Masuk
ลลิสาเดินทอดน่องไปตามทางที่คานโลชี้แนะคือท่าเทียบเรือเดิมที่เธอจากมา หากแต่ว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นเรือที่บ่งบอกว่ามารับเธอสักลำ แถมเรือแท็กซี่ก็เหมือนว่าจะเต็มแล้วด้วย และการใช้บริการในช่วงเทศกาลแบบนี้จะต้องจองไว้ล่วงหน้า
นอกจากเธอไม่ได้จอง เธอยังไม่มีโทรศัพท์ และไม่มีเงิน!
“บ้าเอ๊ย ลำไหนเนี่ย”
หญิงสาวเหมือนจะหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ความคุกรุ่นเมื่อมี ทุกอย่างรอบตัวก็จะถูกรำคาญ แม้แต่หน้ากากที่สวมใส่ เธออยากจะกระชากทิ้งให้รู้แล้วรู้รอด แต่เมื่อคิดว่าการสวมใส่น่าจะปลอดภัยมากกว่าถึงได้ยั้งมือเอาไว้ทัน
คิดว่าในงานนี้จะไม่รู้จักนางแบบดังอย่างเธอได้ไง มันต้องมีสักคนแหละน่า
ร่างสูงสมกับที่เป็นนางแบบ ยืนอยู่ตรงนั้นนานนับชั่วโมง ตอนแรกรอเรือ ต่อมาเธอไม่รู้แล้วว่ารออะไรไม่มีทีท่าว่าจะมีเรือลำดังกล่าวโผล่มาให้เห็นแม้แต่กาบ แถมเท้าของเธอก็เริ่มเจ็บปวดขึ้นทุกที เหตุเพราะถูกมันกัดอย่างรุนแรง และปลีน่องตึงเนื่องจากเดินเยอะจนเกินไป รู้ว่าประสบการณ์เดินแบบที่มีมาหลายต่อหลายปีนั้น ยากที่จะทำให้เจ็บปวดได้ง่าย แต่นั่นมันเดินบนเวที ไม่ใช่ถนนพื้นหินขรุขระราวกับเดินป่าแบบนี้
ที่นี่ไม่ใช่ถิ่นของเธอซะด้วย
“เยี่ยมเลย”
ลลิสากัดฟันกรอดให้กับความรันทดของตัวเอง ถ้ารู้ว่าความร้อนสะสมประสบการณ์จะทำให้เธอตกอยู่บนที่นั่งลำบาก ต่อให้จ้างเป็นร้อยล้านเธอคงไม่ทำ
เพราะเป็นแบบนั้น ตอนนี้ถึงได้ตกอยู่ในสภาพแบบนี้ และถ้าเธอไม่ได้อยู่ในการแต่งกายในธีม ไม่สวมหน้ากาก หรือใส่ชุดอลังการ เธอก็คือคนไร้บ้านดีๆนี่เอง
ลลิสาตัดสินใจเดินออกมาจากตรงนั้น เดินกลับเข้าไปในงาน เพราะคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีผู้คนหนาตา ถึงไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ความวุ่นวายก็ไม่ทำให้เธอรู้สึกเหงาหรือเดียวดายได้
แต่หารู้ไม่ว่าคิดผิด
เพราะหลังจากที่เธอหมุนตัวไปได้ไม่กี่อึดใจ เรือลำที่เธอเฝ้ารอคอยมาเป็นชั่วโมง ก็โผล่มา
“นายครับ ไม่เห็นเธอเลยครับ”
(กูนึกว่ามึงพาเธอกลับไปแล้ว)
“ขอโทษครับ ตอนขามาเกิดปัญหานิดหน่อย ตอนนี้ก็เพิ่งจะได้จอดเทียบท่า เกิดเหตุเรือชนกันครับ”
(งั้นก็รออีกหน่อยแล้วกัน)
“ครับนาย”
และเพราะเธอหงุดหงิดปนเหนื่อยจนไม่สนสุนทรียภาพในการเดิน กระโปรงซีฟองที่เหมือนจะเป็นอุปสรรคตั้งแต่ต้น เกือบทำให้สะดุดล้มหน้าคะมำตั้งหลายรอบ ก็ถูกขยุ้มขึ้นมาอย่างไม่สนใจใครจะมอง
จะบ้าตาย!
สุดท้ายก็กลับมายืนอยู่ตรงใจกลางของงาน ณ ที่เดิม และดูท่าว่าจะหาจิ๋วไม่ง่ายเลยด้วย
คนยังหนาตา แถมบางคนเมา เดินเพ่นพ่านเต็มลานไปหมด ยิ่งบนสะพานยิ่งเธอไม่ควรไป เนื่องจากคนเยอะระดับที่ว่า หากรองเท้าเกาะพื้นไม่ดี หกล้มขึ้นมาอาจเสี่ยงถูกเหยียบตายได้
ตอนอยู่โรงแรมก่อนมา จิ๋วกับเธอนัดกันตรงที่บาร์ เวลาหลังเที่ยงคืน เพราะบาร์นั้นปิดดึกที่สุด แต่ในเวลานี้ที่เพิ่งจะสามทุ่ม กับภารกิจไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากเสร็จเร็วกว่าที่คิด ถึงกับคิดไม่ออกว่าควรไปอยู่ไหน
ที่นั่นทุกคนล้วนแต่ต้องจองกันก่อน จิ๋วจองเอาไว้หลังเที่ยงคืน เป็นเวลาที่คาดคะเนเอาไว้ว่าภารกิจมูลค่าห้าสิบล้านจะสำเร็จเป็นไปด้วยดี ไม่คิดเลยว่าจะผิดแผนแบบนี้ และที่สำคัญเธอไม่ได้พกอะไรมาเลย จะเข้าไปตอนนี้ก็คงไม่มีที่นั่ง
ตอนนั้นคานโลห้ามหมดทุกอย่าง
ห้ามพกโน่น ห้ามพานี่
จนเธอฉุนกึก ชั่ววูบเดียวถึงกับประชดเขาโดยการกระแทกกระเป๋าลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะเดินตามเขาไปแบบกระฟัดกระเฟียด ซึ่งแน่นอนทุกสัพเพเหระที่เธอพกมาอยู่ในกระเป๋านั้น และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ ตอนนี้เธอหิวมาก
ก็ไม่คิดว่าพอเสร็จจากงานแรก จะได้สวมบทบาทเป็นคนไร้บ้านและขอทานยาจกเป็นงานถัดไป
“ทำไงดี”
ท่ามกลางผู้คนเดินผ่านนับพัน ลลิสายืนนิ่งอยู่พักราวกับกำลังตั้งสติเพราะต้องใช้ความคิด จากนั้นจึงจะพ่นลมหายใจออกมา สิ่งแรกที่นึกถึงคือเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย เธอกวาดสายตามองหา เมื่อเจอจึงจะเดินเข้าหาอย่างกล้าๆกลัวๆ
“Excuse me, I'm terribly sorry to bother you, but I'm lost.”
(ขอโทษนะคะ รบกวนเวลาสักครู่ พอดีฉันหลงทางค่ะ)
โชคดีที่เจ้าหน้าที่ใส่ใจเธอ เขาหยุดฟังทันที และโน้มหน้าลงมา เหมือนว่าเขากำลังงุนงงว่าเธอจะหลงทางได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้เธออยู่ในงานที่เต็มไปด้วยคนพลุกพล่าน ใครๆก็ต้องการมาที่นี่ จุดแลนด์มาร์คเธอจึงอธิบายปนโกหกไปว่าแยกกับเพื่อนตอนไหนไม่รู้ ตอนนี้หาเพื่อนไม่เจอและกระเป๋าของเธอก็อยู่ที่นาง เขาถึงเชื่อและให้ยืมโทรศัพท์
“Much appreciated”
(ขอบคุณค่ะ)
มือบางรับมาถือไว้พร้อมกับรอยยิ้ม ก่อนจะกดหมายเลขโทรออกหาเครื่องตัวเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคนรับ เธอจึงโทรหาจิ๋ว สรุปว่ารายนั้นก็ไม่รับเหมือนกัน
“เกิดอะไรขึ้น..”
หญิงสาวพึมพำพร้อมกับอัตราการเต้นของหัวใจที่เริ่มผิดจังหวะ เธอเหลือบมองเจ้าหน้าที่เล็กน้อย เห็นเหมือนเขากำลังใช้วิทยุสื่อสาร ถ้าได้ยินไม่ผิดเหมือนต้องไปอารักขาใครคนหนึ่งที่กำลังมาถึงที่นี่
เขามองมาด้วยท่าทีที่เร่งรีบ ในขณะเธอเองก็พยายามลุ้นให้ปลายสายนั้นรับไวๆ ทว่าบนสรวงสวรรค์ไม่มีใครเข้าข้างเธอ เจ้าของโทรศัพท์มองกันด้วยสายตากดดันเช่นนี้ เธอที่พ่อแม่สอนมาดี มีหรือเมินเฉยลง
ยื่นกลับคืนไปให้เขา พร้อมกับบอกว่าไม่เป็นไรจะหาสถานที่รอเพื่อนเอง ทั้งที่ความจริงมันย้อนแย้งทุกอย่าง เธอไม่มีทั้งเพื่อน เธอไม่มีทั้งเงิน
และเขาคงจะมองออกว่าเธอกำลังวิตกกังวลอยู่ ถึงได้แนะนำสถานที่หนึ่งให้เธอไปยืนรอให้ แน่นอนว่าหญิงสาวไม่ค่อยจะเข้าใจ หากแต่เพียงเจ้าหน้าที่เป็นคนชี้นำและชี้ไปทางนั้นเธอก็เชื่อเขา
เท้าเล็กที่ปวดระบมจนแทบจะยืนไม่ไหวเลยก้าวเดินต่อ เธอคิดจะเอาแรงทั้งหมดที่เหลืออยู่เต็มที่กับการเดินครั้งนี้ พาตัวเองไปยังสถานที่ตรงนั้น เพื่อหาที่พัก ที่นั่ง และหนีจากความวุ่นวาย
แต่แล้วขณะกำลังเดินพร้อมกับมือขยุ้มกระโปรงขึ้น เพื่อให้เท้าก้าวเร็วๆ ไม่เสี่ยงต่อการขาสะดุดจนพาล้มอยู่นั้น กลับเกือบจะเซล้มขึ้นมาจริงๆ เพราะใครบางที่เดินสวนมา เขาไม่ขอโทษเธอไม่พอ ท่าทางของเขาเหมือนจะเร่งรีบด้วย และไม่นานเธอก็ได้คำตอบ เมื่อรอบตัวเธอไม่ได้มีแค่เขาที่รีบจนลนลาน แต่มีคนอื่นที่เดินไปทางเดียวกันกับเขาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับเสียงแว่วดังประมาณว่า มีดาราคนดังโผล่มาในชุดแม่มดผู้สง่างาม
แน่นอนว่าเสียงวุ่นวายและความอึดอัดทางกายภาพที่มีมากขึ้นทำให้เธอต้องเร่งหนี หาหลุมหลบภัยโดยด่วน ไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นลมเป็นแล้งเพราะหิวข้าวเอาได้
“พ่อแก้วแม่แก้วจ๋า ช่วยลลิสาด้วย ฮื้อ”
เช้าวันอาทิตย์ที่ควรจะเงียบสงบ กลับกลายเป็นวันแห่งความตึงเครียดที่สุดของเหมันต์ มาเฟียใหญ่ที่เคยจับดาบนิ่งสนิทลุยสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กำลังเผชิญหน้ากับภารกิจที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิต นั่นคือ "การอาบน้ำให้ลูกสาววัยสองสัปดาห์เป็นครั้งแรก"ภายในห้องน้ำที่เปิดเครื่องทำน้ำอุ่นจนอุณหภูมิกำลังสบาย อ่างอาบน้ำเด็กสีพาสเทลแบรนด์หรูถูกเติมน้ำอุ่นจนได้ระดับ เหมันต์ในชุดเสื้อยืดสีดำพับแขนเสื้อขึ้นจนเห็นรอยสักเต็มท่อนแขน กำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนม้านั่งตัวเตี้ย ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดม้วนแน่นจนแทบจะผูกเป็นโบว์ เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มกรอบหน้าและแผ่นหลังจนเสื้อเปียกชุ่ม ทั้งที่ชั่วโมงนี้แอร์ในห้องยังเย็นฉ่ำ“เหมันต์คะ ผ่อนคลายหน่อยค่ะ คุณเกร็งจนลูกพลอยลุ้นไปด้วยแล้วนะ”ลลิสาที่นั่งประคองอยู่ข้างๆ หลุดขำออกมาเบาๆ ยามเห็นสามีร่างยักษ์ทำท่าทางราวกับกำลังจะกู้ระเบิดเวลา“คุณดูสิ ไลลาของผมตัวเล็กนิดเดียว ผมกลัวลูกเจ็บ”น้ำเสียงที่เคยทรงอิทธิพลและน่าเกรงขาม บัดนี้กลับสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด“ถ้าอย่างนั้น มาค่ะ..เดี๋ยวสาช่วย”ลลิสาคอยบอกทีละขั้นตอนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเหมันต์สูดหายใจ
ภายในห้องคลอดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นยาและเสียงเตือนจากเครื่องมือแพทย์ เหมันต์ในชุดปลอดเชื้อสีเขียวเข้มกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ มือหนาอันสั่นเทากุมมือเรียวบางของลลิสาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าคมคายที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้เต็มไปด้วยความกังวล สายตาคมจับจ้องเพียงแค่ใบหน้าซีดเซียวของภรรยาตัวน้อยที่มีหยาดเหงื่อผุดพรายเต็มกรอบหน้า“อื้อ... เหมันต์... สาเจ็บ” ลลิสาสูดหายใจเข้าลึก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงบีบรัดของมดลูกที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยน้ำตาจากความเจ็บปวดที่แทบจะทนไม่ไหว“มากไหม มันเจ็บแค่ไหนกันลสิลา...”“เจ็บมากค่ะ แต่ก็มีความสุข..เรากำลังเห็นหน้าลูกของเราแล้วนะคะ”เหมันต์กระซิบเสียงสั่นพร่า เขาใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำคอยซับเหงื่อที่หน้าผากและแก้มใสอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะก้มลงประทับจูบลงบนหลังมือของเธอซ้ำๆ ราวกับต้องการจะรับเอาความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นมาไว้ที่ตัวเอง“เอาล่ะครับคุณแม่ มดลูกเปิดเต็มที่แล้วนะครับ เตรียมตัวเบ่งตามจังหวะที่หมอบอกนะ... หนึ่ง สอง สาม เบ่งครับ!” เสียงคุณหมอสูติฯ ดังขึ้นเป็นสัญญาณเริ่มสมรภูมิครั้งสำคัญ“อื้อออออออ!” ลลิสากัดฟันเบ่งสุดแรงเกิ
ลลิสาซบหน้าลงกับอกอุ่น ยิ้มรับคำพูดของสามีด้วยหัวใจที่เปี่ยมสุข สายตาของทั้งคู่ทอดมองไปยังเตียงหลังน้อยที่ถูกสร้างขึ้นจากน้ำพักน้ำแรงและความรักของคนเป็นพ่ออย่างแท้จริงแสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาวเข้ามาในห้องเนอสเซอรี่ บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความรักและความตื่นเต้น เหมันต์และลลิสากำลังช่วยกันตกแต่งเตียงเด็กอ่อนไม้โอ๊กที่เพิ่งประกอบเสร็จเมื่อวันก่อนให้สมบูรณ์พร้อมต้อนรับลูกสาวตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก“เหมันต์คะ... ช่วยหยิบกล่องโมบายดนตรีตรงนั้นให้สาหน่อยค่ะ” ลลิสาในชุดเดรสคลุมท้องผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มเอ่ยบอกสามี พลางใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าท้องกลมโตวัยแปดเดือนเศษไว้เหมันต์ขยับกายอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเอื้อมหยิบกล่องอุปกรณ์แบรนด์หรูมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีก้านโมบายสีขาวและตุ๊กตาผ้าทอมือรูปก้อนเมฆ พระจันทร์เสี้ยว และดวงดาวดวงน้อยหลากสีสันพาสเทลห้อยระย้าอยู่ มาเฟียหนุ่มร่างยักษ์บรรจงหยิบชิ้นส่วนเหล่านั้นขึ้นมาเกาะเข้ากับขอบเตียงไม้ด้วยท่าทางตั้งอกตั้งใจ ใบหน้าคมคายเคร่งเครียดราวกับกำลังกู้ระเบิด แต่สายตาที่จ้องมองของเล่นชิ้นจิ๋วกลับอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็
“เดี๋ยว...” ลลิสาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบดึงแขนเสื้อของสามีไว้“หลังนึงเอาไว้ห้องนอนใหญ่ของเรา อีกหลังเอาไว้ห้องเนอสเซอรี่ ส่วนอีกหลังเอาไว้ที่ห้องทำงานผม... เวลาคุณพาลูกไปหาผม จะได้มีที่นอน” เหมันต์ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ก่อนจะหันไปสั่งพนักงานต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ลลิสาได้ประท้วง“แล้วก็... โซนเสื้อผ้าเด็กอ่อนตรงนั้น คอลเลกชันเด็กผู้หญิงแรกเกิดจนถึงหนึ่งขวบ ผมเอาทั้งหมด จัดไซส์ละสองชุด”“คะ... คุณคะ!”พนักงานร้านถึงกับมือสั่น ตาโตด้วยความตื่นเต้นตื้นตันที่จะทำยอดทะลุเป้าในวันเดียว“ใช่ ทั้งหมวก ถุงมือ ถุงเท้า อ่างอาบน้ำทองคำขาวตรงนั้นด้วย... อ้อ แล้วก็รถเข็นเด็กคันที่แพงที่สุดและปลอดภัยที่สุดในร้าน เอามาด้วย” เหมันต์สั่งรัวๆ ราวกับกำลังช๊อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป“เหมันต์! พอแล้วค่ะ สาใส่ให้ลูกไม่ทันหรอกนะคะ ของพวกนี้เด็กๆ โตไวจะตายไป” ลลิสารีบเข้ามากอดแขนหนา พยายามจะยื้อบัตรเครดิตคืนมา แต่เหมันต์กลับรวบตัวเธอเข้ามาแนบชิดอกแกร่งอย่างนึกเอ็นดู มือหนาลูบหัวทุยสวยของภรรยาอย่างเบามือ“เงินผมมีให้ลูกกับคุณใช้ไปทั้งชาติก็ไม่หมดหรอก... อะไรที่ทำให้คุณมีค
บรรยากาศภายในร้านเสื้อผ้าและของใช้เด็กอ่อนอบอวลไปด้วยความอบอุ่น แสงไฟสีนวลตาตกกระทบลงบนชุดบอดี้สูทตัวจิ๋วหลากสีสันที่แขวนเรียงรายอยู่เป็นเซ็ท ลลิสาในชุดคลุมท้องสีหวานเดินอมยิ้มพลางลูบหน้าท้องนูนเด่นของตัวเองในวัยเจ็ดเดือน สายตาของเธอเป็นประกายระยับยามที่ได้มองข้าวของชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยมีสามีที่น่ารักเดินตามอยู่ไม่ห่าง มือหนาของเขาเข็นรถเข็นคันใหญ่ที่บัดนี้มีทั้งผ้าอ้อมเนื้อนุ่มและขวดนมแบรนด์ดังวางอยู่จนเกือบเต็ม“คุณคะ ดูชุดนี้สิคะ... น่ารักจังเลย”ลลิสาหยิบชุดบอดี้สูทสีชมพูพาสเทลที่มีระบายลูกไม้เล็กๆ ตรงช่วงไหล่ขึ้นมาแนบกับอก ใบหน้าหวานของเธอยิ้มกว้างเหมันต์หยุดรถเข็นแล้วขยับเข้าไปยืนซ้อนหลังร่างบาง มือหนาเอื้อมไปกุมมือเธอที่ถือชุดอยู่ สายตาคมกริบที่เคยดุดันบัดนี้อ่อนแสงลงจนเหลือเพียงความเอ็นดู เขาก้มลงกระซิบชิดใบหูเล็ก“เล็กขนาดนี้ ลูกจะใส่ได้เหรอสา... ใส่อันนี้ได้ก็ตัวเท่าลูกแมวเพิ่งคลอดเลยนะ”“ก็เด็กแรกเกิดตัวเล็กเท่านี้แหละค่ะ คุณพ่อนี่ไม่รู้อะไรเลย” ลลิสาหันมาค้อนขวับเบาๆ แต่แก้มใสของอีกคนกลับขึ้นสีระเรื่อ เมื่อเธอเรียกตัวเองว่าพ่ออย่างเต็มปากเต็มคำ“ถ้างั้นก็ซื้อไปเถอะ อะไรท
“มีลูกให้ผมนะ”“หืม..ลูกเหรอ”ลลิสาอุทานแผ่วเบาพลันหลุดยิ้ม“ใช่ หรือว่าคุณไม่อยากมี” เหมันต์กระซิบเสียงพร่าชิดใบหู ใบหน้าคมคายซุกไซ้ลงกับซอกคอขาวระหงจูบพรมอย่างแผ่วเบาไปทั่ว สัมผัสของเขาใต้หยาดน้ำอุ่นเต็มไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวล ทว่าทำเอาหัวใจของลลิสาเต้นไม่เป็นสรรพฝ่ามือหนาช่วยลูบไล้หยาดน้ำสบู่ชำระล้างร่างกายให้เธออย่างสุภาพและเกรงใจ ท่ามกลางสายน้ำที่ไหลผ่าน ยิ่งหล่อหลอมให้เนื้อแท้ของความสัมพันธ์แนบแน่นจนแทบไร้ช่องว่าง ทั้งคู่สบตากันผ่านม่านน้ำใส ส่งยิ้มให้กันด้วยความรักทั้งหมดที่มี ก่อนที่เหมันต์จะก้มลงมอบจุมพิตแสนหวานรสละมุนรสหวานชื่นใจเป็นการปิดท้ายกิจกรรมยามเช้าหลังจากอาบน้ำเสร็จ ลลิสาช่วยเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ในชุดลำลอง เหมันต์เดินเข้ามาสวมกอดเธอจากทางด้านหลังพลางส่งยิ้มหวานผ่านกระจก“พร้อมไปเดินเล่นในไร่องุ่นหรือยังคะ... ท่านประธานของสา”“พร้อมตั้งนานแล้ว... ”เหมันต์แค่นหัวเราะในลำคอ แววตาพราวระยับเปี่ยมสุข เขาปล่อยอ้อมกอดแล้วเปลี่ยนมาจับมือบางของเธอไว้แน่น พร้อมที่จะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์และก้าวเดินสู่อนาคตใหม่เคียงข้างเธอด้วยขาที่แข็งแรงคู่น
ลลิสาไม่ได้เจอเขาอีกเลยจนกระทั่งอ่านเสร็จ เขาปล่อยให้เธออยู่กับสัญญาฉบับนี้ตั้งแต่นั้น ความเงียบทำให้เธออ่านมันจนเข้าใจ แต่เพราะมันง่ายเกินไปจึงเป็นสาเหตุทำให้ต้องคิดวนเวียน “แค่นี้เองเหรอ” หญิงสาวพึมพำ เพราะเงื่อนไขที่มันน้อยเกินไป ทำให้เธอไม่กล้าเรียกค่าตัวแพง
“ฉันมาแล้วค่ะ” หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าปอดลึกสุด ส่งเสียงทักทายด้วยภาษาอังกฤษ มือที่บีบเปลี่ยนเป็นผสานกันตรงหน้าขา เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างโกธิกยักษ์ บนเก้าอี้สีดำกำมะหยี่ เบื้องหน้าของเขาคือคลองแกรนด์คาแนล และแน่นอนเขาหันหลังให้กับเธอ แทนที่เธอจะรู้สึกดีที่ไม่ได้สบตากันในวินาทีแร
หลังตอบตกลงรับงานเทศกาลหน้ากากเวนิสไป ลลิสากับจิ๋ว จึงเดินทางมาประเทศอิตาลีก่อนเวลานัดหมายหนึ่งวัน ที่นัดพบอยู่แถวย่าน Dorsoduro เป็นสถานที่เดียวที่มีอยู่ในการ์ดสีดำ นอกจากนั้นคงต้องรอรู้แบบสดใหม่กันอีกที ตอนนั่งอยู่บนเรือของผู้ว่าจ้าง เนื่องจากเขาส่งคนมารับ “สวัสดีครับ ผมคา
ความรู้สึกตอนนี้ไม่ต่างกันเลยกับตอนเดินแบบครั้งแรก ตอนที่เท้าอยู่บนส้นเข็มสูง ที่พร้อมจะหักได้ทุกเมื่อหากก้าวพลาด จำได้ว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น รองเท้าของเธอไม่เคยทรยศกัน เท้าของเธอรักเธอมากที่สุด มันพาเธอเดินไปไกล มายืนอยู่จุดนี้ได้เพราะมัน ถ้าจะหาสิ่งที่ทรยศ เธอว่าหัวใจเธอต่างหาก







