Se connecter
ลลิสาเดินทอดน่องไปตามทางที่คานโลชี้แนะคือท่าเทียบเรือเดิมที่เธอจากมา หากแต่ว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นเรือที่บ่งบอกว่ามารับเธอสักลำ แถมเรือแท็กซี่ก็เหมือนว่าจะเต็มแล้วด้วย และการใช้บริการในช่วงเทศกาลแบบนี้จะต้องจองไว้ล่วงหน้า
นอกจากเธอไม่ได้จอง เธอยังไม่มีโทรศัพท์ และไม่มีเงิน!
“บ้าเอ๊ย ลำไหนเนี่ย”
หญิงสาวเหมือนจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ความคุกรุ่นเมื่อมี ทุกอย่างรอบตัวก็จะถูกรำคาญ แม้แต่หน้ากากที่สวมใส่ เธออยากจะกระชากทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อคิดว่าการสวมใส่น่าจะปลอดภัยมากกว่าถึงได้ยั้งมือเอาไว้ทัน
คิดว่าในงานนี้จะไม่รู้จักนางแบบดังอย่างเธอได้ไง มันต้องมีสักคนแหละน่า
ร่างสูงสมกับที่เป็นนางแบบ ยืนอยู่ตรงนั้นนานนับชั่วโมง ตอนแรกรอเรือ ต่อมาเธอไม่รู้แล้วว่ารออะไรไม่มีทีท่าว่าจะมีเรือลำดังกล่าวโผล่มาให้เห็นแม้แต่กาบ แถมเท้าของเธอก็เริ่มเจ็บปวดขึ้นทุกที เหตุเพราะถูกมันกัดอย่างรุนแรง และปลีน่องตึงเนื่องจากเดินเยอะจนเกินไป รู้ว่าประสบการณ์เดินแบบที่มีมาหลายต่อหลายปีนั้น ยากที่จะทำให้เจ็บปวดได้ง่าย แต่นั่นมันเดินบนเวที ไม่ใช่ถนนพื้นหินขรุขระราวกับเดินป่าแบบนี้
ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเธอซะด้วย
“เยี่ยมเลย”
ลลิสากัดฟันกรอดให้กับความรันทดของตัวเอง ถ้ารู้ว่าความร้อนสะสมประสบการณ์จะทำให้เธอตกอยู่บนที่นั่งลำบาก ต่อให้จ้างเป็นร้อยล้านเธอคงไม่ทำ
เพราะเป็นแบบนั้น ตอนนี้ถึงได้ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ และถ้าเธอไม่ได้อยู่ในการแต่งกายในธีม ไม่สวมหน้ากาก หรือใส่ชุดอลังการ เธอก็คือคนไร้บ้านดีๆนี่เอง
ลลิสาตัดสินใจเดินออกมาจากตรงนั้น เดินกลับเข้าไปในงาน เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีผู้คนหนาตา ถึงไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ความวุ่นวายก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกเหงาหรือเดียวดายได้
แต่หารู้ไม่ว่าคิดผิด
เพราะหลังจากที่เธอหมุนตัวไปได้ไม่กี่อึดใจ เรือลำที่เธอเฝ้ารอคอยมาเป็นชั่วโมง ก็โผล่มา
“นายครับ ไม่เห็นเธอเลยครับ”
(กูนึกว่ามึงพาเธอกลับไปแล้ว)
“ขอโทษครับ ตอนขามาเกิดปัญหานิดหน่อย ตอนนี้ก็เพิ่งจะได้จอดเทียบท่า เกิดเหตุเรือชนกันครับ”
(งั้นก็รออีกหน่อยแล้วกัน)
“ครับนาย”
และเพราะเธอหงุดหงิดปนเหนื่อยจนไม่สนสุนทรียภาพในการเดิน กระโปรงซีฟองที่เหมือนจะเป็นอุปสรรคตั้งแต่ต้น เกือบทำให้สะดุดล้มหน้าคะมำตั้งหลายรอบ ก็ถูกขยุ้มขึ้นมาอย่างไม่สนใจใครจะมอง
จะบ้าตาย!
สุดท้ายก็กลับมายืนอยู่ตรงใจกลางของงาน ณ ที่เดิม และดูท่าว่าจะหาจิ๋วไม่ง่ายเลยด้วย
คนยังหนาตา แถมบางคนเมา เดินเพ่นพ่านเต็มลานไปหมด ยิ่งบนสะพานยิ่งเธอไม่ควรไป เนื่องจากคนเยอะระดับที่ว่า หากรองเท้าเกาะพื้นไม่ดี หกล้มขึ้นมาอาจเสี่ยงถูกเหยียบตายได้
ตอนอยู่โรงแรมก่อนมา จิ๋วกับเธอนัดกันตรงที่บาร์ เวลาหลังเที่ยงคืน เพราะบาร์นั้นปิดดึกที่สุด แต่ในเวลานี้ที่เพิ่งจะสามทุ่ม กับภารกิจไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากเสร็จเร็วกว่าที่คิด ถึงกับคิดไม่ออกว่าควรไปอยู่ไหน
ที่นั่นทุกคนล้วนแต่ต้องจองกันก่อน จิ๋วจองเอาไว้หลังเที่ยงคืน เป็นเวลาที่คาดคะเนเอาไว้ว่าภารกิจมูลค่าห้าสิบล้านจะสำเร็จเป็นไปด้วยดี ไม่คิดเลยว่าจะผิดแผนแบบนี้ และที่สำคัญเธอไม่ได้พกอะไรมาเลย จะเข้าไปตอนนี้ก็คงไม่มีที่นั่ง
ตอนนั้นคานโลห้ามหมดทุกอย่าง
ห้ามพกโน่น ห้ามพานี่
จนเธอฉุนกึก ชั่ววูบเดียวถึงกับประชดเขาโดยการกระแทกกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะเดินตามเขาไปแบบกระฟัดกระเฟียด ซึ่งแน่นอนทุกสัพเพเหระที่เธอพกมาอยู่ในกระเป๋านั้น และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตอนนี้เธอหิวมาก
ก็ไม่คิดว่าพอเสร็จจากงานแรก จะได้สวมบทบาทเป็นคนไร้บ้านและขอทานยาจกเป็นงานถัดไป
“ทำไงดี”
ท่ามกลางผู้คนเดินผ่านนับพัน ลลิสายืนนิ่งอยู่พักราวกับกำลังตั้งสติเพราะต้องใช้ความคิด จากนั้นจึงจะพ่นลมหายใจออกมา สิ่งแรกที่นึกถึงคือเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย เธอกวาดสายตามองหา เมื่อเจอจึงจะเดินเข้าหาอย่างกล้าๆกลัวๆ
“Excuse me, I'm terribly sorry to bother you, but I'm lost.”
(ขอโทษนะคะ รบกวนเวลาสักครู่ พอดีฉันหลงทางค่ะ)
โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใส่ใจเธอ เขาหยุดฟังทันที และโน้มหน้าลงมา เหมือนว่าเขากำลังงุนงงว่าเธอจะหลงทางได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้เธออยู่ในงานที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่าน ใครๆก็ต้องการมาที่นี่ จุดแลนด์มาร์คเธอจึงอธิบายปนโกหกไปว่าแยกกับเพื่อนตอนไหนไม่รู้ ตอนนี้หาเพื่อนไม่เจอและกระเป๋าของเธอก็อยู่ที่นาง เขาถึงเชื่อและให้ยืมโทรศัพท์
“Much appreciated”
(ขอบคุณค่ะ)
มือบางรับมาถือไว้พร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะกดหมายเลขโทรออกหาเครื่องตัวเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคนรับ เธอจึงโทรหาจิ๋ว สรุปว่ารายนั้นก็ไม่รับเหมือนกัน
“เกิดอะไรขึ้น..”
หญิงสาวพึมพำพร้อมกับอัตราการเต้นของหัวใจที่เริ่มผิดจังหวะ เธอเหลือบมองเจ้าหน้าที่เล็กน้อย เห็นเหมือนเขากำลังใช้วิทยุสื่อสาร ถ้าได้ยินไม่ผิดเหมือนต้องไปอารักขาใครคนหนึ่งที่กำลังมาถึงที่นี่
เขามองมาด้วยท่าทีที่เร่งรีบ ในขณะเธอเองก็พยายามลุ้นให้ปลายสายนั้นรับไวๆ ทว่าบนสรวงสวรรค์ไม่มีใครเข้าข้างเธอ เจ้าของโทรศัพท์มองกันด้วยสายตากดดันเช่นนี้ เธอที่พ่อแม่สอนมาดี มีหรือเมินเฉยลง
ยื่นกลับคืนไปให้เขา พร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไรจะหาสถานที่รอเพื่อนเอง ทั้งที่ความจริงมันย้อนแย้งทุกอย่าง เธอไม่มีทั้งเพื่อน เธอไม่มีทั้งเงิน
และเขาคงจะมองออกว่าเธอกำลังวิตกกังวลอยู่ ถึงได้แนะนำสถานที่หนึ่งให้เธอไปยืนรอให้ แน่นอนว่าหญิงสาวไม่ค่อยจะเข้าใจ หากแต่เพียงเจ้าหน้าที่เป็นคนชี้นำและชี้ไปทางนั้นเธอก็เชื่อเขา
เท้าเล็กที่ปวดระบมจนแทบจะยืนไม่ไหวเลยก้าวเดินต่อ เธอคิดจะเอาแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่เต็มที่กับการเดินครั้งนี้ พาตัวเองไปยังสถานที่ตรงนั้น เพื่อหาที่พัก ที่นั่ง และหนีจากความวุ่นวาย
แต่แล้วขณะกำลังเดินพร้อมกับมือขยุ้มกระโปรงขึ้น เพื่อให้เท้าก้าวเร็วๆ ไม่เสี่ยงต่อการขาสะดุดจนพาล้มอยู่นั้น กลับเกือบจะเซล้มขึ้นมาจริงๆ เพราะใครบางที่เดินสวนมา เขาไม่ขอโทษเธอไม่พอ ท่าทางของเขาเหมือนจะเร่งรีบด้วย และไม่นานเธอก็ได้คำตอบ เมื่อรอบตัวเธอไม่ได้มีแค่เขาที่รีบจนลนลาน แต่มีคนอื่นที่เดินไปทางเดียวกันกับเขาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับเสียงแว่วดังประมาณว่า มีดาราคนดังโผล่มาในชุดแม่มดผู้สง่างาม
แน่นอนว่าเสียงวุ่นวายและความอึดอัดทางกายภาพที่มีมากขึ้นทำให้เธอต้องเร่งหนี หาหลุมหลบภัยโดยด่วน ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นลมเป็นแล้งเพราะหิวข้าวเอาได้
“พ่อแก้วแม่แก้วจ๋า ช่วยลลิสาด้วย ฮื้อ”
“คี..” (สา อยู่ไหน) ถ้าเป็นเมื่อก่อนที่เป็นห่วงกันแบบนี้เธอคงรู้สึกดีไปแล้ว อาจจะเข้าข้างตัวเองด้วยซ้ำ เขานั้นมีใจให้เธอ ทว่าตอนนี้กลับรู้สึกตื่นเต้นแทน และอึดอัด ไม่อยากคุยด้วยสักเท่าไหร่ เนื่องจากคนที่เธอรักไม่ใช่คนที่เพื่อนๆเธอชอบ มันจึงดูเหมือนเข้ากันไม่ได้ ไม่พอเขาเพิ่งจะสังหารพ่อของเพื่อนสนิทของสองคนนั้นไป คงยากแล้วที่จะปรองดอง “อยู่โรงแรม” ที่โทรมา เพราะโทรศัพท์เธอมีสัญญาณแล้วแจ้งเตือนไปทางข้อความฝั่งนั้นสินะ? (โรงแรมที่ไหน) “คี ใจเย็นๆ” (ติดต่อไม่ได้สิบกว่าวันสา คุณป้าไปแจ้งความแล้ว ตอนนี้ตำรวจหากันให้วุ่น คีกลัวว่าถ้าตำรวจเจอตอนสาอยู่กับมันจะติดร่างแหไปด้วย มันไม่ใช่คนดีอะไรนี่) “คี! โทรมาแล้วก็หาเรื่องกันเลย?” (แยกแยะหน่อยสา คีรู้ว่าสารักมัน แต่กี่ครั้งแล้วที่สาเป็นแบบนี้ หายไปไหนไม่มีสาเหตุ หายไปแบบปิดสวิตซ์ จู่ๆนึกจะเอากลับมาก็โผล่มาเลย บอกตามตรงมันหยามคีกับเหนือเหมือนกันนะ รู้สึกปกป้องไม่ได้ เมื่อไหร่จะตาสว่างสักที ว่ามันคือคนอันตรายต่อสังคม)
ในที่สุดลลิสาก็ทนการอยู่นิ่งกับที่ไม่ไหว ความดื้อรั้นของเธอทำให้เหล่าคนดูแลต้องยอมแพ้ เนื่องจากว่าพวกหล่อนนั้นมีเหตุจำเป็นต้องขึ้นฝั่งเช่นกัน อีกอย่างสัญญาระหว่างการดูแลสิ้นสุดลงแล้ว แม้ค่าจ้างจะถูกจ่ายครบ ไม่ได้มีปัญหา แต่การไม่ติดต่อมาของผู้เป็นนาย ทำให้คนดูแลไม่กล้าตัดสินใจ พวกหล่อนไม่มีสิทธิ์และอำนาจพอที่จะต่อรองหรือห้ามนายหญิงได้ เพราะไม่รู้ว่าการทำเช่นนั้นจะมีผลเสียมากกว่าผลดีหรือเปล่า เรือลำขนาดกลางออกจากเกาะมุ่งหน้าสู่ฝั่งในเวลาใกล้เที่ยง หญิงสาวก้าวลงจากเรือด้วยการประคองหิ้วปีกของเหล่าคนใช้ ก่อนจะยิ้มบางๆส่งไปให้ “แยกกันตรงนี้เถอะนะ” “จะดีเหรอคะคุณสา” “ดีสิ นี่สัญญาณโทรศัพท์ก็ใช้ได้แล้ว สาจะหาทางกลับกรุงเทพเอง อีกอย่างไปไหนคนเดียวในตอนนี้มันปลอดภัยจะตาย ไม่ตกเป็นเป้าสายตาเหมือนเกาะกลุ่ม ไม่ต้องห่วงนะ สาดูแลตัวเองได้ พี่ๆกลับไปหาครอบครัวกันเถอะค่ะ” “จะเอาอย่างนั้นเหรอคะ” “จ้ะ ขอบคุณมากนะที่อยู่ดูแลสา ระยะเวลาสิบกว่าวันนี้ทุกคนทำงานดีมากนะ น่ารัก เป็นกันเองกับสามากๆ จะไม่ลืมทุกคนเลยนะ”
วันนี้อากาศดี ลลิสาจึงพาตัวเองมาเดินทอดน่องบนชายหาด ก่อนหน้านี้มรสุมเข้าคลื่นลมแรงขึ้นสูงกระทบโขดหินทีน้ำกระเซ็น ถอยลงเหมือนจะลากหินก้อนนั้นลงไปด้วย เธอถึงได้ไม่กล้ามา ทว่าตอนนี้ เขาว่าฟ้าหลังฝนสวยงามเสมอ เธอ..ก็อยากให้มันเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แม้ในชีวิตของเธอไม่เคยเชื่อเรื่องนี้ ฟ้าหลังฝนที่ว่า... เนื่องจากสุดท้ายก็คือหินและเม็ดทรายก้อนเดิมที่ถูกฝนกระหน่ำกระทบใส่ก่อนจะโดนแดดแผดเผาตามมา บทสรุปของความหมายก็คือ สิ่งดีๆที่กำลังจะเข้ามา ไม่ใช่เพราะฟ้าโปร่งใส หรือพระอาทิตย์ส่องแสง ทั้งสองอย่างยังคงทำหน้าที่ของมันแบบเดิม มีเพียงสายฝนต่างหากที่พัดผ่านไป ไปตกอยู่ที่ไหนสักแห่งซึ่งเราไม่รู้ ความอดทนของก้อนหินและทรายต่างหาก...ที่เลือกมองมัน กว่าจะยอมรับว่าฟ้าหลังฝนก็สวยงามเหมือนกันนะ ...ก็หลังจากที่อดทนมาจนชินแล้ว ชีวิตของเธอก็เป็นแบบนั้น อยู่ได้เพราะความหวัง อยู่ได้เพราะมีใครคนหนึ่งที่สำคัญมากๆให้คำสัญญา อยู่รอคอยเขาเพราะเขาบอกว่าจะกลับมา แต่ทว่า... “ฝนจะตกอีกแล้วนะคะคุณสา” เธอลากสายตาจากท้องทะเลสีครามกลับมา ก่อนจะส่งยิ้มบ
ชัยชนะที่ได้มาอย่างไม่คาดฝัน เหมันต์ไม่ได้ภูมิใจกับสิ่งนี้ การฆ่าคนจากความแค้นอย่างไรก็ย่อมสะใจกว่า แต่การฆ่าแบบจำเป็นต้องฆ่า กลับต้องมาคิดทีหลัง เมื่อเขาคนนั้นที่ตายไปยังมีความดีติดตัวอยู่บ้าง นี่ไม่ใช่เรื่องที่สบายใจ หลังจากนี้สิ่งที่ต้องจัดการประการถัดมา คือการกำราบทายาทคนที่ตายให้อยู่หมัด แน่นอนแหละว่าหล่อนต้องโกรธ ใครบ้างจะไม่เคียดแค้นคนที่ฆ่าพ่อ ยิ่งเป็นคนที่รักมาก และไว้วางใจ หลังจากมอบหมายให้ลูกน้องใหม่ที่เคยเป็นลูกน้องของผู้ตาย อดีตหัวหน้าแก๊งเคนซากิ เรียว ซึ่งตำแหน่งนี้เขาเองไม่ได้ยอมรับมันเท่าไหร่นัก ทว่าผลพ่วงมาจากขนบธรรมเนียมที่เลี่ยงไม่ได้ ตามมายังห้องโถงใหม่ที่สะอาด ปราศจากกลิ่นคาวเลือด เพื่อรอเจรจากับเคนซากิ ฮานะ ลูกสาวคนเดียวของผู้ตาย และเขาไม่ได้ต้องการชีวิตของเธอ ทันทีที่เธอมาถึงสิ่งแรกที่เขาได้ยินคือการเดินที่โขกสับ กระแทกส้นเท้า แรงเกินกว่าจะเป็นกิริยาของหญิงสาวชาวญี่ปุ่นได้ รู้ทันทีหญิงสาวกำลังโกรธ เนื่องจากวินาทีที่กำลังสะสางเธอได้ยินมันทั้งหมด รวมถึงเสียงดาบตอนฟาดฟันกับพ่อเธอ พลั่ก!
ดวงตาสีนิลของชายในวัยใกล้ชราฉายวาวพิโรธ มาถึงตรงนี้จนแล้วจนรอดลูกบุญธรรมก็จะฆ่าเขาให้ได้ เขาผิดเอง..ที่ประเมินคนตรงหน้าต่ำไป ทั้งอันที่จริงแผนการเหล่านั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เขาต่างหากที่ชะล่าใจ น่าจะคิดให้ทัน“ถ้าฉันแพ้ จะล้มเลิกการฆ่าเด็กนั่น แหละยุติสัจจะที่มีไว้ทั้งหมด ตามที่แกต้องการเลย”“ต่างคนต่างอยู่สินะครับ”เพราะเขารู้มันทำได้ยาก ถึงได้ยิ้มเย้ยหยันแบบนั้น ที่มาวันนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้มีเงื่อนไขนี้ หากแต่อะไรก็ได้แค่ขอให้คนตรงหน้าตาย หรือล้มเลิกในสิ่งที่ทำอยู่ทุกอย่างก็จบ เรื่องฮานะรักเขา จะต้องเจ็บปวดเจียนตายแค่ไหน จะไม่สน ตอนนี้สนแค่ว่าลลิสาจะต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อใช้ชีวิตให้มีความสุขต่อไป...“...ตามนั้น”“ได้ครับ ถ้าอย่างนั้นผมเห็นด้วย”“เปลี่ยนคำสั่งกับลูกน้องแกด้วย”“ไม่ต้องห่วงครับ ทุกอย่างที่ท่านพูด ลูกสาวท่านก็ได้ยิน ป่านนี้คงซึ้งใจท่านอยู่ มาเริ่มกันเลยไหมครับ”ดาบซามูไรถูกจับด้ามไว้แน่น ดวงตาคมกริบลากไปยังกล่องซามูไรอีกเล่มที่วางอยู่บนหิ้งเหนือหัวเจ้าของ ทันทีที่มันถูกดึงลงมาเพื่อใช้สู้กับเขา ถึงกับยกยิ้ม เนื่องจากอยู่ที่นี่มาหลายปี พอจะรู้จากคำบอกเล่าของลูกน้องเก่
เสียงตวาดลั่นไม่ได้ทำให้เจ้าของชื่อสะทกสะท้าน และดาบในมือนั่นไม่ได้สั่นเทาจนเสี่ยงปล่อยให้มันหลุดมือ ดวงตาคมกริบยังคงจับจ้องอยู่ที่จุดเดิม และแน่นอนว่าชื่อนั้นสะท้อนอะไรหลายๆอย่าง อาทิเช่นที่มาของมัน“ยอมรับแล้วสิ..หลักฐานที่ซาโตรุส่งมาแกเป็นคนทำ”“ครับ”“และแกก็ฆ่ามันแล้วด้วย”“ครับ”“เมียแกยังมีชีวิตอยู่?”“ครับ”“สองสามวันมานี้ แกก็แค่ถ่วงเวลาฉัน”“...ใช่ครับ”“เพื่อผู้หญิงคนเดียว...หึ อินเวร์โน แกนี่โง่จริงๆ” เหมันต์ยกยิ้ม ไม่เคยรู้สึกพะอืดพะอมกับชื่อนี้มาก่อน ครั้งนี้ครั้งแรก เมื่อมันย้อนกลับมาทำลายตัวเอง เจ้าของชื่อนั้นครั้งหนึ่งเคยฆ่ามนุษย์เหมือนผักเหมือนปลา ที่นำมาประกอบอาหารแบบไม่ได้รู้สึกผิด ต่างกับวันนี้ที่ถึงขั้นสมเพชตัวเอง สมแล้วที่เรียกปฏิบัติการนี้ว่า โกงความตาย นั่นเพราะจู่ๆเขาก็เห็นแก่ตัวอยากจะมีชีวิตขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้าวางแผนไว้แล้วว่าจะตายทันทีที่ความต้องการสำเร็จ ถูกต้องว่าปัจจุบันร่างของเขาควรจะจมอยู่ใต้ธรณีไปแล้ว อาจกำลังเป็นอาหารของหนอนด้วยซ้ำ ใครจะไปรู้กะอีแค่ตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง กลับทำให้เปลี่ยนใจได้ และบ้าดีเดือดขนาดนี้ เอาแต่ใจไหมล่ะทว่า..ถึงอย่างไร
หลังร่วมโต๊ะอาหารในมื้อเช้าด้วยกันแล้ว เขาก็สั่งให้เธอเก็บของ แต่มีของอะไรที่จะให้เธอเก็บล่ะ นอกจากเสื้อผ้าที่เขาให้คานโลไปหามาให้ แน่นอนว่าจับตัวไหนมาคู่กัน ก็เหมือนจะเป็นศัตรูกันมากกว่ามิตรไมตรี สุดท้ายได้ชุดเสื้อกล้ามสีขาว และกางเกงลินินสีน้ำตาลอ่อน คลุมด้วยเสื้อโค้ทแขนยาวส
“พร้อมแล้วบอกนะครับ” เขาจุมพิตซับน้ำตาให้ ความอ่อนโยนที่ไม่น่าเชื่อว่าจะออกมาจากคนอย่างเขา มาเฟียขึ้นชื่อว่าป่าเถื่อน ฆ่าคนเหมือนผักเหมือนปลา และสิ่งนั้นก็เหมือนจะช่วยปลอบประโลมให้ความตึงเครียดก่อนหน้านี้ของเธอมลายหายไป ลำคอของเธอแห้งผากจังหวะกลืนก้อนเจ็บ มือที่กำฟ
"อา.." เริ่มเรียกเสียงครางของคนใต้ร่างออกมาบ้างแล้ว เจ้าของหัวใจที่เต้นราวกับกลองศึก สมองขาวโพลนราวกับไม่มีอะไรอยู่ภายในนั้น กายสาวกระตุกตามสัมผัสอันหนักหน่วงของเขา ไม่ว่าจะโดนจุดไหน เป็นว่าจุดนั้นจะต้องร้อนรุ่มประหนึ่งถูกไฟแผดเผา เธอมัวเมาในรสสวาท ลืมไปแล้วเขานั้นจัด
ทันทีที่เขาพูดจบริมฝีปากของเธอก็สั่นระริก ไม่ทันได้เอ่ยคำทักท้วงก็ถูกฉกฉวยไปด้วยความร้อนฉ่าจากอวัยวะเดียวกัน กลายเป็นความจำเป็นที่จะต้องกลืนสิ่งนั้นกลับไปด้วยความจำใจ เขาทาบริมฝีปากลงมาอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักขึ้นจนกลายเป็นความเร่าร้อน ปลายลิ้นร้ายชุ่มชื้นหยอกเย้







