LOGIN
ลลิสาเดินทอดน่องไปตามทางที่คานโลชี้แนะคือท่าเทียบเรือเดิมที่เธอจากมา หากแต่ว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นเรือที่บ่งบอกว่ามารับเธอสักลำ แถมเรือแท็กซี่ก็เหมือนว่าจะเต็มแล้วด้วย และการใช้บริการในช่วงเทศกาลแบบนี้จะต้องจองไว้ล่วงหน้า
นอกจากเธอไม่ได้จอง เธอยังไม่มีโทรศัพท์ และไม่มีเงิน!
“บ้าเอ๊ย ลำไหนเนี่ย”
หญิงสาวเหมือนจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ความคุกรุ่นเมื่อมี ทุกอย่างรอบตัวก็จะถูกรำคาญ แม้แต่หน้ากากที่สวมใส่ เธออยากจะกระชากทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อคิดว่าการสวมใส่น่าจะปลอดภัยมากกว่าถึงได้ยั้งมือเอาไว้ทัน
คิดว่าในงานนี้จะไม่รู้จักนางแบบดังอย่างเธอได้ไง มันต้องมีสักคนแหละน่า
ร่างสูงสมกับที่เป็นนางแบบ ยืนอยู่ตรงนั้นนานนับชั่วโมง ตอนแรกรอเรือ ต่อมาเธอไม่รู้แล้วว่ารออะไรไม่มีทีท่าว่าจะมีเรือลำดังกล่าวโผล่มาให้เห็นแม้แต่กาบ แถมเท้าของเธอก็เริ่มเจ็บปวดขึ้นทุกที เหตุเพราะถูกมันกัดอย่างรุนแรง และปลีน่องตึงเนื่องจากเดินเยอะจนเกินไป รู้ว่าประสบการณ์เดินแบบที่มีมาหลายต่อหลายปีนั้น ยากที่จะทำให้เจ็บปวดได้ง่าย แต่นั่นมันเดินบนเวที ไม่ใช่ถนนพื้นหินขรุขระราวกับเดินป่าแบบนี้
ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเธอซะด้วย
“เยี่ยมเลย”
ลลิสากัดฟันกรอดให้กับความรันทดของตัวเอง ถ้ารู้ว่าความร้อนสะสมประสบการณ์จะทำให้เธอตกอยู่บนที่นั่งลำบาก ต่อให้จ้างเป็นร้อยล้านเธอคงไม่ทำ
เพราะเป็นแบบนั้น ตอนนี้ถึงได้ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ และถ้าเธอไม่ได้อยู่ในการแต่งกายในธีม ไม่สวมหน้ากาก หรือใส่ชุดอลังการ เธอก็คือคนไร้บ้านดีๆนี่เอง
ลลิสาตัดสินใจเดินออกมาจากตรงนั้น เดินกลับเข้าไปในงาน เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีผู้คนหนาตา ถึงไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ความวุ่นวายก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกเหงาหรือเดียวดายได้
แต่หารู้ไม่ว่าคิดผิด
เพราะหลังจากที่เธอหมุนตัวไปได้ไม่กี่อึดใจ เรือลำที่เธอเฝ้ารอคอยมาเป็นชั่วโมง ก็โผล่มา
“นายครับ ไม่เห็นเธอเลยครับ”
(กูนึกว่ามึงพาเธอกลับไปแล้ว)
“ขอโทษครับ ตอนขามาเกิดปัญหานิดหน่อย ตอนนี้ก็เพิ่งจะได้จอดเทียบท่า เกิดเหตุเรือชนกันครับ”
(งั้นก็รออีกหน่อยแล้วกัน)
“ครับนาย”
และเพราะเธอหงุดหงิดปนเหนื่อยจนไม่สนสุนทรียภาพในการเดิน กระโปรงซีฟองที่เหมือนจะเป็นอุปสรรคตั้งแต่ต้น เกือบทำให้สะดุดล้มหน้าคะมำตั้งหลายรอบ ก็ถูกขยุ้มขึ้นมาอย่างไม่สนใจใครจะมอง
จะบ้าตาย!
สุดท้ายก็กลับมายืนอยู่ตรงใจกลางของงาน ณ ที่เดิม และดูท่าว่าจะหาจิ๋วไม่ง่ายเลยด้วย
คนยังหนาตา แถมบางคนเมา เดินเพ่นพ่านเต็มลานไปหมด ยิ่งบนสะพานยิ่งเธอไม่ควรไป เนื่องจากคนเยอะระดับที่ว่า หากรองเท้าเกาะพื้นไม่ดี หกล้มขึ้นมาอาจเสี่ยงถูกเหยียบตายได้
ตอนอยู่โรงแรมก่อนมา จิ๋วกับเธอนัดกันตรงที่บาร์ เวลาหลังเที่ยงคืน เพราะบาร์นั้นปิดดึกที่สุด แต่ในเวลานี้ที่เพิ่งจะสามทุ่ม กับภารกิจไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากเสร็จเร็วกว่าที่คิด ถึงกับคิดไม่ออกว่าควรไปอยู่ไหน
ที่นั่นทุกคนล้วนแต่ต้องจองกันก่อน จิ๋วจองเอาไว้หลังเที่ยงคืน เป็นเวลาที่คาดคะเนเอาไว้ว่าภารกิจมูลค่าห้าสิบล้านจะสำเร็จเป็นไปด้วยดี ไม่คิดเลยว่าจะผิดแผนแบบนี้ และที่สำคัญเธอไม่ได้พกอะไรมาเลย จะเข้าไปตอนนี้ก็คงไม่มีที่นั่ง
ตอนนั้นคานโลห้ามหมดทุกอย่าง
ห้ามพกโน่น ห้ามพานี่
จนเธอฉุนกึก ชั่ววูบเดียวถึงกับประชดเขาโดยการกระแทกกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะเดินตามเขาไปแบบกระฟัดกระเฟียด ซึ่งแน่นอนทุกสัพเพเหระที่เธอพกมาอยู่ในกระเป๋านั้น และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตอนนี้เธอหิวมาก
ก็ไม่คิดว่าพอเสร็จจากงานแรก จะได้สวมบทบาทเป็นคนไร้บ้านและขอทานยาจกเป็นงานถัดไป
“ทำไงดี”
ท่ามกลางผู้คนเดินผ่านนับพัน ลลิสายืนนิ่งอยู่พักราวกับกำลังตั้งสติเพราะต้องใช้ความคิด จากนั้นจึงจะพ่นลมหายใจออกมา สิ่งแรกที่นึกถึงคือเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย เธอกวาดสายตามองหา เมื่อเจอจึงจะเดินเข้าหาอย่างกล้าๆกลัวๆ
“Excuse me, I'm terribly sorry to bother you, but I'm lost.”
(ขอโทษนะคะ รบกวนเวลาสักครู่ พอดีฉันหลงทางค่ะ)
โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใส่ใจเธอ เขาหยุดฟังทันที และโน้มหน้าลงมา เหมือนว่าเขากำลังงุนงงว่าเธอจะหลงทางได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้เธออยู่ในงานที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่าน ใครๆก็ต้องการมาที่นี่ จุดแลนด์มาร์คเธอจึงอธิบายปนโกหกไปว่าแยกกับเพื่อนตอนไหนไม่รู้ ตอนนี้หาเพื่อนไม่เจอและกระเป๋าของเธอก็อยู่ที่นาง เขาถึงเชื่อและให้ยืมโทรศัพท์
“Much appreciated”
(ขอบคุณค่ะ)
มือบางรับมาถือไว้พร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะกดหมายเลขโทรออกหาเครื่องตัวเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคนรับ เธอจึงโทรหาจิ๋ว สรุปว่ารายนั้นก็ไม่รับเหมือนกัน
“เกิดอะไรขึ้น..”
หญิงสาวพึมพำพร้อมกับอัตราการเต้นของหัวใจที่เริ่มผิดจังหวะ เธอเหลือบมองเจ้าหน้าที่เล็กน้อย เห็นเหมือนเขากำลังใช้วิทยุสื่อสาร ถ้าได้ยินไม่ผิดเหมือนต้องไปอารักขาใครคนหนึ่งที่กำลังมาถึงที่นี่
เขามองมาด้วยท่าทีที่เร่งรีบ ในขณะเธอเองก็พยายามลุ้นให้ปลายสายนั้นรับไวๆ ทว่าบนสรวงสวรรค์ไม่มีใครเข้าข้างเธอ เจ้าของโทรศัพท์มองกันด้วยสายตากดดันเช่นนี้ เธอที่พ่อแม่สอนมาดี มีหรือเมินเฉยลง
ยื่นกลับคืนไปให้เขา พร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไรจะหาสถานที่รอเพื่อนเอง ทั้งที่ความจริงมันย้อนแย้งทุกอย่าง เธอไม่มีทั้งเพื่อน เธอไม่มีทั้งเงิน
และเขาคงจะมองออกว่าเธอกำลังวิตกกังวลอยู่ ถึงได้แนะนำสถานที่หนึ่งให้เธอไปยืนรอให้ แน่นอนว่าหญิงสาวไม่ค่อยจะเข้าใจ หากแต่เพียงเจ้าหน้าที่เป็นคนชี้นำและชี้ไปทางนั้นเธอก็เชื่อเขา
เท้าเล็กที่ปวดระบมจนแทบจะยืนไม่ไหวเลยก้าวเดินต่อ เธอคิดจะเอาแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่เต็มที่กับการเดินครั้งนี้ พาตัวเองไปยังสถานที่ตรงนั้น เพื่อหาที่พัก ที่นั่ง และหนีจากความวุ่นวาย
แต่แล้วขณะกำลังเดินพร้อมกับมือขยุ้มกระโปรงขึ้น เพื่อให้เท้าก้าวเร็วๆ ไม่เสี่ยงต่อการขาสะดุดจนพาล้มอยู่นั้น กลับเกือบจะเซล้มขึ้นมาจริงๆ เพราะใครบางที่เดินสวนมา เขาไม่ขอโทษเธอไม่พอ ท่าทางของเขาเหมือนจะเร่งรีบด้วย และไม่นานเธอก็ได้คำตอบ เมื่อรอบตัวเธอไม่ได้มีแค่เขาที่รีบจนลนลาน แต่มีคนอื่นที่เดินไปทางเดียวกันกับเขาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับเสียงแว่วดังประมาณว่า มีดาราคนดังโผล่มาในชุดแม่มดผู้สง่างาม
แน่นอนว่าเสียงวุ่นวายและความอึดอัดทางกายภาพที่มีมากขึ้นทำให้เธอต้องเร่งหนี หาหลุมหลบภัยโดยด่วน ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นลมเป็นแล้งเพราะหิวข้าวเอาได้
“พ่อแก้วแม่แก้วจ๋า ช่วยลลิสาด้วย ฮื้อ”
“ถ้าอย่างนั้นสาขอถามหน่อยได้ไหมคะ”“ครับ”“สาผิดอะไร”ความเงียบเข้ามาปกคลุมเหมือนทุกที แต่ครั้งนี้ไม่นาน เขาแค่นหัวเราะ จ้องนิ่งเข้ามาในม่านตาเธอ ถึงขนาดสะท้อนหน้าของเธออยู่ในม่านตาเขา “คุณไม่ได้ผิด แต่คุณพลาด” จ้องเขม็งมองมา ตาไม่กะพริบ “พลาดที่เลือกเชื่อใจคนผิด”“คุณหมายถึงผู้จัดการสาเหรอ เรื่องนั้นยอมรับว่าช็อคอยู่เหมือนกัน แต่คิดอีกทีมันก็คือการกระทำของคนเลว สาไม่สามารถโกรธคนเลวได้ เพราะมันเสียเวลา อีกอย่างสาอยู่ที่นี่กับคุณ จะทำอะไรเขาได้”“ผมยังไม่ได้จ่ายเงินคุณ”หญิงสาวพยักหน้า“ค่ะ สาทราบ จะต้องขอบคุณด้วยหรือเปล่า”“ก็แล้วแต่สะดวกครับ”จ้า!“ว่าแต่จะมีโอกาสได้ใช้มันไหม”“ได้ครับ ทำไมจะไม่ได้” เธอเกือบจะยิ้มอยู่แล้วเชียว ติดตรงที่ว่ามันยังมีต่อ “ถึงไม่ได้ใช้ที่นี่ก็ได้ใช้ที่อื่น เรายังต้องไปอีกหลายที่ อีกหลายประเทศ”“สรุปว่า ฉันจะต้องตายไปพร้อมกับคุณสินะคะ”“ไม่ครับ คุณอาจตายก่อน ถ้าเกิดตุกติก ขึ้นอยู่ที่คุณจะหาเรื่องใส่ตัวอีกไหม”หญิงสาวคว่ำปาก เสมองไปทางอื่น เริ่มจะเกลียดขี้หน้าไอ้หมอนี่ขึ้นมาจริงๆแล้วแต่พอฉุกใจคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงจำเป็นต้องหันมาอีกครั้ง ก่อนจะชะงักเ
ลลิสานิ่วหน้า สำหรับเธอนี่ไม่ใช่เรื่องตลก คนตรงหน้าดูเคร่งขรึมจนเธอประหม่า“คือ..”เธอจะตอบได้ยังไงในเมื่อใจของเธอตอนนี้อยากขอให้เขาปล่อยเพราะมัวแต่อ้ำอึ้ง เขาก็เลยขมวดคิ้ว หากแต่ยืนมองนิ่งไม่ถามไถ่ แน่นอนว่ามันยิ่งทำให้เธออึดอัดสายตาของเขาตอนนี้น่ากลัวมากๆ“ถ้าอยากจะให้ปล่อยกันไป คงเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”ไม่รู้เป็นเพราะสีหน้าของเธอที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน หรือว่าเขากันแน่ที่ฉลาดหลักแหลมถึงได้อ่านใจออก หากเป็นอย่างหลังก็สมแล้วที่เขาเป็นมาเฟีย ถือว่าเก่งกาจในเรื่องของการมองคน ทว่าการพูดออกมาตรงๆด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแบบนั้น ราวกับไม่ได้ทุกข์ร้อน ทั้งที่กำลังทำเรื่องไร้มนุษยธรรม กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ และทำเธอเสี่ยงหัวใจวายตายฟังแล้วหดหู่ฉิบหายเขาเอาจริงดิ?“แบบนี้ก็ใจร้ายกันเกินไปนะ”“หรือว่าจะตาย ผมว่ามันก็ง่ายดี”ง่ายกับผีน่ะสิร่างเล็กชะงัก นึกไม่ถึงขนาดพึมพำเสียงเบา ต้องการให้ได้ยินแค่ตัวเอง เขายังได้ยิน ทำเอาเธอหน้าร้อนวูบวาบ ไปไม่ถูกเลยทีนี้แต่ไหนๆก็ไหนแล้ว เธอออยากลอง“คุณ..ฉันจะไม่บอกใครจริงๆนะ”ทว่า กลายเป็นการสร้างแรงประหม่าเพิ่ม เมื่อความเงียบเข้า
สองชั่วโมงผ่านไปไวมาก เธอในสภาพเหลือแต่ดวงตาเพราะใส่แมส นั่งกอดเข่าอยู่บนเตียง คานโลสั่งให้เธอหลับแต่ใครมันจะหลับลง ตอนเข้ามาแล้วเปิดไฟสีขาวที่สว่างไปทั้งห้อง มันคงจะดีมากและห้องคงน่าอยู่มากหากมันสะอาดสะอ้าน ไม่ใช่เธอที่กำลังนั่งสบตากับแมงมุมอยู่แบบนี้ แถมความว่างปนเหงาเพราะไม่มีโทรศัพท์การนั่งจ้องมองสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยเพื่อนเพียงหนึ่งเดียวของเธอในปัจจุบัน จนเห็นวิวัฒนาการของมันทั้งหมดจนจะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่รอมร่อ จนกระทั่ง.. ก็อก ก๊อก ก๊อก บานประตูห้องของเธอถูกเคาะ เพราะมั่นใจว่าไม่ใช่ใครอื่นแน่ เธอจึงลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจแล้วไปเปิดอย่างว่าง่าย ภาพที่เห็นคือคานโลเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ไปแล้ว ส่วนเธอยังคงสวมชุดเดิม แถมมอมแมม “เขาให้มาตามแล้วเหรอ” “ครับ ตามผมมา” ลลิสาพยักหน้าเดินตามแผ่นหลังกว้างนั่นแต่โดยดี ระหว่างเธอแวะชมบรรยากาศข้างทางไปด้วย ตอนนี้รอบนอกคือหิมะเบาบาง และมีโปรยลงมาเล็กน้อย โชคดีที่ชุดของเธอเนื้อผ้าหนา จึงไม่รู้สึกว่าหนาวเท่าไหร่ หากจะรู้สึกก็คงเป็นใจขอ
ลลิสาไม่มีเวลาให้อึ้งนาน ตอนนี้ชีวิตของเธออยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนที่จะเกิดได้ทุกเมื่อ ตามผู้นำของเธอ คือคานโลซึ่งรับคำสั่งมาจากนายเขาอีกทีมาถึงตอนนี้เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำเขานั้นเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร รู้แค่เป็นคนที่ลึกลับและมีอิทธิพลมาก ไม่อย่างนั้นการเดินทางของพวกเขาคงทำไม่ได้ถึงขนาดนี้หลังจากทานมื้อเที่ยง และรอจนมืดค่ำ เธอก็ถูกเปลี่ยนที่อยู่อาศัยจากราชวังเก่าเป็นเรือเร็วที่ทำจากไม้ฮอกกานีขัดเงาวับและกันกระสุนทั้งเรือ แล่นออกจากประตูลับมุ่งหน้าสู่เรือส่วนตัวที่อยู่นอกเขตตรวจการณ์ของตำรวจน้ำ แน่นอนว่าเธอถูกซ่อน ไม่มีโอกาสได้คิดหาวิธีหนีรอดต่อมาคือการเดินทางไกล รู้เพียงว่าเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวนี้กำลังมุ่งหน้าไปยังที่ไหนสั่งแห่งที่เธอยิ่งไม่รู้จัก อีกทั้งเป็นช่วงกลางดึกซึ่งเธอมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากไฟดวงเล็กจากบ้านพลเรือนและตึกสูงหลายชั้นทว่าที่เธอนั่งอยู่นั้นสูงกว่าใช้เวลานานพอสมควรก็ถึงจุดจอด คือบนภูเขาลานลับในเขตที่ดินส่วนตัว ซึ่งอาณาเขตตรงจุดยืนคาบเกี่ยวอยู่สองประเทศ โดยหากต้องการจะข้ามพรมแดนนี้ไปอีกพรมแดนใช้การเดินรถเพียงไม่กี่อึดใจและตอนนี้เธออยู่ในรถกับใครคนหนึ่งที
เพราะเอาแต่ตะโกนทั้งที่ลำคอแห้งผาก ลลิสาจึงเกิดอาการไอจนตัวงอ เธอหมดแรงส่งเสียงตั้งแต่ครั้งที่สาม เพราะร่างกายอ่อนแรงเกินจะไหว ก่อนทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ในเวลาต่อมา แอด..ผ่านไปครึ่งค่อนวัน ประตูห้องนั้นถูกเปิดออก ปล่อยลำแสงภายนอกเข้ามาเจิดจ้ากระทบผิวเนียนถัดไปทางขาวซีดลลิสาผงกศีรษะขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นคานโลจึงหายจากอาการงัวเงียเป็นปลิดทิ้ง “คุณคานโล..”เสียงแหบพร่าผลจากการขาดน้ำมานานเกินไปเรียกชื่อ ร่างสูงตรงหน้าไม่ได้ตอบสนอง ทว่าคลี่ยิ้มบางๆ ประหนึ่งมาพบเจอใครคนหนึ่งที่นัดหมายกันเอาไว้ ไม่ใช่ถูกมัดหลังติดเก้าอี้อยู่แบบนี้ ท่าทางนั้นเลือดเย็นซะจนน่ากลัว“นายส่งผมมาเจรจา”ไม่พอเสียงพูดก็เย็นชาอีกด้วย “นายของคุณคือคนที่ถือดาบคนนั้นใช่ไหม”แต่แล้ว..เพียงแค่เธอเอ่ยประโยคนี้ ราวกับว่าแสงที่เจิดจ้าบ่งบอกช่วงเวลาเที่ยงวันดับวูบหายไป สายตาตวัดมองมา ไม่เหมือนเขาคนเมื่อวาน“ปกติคุณเป็นคนปากพล่อยแบบนี้เหรอครับ”เมื่อรู้ว่าพลาดไปแล้ว เธอไม่ควรถามเขาตรงๆจึงเม้มปากแน่น และรู้ทันทีว่านี่คือสาเหตุทำให้เธอถูกมัดแบบนี้“มะ ไม่ ปกติไม่ปากพล่อย ฉันไม่ค่อยยุ่งเรื่องชาวบ้าน และถ้ามีคนสั่งว่าไม่ให้พู
เปลือกตาสีอ่อนที่ปิดสนิทมาทั้งคืนผลจากความเหนื่อยล้า ค่อยๆเปิดขึ้นในช่วงเช้าของอีกวัน หากเป็นความฝันที่ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน ก็ควรจะจบลงเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา แต่นี่..กึก!จากตาปรือที่งัวเงียจะต้องสู้รบกับแสงแดดสาดส่องผ่านช่องลมประตูเข้ามา คือค่อยๆเปิดตาขึ้นก่อนจึงจะถูก บัดนี้ข้ามขั้นตอนนั้นเป็นเบิกกว้างชนวนเหตุเพราะเสียงไม่เป็นมิตร และความอึดอัดจากการถูกพันธนาการแทน ในดวงตาสีน้ำตาลเข้มโดดเด่นความแพรวพราวจากน้ำหล่อเลี้ยงคล้ายตาแมวที่ใครต่างเห็นเป็นต้องตกภวังค์ ยามนี้ได้เปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก หลังเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้นหลังกวาดมองไปรอบ แล้วก้มลงมองตัวเอง ชุดราตรีกำมะหยี่ที่ยับเยินไม่ต่างจากผิวหน้า เครื่องตกแต่งประทินโฉมเมื่อคืนหมดอายุการใช้งานไปแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างไหลมากองรวมกัน โดยเฉพาะที่เขียนตา มาสคาร่า และอายไลเนอร์ ทำเธอเป็นผีบ้าดีๆนี่เอง และเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ยังไม่ได้ทำให้ใจหายวาบเท่ากับโซ่ตรวน ใช่ เธอถูกมัด!ในห้องที่เคยหรูหรา ทว่าปัจจุบันเก่ากึก ลำคอระหงของเธอแห้งผาก ขยับเขยื้อนเป็นระยะเนื่องจากการกลืนของก้อนเจ็บ เธอรู้สึกกระหายน้ำขั้นรุนแรง ไอ้ที่หิวข้าวก่อนหน้านี้ไม่ม







