แชร์

บทที่ 9

ผู้เขียน: มังกรเครา
last update วันที่เผยแพร่: 2026-07-17 00:15:24

9

          ยามซวี

          บริเวณตรงระเบียงของโรงเตี๊ยมแห่งนี้หากมองลงไปยังข้างล่างก็จะเห็นชาวบ้านในเมืองและชาวบ้านต่างถิ่นหลายคนนั่งรออะไรบางอย่าง

พวกเขามีเสื่อรองนั่งคนละผืนที่ทำจากวัสดุอย่างดีเพื่อป้องกันดินและฝุ่นที่จะเข้ามาติดเสื้อผ้า นอกจากนี้ยังมีร้านรถเข็นขายของกินตามงานเทศกาลอีกด้วย

          ไม่ว่าจะเป็นที่ใดงานเทศกาลดอกไม้ไฟก็มีอยู่ทุกที่ หนิงอันไม่เคยได้เข้าใกล้สัมผัสบรรยากาศตรงหน้าก็เลยทำให้นางดีใจและตื่นเต้น ทำให้

จื่อหยวนคิดว่าตระกูลขุนนางเป็นอย่างนี้กันทุกคนหรือไม่ ดูจากพฤติกรรมของนางแล้วคงจะเป็นอย่างนี้กันทุกคน

          หากมีชีวิตอยู่เหมือนกับอยู่ในกรงขังขอตายยังจะดีเสียกว่า

          “โชคดีนะที่ยังเหลือห้องเช่า แล้วตรงนี้ก็เหมาะแก่การดูดอกไม้ไฟด้วย จื่อหยวน พอดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นบนท้องฟ้าเจ้าอยากจะขอสิ่งใด”

          “ขอสิ่งใด หมายความว่าอย่างไร”

          “ก็แบบว่า ขอให้ข้ารวย อะไรทำนองนี้”

          “แค่พูดออกมาอย่างเดียวมันจะไปรวยได้อย่างไรกัน”

          “ข้ายกตัวอย่าง”

          จื่อหยวนถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเบื่อหน่ายหนึ่งครั้งก่อนจะแหงนมองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกสบายใจ

          ปัง ปัง ปัง

          ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นบนท้องฟ้าก่อนระเบิดกระจายออกเป็นวงกว้างแสดงให้เห็นความสวยงามตระการตา สายตาอันนับร้อยจับจ้องไปยังบนท้องฟ้าเพื่อดูความสวยงามของดอกไม้ไฟที่ระเบิดออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยกัน เท่านั้นยังไม่พอ ชาวบ้านที่อยู่ข้างนอกต่างก็ส่งเสียงด้วยความยินดี

มีสุข คนที่ขอพรก็มีด้วยกันหลายคนรวมถึงหนิงอัน

ที่ยืนอยู่ตรงระเบียงห้องเช่าของโรงเตี๊ยมด้วยเช่นกัน

          “ขอให้ยกเลิกงานหมั้นด้วยเถิด ยกเลิกงานหมั้น”

          แค่ได้ขอพรนางก็มีความสุข

          “จื่อหยวน เจ้าไม่ขอพรหรือไง”

          “ไม่ ตอนนี้ชีวิตของข้ามันก็ดีอยู่แล้ว”

          “เจ้านี่เป็นคนน่าเบื่อจริง”

          กว่าดอกไม้ไฟจะจุดหมดคงอีกนาน ระหว่างที่ยืนดูดอกไม้ไฟที่ระเบียงทั้งสองคนก็หาเรื่องพูด

คุยกัน

          “นี่หนิงอัน ถ้าหากว่างานหมั้นถูกยกเลิกไปแล้ว หลังจากนั้นเจ้าจะทำอย่างไรต่อ”

          “ข้าก็จะกลับเข้าร่างของข้าแล้วไปใช้ชีวิตตามที่ข้าต้องการ”

          “แล้วเจ้าไม่กลับเข้าร่างตอนนี้เลยหรือ”

          “ไม่ ข้าไม่กลับ ถึงอยากจะกลับเข้าร่างก็คงทำไม่ได้ นอกเสียจากจะมีคนมาจูบข้า ข้าถึงจะกลับเข้าร่างได้ แล้วต้องเป็นคนที่ข้ารักแล้วเขาคนนั้นก็ต้องรักข้าด้วยเหมือนกัน”

          “จะมีสักกี่คนกันล่ะที่รักเจ้า”

          “ก็คงจะเป็นคู่หมั้นของข้านั่นแหละ แต่ข้าไม่ได้รักเขา”

          “จะไม่ลองดูใจเขาสักหน่อยหรือ”

          “ไม่ ต่อให้ดีปานจะกลืนกินเพียงใด ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ”

          “พูดตรงดีนะ”

          หลังจากนั้นดอกไม้ไฟก็ถูกจุดจนหมด

          .

          .

          .

          ยามไฮ่ ณ ห้องแห่งหนึ่ง

          ห้องสี่เหลี่ยมที่มีโต๊ะและถ้วยน้ำชาวางอยู่นี้เป็นห้องส่วนตัวสำหรับสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งพวกเขากำลังคิดหาวิธีบางอย่างเพื่อให้ลูกสาวสุดที่รักฟื้นขึ้นมา ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปีก็ตาม มันจะต้องมีสักวันที่ลูกสาวของพวกเขาได้สติกลับคืนมา

          “พ่อ พวกเราจะทำอย่างไรกันดี แม้แต่หมอที่เก่งที่สุดก็ยังทำให้ลูกหนิงฟื้นขึ้นมาไม่ได้”

          “ใจเย็นก่อนนะแม่ มันจะต้องมีวิธีช่วยลูกหนิงของเรา”

          คนเป็นพ่อเป็นแม่ต่างก็เศร้าหมองเมื่อต้องเจอกับลูกสาวสุดที่รักในสภาพเฉกเช่นนี้

          “แม่ พ่อว่ายังพอจะมีวิธีอยู่”

          “วิธีอะไรของพ่อ”

          “พ่อว่าเราต้องพึ่งพาไสยศาสตร์”

          “แต่ว่านะพ่อ มันเป็นเรื่องงมงายไม่ใช่หรือ”

          “เราไม่มีวิธีอื่นแล้วนอกจากวิธีนี้ ไม่เป็นไรหรอกนะแม่ มันไม่ได้มีอะไรเสียหาย”

          ในเมื่อพึ่งพาหมอไม่ได้ก็ต้องพึ่งพาเรื่องพวกนี้ ด้วยความเป็นห่วงลูกสาวต่อให้ต้องใช้วิธีใดก็ตามที่สามารถช่วยลูกสาวให้ฟื้นขึ้นมาได้ก็ยอม

          “นี่แม่ พ่อน่ะได้ยินมาว่ามีผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับวิชาอาคม หากให้เขามาดูลูกสาวของเรา บางทีอาจจะรู้ก็ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของเรา

แล้วอาจจะรู้วิธีการรักษาก็ได้”

          “จริงหรือพ่อ”

          “จริงสิแม่”

          จากที่หมดหวังกลายเป็นมีหวังขึ้นมา ถึงจะได้ยังไม่ได้เรียกผู้มีวิชาให้มาดูลูกสาวพวกเขาทั้งสองก็ดีใจกันอย่างเห็นได้ชัดเจน

          จะดีใจอะไรขนาดนั้น

          แต่นั่นแหละ ไม่ว่าใครก็รักลูกของตนเองกันทั้งนั้น

          หลังจากนั้นก็ได้สั่งให้ทหารในจวนส่งสารไปให้กับผู้มีวิชาอาคม เมื่อรับคำสั่งทหารก็ขึ้นรถม้าออกเดินทางในยามวิกาลตามคำสั่งทันที

          “ความหวังเราอยู่ที่ผู้มีวิชาอาคม พวกเขานี่แหละที่จะช่วยลูกสาวของพวกเราได้ กว่าเขาจะมาคงต้องรออีกหลายวัน จนกว่าจะถึงตอนนั้นพวกเราเองก็ต้องหาวิธีอื่นสำรองเอาไว้ด้วยนะแม่”

          ภรรยาพยักหน้ารับเป็นอันว่าตกลงตามนี้

          ไม่มีอะไรต้องเสีย การพึ่งพาความเชื่อก็ถือเป็นทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับคนที่ทำทุกอย่างแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ขอเพียงแค่ให้ลูกสาวอันเป็นที่รักเพียงคนเดียวในโลกฟื้นขึ้นมาพูดคุยกับสองสามีภรรยาอีกสักครั้งก็ยังดี หากไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเอาไว้

พวกเขาคงจะนอนตายตาไม่หลับเป็นแน่ คงจะเอาแต่คิดถึงลูกสาวตนเองและโทษตัวเองอยู่ตลอดว่าเป็นความผิดของพวกเขาที่ทำให้ลูกสาวกลายเป็นเช่นนี้

          “พ่อเชื่อว่าลูกหนิงจะต้องฟื้น เราสามพ่อแม่ลูกจะได้พูดคุยกันอีกครั้ง”

          …

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 17 จบ

    17 หลังจากปลอมตัวได้สำเร็จที่เหลือก็รอโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปข้างในจวน แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการทหารยามอีกนายเสียก่อน ทหารยามเห็นว่ารุ่นน้องของตนเองออกมาช้าผิดปกติของจึงเดินไปดูว่ากำลังทำอะไร เล่นกับแมวอยู่หรือเปล่า “มัวทำอะไรอยู่ ช้าจริง” “…” ไม่มีเสียงตอบรับจากพรรคพวกของตนเอง จะมีก็แต่เสียงแมวทิพย์ ด้วยความโมโหจึงเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ดูรุ่นน้องตัวเองทำไมถึงไม่ออกมา “ให้ตายเถอะ ออกมาได้แล้ว” ทันใดนั้นทหารรุ่นพี่ก็ถูกลากเข้าไปหลังต้นไม้ ปิดปากให้สนิทก่อนจะเตะต่อยให้สลบเหมือด ทำให้เส้นทางเข้าไปยัง

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 16

    16 หนิงอันที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้แต่ฟังไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้ ไม่ว่าจะพูดยังไงพวกเขาก็ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น การเป็นวิญญาณมันไม่ได้สะดวกอย่างที่คิด (ท่านจินเยว่ก็คงจะเหมือนกับเรา) จินเยว่เป็นขุนนางที่มีความซื่อสัตย์ มีคุณธรรม หากหญิงใดได้เป็นสามีคงจะมีชีวิตที่สุขสบายเป็นแน่ แต่หากคนที่ไม่ได้รักต่อให้รักปานจะกลืนกินก็คงไม่รักอยู่ดี พอได้เห็นพ่อแม่ของตนเองไม่สามารถตอบคำถามได้ ทำให้พวกเขาเริ่มเข้าใจลูกสาวตนเองขึ้นมาบ้าง แล้วคงจะกำลังโทษตัวเองอยู่ก็ได้ว่าเป็นเพราะพวกเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนิงอันกลายเป็นเช่นนี้ “ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะยกเลิกการหมั้นหมายกับนาง ส่วนเรื่องที่เหลือข้าจะจัดการเอง อย่างน้อยพวกท่านก็ไม่ต้องเสียชื่อเสียง”&n

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 15

    15 จินเยว่ไม่เชื่อว่าจื่อหยวนพูดความจริง นั่นก็เพราะจื่อหยวนเล่นหลบสายตาจินเยว่ขณะที่ถูกถามอยู่ แต่จินเยว่ก็ไม่ได้ถามอะไรมากมาย พอรู้ว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดความจริงจินเยว่ทำได้เพียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างช่วยไม่ได้ “เข้าใจแล้ว บอกตามตรงว่าข้าน่ะไม่เชื่อที่เจ้าพูดหรอกนะ วาดภาพเหมือนของเจ้าน่ะมันดันไปเหมือนกับคู่หมั้นของข้าน่ะสิ” “หมายถึงลูกสาวของขุนนางเมืองแคว้นหนานท่านหนิงอันใช่ไหมครับ” “ตามที่เจ้าว่ามานั่นแหละ” “…” จื่อหยวนในตอนนี้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับจินเยว่ขุนนางผู้มีชื่อเสียงและจื่อ

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 14

    14 ยามอู่ นี่ไม่ใช่งานชุมนุมหรืออะไรทั้งนั้นที่ต้องแสดงความยินดีเหมือนกับเทศกาล แต่มันเป็นเรื่องเหนือความเป็นจริงที่ต้องใช้ความเชื่อเข้ามาช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น ก็ไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว “เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว” ผู้มีวิชาอาคมได้กล่าวก่อนทำบางอย่างที่พื้น เขาเขียนอักขระตัวหนังสืออ่านไม่ออกล้อมรอบร่างไร้วิญญาณของหนิงอันที่ไม่รู้สึกตัว อักขระตัวอักษรถูกวาดขนาดออกไปจนเต็มห้องไปหมดทำให้ภายในห้องมีความรู้สึกที่ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก พอวาดเสร็จเข้าก็ใช้ร่ายวิชาบางอย่างเหมือนเป็นการโชว์แสดง การร่ายวิชาของเขาในตอนนี้มีออร่าหลุดลอยออกมาจากร่างกายของเขาแล้วรวมเข้ากับฝ่ามือ เมื่อได้รวบรวมออร่าเข้ามาฝ่ามือจนหมดเขาก็ใช้ฝ่ามือไปแตะที่หน้าผากร่างไร้วิญญาณด้วยแรงที่พอจะทำให้คนหนึ่งคนกระเด็นถอยหลังออกไปได้เลย&nbs

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 13

    13 ความรู้สึกของหนิงอันเหมือนถูกสะกดเอาไว้ไม่ให้พูดสิ่งใดออกมา ทำได้เพียงพูดออกมาในใจเพื่อไม่ให้ความรู้สึกนี้อัดอั้นเอาไว้ แล้วหากปล่อยไว้นานมันอาจจะทำให้นางกลั้นเอาไว้ไม่อยู่เป็นแน่ (จื่อหยวน บอกรักข้าหรือ ทำไมกันล่ะ นี่เขาไม่ได้ล้อเล่นกับข้านะ) สายตาของทั้งคู่จับจ้องกันเป็นมันวาวราวกับดวงดาวระยิบระยับสวยงามในช่วงยามดึก ทั้งสองไม่สามารถละสายตาออกจากกันได้ “จื่อหยวน ข้าขอถามอีกครั้งหนึ่งนะ เจ้าบอกรักข้าใช่หรือไม่” “ใช่ ข้าบอกรักเจ้า” คราวนี้ฟังไม่ผิดอย่างแน่นอน นี่เป็นการสารภาพรักครั้งแรกในชีวิตของจื่อหยวน การส

  • วิญญาณของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว   บทที่ 12

    12 “ที่พูดออกมามันเป็นความรู้สึกของข้า ข้าจะวาดภาพเหมือนก็ต่อเมื่อข้ารักเขาคนนั้นแล้วเขาก็ต้องเป็นคนที่รักข้าด้วยเช่นกัน หนิงอัน” “…” ในตอนนี้ไม่ว่าจื่อหยวนจะพูดอย่างไรออกไปก็ไม่เข้าโสตประสาทของหนิงอัน (ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บปวดที่กลางอก) หากอยู่ต่อไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดคงทำให้บ้าเป็นแน่ หนิงอันจึงผลักประตูออกจากเรือนไปทั้งอย่างนั้น ทำให้จื่อหยวนสงสัยแล้วเรียกนางเอาไว้ ทว่านางกลับหายไปแล้ว “เป็นอะไรของเจ้ากันนะ ข้ายังพูดไม่จบเลย” หนิงอันล่องลอยขึ้นสู่บนท้องฟ้าที่สูงด้วยความเร็วย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status