LOGINตึกระฟ้าใจกลางย่านอโศกตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงยามค่ำคืน ตัวอาคารกระจกสะท้อนภาพท้องฟ้าสีม่วงเข้มตัดกับสีส้มของไฟถนน นนท์จอดรถในมุมมืดของซอยข้างตึก เขามองขึ้นไปที่ชั้น 24 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท "ครีเอทีฟแล็บ" ที่พิมพ์ขวัญเคยทำงานอยู่ แสงไฟในชั้นนั้นดับสนิท มีเพียงแสงสีฟ้าสลัวจากระบบรักษาความปลอดภัยที่กะพริบเป็นระยะ
“คุณแน่ใจนะว่ารหัสผ่านจะยังไม่ถูกเปลี่ยน?” นนท์ถามพลางตรวจสอบอุปกรณ์ในกระเป๋าเป้ เขาไม่ได้สวมเสื้อแจ็กเก็ตตัวเดิม แต่เปลี่ยนเป็นชุดสีเข้มที่คล่องตัวกว่าเดิม ท่าทางของเขาดูนิ่งและมุ่งมั่น แตกต่างจากนักข่าวที่ดูสับสนในตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด
“ออฟฟิศนี้งกจะตายคุณ รหัสผ่านเซิร์ฟเวอร์ใช้กันมาตั้งแต่ยุคบุกเบิก ถ้าไอ้พี่เก่งไม่ขยันจนผิดปกติ มันต้องเหมือนเดิม” พิมพ์ขวัญยืนกอดอกลอยตัวอยู่ข้างเบาะคนขับ ร่างของเธอในตอนนี้ดูเสถียรขึ้นหลังจากที่นนท์ยอมให้เธอ "ชาร์จพลัง" ด้วยการอยู่ใกล้ ๆ เขาเป็นเวลานาน “แต่มันมีปัญหาใหญ่กว่ารหัสผ่านนะรปภ. ที่นี่เปลี่ยนกะตอนเที่ยงคืนตรง และระบบสแกนใบหน้าทางเข้าลิฟต์ชั้นเลานจ์น่ะ... คุณผ่านไปไม่ได้แน่ถ้าไม่มีบัตรพนักงาน”
“นั่นคือหน้าที่ของคุณ” นนท์หันมาสบตาที่โปร่งแสงของเธอ “คุณต้องไปที่ป้อม รปภ. แล้วทำยังไงก็ได้ให้เขามองไปทางอื่น หรือไม่ก็ขยับนิ้วให้เขาเผลอกดปุ่มเปิดประตูฉุกเฉิน”
“นี่คุณกำลังสอนให้ผีทำบาปเหรอ?” พิมพ์ขวัญแสร้งทำหน้ายุ่ง แต่ดวงตาของเธอกลับฉายแววสนุกสนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “แต่น่าสนใจดี ฉันไม่เคยรู้เลยว่าการเป็นวิญญาณมันจะมีประโยชน์ด้านการโจรกรรมด้วย ไปกันเถอะ ก่อนที่ฉันจะโปร่งแสงจนมองไม่เห็นทาง”
ทั้งคู่ก้าวออกจากรถ ความเย็นของแอร์ในตึกพุ่งเข้าปะทะหน้านนท์ทันทีที่เขาแฝงตัวเข้าไปในโถงล็อบบี้ พิมพ์ขวัญไม่ได้เดินตามเขาเหมือนเด็กหลงทางอีกต่อไป เธอพุ่งตัวทะลุเพดานขึ้นไปสำรวจทางหนีทีไล่ก่อนจะกลับลงมาส่งสัญญาณให้นนท์ทราบว่าทางสะดวก พฤติกรรมของเธอเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เธอมีความรวดเร็ว เด็ดขาด และใช้ความกะทัดรัดของร่างกายวิญญาณให้เป็นประโยชน์สูงสุด
ภายในออฟฟิศชั้น 24 บรรยากาศช่างเงียบเชียบและดูเหมือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะสมัยใหม่ที่ไร้ผู้คน แสงไฟทางเดินทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ นนท์ต้องเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวังที่สุดเพื่อไม่ให้ไฟติดสว่างเป็นทางยาว พิมพ์ขวัญลอยนำหน้าไปเหมือนวิญญาณนำทางที่คอยเตือนเขาถึงจุดบอดของกล้องวงจรปิด
“หยุด!” พิมพ์ขวัญยกมือขึ้น นนท์ชะงักตัวแข็งทื่ออยู่หลังกระถางต้นไม้ประดิษฐ์ “กล้องตัวนี้มันส่ายไปมาแบบแมนนวล แสดงว่ามีคนนั่งมอนิเตอร์อยู่ที่ห้องควบคุมแน่ ๆ รอจังหวะที่มันหมุนไปทางห้องแพนทรีนะ... ตอนนี้แหละ! วิ่ง!”
นนท์พุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เสียงฝีเท้าของเขากระทบพื้นพรมเบามากจนแทบไม่ได้ยิน เขาใช้ทักษะที่เคยฝึกฝนสมัยทำข่าวแนวหน้าในพื้นที่ขัดแย้งเข้ามาช่วย พิมพ์ขวัญมองดูเขาด้วยความทึ่ง เธอไม่เคยคิดว่าผู้ชายที่ดูสุขุมคนนี้จะมีด้านที่ว่องไวและใจถึงขนาดนี้
เมื่อมาถึงหน้าห้องเซิร์ฟเวอร์ที่กั้นด้วยกระจกหนาทึบและระบบล็อกรหัสสองชั้น นนท์เริ่มลงมือทันที เขาไม่ได้ใช้ชะแลง แต่เขาใช้แล็ปท็อปที่เตรียมมาเชื่อมต่อกับพอร์ตทดสอบภายนอกที่พิมพ์ขวัญชี้จุดให้
“ต้องใช้ลายนิ้วมือด้วย...” นนท์พึมพำเมื่อเห็นหน้าจอสีแดงแจ้งเตือน
“ใช้ถุงมือพลาสติกในถังขยะนั่น!” พิมพ์ขวัญสั่งด้วยน้ำเสียงแบบหัวหน้างาน “เมื่อเย็นกิ๊ฟมันต้องมากินขนมแถวนี้แน่ๆ มันเป็นพวกกินไปทำงานไป ลายนิ้วมือมันต้องติดอยู่ที่ขอบโต๊ะทำงานของมันที่อยู่ถัดไปสามล็อก ไปลอกมา!”
นนท์ทำตามอย่างว่าง่าย เขาเริ่มสนุกไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่ดูเหมือนในหนังจารกรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีถูกเก็บไว้ในลิ้นชักลึกที่สุด ตอนนี้เขามีเพียงเป้าหมายเดียวคือการเข้าถึง "ไฟล์ความลับ" ที่พิมพ์ขวัญมั่นใจว่ามันคือมูลเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้
เมื่อประตูเซิร์ฟเวอร์เปิดออก ความเย็นระดับติดลบและเสียงหึ่ง ๆ ของพัดลมระบายอากาศก็พุ่งเข้าใส่คนทั้งคู่ นนท์รีบเสียบไดรฟ์กู้ข้อมูลลงในเครื่องแม่ข่าย ขณะที่พิมพ์ขวัญลอยตัวอยู่ข้างหน้าจอ เธอชี้ไปที่บรรทัดคำสั่ง (Command Line) ที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
แสงไฟนีออนบนเพดานโรงพยาบาลกะพริบถี่เป็นจังหวะที่ชวนให้ปวดหัว พิมพ์ขวัญนอนมองมันมานานหลายชั่วโมง เธอเพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วัน ร่างกายของเธอเริ่มกลับมาทำตามคำสั่งได้ทีละน้อย แต่มีบางอย่างในหัวที่ยังคงเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง หมอบอกว่ามันคืออาการ 'Retrograde Amnesia' หรือการสูญเสียความทรงจำย้อนหลังเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน แต่นั่นคือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึก "หนาวเหน็บที่ขั้วหัวใจ" จางหายไปเลยทุกครั้งที่เธอหลับตา พิมพ์ขวัญจะเห็นภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มควัน เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความโศกเศร้าอย่างมหาศาล มือขวาของเขาพันแผลหนาเตอะ และทุกครั้งที่เธอพยายามจะเอื้อมมือไปแตะ ภาพนั้นจะแตกสลายกลายเป็นฟองอากาศเหมือนวิญญาณที่ถูกกระชากออกไปในสุญญากาศ“พี่พิมพ์คะ... ทานยาหน่อยค่ะ” เสียงพยาบาลปลุกเธอจากภวังค์พิมพ์ขวัญมองถ้วยยาในมือพยาบาล แล้วสายตาเธอก็เลื่อนไปสะดุดที่ 'แก้วกาแฟ' บนโต๊ะข้างเตียง มันไม่ใช่แก้วของเธอ แต่เป็นแก้วกระดาษจากร้านกาแฟใต้ตึกที่เขียนชื่อว่า 'Nont' ด้วยลายมือหวัด ๆ“แก้วนั้น... ของใครเหรอคะ?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงท
เสียงระเบิดของถังแก๊สจากโรงครัวเรือนจำดังกัมปนาทสะเทือนไปถึงขั้วปอด แต่มันกลับไม่ใช่เสียงของความตาย มันคือเสียงของกรงขังที่ถูกฉีกกระชาก นนท์ก้าวออกมาจากแดน 4 ท่ามกลางควันไฟสีเทาหม่นที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ เสื้อนักโทษสีซีดของเขาขาดวิ่นและเปื้อนคราบเขม่า แต่ท่วงท่าการเดินของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่การเดินของนักโทษที่ยอมจำนน หรือนักข่าวที่ซ่อนความลับไว้ในอก แต่มันคือการเดินของชายที่เพิ่งค้นพบว่าอิสรภาพไม่ได้อยู่ที่การเปิดประตูคุก แต่อยู่ที่การเลิกกลัวคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าอำนาจเฮียเล้งและผู้คุมที่เคยพยายามจะสังหารเขา บัดนี้กะพริบตาปริบ ๆ อยู่กลางสนามหญ้าที่รายล้อมไปด้วยพนักงานสอบสวนจากส่วนกลางและสื่อมวลชนนับสิบสำนักที่แห่กันมาหลังจาก "รหัสลึกลับ" ของพิมพ์ขวัญแฮกเข้าระบบแจ้งเตือนภัยของสำนักข่าวทั่วประเทศ นนท์เดินไปที่หน้ากล้องของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่เขารู้จักดี“คุณนนท์ คุณหนีออกมาได้ยังไงครับ? แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคืออะไร?” นักข่าวรุ่นน้องคนหนึ่งถามด้วยเสียงสั่นเครือนนท์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขามองไปที่ท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีส้มทอง เขาไม่ได้
เสียงนกหวีดกรีดร้องดังระงมไปทั่วแดน 4 เป็นสัญญาณเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ที่แสนจำเจภายในเรือนจำความมั่นคงสูง นนท์ตื่นขึ้นบนพื้นปูนเย็นเฉียบท่ามกลางนักโทษชายร่างกำยำนับสิบชีวิตที่นอนเบียดเสียดกันแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านซี่กรงเหล็กชั้นบนไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับเน้นย้ำให้เห็นถึงฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศที่อับชื้น นนท์ในชุดนักโทษสีกากีเข้มดูซูบผอมลงแต่ดวงตายังคงคมกริบ เขาเลิกเป็นนักข่าวหนุ่มมาดเนี้ยบ และกลายเป็นชายที่รู้จักการก้มหน้าเพื่อมองหาโอกาส“เฮ้ย! ไอ้หน้าใหม่ มานี่ซิ!” เสียงแหบพร่าของ 'เฮียเล้ง' ขาใหญ่ประจำแดนดังขึ้นจากโต๊ะไม้หินอ่อนกลางลานกว้าง เฮียเล้งคือคนที่มีอิทธิพลพอที่จะทำให้ใครบางคนหายไปได้ในคืนเดียวโดยไม่มีใครเห็นนนท์เดินเข้าไปหาด้วยท่าทางนอบน้อมที่เขาไม่เคยใช้กับใครข้างนอก “ครับเฮีย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?”“ข้าได้ยินว่าแกเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องรหัสอะไรนั่นน่ะ” เฮียเล้งมองนนท์ด้วยสายตาเหยียดหยาม “ในนี้เราไม่มีคอมพิวเตอร์ให้แกเล่นหรอกนะ แต่เรามี ‘ระบบบันทึกเวลา’ ของผู้คุมที่ข้าอยากจะให้แกช่วย ‘ปรับแก้’ นิดหน่อย แลกกับความคุ้มครองที่แกจะได้รับ แกจะว่ายังไง?”นี่คือก
ผนังห้องสอบสวนไม่ได้มีสีขาวเหมือนในโรงพยาบาล แต่มันเป็นสีเทาหม่นที่ดูดซับแสงและเสียงจนคนข้างในรู้สึกเหมือนถูกฝังทั้งเป็น นนท์นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กที่ยึดติดกับพื้น ข้อมือของเขาถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเย็นเฉียบ แผลที่มือขวาจากการถูกไฟช็อตยังคงปวดหนึบเป็นจังหวะ แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึดอัดยิ่งกว่าคือใบหน้าของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายที่เรียกตัวเองว่า ‘พนักงานสอบสวนพิเศษจากหน่วยความมั่นคง’“คุณนนท์... ผมอ่านประวัติคุณแล้ว คุณเป็นนักข่าวที่มีอุดมการณ์สูงนะ” ชายคนนั้นพูดพลางวางแฟ้มประวัติลงบนโต๊ะโลหะ “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันไม่ใช่การรายงานข่าว มันคือการก่อวินาศกรรมทางข้อมูล คุณพาสาวน้อยคนนั้นไปเสี่ยงตาย และตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่อีกห้องหนึ่ง... ในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก”นนท์มองจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านเหมือนที่เคยเป็นนักข่าวจอมโวยวาย ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนไม่เหลือความกลัว “พิมพ์ขวัญเป็นยังไงบ้าง?”“เธอจำอะไรไม่ได้เลย... หรืออย่างน้อยเธอก็อ้างแบบนั้น” ชายชุดสูทโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เธอบอกว่าคุณเป็นคนลั
บรรยากาศภายในห้องควบคุมเครือข่ายใยแก้วนำแสงใต้ดินใจกลางเมือง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโกดังร้างที่เพิ่งผ่านมา ที่นี่ไม่มีฝุ่น ไม่มีคราบน้ำมัน มีเพียงเสียงครางพึมพำของเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรมและแสงสีฟ้าจากหลอดไฟสถานะนับล้านดวงที่กะพริบเป็นจังหวะเหมือนชีพจรของอสูรกายดิจิทัลพิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ แสงสีขาวจากหน้าจอสะท้อนในดวงตาของเธอจนดูเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีวิญญาณ นิ้วมือของเธอขยับเขยื้อนด้วยความเร็วที่ทำให้นนท์ที่ยืนมองอยู่ด้านหลังรู้สึกหนาวเยือก“คุณกำลังจะทำอะไร พิมพ์? นี่มันไม่ใช่แค่การแฮกไฟล์โฆษณาแล้วนะ” นนท์ถามพลางมองแผนที่โครงข่ายไฟจราจรทั่วกรุงเทพฯ ที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มทั้งหมดบนจอภาพ“ฉันกำลังจะเปลี่ยนเมืองนี้ให้กลายเป็น ‘โรงละคร’ ของเราไง นนท์”พิมพ์ขวัญตอบโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่เขาไม่เคยได้ยิน“พวกมันใช้โครงสร้างพื้นฐานของเมืองสะกดรอยเรา งั้นเราก็ใช้โครงสร้างเดียวกันนี้ประหารชีวิตพวกมันกลางที่สาธารณะสิ”นนท์สังเกตเห็นว่าท่าทางของพิมพ์ขวัญเปลี่ยนไป เธอเลิกสนใจบาดแผลตามตัวหรือความหิวโหย ความทรงจำที่กลับมาในฐานะค
เสียงเครื่องยนต์ V8 คำรามแว่วมาจากท้ายถนนเส้นตัดใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ นนท์เหยียบคันเร่งรถเอสยูวีคันเก่งจนมิดเข็มไมล์ กลิ่นยางไหม้และควันไอเสียอบอวลอยู่ในห้องโดยสารที่ร้อนระอุเนื่องจากระบบแอร์เพิ่งถูกกระสุนปริศนายิงทะลุแผงคอนเดนเซอร์ไปเมื่อสิบนาทีก่อน พิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่เบาะข้าง ๆ ใบหน้าของเธอซีดเผือดแต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความโกรธมากกว่าความกลัว มือของเธอกำสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดนูน“พวกมันตามมาได้ไง? ฉันทิ้งมือถือไว้ที่ออฟฟิศแล้วนะ!” พิมพ์ขวัญตะโกนแข่งกับเสียงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก“พวกมันไม่ได้ตามจากมือถือ แต่มันตามจากป้ายทะเบียนรถผม” นนท์ตอบพลางหักพวงมาลัยหลบหลุมขนาดใหญ่บนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นปูน “ผมประเมินพวกมันต่ำไป พิมพ์... พวกนี้ไม่ใช่แค่ลูกกระจ๊อก แต่มันคือหน่วยงานเก็บกวาดที่มีทรัพยากรล้นมือ”นนท์มองกระจกหลัง เห็นรถกระบะสี่ประตูสีดำมืดสนิทสองคันกำลังไล่บี้ตามมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เขาตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าไปในเส้นทางลูกรังมุ่งหน้าสู่โซนโกดังเก่าที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ พิมพ์ขวัญมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วขมวดคิ้ว ความทรงจำบ







