LOGINหญิงสาวได้แต่ขบฟัน มองหน้าที่หลับตาลงอย่างขัดเคืองแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แม้อยากจะเดินไปผลักไสเขาออกไปจากกระท่อมแต่ก็ยังไร้เรี่ยวแรงจะทำถึงขนาดนั้น จึงเอนตัวลงนอนแล้วมองเขาไม่กะพริบตาด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน แล้วด้วยความเพลียหรือฤทธิ์ยาก็ไม่แน่ใจ ทำให้นางค่อย ๆ หลับไปไม่รู้ตัวกุ้ยหย่งเฟิงค่อย ๆ ลืมตาเมื่อได้ยินเสียงหายใจสม่ำเสมอที่บอกให้รู้ว่าหญิงสาวหลับแล้ว คลี่ยิ้มละมุนเมื่อเห็นใบหน้าที่กระทบกับแสงสว่างของตะเกียง แล้วลุกออกไปจากกระท่อม ยืดเส้นยืดสายด้วยการฝึกเพลงดาบริมชายหาด....................ร้านทอผ้าแซ่ปิง“มะลิอยู่ไหน”“ย้อมผ้าอยู่หลังบ้านกระมัง” สามีตอบคำถามภรรยาที่เพิ่งกลับมาจากตลาด “ลูกเราไปสร้างเรื่องอะไรไว้อีกหรือเย็น” และถามต่ออย่างใส่ใจเมื่อเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของนาง“เปล่าหรอกพี่ฉู แต่ข้าอยากรู้ว่านางรู้เรื่องนี้ด้วยหรือเปล่า”สามีดึงมือภรรยาไปนั่งลงที่โต๊ะแล้วรินน้ำชาให้นาง “ดื่มน้ำชาให้ชื่นใจแล้วเล่าให้ข้าฟังว่าเรื่องอะไร”สตรีชาวหลอหูจิบน้ำชาที่สามีรินให้ครึ่งถ้วยก็วางลง “ข้าไปซื้อปลาที่ร้านพี่เสียง แล้วข้าก็ได้ยินมาว่าจำปีมีคนรักแล้ว”ปิงฉูคลี่ยิ้มกว้างอย่างยินดีกับข่
“ข้าได้ยินคนในตลาดคุยกันว่าลูกชายของท่านมีคนรัก อยู่กินด้วยกันแล้วด้วย”“โธ่เอ๊ย ข้าก็นึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายที่ไหนเสียอีก”“ท่านไม่ตกใจเลยหรือ”“มีอะไรให้น่าตกใจเล่าหลินโม่ว ลูกเฟิงของข้าเป็นผู้ชายนะ จะมีคนรักก็ไม่เห็นแปลกอะไร ว่าแต่ข่าวลือที่เจ้าได้ยินมานั้น บอกด้วยหรือเปล่าว่าคนรักของลูกชายข้าเป็นบุรุษหรือสตรี”“พี่ยิปซี!” หลินโม่วคลึงขมับเมื่อได้ยินคำถาม“แบบนี้แสดงว่าเป็นสตรีสินะ”“ลูกชายท่านชอบบุรุษหรือ”“ต้องชอบสตรีสิ”“แล้วทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ”“มีข่าวลือว่าลูกเฟิงของข้าไม่ยอมแต่งงานเพราะชอบเพศเดียวกัน”หลินโม่วทุบอกที่อัดอั้นด้วยความโมโห เพราะเรื่องที่ได้ยินจากปากของพี่สาวร่วมสาบานหนักกว่าเรื่องที่ตัวเองได้ยินมาเสียอีก“บ้าไปแล้ว ๆ ๆ ใครกันเป็นคนปล่อยข่าวลือเลว ๆ แบบนี้”“ไม่ต้องโมโหไปหรอกหลินโม่ว เสียสุขภาพเปล่า ๆ”“ท่านไม่โกรธบ้างหรือพี่ยิปซี”“เพราะข้ามั่นใจว่าลูกเฟิงของข้าไม่เป็นแบบนั้น ก็เลยไม่รู้ว่าจะโกรธไปทำไม”“จิตใจของท่านช่างประเสริฐนัก ถ้าเป็นข้าคงจบไม่สวยแน่”ยิปซีหรือกุ้ยถิงคลี่ยิ้มละมุน “แต่ข้ายังไม่รู้เลยว่าคนรักของลูกเฟิงข้าคือผู้ใด เจ้าพอจะได้ยินชื่อแซ่นางมาบ
ร้านทอผ้าแซ่ปิง“ขอบคุณนายท่าน”“ให้ข้าไปส่งข้างในไหม”“ไม่ต้อง แค่นี้ก็พอแล้ว ข้าไม่อยากให้คนในบ้านแตกตื่น” มะลิปฏิเสธน้ำใจของเจี้ยนคัง“ตามใจ ถ้าอย่างนั้นข้าขอลา”“เดี๋ยวก่อนนายท่าน” มะลิรั้งเขาไว้ด้วยคำพูด “ท่านมีม้าหรือไม่”“ทำไมหรือ”“ข้าเป็นห่วงจำปี ถ้าท่านมีม้าพรุ่งนี้มารับข้าไปหานางหน่อยได้ไหม”“ดูแลตัวเองให้หายก่อนดีกว่า ส่วนเพื่อนของเจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก เจ้าก็ได้ยินแล้วนี่ว่าอ๋องน้อยให้ข้าพาอาสะใภ้ของข้าไปช่วยดูแลนาง”“ถึงอย่างนั้นข้าก็อยากไปอยู่เป็นเพื่อนนางอยู่ดี ได้โปรดเถอะนะนายท่าน ข้าอยากให้นางฟื้นขึ้นมาแล้วเจอกับคนที่คุ้นเคย ไม่ใช่เจอแต่คนแปลกหน้าที่ไหนก็ไม่รู้”คำพูดของนางมีเหตุผลพอที่จะให้เจี้ยนคังเริ่มใจอ่อน ในที่สุดเขาก็พยักหน้ารับ“จะให้มารับยามไหนล่ะ”“ถ้าเป็นยามเหม่าจะเช้าไปไหม”“เช้าแน่ ข้าจะมารับเจ้าต้นยามเฉินก็แล้วกัน เตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม ถ้าข้ามาถึงแล้วไม่เห็นเจ้าข้าจะไปทันที” เขาตบท้ายด้วยคำขู่“ขอบคุณเจ้าค่ะนายท่าน” หญิงสาวคลี่ยิ้มยินดี ก้มศีรษะกล่าวขอบคุณจากใจก่อนจะบอกลาและกระโดดขาเดียวเข้าไปในบ้าน.....................หมู่บ้านชาวประมง“คารวะอ๋องน้
คำพูดของนางทำให้เขาอึ้งไปเลยทีเดียว นางคิดวิธีนี้มาได้อย่างไร แต่ก็ยอมปล่อยมือตามที่นางขอ“เจ้ารู้หรือเปล่าว่าตรงนี้ถึงกระท่อมของเพื่อนเจ้ามันห่างกันแค่ไหน”“ทราบเจ้าค่ะ แต่ข้ากระโดดเก่งมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไปก่อนนะ”เจี้ยนคังมองหญิงสาวที่กระโดดขาเดียวจากไปด้วยความเร็วที่น่าทึ่งไม่วางตา จนกระทั่งมองเห็นว่าร่างบางเริ่มแรงแผ่วจึงก้าวเท้าตามไปประกบด้านหลัง ทิ้งระยะห่างประมาณสองก้าวยาว ๆ โดยไม่ปริปากพูดอะไร กระทั่งนางยืนนิ่งแล้วค่อย ๆ วางเท้าข้างที่เจ็บลงบนพื้นพร้อมกับอาการเหนื่อยหอบ“ให้ข้าช่วยไหม”“ว้าย! โอ๊ย..” หญิงสาวสะดุ้งตกใจเสียงทุ้มจากด้านหลัง เผลอก้าวเท้าหนีจนทำตัวเองเจ็บ ตามมาด้วยอาการเขินอายจนร้อนฉ่าไปทั้งตัว เมื่อถูกคนตัวใหญ่อุ้มเอาไว้อีกครั้งและก้าวเท้าเดินอย่างมั่นคง “ขะ ๆ ข้า ๆ เดิน ๆ เองได้ ปล่อยข้าลงเถอะ”“ข้าไม่อยากเสียเวลา ป่านนี้นายท่านของข้าคงเป็นกังวลแล้ว รีบไปกันดีกว่า”“ท่านก็นำไปก่อนสิเจ้าคะ เดี๋ยวข้ากระโดดตามไปเอง”“หยุดพูดก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนแล้วโยนเจ้ากลับเข้าไปอยู่กับงูในป่าเหมือนเดิม” คนขู่กระตุกยิ้มบางเบาเมื่อคำขู่ใช้ได้ผล……………
“แล้วถ้าดูแลได้ไม่ดีเล่า” หย่งเฟิงถามเผื่อเอาไว้“ก็อย่างที่ข้าบอก อาการของนางถือว่าสาหัสมากเพราะโดนผึ้งต่อยถึงสองรอบ อาการแพ้พิษอาจทำให้นางชัก และอาจจะหยุดหายใจได้ขอรับ”“เข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านมาก” หย่งเฟิงหยิบเงินก้อนหนึ่งมอบให้หมอ “พอหรือไม่”“มากเกินไปขอรับ”“เอาไปเถอะ ถ้าเจอคนป่วยที่ไม่มีเงินก็ช่วยรักษาให้พวกเขาบ้างก็แล้วกัน”“ขอบคุณนายท่าน ข้าจะแวะมาดูอาการให้นางทุกวัน แต่ถ้าตกดึกอาการนางน่าเป็นห่วงก็ไปตามข้าได้ตลอดนะขอรับ”“ขอบใจท่านมาก”“นายท่านขอรับ คือว่า..”“พูดมาเถอะ ถ้าเกี่ยวกับคนป่วยก็ไม่ต้องเกรงใจ”“ข้าขอละลาบละล้วงถาม นายท่านเป็นอะไรกับนางขอรับ”คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน “มันเกี่ยวกับการรักษาด้วยเหรอท่านหมอ”“เกี่ยวสิขอรับ คือนางต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ดีแน่ ปอดนางจะบวมน้ำเอาง่าย ๆ ถ้านายท่านเป็นคนอื่นข้าในฐานะหมอจะจัดการเรื่องนี้เอง”“เจี้ยนคัง” อ๋องน้อยเรียกองครักษ์เสียงเครียดเมื่อจบคำพูดของหมอวัยกลางคน เพราะเพิ่งนึกได้ว่าเพื่อนสนิทของคนเจ็บหายไป “ปิงปิงเพื่อนของนาง ข้าไม่แน่ใจว่ายังหลงอยู่ในป่าหรือเปล่า รีบไปตามหานางเดี๋ยวนี้เลย” แล้วบอกทิศทางที่เดินเข
“ข้าว่าไม่ดีหรอก เราควรไปตามหานางตอนนี้ดีกว่า หรือไม่ก็ลองถามชาวบ้านพวกนั้นดู นางเพิ่งจะฟื้นไข้นะ ถ้าเกิดไปเป็นลมอยู่ในป่าจะทำยังไง”มะลิได้แต่มองตามร่างใหญ่ที่เดินไปหาชาวบ้านที่กำลังหาหอยเหล่านั้นทีละคน สักพักก็เดินหน้านิ่วกลับมา“มีคนหนึ่งบอกว่าเห็นนางเดินไปทางนั้น น่าจะเข้าไปหาของป่าอย่างที่เจ้าคิดไว้นั่นแหละ”“แล้วจะเอาอย่างไร”“ตามไปดูสิ เขาบอกว่านางไปนานแล้วนะ ตั้งแต่เขาเพิ่งมาถึงที่นี่คนเดียว แล้วตอนนี้คนอื่น ๆ หาหอยได้เต็มกระบุงแล้ว แต่นางยังไม่กลับมาแบบนี้ เจ้าไม่เป็นห่วงเพื่อนบ้างหรือ ถ้าเจ้าไม่ไปข้าไปคนเดียวก็ได้”“ไปก็ไปเจ้าค่ะ” มะลิเห็นความห่วงใยที่เขามีต่อเพื่อนก็ไม่ลังเล รีบเดินตามคนใจร้อนไปทันที“ป่าทึบขนาดนี้นางยังกล้าเข้ามา จิตใจนางทำด้วยดีหมีหรืออย่างไร” เขาเริ่มบ่นอย่างไม่พอใจเมื่อเข้าสู่เขตป่าได้ไม่นาน“นางต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้องนะเจ้าคะ ไม่ได้เกิดมามั่งมีเช่นท่าน” มะลิประชดใส่คนที่ขี้บ่นเกินเหตุ เพราะนางยังไม่รู้สึกว่าป่านี้รกทึบอย่างที่เขาว่าตรงไหนเลย“ทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องหรือเอาไปเลี้ยงคนอื่นหมด ข้ารู้นะว่านางเอาเงินไปทำอะไร”“ก็นางเป็นคนจิตใจดี นางกำพร้าพ่อแม
“ไม่ต้อง!” นางอย่ามือส่งเสียงห้ามเฉียบขาด คลี่ยิ้มขมขื่นปนน้ำตาที่ไหลนองหน้า “ข้าเข้าใจความหมายของท่านดี เรื่องนี้ข้าจะคุยกับพ่อแม่ของข้าเอง ท่านเป็นคนอื่นไม่ต้องมาก้าวก่าย ขอบคุณที่ชี้แนะ” นางโค้งกายคารวะเขาอย่างอ่อนช้อยจากใจจริง แล้วรีบจากไปทันทีโดยไม่มองหน้าถ้านางหันกลับมามองข้างหลังสักนิด จะเห
“ขอรับ ข้าจะพาเขาไปฝากกับท่านโจนขอรับ” ล่ามหนุ่มร้อนรนตอบ “ดี เจ้าพาเขาไปฝากฝังเสียวันนี้เลยนะ แล้วเรือจะออกเดินทางวันไหน เจ้ารู้หรือไม่” “อีกสามวันขอรับ” “อีกสามวันข้าจะให้เขาไปขึ้นเรือ” พูดจบก็ลุกขึ้นทันที “ท่านอ๋องสบายใจได้ ระหว่างที่ล่องเรือ ข้าจะ
กุ้ยถิงอยากถามว่าไอ้เล่ห์เหลี่ยมที่ใช้นี่คืออะไร แต่ก็รู้ว่ามันไม่สมควร เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขาสองคน นางไม่ควรละลาบละล้วงเกินไป แต่ถ้าคนของนางมาฟ้องสิ นางจะปกป้องเต็มที่ “เอาเถิด วันนี้เจ้ารีบกลับไปดูแลนางเถิด ข้าเดาว่านางน่าจะอยู่ที่บ้านเจ้าตอนนี้” นางไม่ใช่คนโง่ เสี่ยวซิงหา
“คนโง่เง่าอย่างข้า จะเข้าใจประโยคแบบนั้นได้อย่างไร” ใครว่านางไม่เข้าใจกัน ที่ถามก็เพราะต้องการความมั่นใจเท่านั้น“..ข้ารักเจ้า รักเจ้า ข้ารักเสี่ยวซิง พอใจหรือยัง” เขาจะไม่พูดประโยคนี้ให้นางฟังอีกแล้ว มันจะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายที่เขาพูดกับนาง แค่นี้ก็อายเต็มทนแล้วใบหน้างอง้ำจ้องมองเขา รอยย







