Masuk
เมื่อไม่สามารถหาคำตอบและเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ลลิสาจึงเลือกที่จะเดินต่อ แต่ก่อนจะพาเท้าก้าวส้นสูงกระทบพื้นหิน ทอดน่องไปข้างหน้านั้น เธอไม่ลืมที่จะทำในสิ่งที่ทำเป็นประจำ คือการกลั้นหายใจ และบีบมือ จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าปอด ประหนึ่งดึงกลิ่นอายทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศที่แปลกใหม่โดยรอบเข้ามาในกาย จนกว่าความตื่นเต้นนั้นจะหายไป
และในที่สุดเธอก็มายืนอยู่ใจกลางของงาน
ความประหม่าเริ่มหายไปให้กับความตื่นตาตื่นใจที่เห็นแทน จนเผลอลืมไปชั่วขณะว่าเธอมาทำภารกิจ ไม่ใช่มาเที่ยวเตร่ โชคดีที่เธอไม่หลุดยิ้มให้กับหน้ากากตัวตลกที่เดินผ่าน พร้อมกับส่งจูบโบกไม้โบกมือมาให้
เธอเดินเชื่องช้าไปเรื่อยๆ มองนั่นมองนี่ตามประสานักท่องเที่ยว ที่ไม่เคยพบเห็น
มองหมอกจางบังตา และไฟสลัวตามซอกตึกที่ไม่ใช่พื้นที่จัดงาน ก่อนจะลากสายตากลับมายังพรมแดงและแสงแฟลชกะพริบถี่ยามกดชัตเตอร์รัวๆ ด้วยความเคยชินกับสิ่งเหล่านั้น ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่เธอรู้จักในตอนนี้ ประหนึ่งว่ามันคือเพื่อนสนิท การกวักมือเรียกของมัน จึงทำให้เธอเดินไปหามันอย่าง่ายดาย
แต่แล้ว..
“คุณหนู...”
เสียงใครคนหนึ่งดังอยู่ใกล้เธอ หญิงสาวหันไปมอง กลับพบว่าเป็นผู้ชายตัวสูง ที่อยู่ในชุดหน้ากากตลกเดียวกันกับคนที่โบกมือให้ หากแต่ตัวนี้เป็นตัวตลกที่แสนเศร้า เขาคือ ปีแยโร ในตำนาน
“....”
ในขณะที่เธอกำลังยืนงงว่าเขาคนนี้เป็นใคร จู่ๆต้นแขนของเธอก็ถูกจับไว้
“คุณหนูครับ ผมเองเคอัส จำได้ไหม”
“........”
“คืนนี้ท่านวิชาญมารอเจอคุณหนูอยู่ที่หนึ่ง คุณหนูไปกับผม ไปเจอท่านหน่อยนะครับ”
ลลิสาที่คิดว่าเป็นอีกหนึ่งภารกิจของเจ้านายคานโล หรือผู้ว่าจ้างของเธอ จึงเดินตามไปอย่างว่าง่าย ไม่ได้ฉุกคิดหรือสงสัยอะไรทั้งนั้น ใจของเธอตอนนี้ต้องการทำงานให้เสร็จ ให้ออกมาดีที่สุด และภาวนาให้งานเลิกเร็วๆ
แต่หากทั้งคู่สังเกตสักนิด หรือหน้ากากปีแยโรหันไปทางขวามือของเขา ซึ่งอยู่ห่างกับเขาไม่มากนัก ก็จะเห็นว่ามีผู้หญิงอีกคนแต่งตัวแบบเดียวกันกับเธอ ที่เหมือนแม้กระทั่งหน้ากาก ไม่พอรูปร่างของทั้งคู่ก็คล้ายคลึงกันมาก แต่ลลิสาดูเหมือนจะผอมกว่า
หล่อนอยู่ในท่าเดินกะเผลก สาเหตุมีคนจงใจชนให้หล่อนหกล้มเพื่อถ่วงเวลาช่วงนี้ไว้ หากแต่ไร้เสียงร้องจากความเจ็บปวด เพราะหล่อนนั้นเป็นใบ้ แต่ได้ยิน
ก่อนจะถูกคนลึกลับที่เดินมาประกบข้างหลังฉุดเข้าไปในซอกตึก ตามด้วยยาสลบชนิดโปะจนหมดสติ
“อู้!!!”
ลลิสาถูกจูงมายังสถานที่หนึ่งหากจำไม่ผิดคือเสาแห่งอาเคร ระหว่างเดินใกล้จะถึง สายตาของเธอก็กวาดมองหาคานโลไปด้วยกับเขาคนนั้นที่จ้างเธอ แต่กลับไม่เจอใครเลยทั้งสองคน นอกจากร่างสูงใหญ่ประมาณชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางผู้คนมากมายเดินผ่าน แต่เขากลับใช้เงาของเสาหินบังตัวเองเอาไว้ ราวกับยืนรอเธอคนเดียว
“เซรา ลูกพ่อ...”
ทันทีที่ไปถึง เพียงแค่คำนั้นหลุดออกมา ลลิสาถึงกับเอียงคอ หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หลังหน้ากากอันนั้น แต่เลือกที่จะเงียบ พูดไม่ได้เนื่องจากมันอยู่ในข้อตกลง
“หลายปีแล้วที่ไม่ได้เจอกัน สบายดีไหมลูก แล้วพี่เซรันล่ะ ไม่มางานนี้ด้วยเหรอ”
“.....”
“ขอโทษนะที่พ่อมาดักรอเจอลูกแบบนี้ ลูกคงตกใจ”
“.....”
“แต่ถ้าพ่อไม่ทำ คงไม่ได้เจอลูกแน่นอน ทางนั้นกี่ปีๆก็ยังคงตามล่าพ่ออยู่”
มือสากใหญ่บ่งบอกถึงการผ่านความยากลำบากมาระดับหนึ่งยื่นเข้ามาจับมือเธอ ดวงตากลมโตขึงกว้างหลังหน้ากากอันนั้น เธอพยายามดึงออก แต่กลับสู้แรงของเขาไม่ได้ อีกอย่างยังคงงุนงงจนสมองเบลอ ว่าควรยืนเฉยๆ หรือต่อต้าน
ร่างสูงวัยกลางคนตรงหน้าที่ไม่รู้ว่าใคร เพราะเขาเองก็สวมหน้ากาก พยายามจะกอดเธอ ส่วนอีกคนที่พาเธอมากลับยืนเฉยไม่คิดจะช่วยเหลือ มิหนำซ้ำนอบน้อมราวกับคนตรงหน้าเหมือนเป็นเจ้านาย
“เซรา..”
ในขณะที่เขาพยายามดึงเธอเข้าไปกอด จังหวะนั้นความหวงแหนร่างกายตัวเอง ไม่ชอบให้ใครมาโดนตัว โดยเฉพาะคนแปลกหน้า ก็ปลุกความโกรธขึ้นมา ลืมไปเสียสนิทว่ากำลังทำอะไรอยู่ คิดจะผลักเขาถอยไปให้ไกลตัว และอ้าปากด่าสักฉาด ทว่าคนข้างๆกลับพูดขึ้นมาซะก่อน
“นายครับ เราจะอยู่ที่นี่นานไม่ได้นะครับ”
“ใส่หน้ากากอยู่กลัวอะไร” เขาออกความเห็น พร้อมกับการถูกคุกคามที่ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย “เซรา พ่อคิดถึงลูก คิดถึงแม่ของลูก และพี่ชายของลูก พ่ออยากกลับไปอยู่บ้านของเรา เซราต้องช่วยพ่อนะ”
คราวนี้ลลิสาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เธอหลุดโพล่งออกมา และผลักออกสุดกำลัง
“ปล่อยฉันนะ!”
แน่นอนว่าคนถูกผลักเซถอยหลัง พร้อมกับดวงตาที่ขึงโต
“เธอเป็นใคร ทำไมแต่งตัวเหมือนลูกสาวฉัน..หรือว่าเป็นนกต่อ?”
นกต่อเหรอ?
หญิงสาวขึงตากว้าง เพราะน้ำเสียงที่เขาพูดกับเธอนั้นมาจากน้ำเสียงที่สั่นเครือ ตื่นตระหนกตกใจ เหมือนกลัวอะไรสักอย่าง ที่ถูกจับได้
ซึ่งกว่าจะได้สติ ก็ตอนที่เขาทั้งคู่ร่นถอยเตรียมตัวจะหนีไป จังหวะคนอีกกลุ่มวิ่งกรูกันเข้ามา มารู้ทีหลังว่าเป็นทีมของเธอ ก็ตอนได้ยินเสียงพูดของคานโล
“หมดหน้าที่ของคุณแล้วครับ”
“คะ?”
“เดินกลับไปทางเก่า จะมีเรือจอดรอคุณอยู่ เรื่องเงินนายจะโอนให้คุณเอง อย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะครับ”
จากนั้นกลุ่มมาใหม่ที่ว่าก็วิ่งตามสองคนนั้นไป ไม่เหลือแม้แต่คานโล
“อะ.. อะไรกันเนี่ย”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนเธอรนไปหมด มาได้สติอีกทีก็ตอนที่เห็นว่าตัวเองเริ่มเป็นเป้าสายตาของคนอื่นๆ
เธอมองไปยังทางที่คานโลวิ่งไปอีกครั้ง จากนั้นจึงจะเดินกลับไปทางเดิม ถูกกลืนหายไปกับผู้คน พร้อมกับใจที่เต้นระทึก หายใจไม่ทั่วท้อง และคำถามมากมายที่มีจนล้นท้น หนึ่งในนั้นที่อยากรู้ก็คือ กลุ่มที่เธอทำงานให้
เขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายใช่ไหม
หลังจากทำกายภาพเสร็จ ด้วยพลังอันล้นเปี่ยมของเหมันต์ที่เหมือนจะมีมากกว่าทุกวัน เนื่องจากคนช่วยคือเมียสุดที่รัก เขาก็ได้พักเหนื่อย ทว่าลลิสากลับไม่ยอมปล่อย เธอจัดการล็อกล้อรถเข็นเอาไว้ ก่อนจะขยับเข้าไปยืนชิดจนหน้าขาของเธอเบียดกับเข่าของร่างสูง เหมันต์มองหน้ามองหญิงสาว หัวใจเต้นแรงกับความใกล้ชิดที่ไม่ได้สัมผัสมานาน “ถอยไปก่อน ตัวผมมีแต่เหงื่อ” เขาปรามเสียงแหบพร่า พยายามจะดันเอวบางออกเบาๆ แต่ฝ่ามือหนากลับรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตเมื่อสัมผัสถูกผิวเนียน “ไม่ถอยค่ะ” ลลิสาจ้องลึกเข้าไปในตา แทนที่จะถอยเธอกลับค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งค่อมบนตัก ท่าทางล่อแหลมนั้นทำให้เหมันต์สูดหายใจเข้าลึก สัญชาตญาณความดิบเถื่อนปลุกความเป็นชายตื่นตัวทันที “ลลิสา..คุณกำลังปลุกมันนะ” เหมันต์เตือน เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า มือหนาเปลี่ยนเป็นรวบเอวคอกิ่วของเธอไว้แน่นเพื่อยึดไม่ให้เธอตก แต่อีกใจคือเขาไม่อยากปล่อยเธอไปไหนอีกแล้ว “ปลุกได้ก็ดีสิ” ลลิสาส่งยิ้มยั่วเย้า มือเรียวซุกซนลูบไล้ไปตามแผงอก ผ่านเนื้อผ้านุ่มที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกเพราะความร้อน “ไหน
ภายในห้องกระจกใสของศูนย์ฟื้นฟูร่างกาย แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของเหมันต์ ชายหนุ่มที่ใครๆก็คิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็น ขณะเดียวกันกรามของเขาก็ขบกันแน่นขมับขึ้นเส้นเลือดปูดโปน มือหนาทั้งสองข้างเกาะราวเหล็ก พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด แต่ขาที่ไร้ความรู้สึกกลับทรุดลงไปนั่งกับรถเข็นอีกครั้งอย่างไม่ใยดี เหมันต์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อนจะบีบขาตัวเองและนวดแรงๆ “ทำไม่ได้...” “ใจเย็นๆค่ะ สาอยู่ตรงนี้แล้ว คุณไม่ต้องรีบ” เสียงหวานสั่นเครือ แต่คุ้นเคยดังขึ้นจากประตู เหมันต์ชะงักค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง ขณะเดียวกันก็คลายมือตรงหัวเข่าไปด้วย นั่งรอร่างเล็กที่กำลังเดินเข้ามาจนทรุดตัวลงนั่งยองตรงหน้าตัวเอง “ผม..” “ไม่ต้องฝืน..” มือบางยื่นมาทาบทับบนหัวเข่า จุดเดียวกันกับที่เขาเผลอทำร้ายมันไปเมื่อกี้ แต่เธอกลับลูบมันเบาๆ ด้วยท่าทีทะนุถนอม “คุณค่อยๆทำ ทำสม่ำเสมอจนร่างกายคุณชิน มันจะมีสักวันที่คุณทำได้..เดินได้อีกครั้ง” แม้กำลังใจของเธอจะมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แต่ดวงตาคู่
“นั่นน่ะสิ” เสียงเบาหวิวราวขนนก ดุจล่องลอยอยู่บนอากาศดังเสมือนได้ยินแค่เพียงตัวเอง หากแต่เรียกหัวคิ้วบางของลลิสาชนกัน “อาจเป็นเพราะผมคิดถึงคุณจนทนไม่ไหวแล้วมั้ง ในแต่ละวันที่ตื่นมาผมเหมือนคนที่กำลังจะตายจริงๆเลย” เข้าใจแล้วว่าเมื่อวานคงเป็นภาวะแสงสุดท้ายของเขา ที่ได้เจอเธอแล้ว และกลัวว่าจะสูญเสียไปอีก กลัวว่าจะตายจากกันจริงๆ ถึงได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ผ่านการกระตุ้นจากคำพูดของคานโล ผู้ที่สนับสนุนเขาอย่างเป็นการอยู่เรื่อย “คุณอยู่ในสภาพแบบนี้ สาก็โกรธไม่ลงสินะคะ” “คุณโกรธไม่เป็นต่างหาก” “เป็นสิ..แต่กับคุณไม่รู้ทำไม” ใช่.. น่าแปลก กับผู้ชายคนนี้ ถ้าเขาทำเรื่องที่ผิดก็ว่าไปตามถูกจนน่าโมโหตัวเอง บางครั้งเรื่องที่เขาทำมันไม่น่าให้อภัย แต่เธอกลับมองข้ามมันจนน่าหมั่นไส้ หยาดน้ำตาที่กลิ้งลงมาสดๆถูกกำจัดไปด้วยก้านนิ้วแกร่ง ม่านตาพร่ามัวในทีแรกจึงกระจ่างขึ้น เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน หลังจากไม่ได้เห็นมานานหลายเดือน เขาใจร้ายเธอยอมรับ แต่อีกด้านก็ยังมีความใจดี ถึงลึกๆจะ
รถที่ถูกเรียกมาจากสนามบินแล่นเข้ามาจอดเทียบประตูบ้านหลังเดิมที่เธอเพิ่งจากมาเมื่อวาน ก่อนจะลงมายืนเหยียบพื้นแล้วปิดประตูกลับไป รถวิ่งออกไปนานแล้วแต่ร่างเล็กยังคงยืนอยู่กับที่ มองคฤหาสน์ที่ไกลออกไป แต่ยังคงใหญ่ราวกับอยู่ใกล้กัน ทั้งที่ทางเดินเขืทิ้งระยะห่างไปแล้วเกือบครึ่งกิโล ลลิสาสูดหายใจเข้าปอดสุดลึก เลือกที่จะเดินทอดน่องเข้าไปทั้งที่หัวใจกำลังเต้นแรง สิ่งแรกที่กีดขวางระหว่างความคิดและความจริงชนวนเหตุที่ทำให้ลุ้นคือบานประตู เธอตั้งความหวังขณะมาว่าต้องเป็นเขาคนที่อ่านข้อความนั้นไปแล้ว หากไม่ใช่คงผิดหวังน่าดู เอาล่ะ! มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน รอบบริเวณยังคงเป็นเหมือนเดิมตอนที่เธอเคยมา ถ้ามองอีกมุมตอนนี้คล้ายว่าเธอกำลังบุกรุก แน่นอนว่าคนที่อุตส่าห์บากหน้ามาด้วยความรู้สึกหัวใจแทบจะหยุดเต้นจะไม่มีทางสนใจเรื่องนี้ มือเรียวเย็นเฉียบกำโทรศัพท์ไว้แน่นขณะมองไปรอบบริเวณบ้าน หลังผลักประตูเข้ามาแล้ว “เหมันต์” เธอตะโกนเรียกเขา แหงนหน้ามองไปยังบันไดวนตรงชั้นสองของโถงกว้าง
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของลลิสาค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับเสียงบานประตูปิดลง ความเงียบงันอันหนักอึ้งเข้าจู่โจมห้องทำงานสลัวทันที หลังม่านกำมะหยี่ผืนหนาสีทึบนั้น ร่างใหญ่ของเหมันต์นั่งอยู่บนวีลแชร์นิ่งราวกับรูปสลัก ทว่าภายในใจกลับมีไฟแผดเผาอย่างร้อนแรง มือหนาสั่นเทาราวกับหนาวเหน็บ ขณะทาบวางบนหน้าขาของตัวเอง “นายครับ เธอไปแล้วครับ” เสียงทุ้มของคานโลดังขึ้นหลังก้าวเข้ามา มองหาร่างของนายอยู่หลังม่านทึบ ทันทีที่สบเข้ากันกับสายตาแดงก่ำและเจ็บปวด ถึงกับต้องเร่งก้มหน้าลง ไม่กล้าที่จะมองต่อ เช่นนั้นมันไม่ต่างกับการมองเยาะเย้ย อีกอย่างเขาไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเช่นกัน เหมันต์ไม่ตอบในทันที เขาหลับตาลง เสียงประกาศกร้าวของลลิสาก่อนหน้านี้ ยังสะท้อนอยู่ในหัวของเขา “อืม” ลูกน้องคนสนิทเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเห็นสภาพของคนทั้งคู่ ก็อยากจะพูดอะไรสักหน่อย “นายครับ ผมว่า.. ชีวิตคนเรามันสั้นนะครับ” “มึงจะพูดอะไร” “แบบว่า...เราควรทำอะไรที่เราอยากทำ ไม่ควรฝืนใจอะไรทำนองนี้ บอกตรงๆนะครับ ผมเห็นสภ
“เอ่อ.. อ๋อ แดดไงครับคุณสา แดดที่มิลานช่วงบ่ายมันส่องทะลุกระจกเข้ามาตรงนี้พอดีเป๊ะ โดนเบาะหนังมันเลยอมความร้อนเอาไว้ครับ คุณมาโดนก็เลย..” ตอนนี้สมองของลูกน้องคนสนิทผู้วายชนม์ปลอมหมุนติ้วๆ เร็วเหนือแสง พยายามจะคิดหาคำตอบ แต่คนที่ถนัดฆ่ามากกว่าการโกหกอย่างเขาถึงได้อ้ำอึ้ง แสดงพิรุธหลายอย่างออกมา “แดดเหรอ? แต่ม่านหน้าต่างปิดทึบขนาดนี้ แดดที่ไหนจะส่องทะลุผ้ากำมะหยี่เข้ามาได้ล่ะ...ม่านนั้นถูกสั่งมาบังแดดโดยเฉพาะไม่ใช่เหรอ” ลลิสากะต้อนให้จนมุม เธอเดินสำรวจรอบห้องอย่างละเอียดขึ้น ด้วยความหวังปนหวาดระแวง ในขณะเดียวกัน...ด้านหลังผ้าม่านกำมะหยี่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงมืด เหมันต์ในสภาพอยู่บนรถเข็นไฟฟ้านั่งนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น ประโยคและเสียงของลลิสาอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสามเมตร หัวใจของมาเฟียหนุ่มกระตุกวาบ และเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาอยากกระชากม่านนั้นแล้วดึงเธอเข้ามากอดให้หายคิดถึงแน่นๆ แต่สถานการณ์และแผนการแกล้งตายที่ยังต้องใช้งานอยู่บังคับให้เขาต้องแข็งใจ “คุณลลิสาสงสัยอะไรเหรอครับ” มือหนากำพนักรถเข็นแน่นจนขึ้นสัน เขาไม



![ไฟรักเพลิงสวาท [PWP] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



