Masukชายหนุ่มมองตามร่างระหงได้สัดส่วนของนางตาละห้อย “ข้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
“ถ้าไม่มีเขาน่าจะเขียนจดหมายติดต่อกับผู้นำชิงไห่ได้ง่ายกว่าพ่ะย่ะค่ะ แต่หมอเกิงต้องมียารักษาแน่ อันที่จริงพิษนี้ยังมีสมุนไพรอีกหลายชนิดที่รักษาได้ แต่ต้องผสมตัวยาให้ได้ตามสูตร วิธีการรักษาจะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่ายพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมจนปัญญาเพราะกระหม่อมไม่เก่งเรื่องการรักษาพิษ องค์ชายได้โปรดประทานอภัยให้กระหม่อมด้วย”“แล้วยาล้างพิษที่พระคู่หมั้นกินไปจะมีผลข้างเคียงหรือไม่เจ้าคะท่านหมอหลวง” เสวี่ยสอดปากถามเมื่อได้จังหวะ“นับว่าโชคดีที่ได้ดื่มไป เพราะมันช่วยควบคุมพิษไม่ให้กระจายไปได้อีก ถ้าไม่ได้ดื่มเข้าไปพระคู่หมั้นอาจจะอาการหนักกว่านี้หลายเท่า เพราะร่างกายของสตรีต่างจากบุรุษ”“เจ้ามั่นใจนะว่าเขารักษาพระคู่หมั้นได้”“แน่ใจพ่ะย่ะค่ะ เพราะครั้งหนึ่งหมอเกิงคนนี้ก็เคยรักษาชีวิตท่านอ๋องเอาไว้เหมือนกัน ครั้งนั้นท่านอ๋องอาการสาหัสกว่านี้นัก แต่หมอเกิงผู้นี้ก็รักษาได้ ตอนที่ท่านอ๋องถูกรับกลับมารักษาตัวต่อในวัง พวกกระหม่อมแทบไม่ได้ทำอะไรมากนัก นอกจากต้มยาบำรุงให้ดื่ม”“รักษาท่านพ่อข้าหรือ”“พ่ะย่ะค่ะ พระคู่หมั้นเคยได้ยินท่านอ๋องพูดถึงบ้างไหม”“เคยสิ ถ้าเป็นไปตามที่ท่านหมอหลวงพูด ท่านหมอผู้
“แล้วถ้าไม่หายเล่า” นางอยากรู้ว่าเขาคิดอย่างไร จึงย้ำถามคำถามเดิม “ท่านจะรับได้ไหม จะรักข้าเหมือนเดิมไหม” น้ำตาค่อย ๆ ไหลออกไปทางหางตา ตามด้วยเสียงสะอื้นเบา ๆ“เจ้าถามแบบนี้เพราะขวัญเสีย ข้าจะไม่โกรธเจ้าก็แล้วกัน”“ทำไมท่านถึงโกรธข้าเล่า”“เพราะเจ้าดูถูกหัวใจของข้า.. เจ้าคิดว่าที่ข้ารักเจ้าเพราะรูปโฉมเพียงอย่างเดียวกระนั้นหรือ.. ไม่ใช่หรอกนะเป่าเป้ย ข้ารักผม ปาก ตา จมูก รอยยิ้ม เสียงใส ๆ อก เอว สะโพก เท้า จิตใจที่บริสุทธิ์ คำพูดที่ซื่อตรง ทุกอย่างที่เป็นเจ้าทั้งหมดนี้ต่างหากที่ข้ารัก ข้าจะรักเจ้าคนเดียวไปจนแก่เฒ่าด้วยกัน”“แต่ตอนนี้ข้าแก่กว่าท่านแล้วนะ” มือเล็กข้างที่ไม่ได้ถูกกุมเอื้อมขึ้นลูบใบหน้าตนเองด้วยความรู้สึกทุกข์ระทมองค์เซียนดึงมือของนางมาจูบเพราะไม่อยากให้นางรู้สึกหดหู่กับใบหน้าที่เปลี่ยนไป“ถ้าเปลี่ยนกัน คนที่เป็นแบบนี้คือข้าเจ้าจะยังรักข้าไหม”“รักสิ” นางตอบแบบไม่ลังเล ดึงมือออกจากการเกาะกุมไปลูบตรงหน้าผากที่มีรอยย่นเส้นเล็ก ๆ สองเส้นพาดขวาง “เพราะข้ารักท่านตอนที่ท่านเป็นท่านลุงของข้าแล้วนี่”“เจ้ายังรักข้าได้แล้วทำไมข้าจะรักเจ้าไม่ได้เล่า”“แม้ข้าจะแก่หง่อมกว่าท่านอย่างน
“คุณหนู!” เสวี่ยตาเบิกโตด้วยความตกใจ ทำตัวไม่ถูก เมื่อเห็นคุณหนูของตนอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด ๆ อยากไปตามหาองค์ชายแต่ก็ไม่กล้าทิ้งนางไว้ตามลำพัง จะเรียกหาขันทีหนิวหรือนางกำนัลคนอื่น ๆ ก็กลัวพวกเขาจะตกใจกับสภาพของนาง “ข้าจะทำอย่างไรดีคุณหนู ข้าจะทำอย่างไรดี”กุ้ยจินลี่ฮัวฝืนยิ้มให้สาวใช้ที่เริ่มน้ำตาแตก อาการของนางเริ่มหนักขึ้นจนน่ากลัวนางรับรู้ได้ด้วยตัวเอง ภายในกระอักกระอ่วนไปหมด หัวใจเต้นเร็ว กระดูกยิ่งเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ นางไม่ได้ป่วย แต่นางต้องโดนยาพิษอะไรสักอย่างแน่“หยิบยาให้ข้าหน่อย ในลิ้นชักชั้นแรกนั่น” นางนึกขึ้นได้ว่าหลินโม่วเคยให้ยาล้างพิษและยาจำเป็นอื่น ๆ กับนางไว้หลายตัวเสวี่ยรีบวิ่งไปที่ลิ้นชักข้างผนัง ดึงลิ้นชักชั้นแรกที่เต็มไปด้วยยาออกมาทั้งชั้น แล้วนำไปกลับให้คนบนเตียงเลือก.. เห็นนางไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะยกมือ ได้แต่นอนพิงหัวเตียงพร้อมเลือดสด ๆ ที่ทะลักออกมาไม่หยุดก็ยิ่งขวัญเสีย น้ำตาไหลอาบแก้ม“ฮือ ๆ ยาขวดไหนเจ้าคะคุณหนู” ละล่ำละลักถามพร้อมกับน้ำตานองหน้า“สีขาวเชือกแดง อ้วก!” เลือดสด ๆ ไหลทะลัก ยิ่งทำให้นางทรมาน เจ็บร้าวไปทั่วร่างกายคล้ายถูกเข็มทิ่มแทงเสวี่ยรีบเช็ดน้ำ
เสวี่ยรีบปล่อยมือแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว “หม่อมฉันผิดไปแล้ว ขอประทานอภัยด้วยเพคะองค์ชาย” นางย่อกายกล่าวอย่างสำนึกผิด แล้วเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาอ้อนวอน “ได้โปรดให้หม่อมฉันเข้าไปหาคุณหนูเถิดเพคะ หม่อมฉันเป็นห่วงนางเหลือเกินเพคะ”“ดูอย่างเดียวเท่านั้นนะเสวี่ย ห้ามปริปากแม้แต่นิดเดียว ถ้าจะคุยให้ออกไปคุยกันข้างนอก รับปากสิ”“เพคะ”ได้ยินดังนั้นองค์เซียนจึงเล่าสิ่งที่ได้เห็นมากับตาให้สาวใช้คนสนิทของคนรักฟัง แล้วจึงพานางเข้าไปดูให้เห็นกับตาด้วยอีกคนสิ่งที่เห็นทำให้เสวี่ยแทบเป็นลมล้มทั้งยืน นางยกมือปิดปากแน่นเมื่อเห็นใบหน้าที่แก่ชราของคุณหนู น้ำตาไหลพรากอย่างกับทำนบพัง แล้วรีบหมุนตัวก้าวยาว ๆ ออกไปจากห้องเมื่อเห็นคนบนเตียงขยับตัวองค์เซียนไม่ได้ตามสาวใช้ออกไปในทันที เขายืนมองร่างบางบนเตียงที่พลิกตัวช้า ๆ พร้อมกับอาการนิ่วหน้าและสูดปากอย่างเจ็บปวด... แต่ใจของเขาเจ็บปวดยิ่งกว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..หรือว่านางโดนยาพิษจริง ๆปล่อยเอาไว้ไม่ได้แล้ว เขาจะต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินแก้ เขายืนมองจนแน่ใจว่านางไม่ตื่นขึ้นมา จึงเดินออกไปจากห้องด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบ................
ร่างบางที่นอนหลับสะดุ้งตื่น หรี่ตามองไปที่เงาร่างใหญ่กลางแสงเทียนสลัว“ท่านพี่..” นางขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง รู้สึกเจ็บตามข้อตามกระดูกแปลก ๆ พิกล แต่ก็ฝืนเอาไว้ “ท่านกลับมานานแล้วหรือ”เสียงหวาน ๆ นั่นคือเสียงของนางแน่แท้ แต่ทำไมใบหน้านั้นถึงเปลี่ยนเป็นหญิงชราเช่นนั้นเล่า เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่.. นางยังไม่รู้ตัวสินะ เขารีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติแล้วเดินเข้าไปหานาง“ข้ากลับมาถึงสักพักแล้ว”“ท่านพี่กินข้าวหรือยัง”“ยังเลย”“หิวไหม ข้าจะรีบบอกให้เสวี่ยเตรียมสำรับนะ”เขารีบเดินเข้าไปหานางแล้วจับให้นอนลง ไม่อยากให้นางเดินออกไป ไม่อยากให้คนอื่นเห็นนางในสภาพนี้ และที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใดคือไม่อยากให้นางรู้ตัว“เจ้าดูเหมือนไม่ค่อยมีแรงนะเป่าเป้ย ไม่สบายหรือ” ใบหน้าชราภาพเหมือนสตรีอายุอานามประมาณห้าหกสิบของนางยังดูงดงาม แต่อะไรที่ทำให้นางเป็นเช่นนี้ เมื่อยามอิ่วนางยังเป็นเป่าเป้ยวัยสิบหกของเขาอยู่เลย แล้วทำไมเวลาแค่หนึ่งชั่วยามกว่า ๆ นางถึงเปลี่ยนไป“ท่านพี่ดูออกด้วยหรือ”“เจ้าเป็นเมียรักของข้านะ ข้าจะไม่ใส่ใจได้อย่างไร บอกข้ามาให้หมดว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง”“รู้สึกอ่อนเพลี
องค์เซียนมองสตรีรูปงามตรงหน้าอย่างใช้ความคิด..เขาไม่ชอบนิสัยของนางแต่ก็ไม่อยากทำให้พระบิดาเจ็บช้ำใจ จึงตัดสินใจไม่เปิดปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง เขาจะทนให้ถึงที่สุดก่อนก็แล้วกัน“ที่กระหม่อมไม่พอใจนางเพราะนางดูถูกกระหม่อมว่าอัปลักษณ์ต่างหาก เรื่องอื่นกระหม่อมไม่ได้เอามาใส่ใจด้วยซ้ำ”คิ้วพาดเฉียงของจักรพรรดิถังโจวกระตุกเข้าหากัน แววตาเป็นกังวลในตอนแรกเปลี่ยนเป็นดุดันขณะมองไปที่พระชายา“เจ้าพูดเช่นนั้นจริงหรือฮองเฮา” เสียงของเขาเคร่งเครียดพอ ๆ กับใบหน้า “ถ้าเจ้าพูดเช่นนั้นจริงข้าจะไม่พอใจมาก” เขาบอกกับสตรีที่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา น้ำตาคลอเบ้า“หม่อมฉัน..” น้ำตาของนางเริ่มหลั่งริน “หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าองค์ชายนะเพคะฝ่าบาท ที่พูดออกไปแบบนั้นก็แค่อยากเตือนสติองค์ชายเท่านั้น”มุมปากองค์เซียนกระตุกเล็กน้อยก่อนจะปั้นหน้านิ่งฟังคำแก้ตัวของนางต่อ“เตือนสติอย่างไร” ฝ่าบาทซักต่อ“หม่อมฉันแค่เตือนองค์เซียนเรื่องความรับผิดชอบต่อบัลลังก์ในอนาคต แต่องค์เซียนไม่ฟังหม่อมฉันบ้างเลย หม่อมฉันยอมรับเพคะว่าโมโห คำพูดก็เลยอาจจะฟังห้วน ๆ ไปบ้างตามอารมณ์ แต่ได้โปรดเชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะว่าหม่อมฉันไม่มีเจต
“ท่านทำเกินไปแล้วนะ” ปากเล็ก ๆ พ่นคำต่อว่าเสียงกระเส่า ขณะที่กอดเกี่ยวร่างใหญ่ไว้แนบแน่น “ข้าไม่ได้ทำเกินไปสักนิด ข้าทำในสิ่งที่สามีควรจะทำเท่านั้น เจ้าเป็นเมียก็อย่าตัดพ้อข้านักเลย ยอมให้ข้าทำดี ๆ ก็พอแล้ว อา..” เขาส่งเสียงครางเมื่อถูกหุบเหวลึกของนางรัดแน่นอย่างจงใจ “อา.. เจ้ารู้จักหยอ
“บ่าวของข้านิสัยแย่ก็เพราะมีนายที่นิสัยแย่ ๆ แบบข้า ข้าละอายแก่ใจจริง ๆ ที่ทำให้คนรับใช้เช่นเจ้าไม่พอใจ”อัสนาถึงกับหน้าถอดสี รู้ตัวทันทีว่าเขาไม่พอใจนางอย่างมาก ที่ไปแตะต้องคนของเขาเข้า“ขะ..ข้าขอโทษที่ล่วงเกินคนของท่าน”“ครั้งนี้ข้าจะไม่ถือโทษโกรธเจ้าก็แล้วกัน ถือว่าเจ้าไม่รู้จักธรรมเนียมของข้า แ
เอียนเพียงแต่ยิ้มแทนการตอบรับ แล้วชวนให้นางเดินต่อไป“เจ้ายังอยากกินโรตีอยู่ไหม”“ท่านไม่มีเงินแล้วหรือ”“ไม่ใช่ ข้าเห็นเจ้ากินขนมนี้ไปตั้งเยอะแล้ว คิดว่าคงอิ่ม”“เรื่องอิ่มไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับข้าหรอกท่านเอียน เดินแค่สามปู้ท้องก็หิวอีกแล้ว”“กินเก่งแบบนี้ใครจะเลี้ยงเจ้าไหวอาจู”“จอห์นบอกว่าจะเลี้ย
“ข้าพอมีเงินรูปีอยู่บ้าง ไม่ต้องรบกวนท่านจอห์นหรอก” เอียนรีบเอ่ยขึ้นพร้อมกับลุกจากที่นั่ง“ไหนท่านบอกว่าไม่มีเงินรูปี” นางชักสีหน้าสงสัย“มีน้อยก็เหมือนไม่มี แต่ถ้าซื้อโรตีอย่างเดียวข้าก็พอจะมีอยู่บ้าง” เอียนขยิบตาใส่นาง “ข้าฝากท่านจอห์นไว้กับท่านด้วยนะท่านหญิงฟาติมา อีกไม่เกินหนึ่งชั่วยามข้าจะกลับ







