Masuk
เมื่อไม่สามารถหาคำตอบและเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ลลิสาจึงเลือกที่จะเดินต่อ แต่ก่อนจะพาเท้าก้าวส้นสูงกระทบพื้นหิน ทอดน่องไปข้างหน้านั้น เธอไม่ลืมที่จะทำในสิ่งที่ทำเป็นประจำ คือการกลั้นหายใจ และบีบมือ จากนั้นก็สูดลมหายใจเข้าปอด ประหนึ่งดึงกลิ่นอายทำความคุ้นเคยกับบรรยากาศที่แปลกใหม่โดยรอบเข้ามาในกาย จนกว่าความตื่นเต้นนั้นจะหายไป
และในที่สุดเธอก็มายืนอยู่ใจกลางของงาน
ความประหม่าเริ่มหายไปให้กับความตื่นตาตื่นใจที่เห็นแทน จนเผลอลืมไปชั่วขณะว่าเธอมาทำภารกิจ ไม่ใช่มาเที่ยวเตร่ โชคดีที่เธอไม่หลุดยิ้มให้กับหน้ากากตัวตลกที่เดินผ่าน พร้อมกับส่งจูบโบกไม้โบกมือมาให้
เธอเดินเชื่องช้าไปเรื่อยๆ มองนั่นมองนี่ตามประสานักท่องเที่ยว ที่ไม่เคยพบเห็น
มองหมอกจางบังตา และไฟสลัวตามซอกตึกที่ไม่ใช่พื้นที่จัดงาน ก่อนจะลากสายตากลับมายังพรมแดงและแสงแฟลชกะพริบถี่ยามกดชัตเตอร์รัวๆ ด้วยความเคยชินกับสิ่งเหล่านั้น ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่เธอรู้จักในตอนนี้ ประหนึ่งว่ามันคือเพื่อนสนิท การกวักมือเรียกของมัน จึงทำให้เธอเดินไปหามันอย่าง่ายดาย
แต่แล้ว..
“คุณหนู...”
เสียงใครคนหนึ่งดังอยู่ใกล้เธอ หญิงสาวหันไปมอง กลับพบว่าเป็นผู้ชายตัวสูง ที่อยู่ในชุดหน้ากากตลกเดียวกันกับคนที่โบกมือให้ หากแต่ตัวนี้เป็นตัวตลกที่แสนเศร้า เขาคือ ปีแยโร ในตำนาน
“....”
ในขณะที่เธอกำลังยืนงงว่าเขาคนนี้เป็นใคร จู่ๆต้นแขนของเธอก็ถูกจับไว้
“คุณหนูครับ ผมเองเคอัส จำได้ไหม”
“........”
“คืนนี้ท่านวิชาญมารอเจอคุณหนูอยู่ที่หนึ่ง คุณหนูไปกับผม ไปเจอท่านหน่อยนะครับ”
ลลิสาที่คิดว่าเป็นอีกหนึ่งภารกิจของเจ้านายคานโล หรือผู้ว่าจ้างของเธอ จึงเดินตามไปอย่างว่าง่าย ไม่ได้ฉุกคิดหรือสงสัยอะไรทั้งนั้น ใจของเธอตอนนี้ต้องการทำงานให้เสร็จ ให้ออกมาดีที่สุด และภาวนาให้งานเลิกเร็วๆ
แต่หากทั้งคู่สังเกตสักนิด หรือหน้ากากปีแยโรหันไปทางขวามือของเขา ซึ่งอยู่ห่างกับเขาไม่มากนัก ก็จะเห็นว่ามีผู้หญิงอีกคนแต่งตัวแบบเดียวกันกับเธอ ที่เหมือนแม้กระทั่งหน้ากาก ไม่พอรูปร่างของทั้งคู่ก็คล้ายคลึงกันมาก แต่ลลิสาดูเหมือนจะผอมกว่า
หล่อนอยู่ในท่าเดินกะเผลก สาเหตุมีคนจงใจชนให้หล่อนหกล้มเพื่อถ่วงเวลาช่วงนี้ไว้ หากแต่ไร้เสียงร้องจากความเจ็บปวด เพราะหล่อนนั้นเป็นใบ้ แต่ได้ยิน
ก่อนจะถูกคนลึกลับที่เดินมาประกบข้างหลังฉุดเข้าไปในซอกตึก ตามด้วยยาสลบชนิดโปะจนหมดสติ
“อู้!!!”
ลลิสาถูกจูงมายังสถานที่หนึ่งหากจำไม่ผิดคือเสาแห่งอาเคร ระหว่างเดินใกล้จะถึง สายตาของเธอก็กวาดมองหาคานโลไปด้วยกับเขาคนนั้นที่จ้างเธอ แต่กลับไม่เจอใครเลยทั้งสองคน นอกจากร่างสูงใหญ่ประมาณชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ท่ามกลางผู้คนมากมายเดินผ่าน แต่เขากลับใช้เงาของเสาหินบังตัวเองเอาไว้ ราวกับยืนรอเธอคนเดียว
“เซรา ลูกพ่อ...”
ทันทีที่ไปถึง เพียงแค่คำนั้นหลุดออกมา ลลิสาถึงกับเอียงคอ หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่หลังหน้ากากอันนั้น แต่เลือกที่จะเงียบ พูดไม่ได้เนื่องจากมันอยู่ในข้อตกลง
“หลายปีแล้วที่ไม่ได้เจอกัน สบายดีไหมลูก แล้วพี่เซรันล่ะ ไม่มางานนี้ด้วยเหรอ”
“.....”
“ขอโทษนะที่พ่อมาดักรอเจอลูกแบบนี้ ลูกคงตกใจ”
“.....”
“แต่ถ้าพ่อไม่ทำ คงไม่ได้เจอลูกแน่นอน ทางนั้นกี่ปีๆก็ยังคงตามล่าพ่ออยู่”
มือสากใหญ่บ่งบอกถึงการผ่านความยากลำบากมาระดับหนึ่งยื่นเข้ามาจับมือเธอ ดวงตากลมโตขึงกว้างหลังหน้ากากอันนั้น เธอพยายามดึงออก แต่กลับสู้แรงของเขาไม่ได้ อีกอย่างยังคงงุนงงจนสมองเบลอ ว่าควรยืนเฉยๆ หรือต่อต้าน
ร่างสูงวัยกลางคนตรงหน้าที่ไม่รู้ว่าใคร เพราะเขาเองก็สวมหน้ากาก พยายามจะกอดเธอ ส่วนอีกคนที่พาเธอมากลับยืนเฉยไม่คิดจะช่วยเหลือ มิหนำซ้ำนอบน้อมราวกับคนตรงหน้าเหมือนเป็นเจ้านาย
“เซรา..”
ในขณะที่เขาพยายามดึงเธอเข้าไปกอด จังหวะนั้นความหวงแหนร่างกายตัวเอง ไม่ชอบให้ใครมาโดนตัว โดยเฉพาะคนแปลกหน้า ก็ปลุกความโกรธขึ้นมา ลืมไปเสียสนิทว่ากำลังทำอะไรอยู่ คิดจะผลักเขาถอยไปให้ไกลตัว และอ้าปากด่าสักฉาด ทว่าคนข้างๆกลับพูดขึ้นมาซะก่อน
“นายครับ เราจะอยู่ที่นี่นานไม่ได้นะครับ”
“ใส่หน้ากากอยู่กลัวอะไร” เขาออกความเห็น พร้อมกับการถูกคุกคามที่ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย “เซรา พ่อคิดถึงลูก คิดถึงแม่ของลูก และพี่ชายของลูก พ่ออยากกลับไปอยู่บ้านของเรา เซราต้องช่วยพ่อนะ”
คราวนี้ลลิสาทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เธอหลุดโพล่งออกมา และผลักออกสุดกำลัง
“ปล่อยฉันนะ!”
แน่นอนว่าคนถูกผลักเซถอยหลัง พร้อมกับดวงตาที่ขึงโต
“เธอเป็นใคร ทำไมแต่งตัวเหมือนลูกสาวฉัน..หรือว่าเป็นนกต่อ?”
นกต่อเหรอ?
หญิงสาวขึงตากว้าง เพราะน้ำเสียงที่เขาพูดกับเธอนั้นมาจากน้ำเสียงที่สั่นเครือ ตื่นตระหนกตกใจ เหมือนกลัวอะไรสักอย่าง ที่ถูกจับได้
ซึ่งกว่าจะได้สติ ก็ตอนที่เขาทั้งคู่ร่นถอยเตรียมตัวจะหนีไป จังหวะคนอีกกลุ่มวิ่งกรูกันเข้ามา มารู้ทีหลังว่าเป็นทีมของเธอ ก็ตอนได้ยินเสียงพูดของคานโล
“หมดหน้าที่ของคุณแล้วครับ”
“คะ?”
“เดินกลับไปทางเก่า จะมีเรือจอดรอคุณอยู่ เรื่องเงินนายจะโอนให้คุณเอง อย่าบอกเรื่องนี้กับใครนะครับ”
จากนั้นกลุ่มมาใหม่ที่ว่าก็วิ่งตามสองคนนั้นไป ไม่เหลือแม้แต่คานโล
“อะ.. อะไรกันเนี่ย”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนเธอรนไปหมด มาได้สติอีกทีก็ตอนที่เห็นว่าตัวเองเริ่มเป็นเป้าสายตาของคนอื่นๆ
เธอมองไปยังทางที่คานโลวิ่งไปอีกครั้ง จากนั้นจึงจะเดินกลับไปทางเดิม ถูกกลืนหายไปกับผู้คน พร้อมกับใจที่เต้นระทึก หายใจไม่ทั่วท้อง และคำถามมากมายที่มีจนล้นท้น หนึ่งในนั้นที่อยากรู้ก็คือ กลุ่มที่เธอทำงานให้
เขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายใช่ไหม
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
ย้อนเวลากลับไป ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาก่อนที่เหนือเมฆจะถูกส่งไปเรียนต่อที่เมืองนอกไม่กี่วัน เขาลืมรถบังคับเอาไว้ในห้องทำงานของผู้เป็นพ่อจึงเดินกลับขึ้นไปเอา เป็นห้องทำงานบนดาดฟ้าที่เต็มไปด้วยหนังสือพัฒนาตัวเองมากมาย จนเกือบจะกลายเป็น...ห้องสมุด ทว่าทันทีที่เอาของเล่น แต่ไม่ท
ในขณะที่เหนือเมฆคุยโทรศัพท์เขาก็มองเจ้าของชื่อไปด้วย ลลิสาได้ยินเสียงแว่วออกมาจากสายแม้จะไม่รู้พูดถึงเรื่องอะไร แต่เกี่ยวกับเธอแน่นอน “มีอะไรเหรอ?” หญิงสาวถามตอนที่สายถูกวาง ทว่าคิ้วหนาของเหนือเมฆยังคงผูกเข้าหากันเป็นปม “จำเพื่อนเหนือที่ชื่อเจนได้ป่ะ เ
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ชายหญิงสองคนเพื่อนสนิทกำลังนั่งจ้องหม้อต้ม ที่ข้างในมีเส้นมาม่า และควันโขมงลอยฟุ้งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมเรียกน้ำย่อย หากแต่พวกเขาต้องรอให้อุ่น เพราะไม่ถนัดกับการกินของร้อนสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเส้นที่จะต้องซู้ดเข้าปากเท่านั้นถึงจะอร่อย ส่วนใหญ่จะถนัดก็แต่บรั่นดี ไม่ก็ไวน์ชั
หลังกลับมาจากบ้านของอาคีราและพะแพง ลลิสาก็เลือกที่จะอยู่เพนท์เฮาส์แทนที่จะกลับบ้านของตัวเอง เนื่องจากยังไม่อยากเจอหน้าพ่อ แม้ว่าจะคิดถึงแม่มากๆ “จะเอาไงต่อ” ตอนนี้เธอมีเหนือเมฆอยู่เป็นเพื่อน นั่นเพราะเขาสนิทกับเธอมากที่สุด เรื่องบางเรื่องบางอย่างก็ละเอียดอ่อนเกิน




![มาเฟียร้าย [ ขัง ] รักเมียเด็ก](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


