Se connecter
สุดท้ายลลิสาก็ต้องแยกกับจิ๋ว เหตุเพราะไม่ได้อยู่ในข้อตกลง คานโลเดินนำเธอไปไม่ห่างมาก และเพิ่งจะสังเกตว่าข้างหลังของเธอมีคนเดินตามประกบอีกคนด้วย
ถึงท่าเรือส่วนตัวเขาก็หลีกให้เธอเดินขึ้นไปก่อน โดยไม่ลืมยื่นแขนมาให้เธอจับ แน่นอนว่าด้วยชุดราตรีที่ทำให้ทุลักทุเลเธอจะไม่เย่อหยิ่งแม้แต่นิดเดียว
และเพื่อให้งานออกมาดีและราบรื่นที่สุด เธอจะยอมเป็นแมวเชื่องๆของพวกเขาวันนึงก็ได้
ที่สำคัญกำลังใจคือเงินห้าสิบล้าน
แต่แทนที่เรือจะล่องไปทางคลองใหญ่ Grad Canal ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน เรือกลับพาไปยังอีกทางที่เธอไม่รู้จัก รู้เพียงว่าอยู่ในย่าน Castello ที่ทั้งเงียบ และน่าขนลุกสุดๆ แต่กลับรู้สึกผ่อนคลายแปลกๆ
“แล้วเขาละคะ”
เธอหลุดถามในจังหวะหันไปสบตากับคานโล ซึ่งเขาละสายตามาจากวิวทิวทัศน์พอดี เขาก้มศีรษะลงเล็กน้อย จากนั้นจึงจะคลี่ยิ้ม
“รออยู่ที่เกาะลิโดแล้วครับ”
ม่านตาลลิสาขยายกว้าง พลันตวัดออกมาจากใบหน้าของเขา หัวคิ้วชนกันเพราะไม่เข้าใจ ก่อนจะหันกลับมามองใหม่อีกที ส่งยิ้มตอบให้ เลือกที่จะไม่ถามต่อ ทั้งที่ภายในใจสงสัยหลายอย่าง
และท้ายที่สุดก็ต้องมาทำความเข้าใจเอาเองว่าเขาอาจจะไปรอเธออยู่ตรงจุดใดสักจุด ไม่จำเป็นต้องมารับเธอด้วยตัวเองหรอก
แต่แล้ว..
ถึงที่หมายเธอก็ยังไม่เจอเขา
“เอ่อ รออะไรเหรอคะ”
ทั้งที่เรือมาถึงสักพักแล้ว กลับไม่มีทีท่าว่าพวกเขาจะลงไป ร่างเล็กที่อยู่ในชุดราตรีจิตใจสงบอยู่ตั้งแต่แรก เริ่มเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง จากท่าทางและสีหน้าของคานโล ที่ดูเคร่งเครียด จริงจังจนชวนอึดอัด ต่างจากก่อนหน้านี้ราวกับคนละคน และลูกน้องอีกสองคนก็ยืนนิ่งสงบจนน่าสงสัยเช่นกัน
ทว่าคำตอบที่ได้มากลับกลายเป็นมุมปากยกยิ้มขึ้น แต่แววตาไม่ได้ยิ้มด้วย
“รออีกหน่อยครับ ใกล้ถึงคิวของคุณแล้ว”
“คิวฉัน?”
ร่างบางผงะ คำตอบของเขาทำให้เธอนึกถึงนกน้อยที่ถูกล่า เตรียมถูกถอนขนและขึ้นเขียง ยิ่งฟังก็ยิ่งเวียนหัว เธอไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาบอกกันเลยสักนิด แต่เพราะท่าทางของเขา เหมือนไม่ได้มายืนให้เธอถาม จึงเอาตัวรอดโดยการถอยร่นออกมา เดินกลับเข้าไปในห้องแต่งตัวดังเดิม
เธอนั่งบีบมือเข้าหากันอยู่พัก หวังระบายความตื่นเต้น คานโลก็เดินเข้ามา พร้อมกับหน้ากากครึ่งหน้าของเธอ เป็นหน้ากากสำหรับเปิดเผยรอยยิ้ม ประดับด้วยคริสตัลระยิบระยับเข้ากันกับชุด
เธอรับมันมาด้วยใบหน้าสวยงามจากการแต่งแต้ม แต่ปราศจากความชื่นมื่น เนื่องจากเริ่มมึนงงกับสถานการณ์อย่างจริงจัง
เขาไม่ได้ลวงเธอมาฆ่าใช่ไหม
“อีกสิบนาทีคุณเดินเข้าไปในงานได้เลยครับ”
“แล้วเขาล่ะ”
หญิงสาวยังคงถามถึงอยู่ ทว่าคานโลกลับเลือกที่จะเมินเฉยกับคำถามนั้นแล้วเดินออกไป
ลลิสาเริ่มใจคอไม่ดี แต่ก็เข้าใจได้ว่าภารกิจนี้เป็นภารกิจลับ การที่พวกเขาจะไม่เปิดเผยเรื่องราวกับเธอ ซึ่งเป็นคนนอกที่ถูกว่าจ้าง คงไม่ใช่เรื่องที่แปลกสักเท่าไหร่
“รีบทำ รีบกลับละกัน”
มือบางยกหน้ากากที่ถือมาทาบ ทันทีที่มันประดับอยู่บนหน้า นั่นหมายความว่าเธอจะต้องจำให้ขึ้นใจ ไม่ถอดออกจนกว่าจะจบงาน จากนั้นก็เดินออกมาจากห้องแต่งตัว สิ่งที่ทำให้การเดินของเธอชะงักอีกครั้งคือภายในเรือไม่เหลือใครสักคน ไม่เหลือแม้แต่กัปตัน
เพียงแค่ขึ้นมาจากเรือ เท้าส้นสูงสัมผัสพื้น ภาพและบรรยากาศตรงหน้าก็ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันทันที ทั้งที่มันห่างกันเพียงแค่หันกลับไป
ดวงตาคู่สวยถูกบดบังด้วยหน้ากากที่สวม ทอดมองออกไปไกลลิบ กลั้นหายใจและไว้อาลัยให้กับบรรยากาศที่ไม่คุ้นตา เนื่องจากปกติงานที่เธอทำ ก่อนทำ มักต้องมีการบรีฟ ฝึกซ้อม เพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนเสมอ
แต่งานนี้..
“แล้วยังไงต่อล่ะ..”
เธอถามตัวเองเสียงสั่น เหล่าผู้คนตรงหน้าถึงจะมีหน้ากาก และชุดที่สวมใส่ไม่ต่างกัน แต่เธอก็ยังประหม่าอยู่ดี อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกที่ว่า พวกเขาเอาเธอมาทิ้งไว้ มากกว่าเอาเธอมาทำงาน
ปกติความมั่นใจในตอนนี้ติดลบอยู่แล้ว พอมาเจอแสงสีเสียงที่สร้างความขลัง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกฉงนเข้าไปอีก เนื่องจากบรรยากาศเสมือนโรงละครขนาดใหญ่ที่ถูกยกมา และเบื้องหน้านี้ก็คือฉากงานเต้นรำธีมแฟนตาซีที่เห็นแต่ในหนัง ในละคร
สมแล้วกับคำนิยามที่ว่า หรูหรา ลึกลับ และน่ายำเกรง
หลังจากทำกายภาพเสร็จ ด้วยพลังอันล้นเปี่ยมของเหมันต์ที่เหมือนจะมีมากกว่าทุกวัน เนื่องจากคนช่วยคือเมียสุดที่รัก เขาก็ได้พักเหนื่อย ทว่าลลิสากลับไม่ยอมปล่อย เธอจัดการล็อกล้อรถเข็นเอาไว้ ก่อนจะขยับเข้าไปยืนชิดจนหน้าขาของเธอเบียดกับเข่าของร่างสูง เหมันต์มองหน้ามองหญิงสาว หัวใจเต้นแรงกับความใกล้ชิดที่ไม่ได้สัมผัสมานาน “ถอยไปก่อน ตัวผมมีแต่เหงื่อ” เขาปรามเสียงแหบพร่า พยายามจะดันเอวบางออกเบาๆ แต่ฝ่ามือหนากลับรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตเมื่อสัมผัสถูกผิวเนียน “ไม่ถอยค่ะ” ลลิสาจ้องลึกเข้าไปในตา แทนที่จะถอยเธอกลับค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งค่อมบนตัก ท่าทางล่อแหลมนั้นทำให้เหมันต์สูดหายใจเข้าลึก สัญชาตญาณความดิบเถื่อนปลุกความเป็นชายตื่นตัวทันที “ลลิสา..คุณกำลังปลุกมันนะ” เหมันต์เตือน เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า มือหนาเปลี่ยนเป็นรวบเอวคอกิ่วของเธอไว้แน่นเพื่อยึดไม่ให้เธอตก แต่อีกใจคือเขาไม่อยากปล่อยเธอไปไหนอีกแล้ว “ปลุกได้ก็ดีสิ” ลลิสาส่งยิ้มยั่วเย้า มือเรียวซุกซนลูบไล้ไปตามแผงอก ผ่านเนื้อผ้านุ่มที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกเพราะความร้อน “ไหน
ภายในห้องกระจกใสของศูนย์ฟื้นฟูร่างกาย แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของเหมันต์ ชายหนุ่มที่ใครๆก็คิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็น ขณะเดียวกันกรามของเขาก็ขบกันแน่นขมับขึ้นเส้นเลือดปูดโปน มือหนาทั้งสองข้างเกาะราวเหล็ก พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด แต่ขาที่ไร้ความรู้สึกกลับทรุดลงไปนั่งกับรถเข็นอีกครั้งอย่างไม่ใยดี เหมันต์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อนจะบีบขาตัวเองและนวดแรงๆ “ทำไม่ได้...” “ใจเย็นๆค่ะ สาอยู่ตรงนี้แล้ว คุณไม่ต้องรีบ” เสียงหวานสั่นเครือ แต่คุ้นเคยดังขึ้นจากประตู เหมันต์ชะงักค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง ขณะเดียวกันก็คลายมือตรงหัวเข่าไปด้วย นั่งรอร่างเล็กที่กำลังเดินเข้ามาจนทรุดตัวลงนั่งยองตรงหน้าตัวเอง “ผม..” “ไม่ต้องฝืน..” มือบางยื่นมาทาบทับบนหัวเข่า จุดเดียวกันกับที่เขาเผลอทำร้ายมันไปเมื่อกี้ แต่เธอกลับลูบมันเบาๆ ด้วยท่าทีทะนุถนอม “คุณค่อยๆทำ ทำสม่ำเสมอจนร่างกายคุณชิน มันจะมีสักวันที่คุณทำได้..เดินได้อีกครั้ง” แม้กำลังใจของเธอจะมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แต่ดวงตาคู่
“นั่นน่ะสิ” เสียงเบาหวิวราวขนนก ดุจล่องลอยอยู่บนอากาศดังเสมือนได้ยินแค่เพียงตัวเอง หากแต่เรียกหัวคิ้วบางของลลิสาชนกัน “อาจเป็นเพราะผมคิดถึงคุณจนทนไม่ไหวแล้วมั้ง ในแต่ละวันที่ตื่นมาผมเหมือนคนที่กำลังจะตายจริงๆเลย” เข้าใจแล้วว่าเมื่อวานคงเป็นภาวะแสงสุดท้ายของเขา ที่ได้เจอเธอแล้ว และกลัวว่าจะสูญเสียไปอีก กลัวว่าจะตายจากกันจริงๆ ถึงได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ผ่านการกระตุ้นจากคำพูดของคานโล ผู้ที่สนับสนุนเขาอย่างเป็นการอยู่เรื่อย “คุณอยู่ในสภาพแบบนี้ สาก็โกรธไม่ลงสินะคะ” “คุณโกรธไม่เป็นต่างหาก” “เป็นสิ..แต่กับคุณไม่รู้ทำไม” ใช่.. น่าแปลก กับผู้ชายคนนี้ ถ้าเขาทำเรื่องที่ผิดก็ว่าไปตามถูกจนน่าโมโหตัวเอง บางครั้งเรื่องที่เขาทำมันไม่น่าให้อภัย แต่เธอกลับมองข้ามมันจนน่าหมั่นไส้ หยาดน้ำตาที่กลิ้งลงมาสดๆถูกกำจัดไปด้วยก้านนิ้วแกร่ง ม่านตาพร่ามัวในทีแรกจึงกระจ่างขึ้น เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน หลังจากไม่ได้เห็นมานานหลายเดือน เขาใจร้ายเธอยอมรับ แต่อีกด้านก็ยังมีความใจดี ถึงลึกๆจะ
รถที่ถูกเรียกมาจากสนามบินแล่นเข้ามาจอดเทียบประตูบ้านหลังเดิมที่เธอเพิ่งจากมาเมื่อวาน ก่อนจะลงมายืนเหยียบพื้นแล้วปิดประตูกลับไป รถวิ่งออกไปนานแล้วแต่ร่างเล็กยังคงยืนอยู่กับที่ มองคฤหาสน์ที่ไกลออกไป แต่ยังคงใหญ่ราวกับอยู่ใกล้กัน ทั้งที่ทางเดินเขืทิ้งระยะห่างไปแล้วเกือบครึ่งกิโล ลลิสาสูดหายใจเข้าปอดสุดลึก เลือกที่จะเดินทอดน่องเข้าไปทั้งที่หัวใจกำลังเต้นแรง สิ่งแรกที่กีดขวางระหว่างความคิดและความจริงชนวนเหตุที่ทำให้ลุ้นคือบานประตู เธอตั้งความหวังขณะมาว่าต้องเป็นเขาคนที่อ่านข้อความนั้นไปแล้ว หากไม่ใช่คงผิดหวังน่าดู เอาล่ะ! มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน รอบบริเวณยังคงเป็นเหมือนเดิมตอนที่เธอเคยมา ถ้ามองอีกมุมตอนนี้คล้ายว่าเธอกำลังบุกรุก แน่นอนว่าคนที่อุตส่าห์บากหน้ามาด้วยความรู้สึกหัวใจแทบจะหยุดเต้นจะไม่มีทางสนใจเรื่องนี้ มือเรียวเย็นเฉียบกำโทรศัพท์ไว้แน่นขณะมองไปรอบบริเวณบ้าน หลังผลักประตูเข้ามาแล้ว “เหมันต์” เธอตะโกนเรียกเขา แหงนหน้ามองไปยังบันไดวนตรงชั้นสองของโถงกว้าง
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของลลิสาค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับเสียงบานประตูปิดลง ความเงียบงันอันหนักอึ้งเข้าจู่โจมห้องทำงานสลัวทันที หลังม่านกำมะหยี่ผืนหนาสีทึบนั้น ร่างใหญ่ของเหมันต์นั่งอยู่บนวีลแชร์นิ่งราวกับรูปสลัก ทว่าภายในใจกลับมีไฟแผดเผาอย่างร้อนแรง มือหนาสั่นเทาราวกับหนาวเหน็บ ขณะทาบวางบนหน้าขาของตัวเอง “นายครับ เธอไปแล้วครับ” เสียงทุ้มของคานโลดังขึ้นหลังก้าวเข้ามา มองหาร่างของนายอยู่หลังม่านทึบ ทันทีที่สบเข้ากันกับสายตาแดงก่ำและเจ็บปวด ถึงกับต้องเร่งก้มหน้าลง ไม่กล้าที่จะมองต่อ เช่นนั้นมันไม่ต่างกับการมองเยาะเย้ย อีกอย่างเขาไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเช่นกัน เหมันต์ไม่ตอบในทันที เขาหลับตาลง เสียงประกาศกร้าวของลลิสาก่อนหน้านี้ ยังสะท้อนอยู่ในหัวของเขา “อืม” ลูกน้องคนสนิทเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเห็นสภาพของคนทั้งคู่ ก็อยากจะพูดอะไรสักหน่อย “นายครับ ผมว่า.. ชีวิตคนเรามันสั้นนะครับ” “มึงจะพูดอะไร” “แบบว่า...เราควรทำอะไรที่เราอยากทำ ไม่ควรฝืนใจอะไรทำนองนี้ บอกตรงๆนะครับ ผมเห็นสภ
“เอ่อ.. อ๋อ แดดไงครับคุณสา แดดที่มิลานช่วงบ่ายมันส่องทะลุกระจกเข้ามาตรงนี้พอดีเป๊ะ โดนเบาะหนังมันเลยอมความร้อนเอาไว้ครับ คุณมาโดนก็เลย..” ตอนนี้สมองของลูกน้องคนสนิทผู้วายชนม์ปลอมหมุนติ้วๆ เร็วเหนือแสง พยายามจะคิดหาคำตอบ แต่คนที่ถนัดฆ่ามากกว่าการโกหกอย่างเขาถึงได้อ้ำอึ้ง แสดงพิรุธหลายอย่างออกมา “แดดเหรอ? แต่ม่านหน้าต่างปิดทึบขนาดนี้ แดดที่ไหนจะส่องทะลุผ้ากำมะหยี่เข้ามาได้ล่ะ...ม่านนั้นถูกสั่งมาบังแดดโดยเฉพาะไม่ใช่เหรอ” ลลิสากะต้อนให้จนมุม เธอเดินสำรวจรอบห้องอย่างละเอียดขึ้น ด้วยความหวังปนหวาดระแวง ในขณะเดียวกัน...ด้านหลังผ้าม่านกำมะหยี่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงมืด เหมันต์ในสภาพอยู่บนรถเข็นไฟฟ้านั่งนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น ประโยคและเสียงของลลิสาอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสามเมตร หัวใจของมาเฟียหนุ่มกระตุกวาบ และเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาอยากกระชากม่านนั้นแล้วดึงเธอเข้ามากอดให้หายคิดถึงแน่นๆ แต่สถานการณ์และแผนการแกล้งตายที่ยังต้องใช้งานอยู่บังคับให้เขาต้องแข็งใจ “คุณลลิสาสงสัยอะไรเหรอครับ” มือหนากำพนักรถเข็นแน่นจนขึ้นสัน เขาไม







