟยที่นั่งอยู่ข้างฮองเฮากลับวางถ้วยชาลงเบา ๆ"ตำรายาโบราณงั้นหรือ"นางเลิกคิ้วเล็กน้อย"ถ้าตำรานั้นรักษาหาย ทำไมพี่สาวข้าป่วยมาหลายปี"บรรยากาศในห้องเงียบลงทันที หมอหลวงอึ้งไปครู่หนึ่ง"กุ้ยเฟย หมายความว่า...""ข้าหมายความว่า"กุ้ยเฟยพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน"ตอนนี้พี่สาวข้าหายใจโล่งขึ้น นอนหลับได้ กินได้ พวกเจ้าไม่ควรเอาแต่ตำหนิคนที่ทำให้อาการดีขึ้น"คำพูดนั้นไม่ได้ดุดันแต่ชัดเจนพอจะ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   กุ้ยเฟยขอให้ช่วยบ้าง

    เช้าวันต่อ ๆ มาในตำหนักกลางหลังจบงานเลี้ยง ฮองเฮานั่งพิงหมอนสูง สีพระพักตร์มิได้ซีดเผือดดังเดิม ผิวพรรณแม้ยังขาวบาง แต่กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ดวงเนตรที่เคยหม่นมัว บัดนี้ใสขึ้นราวกับหมอกที่ค่อย ๆ จางหายหลังฝนแรกนางกำนัลใกล้ชิดต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นเต้นปนไม่อยากเชื่อ"พระอาการวันนี้ ทรงเสวยโจ๊กได้หมดถ้วย"เสียงหนึ่งกระซิบเบา ๆ คล้ายกลัวความจริงจะสลายไปหากพูดดังเกิน"เมื่อคืนก็ทรงบรรทมต่อเนื่องถึงสามชั่วยาม มิได้สะดุ้งตื่น"อีกเสียงเสริมขึ้นสิ่งเหล่านี้ หากเป็นเพียงวันสองวันอาจเรียกว่าเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อดำเนินต่อเนื่องกันหลายวัน ความบังเอิญก็แปรเปลี่ยนเป็นความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธฮองเฮาเองก็ทรงรับรู้ พระองค์ทอดพระเนตรไปยังสวนด้านนอก เห็นแสงแดดส่องผ่านใบไม้สีเขียวอ่อน ในพระทัยที่เคยอึดอัดคล้ายถูกกดทับ กลับรู้สึกโล่งโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน"วันนี้"พระสุรเสียงแผ่ว แต่มั่นคง"อากาศดีนัก"คำพูดสั้น ๆ นี้ ทำให้นางกำนัลหลายคนถึงกับน้ำตาซึม เพราะหลายปีมานี้ฮองเฮามักตรัสเพียงว่า หนาว หรือ อึดอัด ไม่เคยเอ่ยถึงความสบายเช่นนี้เลยเสิ่นชิงเซียนได้รับคำสั่งให้เข้ามาดูแลอาการฮองเฮาอีกค

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ได้พบคนคนหนึ่ง

    บ่ายวันหนึ่งผู้ใหญ่บ้านมาคนเดียวไม่มีลูกบ้านติดตาม เขาถือตะกร้าผลไม้เล็ก ๆ กับสีหน้าจริงจังเดินเข้ามา หยางอวิ๋นเฉิงเชิญเขานั่งใต้ต้นไม้หน้าเรือน เสิ่นชิงเซียนชงน้ำชาให้แล้วถอยออกไปเงียบ ๆผู้ใหญ่บ้านถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า"เรื่องก่อนหน้า…""ข้าขอโทษ ข้าเชื่อคนอื่นง่ายเกินไป"หยางอวิ๋นเฉิงพยักหน้าไ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   มาดูให้เห็นกับตา

    เช้าวันต่อมา เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นตั้งแต่ท้ายหมู่บ้าน"เห็นหรือยังว่าบัณฑิตหยางยืนได้แล้วจริง ๆ""ข้าเห็นกับตา เมื่อวานยังพิงไม้เท้า วันนี้ยืนอยู่หน้าบ้านเฉยเลย""ไม่ใช่ว่า จะใกล้ตายแล้วหรือ"คำพูดเหล่านั้นลอยมาเป็นระยะ เสิ่นชิงเซียนได้ยินแต่ไม่สนใจ นางกำลังตากสมุนไพรอยู่หลังบ้าน ส่วนหยางอวิ๋นเฉิ

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   อาหารเช้าแสนอบอุ่น

    เสียงฮือฮาดังขึ้นบางคนเริ่มเห็นด้วยกับเสิ่นชิงเซียน บางคนเงียบปากและขยับตัวเข้าหากลุ่มตนเอง "แต่สามีเจ้าเป็นหลานตระกูลหยางที่เลี้ยงดูมา เจ้าควรสำนึกบุญคุณบ้างสิ" อวี่เหยาวางถังน้ำแล้วยกมือชี้หน้าเสิ่นชิงเซียน "หากสำนึกคงเป็นท่านปู่และท่านพ่อท่านแม่ของสามีข้า อ่อ พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่อีกคนเท่านั

  • ลิขิตชะตาครอบครัวตัวร้าย   ไปหาท่านแม่

    เสิ่นชิงเซียนวางถ้วยยาเปล่าลง ก่อนจะลุกขึ้นจัดผ้าห่มให้หยางอวิ๋นเฉิงไว้เรียบร้อย นางมองออกไปนอกเรือน เห็นแปลงดินหลังบ้านยังคงรกด้วยหญ้าและดินแข็ง"วันนี้ข้าจะไปขุดดินที่สวน จากนั้นก็พรวนดินต่ออาจจะไม่ค่อยได้อยู่บ้าน"นางเอ่ยเสียงเรียบ "ถ้าปลูกผักได้เร็ว บ้านเราจะไม่ขาดอาหาร จากนั้นจึงจะมาทำความะอา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status