Share

บทที่ 10

last update publish date: 2026-07-17 00:17:12

10

          ยามอู่

          หลังจากกลับมาจากเมืองแคว้นฉิน หนิงอันและจื่อหยวนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง

จื่อหยวนได้รับงานว่าจ้างจากพ่อค้าร่ำรวยที่เมืองแคว้นหนานจึงลงมือวาดภาพตั้งแต่ยามเฉิน

จนมาถึงตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จ ส่วนหนิงอันอาสารับหน้าที่ไปจับปลาที่ธารน้ำตกด้วยตัวคนเดียว

          จื่อหยวนทำที่ดักปลาเอาไว้หลายจุด สิ่งที่

หนิงอันทำก็แค่ไปเอาปลาที่ติดกับดักออกมาใส่ตะกร้าใส่ปลาที่ถักด้วยไม้ไผ่แค่นั้นเอง ง่ายนิดเดียว

          “มีปลาอยู่เพียบเลย”

          เมื่อจับปลาใส่ตะกร้าเสร็จ หนิงอังก็ต้องแบกตะกร้าขึ้นไปยังเรือนเพื่อที่จะเอาปลาส่วนหนึ่งไว้กิน ส่วนหนึ่งเอาไว้เลี้ยงและอีกส่วนหนึ่งเอาไว้ขาย

          “จื่อหยวน ข้าไปจับปลามาหมดแล้ว”

          “ขอบใจเจ้านะ แต่เจ้าต้องไปจับมาอีกนะ

ที่บริเวณธารน้ำตกหากเจ้าเดินเข้าไปจะเห็นที่ดักปลาที่ข้าทำเอาไว้ เจ้าไปจับปลาที่นั่นด้วยนะ”

          “เดี๋ยวนี้เจ้าใช้ข้าเก่งมากเลยนะ”

          “เรียกว่าช่วยกันทำมาหากิน”

          ถึงจะพูดออกมาอย่างนั้นแต่หนิงอันก็ไม่ได้ว่าอะไร

          หนิงอันเป็นคนอาศัยอยู่เรือนเดียวกับ

จื่อหยวน จะให้อยู่เฉยๆเป็นนางงามได้อย่างไรกัน มันต้องช่วยกันทำมาหากินสิถึงจะถูกต้อง

          เมื่อเดินเข้าไปธารน้ำตกตรงที่จื่อหยวนเล่าบอกก็เห็นที่ดักปลาอยู่หลายจุดด้วยกัน

          (ขยันจังนะ)

          เหมือนเดิม หนิงอันไปจับปลาตามที่ดักปลาเอาไว้ มีปลาอยู่หลายชนิดที่สามารถเอาไว้ทำกินและขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินได้ แล้วก็มีปลาที่ท้องโตที่มีไข่เต็มท้อง อันนี้หนิงอันปล่อยไปเพื่อให้มันออกลูกออกหลานจะได้มีปลาไว้จับกิน

          “นั่นอะไร”

          หนิงอันสังเกตเห็นบางอย่างบริเวณข้างธารน้ำตก มีท่อนไม้เก่าแล้วก็มีพืชเขียวขจีขึ้นมา ท่อนไม้นั้นมีเห็ดโตขึ้นด้วย

          “อันนี้เรียกว่าเห็ดอะไร”

          ถึงจะไม่รู้ชื่อของมันแต่หนิงอันก็เก็บกลับไปด้วย

          เมื่อมาถึงเรือนก็เอาเห็ดที่เก็บมาได้ให้

จื่อหยวนดู

          “ข้าเก็บมาตอนที่ข้าไปจับปลาน่ะ ไม่รู้ว่าเห็ดอะไร กินได้หรือเปล่า”

          “กินได้สิ เห็ดนี้เรียกว่าเห็ดแดงกุหลาบน่ะ เป็นเห็ดหายากมากด้วย พอดีเลย วันนี้เดี๋ยวข้าจะทำซุปเห็ดให้เจ้ากินก็แล้วกัน”

          “ได้สิ ข้าเองก็อยากกินอาหารฝีมือของเจ้า”

          แม้ว่านางจะกลายเป็นวิญญาณล่องลอยไปมาแต่ก็ยังมีความอยากอาหารเหมือนคนทั่วไป

แหงอยู่แล้วแหละก็นางน่ะเป็นมนุษย์ยังไม่ตายสักหน่อย ถึงกระนั้นมันก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดอยู่ดีนั้นแหละนะ

          “เดี๋ยวข้าเอาไปล้างน้ำให้นะ แล้วเดี๋ยวข้าไปหุงข้าวด้วย”

          “เข้าใจแล้ว”

          .

          .

          .

          หลังจากทิ้งการวาดภาพไปชั่วคราว จื่อหยวนเอาเวลามาทำซุปเห็ดแดงกุหลาบเป็นอาหารมื้อเย็น กลิ่นของน้ำซุปส่งกลิ่นหอมเย้ายวนจนท้องร้องหิวออกมาให้ได้เห็น ส่วนเมนูอย่างอื่นหนิงอันเป็นคนจัดการ

          “น่ากินจัง”

          “อีกเดี๋ยวก็ได้กิน”

          มานาน ซุปเห็ดแดงกุหลาบก็เสร็จ มันถูกตักใส่ชามแล้วนำไปวางไว้ที่โต๊ะภายในเรือน ตามด้วยผัดเผ็ดปลาดุกราดซอสหวานและผักลวก

          ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนก็น่ากินทั้งนั้น

          หลังจากกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ค่ำคืนนี้ยังอีกยาว ทั้งสองจึงหาอะไรทำขณะที่ยังมีเวลาว่าง

          “จื่อหยวน เจ้าเอาแต่วาดภาพอยู่ได้ หัดทำอย่างอื่นบ้างสิ”

          “ก็นี่มันงานของข้า เจ้าเองนั่นแหละ หากมีเวลาก็หาอะไรทำสิ”

          “ก็นี่ไง ข้ากำลังทำอยู่นะ”

          หนิงอันกำลังนั่งถักผ้าไหมพรมที่เตียงนอนของจื่อหยวน

          “เจ้าทำเป็นด้วยหรือ”

          “เป็นสิ ข้าเสียอย่าง เมื่อก่อนข้าถักผ้าพันคอใส่เองด้วยแหละ”

          “แล้วนี่เจ้าถักใส่เองหรือ”

          “ไม่รู้สิ ไม่มีอะไรทำก็ถักไปงั้นแหละ”

          จื่อหยวนหันกลับไปวาดภาพตนเองต่อ ส่วน

หนิงอันใช้สมาธิถักผ้าพันคอพรางมองดูจื่อหยวนจากทางด้านหลังไปด้วยถักผ้าไปด้วย ไม่รู้ทำไมถึงมองเขาอยู่บ่อยครั้งด้วยความรู้สึกที่มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด

          (จะว่าไปแล้วเราอยู่กับจื่อหยวนมาเป็นเวลานาน มันทำให้เรารู้จักวิถีชีวิตแบบชาวบ้านที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าพวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร

พอได้มาอยู่กับจื่อหยวนก็เข้าใจได้ทันทีว่าวิถีชีวิตแบบชาวบ้านทั่วไปมันสนุกและมีความสุขมากกว่าที่ใช้ชีวิตในจวนโดยที่ไม่ได้ออกไหนเลย จะว่าไป เราน่ะหรือมีความสุข นี่เป็นครั้งแรกที่เรารู้สึกอย่างนี้ หรือว่าเราคิดกับจื่อหยวนเป็นไอ้นั้น ไม่สิ ข้าน่ะหรือรู้สึกรักใคร่ ไม่ใช่หรอก ไม่มีทางเป็นอย่างนั้นไปได้)

          พอคิดแบบนั้นก็ทำให้หนิงอันเขินหน้าแดงขึ้นมาทันทีโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกจื่อหยวนจ้องมองอยู่ เขาคิดกำลังคิดว่าหนิงอันเป็นอะไรไปหรือเปล่า พิลึกคน

          เมื่อได้สติกลับคืนมาจากความคิดตนเอง หนิงอันก็ตั้งหน้าตั้งตาถักผ้าไหมพรมของตนเองต่ออย่างร้อนรน

          “หนิงอัน ข้าดูว่าเจ้าน่ะไม่สบาย จะนอนก่อนก็ได้นะ”

          “ข้าน่ะหรือไม่สบาย ตรงไหน”

          “หน้าเจ้ามันฟ้องข้าน่ะ เจ้าน่ะหน้าแดงก่ำ

เลยนะ”

          หนิงอันไม่รู้ตัวว่าใบหน้าสวยสง่างามของนางแดงก่ำให้จื่อหยวนได้เห็น

          “นี่น่ะไม่ใช่หน้าแดงหรอก ข้าหาวนอนต่างหาก”

          “เจ้าก็นอนสิ ไม่ไหวอย่าฝืน”

          “นอนก็ได้”

          หนิงอันเก็บอุปกรณ์ถักผ้าไหมพรมก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนเตียงของตนเองซึ่งอยู่ติดกับเตียงนอนของจื่อหยวนด้วยความรู้สึกที่ทำตัวไม่ถูก

          (อีตาบ้าจื่อหยวน พูดอะไรก็ไม่รู้ คนบ้า

ผีทะเล)

          …

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 17 จบ

    17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 16

    16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 15

    15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 14

    14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 13

    13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 12

    12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status