LOGIN“ตรงนั้น! โฟลเดอร์ที่ชื่อว่า ‘Project_Underpass_Ghost’... กวนประสาทจริง มันตั้งชื่อโฟลเดอร์แบบนี้เลยเหรอ?” พิมพ์ขวัญกัดฟันกรอด “มันไม่ใช่ไฟล์โฆษณา แต่มันคือ Log การส่งข้อมูลจากตัวตรวจจับใต้ถนนที่คุณเจอ... นนท์ ดูสิ ข้อมูลปริมาณมหาศาลถูกส่งผ่านเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทฉันไปที่บัญชีปลายทางในต่างประเทศ”
นนท์จ้องมองรหัสสีเขียวบนหน้าจอด้วยสายตาที่เย็นเยียบ “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องถนนไม่ได้มาตรฐานแล้วพิมพ์... บริษัทของคุณกำลังถูกใช้เป็น ‘ทางผ่าน’ ในการฟอกข้อมูลที่ได้จากการดักฟังและรวบรวมพฤติกรรมผู้ใช้รถใช้ถนนผ่านระบบ Jammer ที่พวกมันติดตั้งไว้ อุบัติเหตุของคุณมันเกิดขึ้นเพราะคุณบังเอิญไปตรวจสอบไฟล์งานในช่วงที่พวกมันกำลังโอนย้ายข้อมูลพอดี” “หมายความว่า... พี่เก่งรู้เรื่องนี้?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ ความเชื่อใจที่มีต่อเพื่อนร่วมงานและเจ้านายที่เคารพพังทลายลงในพริบตา “อาจจะรู้ หรืออาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ที่แน่ ๆ ไฟล์ที่ถูกลบไปมันมีรหัสยืนยันตัวตนของ ‘ผู้บงการ’ อยู่ในนั้น” นนท์กำลังจะกดปุ่มคัดลองข้อมูล แต่ทันใดนั้น แถบสถานะการดาวน์โหลดกลับหยุดนิ่งและเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม “Access Denied – Remote Admin Intervention” “บ้าชะมัด! มีคนรู้ตัวแล้ว!” นนท์สบถออกมา เขาพยายามรัวนิ้วลงบนคีย์บอร์ดเพื่อเจาะผ่านกำแพงไฟ (Firewall) ที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นมาใหม่สด ๆ ร้อน ๆ “มันกำลังจะลบไฟล์ทิ้งทั้งหมด!” พิมพ์ขวัญตะโกน เธอเห็นไอคอนไฟล์ค่อย ๆ หายไปทีละไฟล์ตามคำสั่งของแอดมินทางไกล “นนท์ ทำอะไรสักอย่างดิ!” “ผมเข้าไปไม่ได้! มันล็อกระบบจากข้างนอก!” นนท์ตะโกนกลับอย่างหัวเสีย ในวินาทีนั้น พิมพ์ขวัญตัดสินใจทำในสิ่งที่ค้านกับสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของวิญญาณ เธอรู้ว่าการจะแทรกแซงระบบดิจิทัลในฐานะวิญญาณ เธอต้องใช้ "พลังงานชีวิต" ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดในการสร้างประจุไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความผิดพลาดในวงจร (Glitch) เธอพุ่งตัวเข้าไปในตัวเครื่องแม่ข่าย ร่างโปร่งแสงของเธอเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง แสงสีฟ้าจากตัวเธอเริ่มพุ่งพล่านและแตกกระจายเหมือนกระแสไฟฟ้าลัดวงจร นนท์มองเห็นร่างของเธอค่อย ๆ จางลงจนเกือบจะหายไป “พิมพ์! อย่าทำแบบนั้น! คุณจะสลายไปนะ!” นนท์ร้องลั่น เขาพยายามจะคว้าตัวเธอแต่ก็เหมือนเดิม... เขาคว้าได้เพียงความว่างเปล่าที่มีประจุไฟฟ้าอ่อน ๆ “ช่างฉัน! เซฟไฟล์นั่นให้ได้!” พิมพ์ขวัญแผดเสียงที่ดูเหมือนจะก้องมาจากที่ไกลแสนไกล หน้าจอคอมพิวเตอร์กะพริบถี่ ๆ ก่อนที่ระบบล็อกจะหลุดออกชั่วขณะเนื่องจากไฟฟ้าลัดวงจรภายในที่พิมพ์ขวัญสร้างขึ้น นนท์ไม่รอช้า เขากดคำสั่งกู้คืนและโอนย้ายไฟล์ทั้งหมดลงแฟลชไดรฟ์ภายในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่ระบบจะชัตดาวน์ตัวเองลงอย่างสมบูรณ์ ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องเซิร์ฟเวอร์อีกครั้ง มีเพียงเสียงหอบหายใจของนนท์ พิมพ์ขวัญล้มฟุบลงบนพื้นห้อง ร่างของเธอจางจนแทบจะมองไม่เห็น เธอไม่เหลือแม้แต่แรงจะลอยตัว “พิมพ์... พิมพ์!” นนท์ถลาเข้าไปนั่งข้าง ๆ เธอ เขาไม่สนเรื่องการถูกจับได้อีกต่อไป เขาเอื้อมมือไปวางทับตำแหน่งที่หัวใจของเธอควรจะอยู่ ความรู้สึกอุ่นวาบที่เคยมีในตอนแรกบัดนี้กลายเป็นความเย็นยะเยือกจนน่าใจหาย “อย่าเป็นอะไรนะ ผมขอโทษที่พาคุณมาเสี่ยงแบบนี้” เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นทั่วทั้งชั้น แสงไฟสีแดงกะพริบวูบวาบไปมาพร้อมเสียงหวอที่บาดหู นนท์รีบดึงแฟลชไดรฟ์ออกและเก็บแล็ปท็อปเข้าเป้า เขาอุ้มกระเป๋าเป้ไว้แนบอกและพยายามพยุง (หรือกวาด) พลังงานที่เหลืออยู่ของพิมพ์ขวัญให้เข้ามาใกล้ตัวเขาที่สุด “ผมจะพาคุณออกไปจากที่นี่” นนท์พูดด้วยเสียงที่มั่นคงอย่างที่สุด เขาไม่ได้วิ่งไปทางลิฟต์เพราะรู้ว่ามันจะถูกล็อก แต่เขาพุ่งตรงไปที่บันไดหนีไฟทางทิศตะวันออก ระหว่างทางที่เขาวิ่งฝ่าความมืด เขาเห็นร่างของ "กิ๊ฟ" รุ่นน้องของพิมพ์ขวัญยืนอยู่หน้าประตูออฟฟิศ กิ๊ฟมองมาที่นนท์ด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกและซับซ้อน ในมือของเธอถือคีย์การ์ดระดับสูงที่ใช้เข้าห้องระบบ “คุณ... คุณมาทำอะไรที่นี่?” กิ๊ฟถามเสียงสั่น นนท์ไม่มีเวลาอธิบาย เขาเพียงแค่สบตาเธอครู่หนึ่งแล้ววิ่งผ่านไป ทิ้งให้กิ๊ฟยืนอยู่กลางโถงทางเดินที่เต็มไปด้วยแสงสีแดง พิมพ์ขวัญที่อยู่ในอ้อมกอดอากาศของนนท์มองกลับไปที่รุ่นน้องคนนั้น เธอเห็นความรู้สึกผิดบางอย่างในดวงตาของกิ๊ฟ แต่มันก็เลือนลางไปพร้อมกับระยะห่างที่เพิ่มขึ้น นนท์พุ่งลงบันไดหนีไฟมาถึงชั้นล่าง เขาวิ่งลัดเลาะออกทางประตูหลังร้านซักรีดและกระโดดขึ้นรถเอสยูวีคันเดิม เขาสตาร์ทรถและเหยียบคันเร่งออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่เปิดไฟหน้าจนกว่าจะพ้นรัศมีกล้องวงจรปิดของตึก เมื่อรถออกมาสู่ถนนใหญ่ นนท์เหลือบมองเบาะข้าง ๆ พิมพ์ขวัญยังคงนอนนิ่งอยู่ ร่างของเธอดูเหมือนหมอกควันที่กำลังจะจางหายไปตามแรงลม “เราทำสำเร็จแล้วพิมพ์... เราได้ข้อมูลมาแล้ว” นนท์พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “อดทนหน่อยนะ ผมกำลังพาคุณกลับโรงพยาบาล” พิมพ์ขวัญค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก เธอมองไปที่แฟลชไดรฟ์ในมือของนนท์แล้วยิ้มออกมาบาง ๆ “นนท์... ถ้าข้อมูลในนั้น... มันทำให้คุณอันตราย... คุณทำลายมันทิ้งได้เลยนะ” “ไม่มีวัน” นนท์ตอบทันควัน “ข้อมูลนี้แลกมาด้วยชีวิตคุณ... และความเชื่อใจของผมที่มีต่อคุณ ผมจะไม่ปล่อยให้พวกมันลอยนวลเด็ดขาด” การตัดสินใจในคืนนี้เปลี่ยนทิศทางของเรื่องอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้แค่พยายามหาทางให้พิมพ์ขวัญฟื้นอีกต่อไป แต่พวกเขาได้เปิดโปงอาชญากรรมระดับประเทศที่ซ่อนอยู่ใต้เงาของวงการโฆษณา และที่สำคัญที่สุด... ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เป็นแค่ 'คนเห็นผี' กับ 'ผี' อีกต่อไป แต่พวกเขาคือ 'คู่หู' ที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาจริง ๆ และราคาที่พิมพ์ขวัญต้องจ่ายในคืนนี้ อาจจะเป็นความจำที่เลือนรางลงเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่เธอใช้พลังงานเหนือธรรมชาติ นนท์เหยียบคันเร่งมุ่งหน้าสู่โรงพยาบาล โดยมีจุดหมายใหม่ในใจ—ไม่ใช่แค่การส่งงาน แต่คือการทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้หญิงที่นอนอยู่ข้าง ๆ เขา ไม่ว่าเธอจะยังเป็นคน... หรือเป็นเพียงวิญญาณก็ตามแสงไฟนีออนบนเพดานโรงพยาบาลกะพริบถี่เป็นจังหวะที่ชวนให้ปวดหัว พิมพ์ขวัญนอนมองมันมานานหลายชั่วโมง เธอเพิ่งฟื้นได้ไม่กี่วัน ร่างกายของเธอเริ่มกลับมาทำตามคำสั่งได้ทีละน้อย แต่มีบางอย่างในหัวที่ยังคงเหมือนแผ่นเสียงที่ตกร่อง หมอบอกว่ามันคืออาการ 'Retrograde Amnesia' หรือการสูญเสียความทรงจำย้อนหลังเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน แต่นั่นคือคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้ช่วยให้ความรู้สึก "หนาวเหน็บที่ขั้วหัวใจ" จางหายไปเลยทุกครั้งที่เธอหลับตา พิมพ์ขวัญจะเห็นภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มควัน เขาไม่ได้พูดอะไร แต่เขามองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความโศกเศร้าอย่างมหาศาล มือขวาของเขาพันแผลหนาเตอะ และทุกครั้งที่เธอพยายามจะเอื้อมมือไปแตะ ภาพนั้นจะแตกสลายกลายเป็นฟองอากาศเหมือนวิญญาณที่ถูกกระชากออกไปในสุญญากาศ“พี่พิมพ์คะ... ทานยาหน่อยค่ะ” เสียงพยาบาลปลุกเธอจากภวังค์พิมพ์ขวัญมองถ้วยยาในมือพยาบาล แล้วสายตาเธอก็เลื่อนไปสะดุดที่ 'แก้วกาแฟ' บนโต๊ะข้างเตียง มันไม่ใช่แก้วของเธอ แต่เป็นแก้วกระดาษจากร้านกาแฟใต้ตึกที่เขียนชื่อว่า 'Nont' ด้วยลายมือหวัด ๆ“แก้วนั้น... ของใครเหรอคะ?” พิมพ์ขวัญถามด้วยเสียงท
เสียงระเบิดของถังแก๊สจากโรงครัวเรือนจำดังกัมปนาทสะเทือนไปถึงขั้วปอด แต่มันกลับไม่ใช่เสียงของความตาย มันคือเสียงของกรงขังที่ถูกฉีกกระชาก นนท์ก้าวออกมาจากแดน 4 ท่ามกลางควันไฟสีเทาหม่นที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้ายามเช้าตรู่ เสื้อนักโทษสีซีดของเขาขาดวิ่นและเปื้อนคราบเขม่า แต่ท่วงท่าการเดินของเขาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่การเดินของนักโทษที่ยอมจำนน หรือนักข่าวที่ซ่อนความลับไว้ในอก แต่มันคือการเดินของชายที่เพิ่งค้นพบว่าอิสรภาพไม่ได้อยู่ที่การเปิดประตูคุก แต่อยู่ที่การเลิกกลัวคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าอำนาจเฮียเล้งและผู้คุมที่เคยพยายามจะสังหารเขา บัดนี้กะพริบตาปริบ ๆ อยู่กลางสนามหญ้าที่รายล้อมไปด้วยพนักงานสอบสวนจากส่วนกลางและสื่อมวลชนนับสิบสำนักที่แห่กันมาหลังจาก "รหัสลึกลับ" ของพิมพ์ขวัญแฮกเข้าระบบแจ้งเตือนภัยของสำนักข่าวทั่วประเทศ นนท์เดินไปที่หน้ากล้องของสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งที่เขารู้จักดี“คุณนนท์ คุณหนีออกมาได้ยังไงครับ? แล้วเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันคืออะไร?” นักข่าวรุ่นน้องคนหนึ่งถามด้วยเสียงสั่นเครือนนท์ไม่ได้ตอบคำถามนั้นทันที เขามองไปที่ท้องฟ้าที่กำลังเปลี่ยนจากสีดำเป็นสีส้มทอง เขาไม่ได้
เสียงนกหวีดกรีดร้องดังระงมไปทั่วแดน 4 เป็นสัญญาณเริ่มต้นของเช้าวันใหม่ที่แสนจำเจภายในเรือนจำความมั่นคงสูง นนท์ตื่นขึ้นบนพื้นปูนเย็นเฉียบท่ามกลางนักโทษชายร่างกำยำนับสิบชีวิตที่นอนเบียดเสียดกันแสงแดดรำไรที่ลอดผ่านซี่กรงเหล็กชั้นบนไม่ได้ให้ความอบอุ่น แต่มันกลับเน้นย้ำให้เห็นถึงฝุ่นละอองที่ลอยคว้างในอากาศที่อับชื้น นนท์ในชุดนักโทษสีกากีเข้มดูซูบผอมลงแต่ดวงตายังคงคมกริบ เขาเลิกเป็นนักข่าวหนุ่มมาดเนี้ยบ และกลายเป็นชายที่รู้จักการก้มหน้าเพื่อมองหาโอกาส“เฮ้ย! ไอ้หน้าใหม่ มานี่ซิ!” เสียงแหบพร่าของ 'เฮียเล้ง' ขาใหญ่ประจำแดนดังขึ้นจากโต๊ะไม้หินอ่อนกลางลานกว้าง เฮียเล้งคือคนที่มีอิทธิพลพอที่จะทำให้ใครบางคนหายไปได้ในคืนเดียวโดยไม่มีใครเห็นนนท์เดินเข้าไปหาด้วยท่าทางนอบน้อมที่เขาไม่เคยใช้กับใครข้างนอก “ครับเฮีย มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ?”“ข้าได้ยินว่าแกเก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ เรื่องรหัสอะไรนั่นน่ะ” เฮียเล้งมองนนท์ด้วยสายตาเหยียดหยาม “ในนี้เราไม่มีคอมพิวเตอร์ให้แกเล่นหรอกนะ แต่เรามี ‘ระบบบันทึกเวลา’ ของผู้คุมที่ข้าอยากจะให้แกช่วย ‘ปรับแก้’ นิดหน่อย แลกกับความคุ้มครองที่แกจะได้รับ แกจะว่ายังไง?”นี่คือก
ผนังห้องสอบสวนไม่ได้มีสีขาวเหมือนในโรงพยาบาล แต่มันเป็นสีเทาหม่นที่ดูดซับแสงและเสียงจนคนข้างในรู้สึกเหมือนถูกฝังทั้งเป็น นนท์นั่งอยู่บนเก้าอี้เหล็กที่ยึดติดกับพื้น ข้อมือของเขาถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือเย็นเฉียบ แผลที่มือขวาจากการถูกไฟช็อตยังคงปวดหนึบเป็นจังหวะ แต่สิ่งที่ทำให้เขาอึดอัดยิ่งกว่าคือใบหน้าของชายวัยกลางคนในชุดสูทเนี้ยบที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ชายที่เรียกตัวเองว่า ‘พนักงานสอบสวนพิเศษจากหน่วยความมั่นคง’“คุณนนท์... ผมอ่านประวัติคุณแล้ว คุณเป็นนักข่าวที่มีอุดมการณ์สูงนะ” ชายคนนั้นพูดพลางวางแฟ้มประวัติลงบนโต๊ะโลหะ “แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน มันไม่ใช่การรายงานข่าว มันคือการก่อวินาศกรรมทางข้อมูล คุณพาสาวน้อยคนนั้นไปเสี่ยงตาย และตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่อีกห้องหนึ่ง... ในสภาพที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก”นนท์มองจ้องเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย เขาไม่ได้แสดงอาการสะทกสะท้านเหมือนที่เคยเป็นนักข่าวจอมโวยวาย ท่าทางของเขาในตอนนี้ดูเหมือนคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนไม่เหลือความกลัว “พิมพ์ขวัญเป็นยังไงบ้าง?”“เธอจำอะไรไม่ได้เลย... หรืออย่างน้อยเธอก็อ้างแบบนั้น” ชายชุดสูทโน้มตัวเข้ามาใกล้ “เธอบอกว่าคุณเป็นคนลั
บรรยากาศภายในห้องควบคุมเครือข่ายใยแก้วนำแสงใต้ดินใจกลางเมือง แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโกดังร้างที่เพิ่งผ่านมา ที่นี่ไม่มีฝุ่น ไม่มีคราบน้ำมัน มีเพียงเสียงครางพึมพำของเครื่องปรับอากาศอุตสาหกรรมและแสงสีฟ้าจากหลอดไฟสถานะนับล้านดวงที่กะพริบเป็นจังหวะเหมือนชีพจรของอสูรกายดิจิทัลพิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่หน้าจอมอนิเตอร์ขนาดยักษ์ แสงสีขาวจากหน้าจอสะท้อนในดวงตาของเธอจนดูเหมือนหุ่นยนต์ที่ไม่มีวิญญาณ นิ้วมือของเธอขยับเขยื้อนด้วยความเร็วที่ทำให้นนท์ที่ยืนมองอยู่ด้านหลังรู้สึกหนาวเยือก“คุณกำลังจะทำอะไร พิมพ์? นี่มันไม่ใช่แค่การแฮกไฟล์โฆษณาแล้วนะ” นนท์ถามพลางมองแผนที่โครงข่ายไฟจราจรทั่วกรุงเทพฯ ที่บัดนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มทั้งหมดบนจอภาพ“ฉันกำลังจะเปลี่ยนเมืองนี้ให้กลายเป็น ‘โรงละคร’ ของเราไง นนท์”พิมพ์ขวัญตอบโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยพลังอำนาจที่เขาไม่เคยได้ยิน“พวกมันใช้โครงสร้างพื้นฐานของเมืองสะกดรอยเรา งั้นเราก็ใช้โครงสร้างเดียวกันนี้ประหารชีวิตพวกมันกลางที่สาธารณะสิ”นนท์สังเกตเห็นว่าท่าทางของพิมพ์ขวัญเปลี่ยนไป เธอเลิกสนใจบาดแผลตามตัวหรือความหิวโหย ความทรงจำที่กลับมาในฐานะค
เสียงเครื่องยนต์ V8 คำรามแว่วมาจากท้ายถนนเส้นตัดใหม่ที่ยังสร้างไม่เสร็จ นนท์เหยียบคันเร่งรถเอสยูวีคันเก่งจนมิดเข็มไมล์ กลิ่นยางไหม้และควันไอเสียอบอวลอยู่ในห้องโดยสารที่ร้อนระอุเนื่องจากระบบแอร์เพิ่งถูกกระสุนปริศนายิงทะลุแผงคอนเดนเซอร์ไปเมื่อสิบนาทีก่อน พิมพ์ขวัญนั่งอยู่ที่เบาะข้าง ๆ ใบหน้าของเธอซีดเผือดแต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความโกรธมากกว่าความกลัว มือของเธอกำสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่นจนเส้นเลือดหลังมือปูดนูน“พวกมันตามมาได้ไง? ฉันทิ้งมือถือไว้ที่ออฟฟิศแล้วนะ!” พิมพ์ขวัญตะโกนแข่งกับเสียงลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างที่แตก“พวกมันไม่ได้ตามจากมือถือ แต่มันตามจากป้ายทะเบียนรถผม” นนท์ตอบพลางหักพวงมาลัยหลบหลุมขนาดใหญ่บนพื้นถนนที่เต็มไปด้วยฝุ่นปูน “ผมประเมินพวกมันต่ำไป พิมพ์... พวกนี้ไม่ใช่แค่ลูกกระจ๊อก แต่มันคือหน่วยงานเก็บกวาดที่มีทรัพยากรล้นมือ”นนท์มองกระจกหลัง เห็นรถกระบะสี่ประตูสีดำมืดสนิทสองคันกำลังไล่บี้ตามมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เขาตัดสินใจหักเลี้ยวเข้าไปในเส้นทางลูกรังมุ่งหน้าสู่โซนโกดังเก่าที่เคยเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ พิมพ์ขวัญมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วขมวดคิ้ว ความทรงจำบ







