分享

บทที่ 4

作者: แตงโมปั่น
ฉู่จือจิ้นชะงักฝีเท้า ก่อนแค่นหัวเราะ “ฉันเชื่อว่าตระกูลฉู่คงอธิบายให้ประธานกู้เข้าใจชัดเจนแล้ว”

พ่อแม่แท้ ๆ ของซินซินเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทั้งคู่ ตอนนั้นเธอยังเป็นเพียงทารกในห่อผ้าและกำลังจะถูกส่งไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ฉู่จือจิ้นทนดูไม่ไหวจึงรับเธอมาเลี้ยง

กู้จินเหิงมองเธออยู่หลายวินาที จู่ ๆ เขาก็กดดับก้นบุหรี่ ก่อนจะก้าวขายาวเดินมาหยุดข้างเธอ

“ตอนนั้นพวกเรากำลังเตรียมมีลูก เธอมีโอกาสตั้งครรภ์ อายุของซินซินก็ตรงกันพอดี ฉันจะสงสัยก็เป็นเรื่องปกติ”

สายตาที่กู้จินเหิงทอดมองจากเบื้องบนแฝงการพินิจพิเคราะห์ เขายังคงวางตัวในฐานะผู้มีอำนาจเหนือกว่าเช่นเดิม “ฉันมีวิธีตรวจสอบมากมาย แต่ฉันอยากได้ยินจากปากคุณฉู่เอง”

ฉู่จือจิ้นสูดหายใจลึก ระงับความหงุดหงิดในใจ ก่อนเงยหน้าสบตาเขาตรง ๆ “ไม่ใช่”

“ฉันไม่อยากพูดซ้ำถึงเรื่องชาติกำเนิดของซินซินอีก ส่วนประธานกู้จะตรวจสอบยังไง ฉันก็ห้ามไม่ได้ แต่ประธานกู้ลองคิดกลับกันดูบ้างก็ได้ ด้วยระดับความรักที่พ่อแม่ฉันมีต่อฉู่ฮั่ว ถ้าซินซินเป็นลูกของคุณจริง ต่อให้ต้องซ่อนพวกเราสองแม่ลูกไว้สุดขอบฟ้า พวกเขาก็ไม่มีทางปล่อยให้พวกเราปรากฏตัวออกมารบกวนชีวิตแต่งงานของพวกคุณหรอก”

เธอกอดอก ก่อนจะก้าวเข้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ “ยิ่งไปกว่านั้น ประธานกู้เอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงคิดว่าฉันจะยอมคลอดลูกของสามีเก่าที่นอกใจล่ะ?”

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา บรรยากาศรอบข้างก็พลันเย็นยะเยือก

ใบหน้ากู้จินเหิงเย็นจัดราวน้ำค้างแข็ง เขาจ้องเธอเขม็งอยู่นานโดยไม่พูดอะไรสักคำ

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังเผชิญหน้ากัน จู่ ๆ เสียงของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากชั้นล่าง “จินเหิง ตั้งโต๊ะแล้วนะ รีบลงมาเร็ว”

สายตาฉู่จือจิ้นมองข้ามเขาไปก็เห็นฉู่ฮั่วอุ้มกู้อวี๋อวี๋กำลังยืนเงยหน้ามองมาทางดาดฟ้าอยู่ในลานบ้าน ใบหน้างดงามประณีตเต็มไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด

เธอละสายตากลับอย่างเฉยชา ก่อนหันหลังเดินจากไป

ขณะที่กำลังจะก้าวเข้าห้องนอน เสียงแข็งกระด้างของกู้จินเหิงก็ดังมาจากด้านหลัง “หวังว่าซินซินจะเป็นอย่างที่เธอพูด ฉันจะตรวจสอบเอง แต่ถ้าเธอเป็นลูกสาวของฉันจริง ฉันไม่มีวันปล่อยให้เด็กติดตามเธอไปอย่างไร้สถานะแน่”

สิ้นเสียง กู้จินเหิงก็กดลิฟต์แล้วลงไปชั้นล่างทันที

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ตอนฉู่จือจิ้นลากกระเป๋าเดินทางลงมาชั้นล่าง ตระกูลฉู่ก็เริ่มกินข้าวกันไปนานแล้ว

กู้จินเหิงถือชามอยู่ในมือ กำลังป้อนอาหารกู้อวี๋อวี๋ที่นั่งบนเก้าอี้เด็กอย่างใจเย็น ส่วนสามีภรรยาตระกูลฉู่คอยคีบอาหารใส่ชามฉู่ฮั่วไม่หยุด ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศครอบครัวอันสุขสันต์กลมเกลียว

มีเพียงฉู่เหยาซินที่นั่งอยู่ด้านข้าง เด็กน้อยก้มศีรษะจ๋อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ

เธอพึมพำเสียงเบา “...ทำไม ทำไมไม่รอหม่ามี้กันเลยล่ะ?”

ไม่มีใครตอบ มีเพียงกู้จินเหิงที่เหลือบมองเธอเรียบ ๆ ก่อนจะหันไปสั่งพี่เลี้ยงให้ป้อนข้าวเธอ

บนโต๊ะอาหารกำลังพูดถึงเรื่องของฉู่ฮั่ว ตอนนั้นเธอได้รับบาดเจ็บที่แขนระหว่างเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม แม้จะหายดีแล้ว แต่หลายปีมานี้เวลาไปแสดงที่ต่างประเทศ แขนของเธอมักสั่นขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ ทำให้เล่นผิดพลาดอยู่หลายครั้ง และด้วยเหตุนี้เธอจึงถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง

เมิ่งหว่านชิงรีบดึงมือลูกสาวมาปลอบด้วยความปวดใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือการตำหนิ “ตอนนั้นได้รับจดหมายเชิญจากโรงพยาบาลจิตเวชมู่เฉิงไม่ใช่เหรอ? จินเหิง ลูกไม่ได้พาฮั่วฮั่วไปหาดร.ไป๋เพื่อตรวจรักษาหรือไง?”

ฉู่ฮั่วกัดริมฝีปาก ขอบตาแดงเรื่อเล็กน้อย ก่อนเอ่ยแก้ตัวแทนกู้จินเหิงเสียงเบา “แม่คะ ไม่ใช่ความผิดของจินเหิงหรอกค่ะ มู่เฉิงเป็นโรงพยาบาลจิตเวชชั้นนำระดับนานาชาติ ทำแต่งานวิจัยและพัฒนาเลยไม่เปิดรับผู้ป่วยทั่วไป ตอนที่พวกเราไปที่นั่น ผู้ช่วยพบว่าจดหมายเชิญไม่ใช่ของพวกเรา ต่อให้ขอร้องยังไงก็ไม่ยอมให้พวกเราเข้าไป...”

“ที่กลับประเทศครั้งนี้ก็เพราะจินเหิงสืบมาว่าเมืองหลวงกำลังจะจัดการประชุมสุดยอดด้านจิตวิทยาครั้งใหญ่ ดร.ไป๋กับลูกศิษย์ทั้งหมดของเขาจะเข้าร่วมด้วย ได้ยินว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้เขารับลูกศิษย์คนใหม่ชื่อจินนี่ เชี่ยวชาญด้านโรคเครียดหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรงโดยเฉพาะ งานวิจัยที่เธอตีพิมพ์ล้วนมีคุณค่าในการนำไปใช้จริงมาก หมอที่ต่างประเทศของหนูยังบอกเลยว่าถ้าให้เธอรักษาหนู อาการของหนูจะต้องหายแน่นอน เพียงแต่เธอเก็บตัวมาก คนที่เคยเห็นหน้าเธอมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย”

เมื่อเอ่ยถึงจินนี่ ดวงตาของฉู่ฮั่วเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน ก่อนเหลือบมองกู้จินเหิงอย่างขลาด ๆ แล้วลอบสาบานในใจว่าเธอจะต้องกลับไปยืนบนเวทีอีกครั้งให้ได้ แบบนั้นถึงจะคู่ควรกับเขาอย่างแท้จริง

ไม่ว่าใครก็ห้ามแย่งเขาไป

“ป้าหวัง เดี๋ยวหนูป้อนซินซินเองค่ะ”

เสียงของฉู่จือจิ้นดังขึ้นกะทันหัน ขัดจังหวะบทสนทนาของคนทั้งกลุ่ม

ทันทีที่ฉู่เหยาซินเห็นเธอ เด็กน้อยก็โบกแขนกลมป้อมราวรากบัวอย่างดีใจ ฉู่จือจิ้นรับซุปปลาจากมือพี่เลี้ยงมาเป่าให้เย็นอย่างอดทน ก่อนจะค่อย ๆ ป้อนลูกสาวทีละคำ

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันเปลี่ยนเป็นประหลาดขึ้นมา

ฉู่ฮั่วชะงักไป ก่อนรีบทำสีหน้ารู้สึกผิด แล้วลุกขึ้นเดินมาข้างฉู่จือจิ้น “พี่จือจิ้น ฉันรู้สึกผิดกับเรื่องในตอนนั้นมาตลอด ตอนนั้นที่พูดไปเป็นเพราะความโมโห ฉันไม่เคยคิดจะทำร้ายพี่เลย เพียงแต่ไม่คิดว่าจินเหิงจะทำกับพี่ถึงขั้นนั้นเพื่อฉันจริง ๆ...”

แม้ปากจะเอ่ยขอโทษ แต่หางตาและหว่างคิ้วกลับเผยความหวานชื่นและความภาคภูมิใจที่ซ่อนเอาไว้ไม่มิด

เธอคล้องแขนฉู่จือจิ้นเบา ๆ “แต่เรื่องพวกนั้นก็ผ่านมานานแล้ว พี่เองก็คงอยากรู้จักคนของโรงพยาบาลจิตเวชมู่เฉิงใช่ไหม? เพียงแต่หาบัตรเชิญงานประชุมครั้งนี้ยากมาก จินเหิงต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะได้มาสองใบ รอฉันได้เจอดร.ไป๋เมื่อไหร่ ฉันจะช่วยพูดให้พี่แน่นอน จะพยายามหาโอกาสให้พี่ได้พบพวกเขาด้วย ดีไหมคะ?”

ฉู่จือจิ้นได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างเฉยชา “อย่างนั้นเหรอ? งั้นก็ขอบคุณล่วงหน้าแล้วกัน”

“ไม่เป็นไรค่ะ”

ฉู่ฮั่วยิ้มหวาน ก่อนจะกลับไปนั่งข้างพ่อแม่ตระกูลฉู่อีกครั้ง

พ่อแม่ตระกูลฉู่ต่างเอ่ยชมฉู่ฮั่วต่อกันว่าเป็นคนเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ฉู่กวงเฉิงถึงขั้นโบกมือพลางปลอบว่า “ฮั่วฮั่วไม่ต้องกังวล เงินไม่ใช่ปัญหา เส้นสายพวกเราก็หาได้ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร พ่อกับแม่จะต้องตามหาจินนี่มารักษาอาการของลูกให้หายขาดให้ได้”

“ฮั่วฮั่วของพวกเราเกิดมาก็คู่ควรกับการยืนอยู่ใต้แสงสปอตไลต์บนเวทีแล้ว”

……

หลังอาหารเช้า ฉู่จือจิ้นไม่อยากอยู่ต่ออีก หลังบอกลาแล้วก็พาลูกสาวจากไป

ทันทีที่อุ้มซินซินขึ้นรถ เมิ่งหว่านชิงก็ตามออกมาและเรียกเธอไปคุยด้านข้าง

ใต้ร่มเงาต้นไม้ เมิ่งหว่านชิงมองสำรวจเธอตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยอย่างมีนัยยะ “จิ้นจิ้น ฮั่วฮั่วกับจินเหิงรักกันดีมาก ลูกก็โตขนาดนี้แล้ว แม่ขอเตือนลูกสักคำ อย่าคิดอะไรเกินเลยกับจินเหิงอีก เราไม่จำเป็นต้องทำร้ายคนอื่นแล้วยังทำร้ายตัวเองหรอก”

ฉู่จือจิ้นตกตะลึง แต่ไม่นานก็เข้าใจ

ฉู่ฮั่วน่าจะเอาเรื่องตอนที่เธอกับกู้จินเหิงอยู่กันตามลำพังบนดาดฟ้าเมื่อครู่ไปบอกเมิ่งหว่านชิง

“วางใจเถอะค่ะ ฉันไม่ชอบกลับไปกินของเก่า แล้วเรื่องที่รู้ว่าเขามีเจ้าของแต่ยังจงใจเป็นมือที่สาม หนูก็ไม่มีวันทำแบบนั้นเหมือนกัน”

คำพูดตรงไปตรงมาจนบาดหูนี้ทำให้สีหน้าของเมิ่งหว่านชิงแข็งค้างเล็กน้อย เธอหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า “งั้นก็ดี แม่ก็หวังดีกับลูก จริงสิ ถ้าลูกมีโอกาสก็ช่วยน้องสาวสืบเรื่องจินนี่ด้วยนะ”

ยังไม่ทันที่ฉู่จือจิ้นจะเอ่ยปากพูด เธอก็แค่นหัวเราะกับตัวเอง “ช่างเถอะ ศูนย์ให้คำปรึกษาเล็ก ๆ ของลูกจะไปมีโอกาสรู้จักคนระดับบนสุดของวงการได้ยังไง แม่คิดมากไปเอง”

ฉู่จือจิ้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มบาง “คุณพูดถูกค่ะ ซินซินรอฉันอยู่ ขอตัวก่อนนะคะ”

ฉู่จือจิ้นไปส่งซินซินที่สถาบันสอนเต้น กำชับพี่เลี้ยงให้มารับหลังเลิกเรียน แล้วยังนัดกับลูกสาวว่าเย็นนี้จะพาไปร้านอาหารร้านโปรด จากนั้นจึงขับรถมุ่งหน้าไปยังศูนย์ให้คำปรึกษา

แม้วันนี้จะเป็นวันปีใหม่ แต่ศูนย์ให้คำปรึกษายังคงเปิดทำการตามปกติ และยังเป็นวันออกตรวจของเธอด้วย มีผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยกำลังรอเธออยู่

เนื่องจากเป็นวันหยุด ผู้คนออกเดินทางกันมาก ถนนจึงแออัดเป็นพิเศษ รถค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางกระแสรถ เธอมองไฟท้ายรถที่เรียงต่อกันเป็นพรืดอยู่ข้างหน้า ในใจก็อดร้อนรนไม่ได้

เริ่มตรวจเก้าโมง ตอนนี้เกือบแปดโมงห้าสิบแล้ว

ฉู่จือจิ้นกำลังคิดจะให้ผู้ช่วยพาผู้ป่วยไปตรวจเบื้องต้นก่อน ทว่าวินาทีถัดมา เสียง “ปัง!” ก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน

ฉู่จือจิ้นที่กำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเองไม่ทันตั้งตัว ร่างกระแทกเข้ากับพวงมาลัยอย่างแรงจากแรงปะทะ ความเจ็บหน่วงพลันแผ่ซ่านไปทั่วหน้าอก

เธอกำพวงมาลัยแน่น ตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเหลือบมองกระจกหลัง

รถเธอถูกชนท้ายเหรอ?

在 APP 繼續免費閱讀本書
掃碼下載 APP

最新章節

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 30

    ซินซินกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งวนรอบกล่องครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าเล็กแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นราวกับแอปเปิลสุกสีแดงสด“เป็นหุ่นยนต์!”ฉู่จือจิ้นกำลังล้างผลไม้อยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็เดินออกมา เพียงแวบแรกก็เห็นกล่องบรรจุภัณฑ์ในห้องรับแขก และกู้จินเหิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับชะงักฝีเท้า“ประธานกู้?”“อย่าเข้าใจผิด พอดีผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเพิ่งออกจากสายการผลิต เลยมอบหุ่นยนต์ตัวนี้ให้ซินซิน ถือเป็นน้ำใจจากฉันในฐานะ...อา”กู้จินเหิงกลืนคำว่า “พ่อ” กลับลงไปอย่างฝืน ๆ แล้วเปลี่ยนเป็น “อา” แทน บางครั้งเขาก็ลืมไปว่าเขากับเธอไม่ได้อยู่ในสถานะสมรสกันแล้วน้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยตื่นเต้นดีใจ ภายในส่วนลึกของหัวใจก็มีบางแห่งอ่อนยวบลงซินซินกะพริบดวงตากลมโตฉ่ำวาว มือเล็กทั้งสองปิดปากไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจขณะมองฉู่จือจิ้น “หม่ามี้ อากู้บอกว่าให้หนู หนูแกะได้ไหมคะ?”ฉู่จือจิ้นยังไม่ทันตอบ เสียงของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากบันได“จินเหิง”วันนี้เธอสวมชุดลำลองอยู่บ้านสีเหลืองอ่อน ผมรวบหลวม ๆ หน้าตาดูสดใสดีเธอกวาดตาม

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 29

    คำเรียก “จิ้นจิ้น” เมื่อครู่ ฟังดูไม่เหมือนความดีใจ แต่คล้ายความสงสัยมากกว่า สงสัยว่าทำไมเวลานี้ฉู่จือจิ้นถึงมาอยู่ที่นี่...แววตาของสวี่โจวหล่านหม่นลงเล็กน้อย เขาละสายตากลับ ก่อนจะยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางและหันไปมองฉู่จือจิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้อีกหลายเท่า“จือจิ้น เมื่อกี้คุณรับปากแล้วว่าจะไปกินข้าวกับผม ถ้ายังไม่ไปอีก อาหารคงเย็นหมดแล้วนะ”เขาพูดพลางรับกระเป๋าสะพายไหล่ของเธอมาคล้องไว้บนไหล่ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติเมิ่งหว่านชิงยังอยากถามอีกสองสามประโยค แต่สวี่โจวหล่านเปิดประตูรถพร้อมยกมือเชื้อเชิญฉู่จือจิ้นแล้วแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ท่าทีเย็นชาและห่างเหินที่มีต่อคนตระกูลฉู่ กับท่าทีอ่อนโยนเอาใจใส่ฉู่จือจิ้นกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจนดวงตาสีเข้มของกู้จินเหิงหม่นลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์เหมือนปรากฏรอยร้าวขึ้นเล็กน้อยฉู่ฮั่วอยู่กับกู้จินเหิงมาหลายปี จึงพอเดานิสัยของเขาได้บ้าง เธอมองออกว่ากู้จินเหิงในตอนนี้ผิดปกติแววตาของเธอมืดลง ยกมือกุมหน้าอก ก่อนแสร้งพูดด้วยลมหายใจติดขัด “จินเหิง ฉัน ฉันรู้สึกแย่มาก... เหมือนจะหายใจไม่ออก...”เธอไม่มีวัน

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 28

    เธอชะงักไปเล็กน้อย แววตาใสกระจ่างและห่างเหิน “ขอบคุณประธานกู้ที่เป็นห่วง ฉันสบายดีค่ะ”พูดจบ เธอก็เดินจากไปทันทีกู้จินเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาดึงสติกลับมา ก่อนจะก้มหน้าเปิดเอกสารต่ออ่านไปได้สองบรรทัด สิ่งที่อ่านกลับไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวความคิดเริ่มล่องลอยสองวันนี้ที่พบฉู่จือจิ้นในศูนย์รักษา ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินสวนกันในทางเดิน หรือคำกำชับสั้นกระชับในห้องผู้ป่วยล้วนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็ทำตัวไม่ถูก...ทั้งที่พวกเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกัน แต่เพียงได้อยู่ในพื้นที่เดียวกับเธอ ต่อให้ต่างคนต่างไม่รบกวนกัน เขาก็ยังรู้สึกสบายกว่าปกติความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนที่สุขุม ควบคุมตัวเองได้ดี และใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์มาโดยตลอดอย่างเขารู้สึกสับสนเป็นครั้งแรก……สองวันต่อมา ช่วงเช้าฉู่จือจิ้นเซ็นชื่อที่เคาน์เตอร์พยาบาลเสร็จแล้วก็หันกลับไปยังห้องตรวจ ถอดเสื้อกาวน์สีขาวแขวนให้เรียบร้อย เตรียมเลิกงานเมื่อคืนเธอเข้าเวรกะดึก หลังส่งมอบงานเสร็จก็กลับได้แล้วทันทีที่เดินออกจากประตูอาคารสำนักงาน เธอก็มองเห็นรถมายบัคคันคุ้นตาจอดอยู่ตรงหน้าประตูแต่ไกลด้านหน้ารถ สวี่โจวหล่านในช

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 27

    ……ใกล้เที่ยง คนตระกูลฉู่ก็มาถึงเมิ่งหว่านชิงถือกระติกเก็บความร้อนอยู่ในมือ ความสุขุมและสง่างามบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกังวลทั้งหมด สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าประตูคือใช้ดวงตาแดงเรื่อมองใบหน้าฉู่ฮั่ว“ผอมลงไปเยอะเลย”ฉู่กวงเฉิงเดินตามอยู่ด้านหลัง เขาสวมสูทเรียบกริบ สีหน้าเคร่งขรึม แต่ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาได้เขามองฉู่ฮั่วอย่างรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่นี่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาของจือจิ้น ลูกพักรักษาตัวให้ดี ขาดเหลืออะไรให้บอกจือจิ้นนะ”เพียงประโยคเดียวก็ฝากฝังเธอไว้กับฉู่จือจิ้นแล้วฉู่ฮั่วนั่งเอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ทุกคนห้อมล้อมเธอไว้ตรงกลาง เธอเอ่ยเสียงเบาด้วยขอบตาที่แดงเรื่อว่า “หนูไม่เป็นไรค่ะ จินเหิงดูแลหนูดีมาก”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อนเมิ่งหว่านชิงปวดใจแทบทนไม่ไหว เธอนั่งลงข้างเตียงและกุมมือลูกสาวไว้ พร่ำเรียกไม่หยุดว่า “ลูกสาวสุดที่รักของแม่ต้องลำบากแล้ว”ฉู่กวงเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะพูดไม่เก่ง แต่สายตาที่มองฉู่ฮั่วก็เต็มไปด้วยความปวดใจประตูห้องผู้ป่วยไม่ได้ปิด ฉู่จือจิ้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าประตูราวกับฝ่าเท้าถูกตรึงไ

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 26

    เมื่อเห็นใบหน้าฉู่จือจิ้นซีดขาว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แววตาเหม่อลอย ดวงตาของฉู่ฮั่วก็ฉายแววสะใจนังสารเลว! แกมีสิทธิ์อะไรมาใช้ชีวิตดีขนาดนี้? แกแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันไป แกต่างหากที่สมควรตาย!ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออกกู้จินเหิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งวางอยู่บนลูกบิดสายตาของเขากวาดผ่านฉู่จือจิ้นที่ดูผิดปกติก่อน คิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นจึงเลื่อนไปมองฉู่ฮั่วเมื่อเห็นเธอร้องไห้จนน้ำตานองหน้า อารมณ์ผิดปกติ เขาก็รีบเดินเข้าไปหา ก่อนวางมือลงบนไหล่ฉู่ฮั่ว“เป็นอะไรไป?”ฉู่ฮั่วไม่พูด ทำท่าเหมือนกำลังอดกลั้น ดูเต็มไปด้วยความน้อยใจแต่ก็ไม่อยากให้ใครตำหนิฉู่จือจิ้นหางตาของเธอคอยสังเกตปฏิกิริยาของฉู่จือจิ้น ก่อนจะจงใจขยับเข้าไปพิงอ้อมอกกู้จินเหิงมากขึ้น แล้วยื่นมือโอบเอวแกร่งของเขาไว้ร่างกู้จินเหิงแข็งเกร็งเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลักเธอออกฝ่ามือใหญ่ อบอุ่น และหนักแน่น ตบไหล่เธอเบา ๆ แรงมืออ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเมื่อครู่เขายืนอยู่หน้าประตู และได้ยินคำถามทั้งน้อยใจและดื้อรั้นของเธอทั้งหมดตอนนี้อาการของเธอยังไม่มั่นคง เขาไม่อยากให้อาการของเธอหนัก

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 25

    “ไม่เป็นอะไรแล้ว”“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ?”“อืม”น้ำเสียงของเขาฟังดูสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรแต่หลังตอบจบ สายตากลับมองไปยังแขนขวาโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้นยังมีผ้าก๊อซที่ฉู่จือจิ้นพันให้ด้วยมือตัวเองไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หลังจากวันนั้น เขากลับไม่ได้ไปเปลี่ยนยาตามปกติ...ฉู่จือจิ้นปิดสมุดบันทึก ยกมือบีบสันจมูกที่ปวดตึง ผ่านไปหลายวินาทีถึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ร่างกายของประธานกู้ล้ำค่า ทางที่ดีไปโรงพยาบาลถ่ายเอกซเรย์ดูสักหน่อย อย่าปล่อยไว้นานค่ะ”เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งเป็นกู้จินเหิงก็ยิ่งไม่อยากติดค้าง“...ไม่ต้องหรอก” ท่าทีห่างเหินของเธอทำให้กู้จินเหิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงเย็นชากระด้างของเขาทำให้ฉู่จือจิ้นหงุดหงิด เธอจึงไม่ยืนกรานอีก เพียงเอ่ยว่า “ตามใจ งั้นแค่นี้นะคะ” แล้วเป็นฝ่ายวางสายจากนั้นเธอก็คว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นไปรินน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเธอดื่มไปครึ่งแก้ว ยืนพักอยู่ข้างหน้าต่างครู่หนึ่ง จึงกลับไปนั่งจัดรายงานต่อ……วันศุกร์ฉู่ฮั่วมาถึงคลินิกตรงเวลาคราวนี้เธอสวมเดรสไหมพรมตัวยาวสีเบจ แต่งหน้าอย่างประณีต บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวาน ดูอ่อนโ

更多章節
探索並免費閱讀 優質小說
GoodNovel APP 免費暢讀海量優秀小說,下載喜歡的書籍,隨時隨地閱讀。
在 APP 免費閱讀書籍
掃碼在 APP 閱讀
DMCA.com Protection Status