LOGIN"ชาติก่อนมอบใจให้เหยียบย่ำ ชาตินี้ขอยื่นใบหย่า... ท่านแม่ทัพกลับคุกเข่าอ้อนวอนเจียนตาย!" ชาติก่อน 'จ้าวชิงเยว่' รักเขาจนตัวตาย ยอมให้เขาและสตรีในดวงใจเหยียบย่ำศักดิ์ศรี แต่สิ่งที่ได้คืนมาคือความเดียวดายในเรือนหลัง... ชาตินี้ นางหวนคืนมาพร้อมหัวใจที่ด้านชา และคำประกาศิตตอกหน้าว่า "ในสายตาข้า ท่านเป็นเพียงแม่ทัพ หาใช่สามีไม่!" เมื่อของตายเริ่มดิ้นหนี และสตรีที่เคยไล่ตามกลับเมินเฉย 'แม่ทัพเซียวจิ่งหยวน' ผู้เคยหยิ่งทะนงจึงต้องทุรนทุราย! จากสามีผู้เย็นชา สู่การเป็น 'เจ้าโบ้' ผู้คลั่งรัก... ตากฝนง้อจนไข้ขึ้นนางก็ไม่สน! เปย์หมดหน้าตักนางก็ไม่มอง! เอาชีวิตเข้าแลกในสนามรบ นางกลับยื่น 'หนังสือหย่า' ใส่หน้า! “ชิงเยว่... ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดให้โอกาสข้า” “โอกาสของท่านหมดไปตั้งแต่วันที่ท่านเลือกนางแล้ว... เซ็นใบหย่าซะ ท่านแม่ทัพ” เส้นทางจาก 'ผัวชั่ว' สู่ 'ผัวทาส' ที่ต้องแลกมาด้วยน้ำตาและความรักทั้งชีวิต... เขาจะทลายกำแพงน้ำแข็งในใจนางได้หรือไม่? หรือจะต้องเสียนางไปตลอดกาล?
View Moreเสียงปี่กลองและมโหระทึกดังกึกก้องประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางเวหา ท่วงทำนองมงคลที่บรรเลงอยู่นั้นช่างเสียดแทงแก้วหูจนปวดร้าว ราวกับเหล็กแหลมที่ทิ่มแทงลงไปในโสตประสาท
จ้าวชิงเยว่ ลืมตาโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว เบื้องหน้าของนางหาใช่ปรโลกอันหนาวเหน็บ หรือสะพานไน่เหอที่รอคอยวิญญาณคนตาย ทว่ากลับเป็นผืนผ้าไหมสีแดงชาดที่ปักลวดลายเป็ดหยวนยางเล่นน้ำอันวิจิตรบรรจง... ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว?
ความทรงจำสุดท้ายของนางคือรสชาติฝาดเฝื่อนของสุราพิษ และแววตาอันเย็นชาไร้เยื่อใยของ เซียวจิ่งหยวน บุรุษผู้เป็นสามีที่นางรักสุดหัวใจ เขาโยนเทียบหย่าลงแทบเท้า ยืนมองนางกระอักเลือดตายไปพร้อมกับข้อหา 'สตรีอำมหิต' ที่นางมิได้ก่อ ทั้งหมดเพียงเพื่อเปิดทางให้สตรีผู้นั้น... ไป๋ลั่วอิ๋ง น้องสาวร่วมสาบานที่แสนบอบบางผู้นั้นได้ขึ้นมาแทนที่
‘นางเจ็บปวดเพราะเจ้ามามากพอแล้ว ชิงเยว่... ชดใช้ให้นางเสียเถิด’
คำพูดนั้นยังดังก้องในวิญญาณ ความเจ็บปวดจากการถูกพิษแล่นพล่านจนร่างกายสั่นสะท้าน... แต่ทว่า เมื่อนางก้มลงมองมือตนเอง กลับพบเพียงมือเรียวขาวผ่องดุจหยกมันแพะ ไร้ซึ่งรอยแผลเป็น ไร้ซึ่งร่องรอยของความตรากตรำในคุกหลวง
แรงสั่นสะเทือนเป็นจังหวะจากการแบกหามทำให้สติของนางแจ่มชัดขึ้น กลิ่นกำยานมงคลและเสียงอื้ออึงของผู้คนภายนอกตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย
นางมิได้ตาย... หรือหากตายไปแล้ว สวรรค์คงเล่นตลก ส่งนางย้อนเวลากลับมา
กลับมายังจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมทั้งปวง... วันวิวาห์ระหว่างนางและแม่ทัพปีศาจ เซียวจิ่งหยวน
จ้าวชิงเยว่แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะแผ่วเบาที่แหบพร่ายิ่งนัก ภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีแดงสด หยาดน้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกจากหางตา มิใช่เพราะความปิติยินดี แต่เป็นเพราะความคับแค้นที่อัดแน่นจนแทบระเบิดอก
ชาติที่แล้ว ในยามนี้ นางนั่งอยู่บนเกี้ยวด้วยหัวใจที่เต้นระรัว เฝ้ารอคอยที่จะได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษที่นางปักใจรักมาตั้งแต่เยาว์วัย นางวาดฝันถึงชีวิตคู่ที่หวานชื่น การเป็นฮูหยินแม่ทัพที่เพียบพร้อม แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความหมางเมิน การถูกใส่ร้าย และความตายอันน่าอนาถ
‘สวรรค์... ท่านให้ข้ากลับมาเพื่อสิ่งใด? เพื่อให้ข้าลิ้มรสความเจ็บปวดซ้ำสองกระนั้นหรือ?’
นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามระงับก้อนสะอื้นที่จุกแน่นอยู่ในคอ มือเรียวกำชายกระโปรงสีแดงเพลิงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว สีแดงของชุดมงคลในยามนี้ ช่างดูคล้ายโลหิตที่นองพื้นในวันที่นางสิ้นใจยิ่งนัก
"ถึงหน้าจวนสกุลเซียวแล้ว! วางเกี้ยว!"
เสียงตะโกนของผู้ขานพิธีดังแทรกเข้ามา ตัดขาดห้วงภวังค์ความเจ็บปวด จ้าวชิงเยว่หลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้น้ำตาหยดสุดท้ายร่วงหล่นลงบนหลังมือ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครา แววตาที่เคยสั่นไหวด้วยความรักใคร่และคาดหวังได้เลือนหายไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความราบเรียบ ลึกสุดหยั่ง และเย็นเยียบดุจบ่อน้ำพันปี
ในเมื่อถอยหลังไม่ได้... ในเมื่อชะตากำหนดให้นางต้องเดินเข้าสู่กรงขังแห่งนี้อีกครั้ง เช่นนั้นนางก็จะเดินเข้าไป ทว่ามิใช่ในฐานะ 'จ้าวชิงเยว่ผู้โง่งม' คนเดิมอีกต่อไป
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงเท้าเตะประตูเกี้ยวสามครั้งตามธรรมเนียมดังสนั่น เป็นสัญญาณว่าเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว แสงสว่างสาดส่องเข้ามาเมื่อม่านเกี้ยวถูกเลิกขึ้น จ้าวชิงเยว่นั่งหลังตรง สงบนิ่งประดุจรูปสลักหยก
มือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบทำศึกยื่นเข้ามาตรงหน้าเพื่อรอรับนางลงจากเกี้ยว... มือคู่นั้นที่เคยประคองกอดสตรีอื่นต่อหน้านาง มือคู่นั้นที่เคยผลักไสนางอย่างรังเกียจ
ในอดีต นางรีบวางมือลงบนฝ่ามือเขาด้วยความขัดเขินแกมยินดี หัวใจเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมานอกอก
แต่ยามนี้... จ้าวชิงเยว่เพียงปรายตามองมือคู่นั้นด้วยสายตาว่างเปล่า นางนิ่งค้างไปชั่วอึดใจ นานจนบรรยากาศเริ่มกระอักกระอ่วน แม่สื่อที่ยืนอยู่ด้านข้างเริ่มเหงื่อตก เกรงว่าเจ้าสาวจะเล่นตัวจนท่านแม่ทัพกริ้ว
"ฮูหยิน?" เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยเรียก แฝงแววสงสัยเล็กน้อย
จ้าวชิงเยว่ยกมุมปากขึ้นภายใต้ผ้าคลุมหน้า เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา นางวางมือลงบนฝ่ามือของเซียวจิ่งหยวนอย่างเชื่องช้า สัมผัสที่ปลายนิ้วกระทบกันนั้นเย็นชืดจนเซียวจิ่งหยวนเผลอขมวดคิ้ว
มือของเจ้าสาว... เหตุใดจึงเย็นเฉียบดั่งก้อนน้ำแข็งเช่นนี้?
ทว่าเขาไม่มีเวลาไตร่ตรองมากนัก เมื่อมือเล็กนุ่มนิ่มนั้นแตะลงมา เขาก็กระชับมือดึงนางลุกขึ้นจากเกี้ยว ทว่าร่างบางกลับลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่ามั่นคง ไม่มีการเซถลาเข้าหาอกแกร่งเพื่อออดอ้อนเหมือนดรุณีแรกรุ่นทั่วไป นางก้าวลงมายืนเคียงข้างเขา เว้นระยะห่างอย่างพอเหมาะพอดี... พอดีจนดูห่างเหิน
เสียงจุดประทัดดังสนั่นหวั่นไหว กลบเสียงลมหายใจของคนทั้งสอง จ้าวชิงเยว่ก้าวเดินตามแรงจูงของชายผ้าแพรแดง ข้ามธรณีประตูสูงศักดิ์ของจวนแม่ทัพ ทุกย่างก้าวช่างหนักอึ้งราวกับมีโซ่ตรวนล่ามข้อเท้า
เบื้องหน้าคือโถงพิธีอันโอ่อ่า แขกเหรื่อมากมายล้วนเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่และสหายร่วมรบของเขา เสียงหัวเราะพูดคุยดังก้อง ทว่าในหูของจ้าวชิงเยว่กลับได้ยินเพียงเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของโชคชะตา
"หนึ่ง... คำนับฟ้าดิน!"
เสียงขานพิธีดังก้อง จ้าวชิงเยว่หันหน้าออกสู่ลานกว้าง ก้มศีรษะลงคำนับฟ้าดิน
ฟ้าดินเอย... หากท่านมีตา ขอจงเป็นพยาน ชาตินี้ข้าจ้าวชิงเยว่ จะขอลิขิตชะตาตนเอง ความรักอันโง่งมที่เคยมี ข้าขอคืนให้แก่ฟ้าดินจนหมดสิ้น
"สอง... คำนับบิดามารดา!"
นางหันกลับมายังแท่นประธาน ซึ่งว่างเปล่า... บิดามารดาของเซียวจิ่งหยวนเสียชีวิตไปนานแล้ว มีเพียงป้ายวิญญาณตั้งตระหง่าน นางก้มลงคำนับด้วยความเคารพตามมารยาท มิใช่ความนอบน้อมที่พยายามเอาใจเพื่อให้พวกท่านยอมรับนางในฐานะสะใภ้เช่นกาลก่อน
"สาม... คำนับกันและกัน!"
เก้าเดือนต่อมา...เสียงทารกร้องอุแว้ดังลั่นจวน เซียวจิ่งหยวนที่เดินวนเป็นหนูติดจั่นอยู่หน้าห้องคลอด รีบพังประตูเข้าไปทันทีที่หมออนุญาตภาพที่เห็นคือ จ้าวชิงเยว่ที่เหงื่อท่วมกายแต่ใบหน้าเปี่ยมสุข ในอ้อมแขนมีทารกตัวน้อยผิวขาวอมชมพู หน้าตาถอดแบบเขามาเปี๊ยบ"ลูกชายขอรับ ท่านแม่ทัพ" หมอตำแยรายงานเซียวจิ่งหยวนเดินเข้าไปหา เขายื่นนิ้วสั่นๆ ไปแตะแก้มยุ้ยๆ ของลูกชาย ทันใดนั้น เจ้าก้อนแป้งก็นิ้วมือน้อยๆ กำนิ้วชี้ของพ่อไว้แน่นน้ำตาแห่งความปิติไหลอาบแก้มแม่ทัพเหล็ก"เสี่ยวเป่า... ของพ่อ" เขาหันไปจุมพิตหน้าผากภรรยา "ขอบคุณนะชิงเยว่... ขอบคุณที่มอบครอบครัวที่สมบูรณ์ให้ข้า""ท่านพี่..." จ้าวชิงเยว่ยิ้มล้อเลียน "หายแพ้ท้องแล้วหรือเจ้าคะ?"เซียวจิ่งหยวนหัวเราะ "หายเป็นปลิดทิ้ง! ต่อไปนี้ข้าจะสอนวรยุทธ์ให้เขา ให้เขาปกป้องแม่และน้องสาวที่จะตามมาอีกโหล!""โหลหนึ่ง! ท่านจะบ้าหรือ!"เสียงหัวเราะแห่งความสุขดังก้องจวน ต้อนรับสมาชิกใหม่ที่จะมาเติมเต็มความรักของทั้งคู่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นสามปีผ่านไป เสี่ยวเป่า (ชื่อจริง เซียวอวี้) อายุได้สามขวบ กำลังซุกซนและเฉลียวฉลาด วันหนึ่ง มีจดหมายและหีบของขวัญส่งมาจากแดน
"ชู่ว... เรื่องร้ายๆ ลืมมันไปเถิดเจ้าค่ะ คืนนี้เป็นคืนมงคล เรามาสร้างความทรงจำใหม่กันดีกว่า"นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แววตาเป็นประกายซุกซนและลึกล้ำ"ท่านรู้หรือไม่... ว่าข้าเคยสาบานกับตัวเองไว้ว่า หากท่านทำให้ข้าเสียใจอีก ข้าจะหนีไปให้ไกลสุดหล้าฟ้าเขียว"เซียวจิ่งหยวนกอดนางแน่นขึ้นทันทีด้วยความกลัว "ข้าไม่ยอม! ข้าจะไม่ทำเจ้าเสียใจอีก!"จ้าวชิงเยว่หัวเราะเบาๆ นางขยับตัวเข้าไปใกล้ จนลมหายใจรินรดใบหูของเขา แล้วกระซิบถ้อยคำพันธสัญญาที่ผูกมัดหัวใจเขาไว้ยิ่งกว่าโซ่ตรวน"แต่ในเมื่อท่านกลับใจได้แล้ว... ชาตินี้ ท่านต้องชดใช้ข้าให้สาสม ด้วยความรักทั้งชีวิต... ห้ามเบี้ยว ห้ามหนี และห้ามตายก่อนข้า... เข้าใจไหมเจ้าคะ ท่านแม่ทัพ?"เซียวจิ่งหยวนฟังแล้วหัวใจพองโตคับอก ความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูท่วมท้นจนแทบระเบิด"รับบัญชา ฮูหยิน!" เขาตอบรับเสียงหนักแน่น "หนี้รักครั้งนี้ ข้ายินดีชดใช้ด้วยชีวิต... จะรักเจ้า ถนอมเจ้า ตามใจเจ้า และเป็นทาสรับใช้เจ้าไปจนผมขาวโพลน!""ปากหวานนัก...""หวานไม่หวาน... เจ้าต้องลองชิมดู"เซียวจิ่งหยวนโน้มใบหน้าลงมา ประทับริมฝีปากจูบนางอย่างดูดดื่มและเนิ่นนาน จุมพิตนี้เต็มไปด้วยค
ณ เรือนหรูอี้ภายในห้องหอที่ถูกตกแต่งใหม่ด้วยผ้าไหมสีแดงมงคลและอักษร 'ซวงสี่' (ความสุขคู่) สีทองอร่าม จ้าวชิงเยว่ นั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง ให้บ่าวไพร่ช่วยกันแต่งองค์ทรงเครื่องวันนี้ใบหน้าของนางงดงามหมดจดราวกับเทพธิดาจำแลง ผิวพรรณขาวผ่องอมชมพูตัดกับชาดทาปากสีแดงสด คิ้วเขียนทรงใบหลิวดูอ่อนช้อย แววตาที่เป็นประกายระยับเต็มไปด้วยความสุข ต่างจากแววตาเศร้าหมองในวันแต่งงานครั้งแรกราวกับเป็นคนละคนชุดเจ้าสาวที่สวมใส่ เป็นชุดผ้าไหมแพรพรรณปักลาย 'หงส์คู่มังกร' ด้วยด้ายทองคำแท้ ฝีมือช่างหลวงอันดับหนึ่ง ชายกระโปรงยาวลากพื้นวิจิตรตระการตา บนศีรษะสวมมงกุฎหงส์ประดับไข่มุกราตรีและทับทิม ล้ำค่ายิ่งกว่าสมบัติทั้งเมือง"ฮูหยินงามเหลือเกินเจ้าค่ะ..." เสี่ยวผิง สาวใช้คนสนิทเอ่ยทั้งน้ำตาแห่งความปิติ "งามยิ่งกว่าวันแรกที่แต่งเข้ามาเสียอีก"จ้าวชิงเยว่ยิ้มบางๆ มองตัวเองในกระจก"วันนั้น... ข้าแต่งด้วยความหวาดหวั่นและหน้าที่" นางเอ่ยเสียงนุ่ม "แต่วันนี้... ข้าแต่งด้วยหัวใจ""เกี้ยวเจ้าสาวมารอแล้วเจ้าค่ะ!" แม่สื่อตะโกนบอกด้วยความตื่นเต้นจ้าวชิงเยว่ลุกขึ้นยืน บ่าวไพร่รีบนำผ้าคลุมหน้าสีแดงปักลายมงคลมาคลุมศีร
เมื่อหันกลับมามองเงาสะท้อนของตนเองในน้ำ จ้าวชิงเยว่ก็นึกย้อนไปถึงอดีต... ถึง 'ชาติก่อน' ที่นางต้องจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวและน่าเวทนาความแค้นเคืองที่เคยมีต่อเซียวจิ่งหยวน ความเกลียดชังที่มีต่อโชคชะตา... บัดนี้ได้เลือนหายไปจนเกือบหมดสิ้น"เมื่อก่อน... ข้าเคยโทษฟ้า โทษดิน โทษท่านพี่ที่ใจร้าย..." นางพึมพำกับตัวเอง"แต่แท้จริงแล้ว... ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตัวข้าเองที่ 'โง่เขลา' เกินไป"ในชาติก่อน นางรักเซียวจิ่งหยวนแบบถวายหัว รักแบบไร้สติ รักแบบยอมสูญเสียตัวตน นางยอมให้เขาเหยียบย่ำ ยอมให้คนอื่นรังแกโดยไม่ตอบโต้ เพียงเพราะหวังว่าความดีจะชนะใจคนนางโง่ที่คิดว่าการเป็น 'ภรรยาที่ว่านอนสอนง่าย' คือสิ่งที่ถูกต้อง จนลืมไปว่า มนุษย์เราต้องรู้จักรักและเคารพตัวเองก่อน ผู้อื่นจึงจะเคารพเรา"ข้าทำตัวเป็นของตาย... เขาก็เลยมองข้าม""ข้าอ่อนแอ... ไป๋ลั่วอิ๋งจึงข่มเหง""ข้าไม่รู้จักใช้สติปัญญา... ปล่อยให้อารมณ์นำทาง สุดท้ายก็ตรอมใจตายไปเอง"จ้าวชิงเยว่ยิ้มให้กับเงาในน้ำ... รอยยิ้มแห่งการให้อภัยนางให้อภัยเซียวจิ่งหยวนในชาติก่อน เพราะเขาเองก็โง่เขลาที่ถูกบังตาด้วยอคติ และที่สำคัญที่สุด... นางให้อภัยตัวเอง"

















