แชร์

บทที่ 5

ผู้เขียน: แตงโมปั่น
ด้านหลังเป็นรถมายบัครุ่นลิมิเต็ดสำหรับนักสะสม เพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าราคาไม่ธรรมดา

คนขับลงจากรถมาตรวจสอบแล้ว ฉู่จือจิ้นยกมือคลึงหน้าอกที่รู้สึกอึดอัด ก่อนเปิดประตูลงจากรถเช่นกัน อีกฝ่ายมีท่าทีสุภาพ หลังตรวจดูแล้วก็เสนอให้ถ่ายรูปเก็บหลักฐานไว้ก่อน รอตำรวจจราจรมาตัดสินว่าใครเป็นฝ่ายผิด เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นฝ่ายเปลี่ยนเลนแทรกเข้ามาก่อน

ฉู่จือจิ้นเหลือบมองเวลาพลางขมวดคิ้วแน่น ทำได้เพียงอดทนรออยู่ริมถนน

สายตาเธอบังเอิญกวาดผ่านเบาะหลังของรถมายบัค ก่อนจะเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างของผู้ชายคนหนึ่งราง ๆ พร้อมกับความรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา

ฉู่จือจิ้นไม่ได้คิดให้ละเอียด เธอเปิดไลน์ของผู้ช่วย อธิบายสถานการณ์สั้น ๆ แล้วจัดแจงเรื่องงาน

ขณะที่กำลังจดจ่อ กลิ่นหอมสะอาดเย็นของไม้พลันลอยเข้าสู่จมูก วินาทีต่อมา มือใหญ่ข้อนิ้วชัดเจนข้างหนึ่งก็ยื่นเข้ามาในสายตาพร้อมนามบัตรปั๊มทองใบหนึ่ง

“ไม่ได้เจอกันนานนะครับคุณฉู่”

ฉู่จือจิ้นประหลาดใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมอง

คนขับรถที่เดิมยืนอยู่ข้างเธอ ไม่รู้เปลี่ยนเป็นคนอื่นตั้งแต่เมื่อไร

ชายหนุ่มสวมสูทสีแดงเข้ม คอเสื้อแหวกออกเล็กน้อยอย่างสบาย ๆ หางตาเชิดขึ้นโดยธรรมชาติแฝงความเจ้าเล่ห์และเสน่ห์แบบชายเจ้าสำราญ จมูกโด่ง ริมฝีปากได้รูป ดูสุภาพและสูงศักดิ์ราวกับจิ้งจอกที่ทั้งเฉลียวฉลาดและมีเสน่ห์ชวนหลงใหล

ฉู่จือจิ้นกวาดตามองนามบัตร ลังเลอยู่สองวินาที ในที่สุดก็นึกออก

สวี่โจวหล่าน ลูกชายคนเดียวของตระกูลสวี่ ตระกูลมหาเศรษฐีแห่งเมืองหลวง ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทสวี่กรุ๊ป เมื่อหลายปีก่อน เธอเคยพบเขาครั้งหนึ่งตอนไปเข้าร่วมงานประมูลแทนตระกูลฉู่ เขาใช้เงินมือเติบ ถูกใจของชิ้นไหนก็จะประมูลเกทับจนกว่าตัวเองจะได้มันมา ยากที่จะลืมเลยล่ะ

แต่ตระกูลสวี่กับตระกูลกู้เป็นคู่ปรับกัน สวี่โจวหล่านกับกู้จินเหิงก็ไม่ถูกกันอยู่แล้ว ส่วนตระกูลฉู่สนิทสนมกับตระกูลกู้ จึงหลีกเลี่ยงตระกูลสวี่

ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะได้พบกันด้วยวิธีนี้

ฉู่จือจิ้นเก็บความคิดและรับนามบัตรมา ก่อนจะยิ้มอย่างสุภาพ “ต้องขอโทษประธานสวี่จริงๆ ค่ะ”

“ผมเป็นฝ่ายชนท้าย ผิดเต็ม ๆ เลย ทำให้คุณฉู่ต้องตกใจ”

สวี่โจวหล่านจับมือกับเธออย่างสุภาพบุรุษ ก่อนถอยเว้นระยะห่าง “ให้ผมเลี้ยงกาแฟคุณฉู่สักแก้ว ถือเป็นการขอโทษดีไหมครับ”

ฉู่จือจิ้นส่ายหน้ากำลังจะปฏิเสธ แต่จู่ ๆ โทรศัพท์ของผู้ช่วยก็ดังเข้ามา เสียงปลายสายเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและเสียงอึกทึก “พี่จิ้น แย่แล้ว! ผู้ป่วยถูกกระตุ้นจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ วิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้าจะฆ่าตัวตาย อาจารย์เส้าก็ไม่อยู่ที่ศูนย์ให้คำปรึกษา ทำยังไงดีคะ?”

สีหน้าฉู่จือจิ้นเปลี่ยนไปทันที “แจ้งตำรวจก่อน เตรียมมาตรการป้องกันให้พร้อม อพยพคนออกจากพื้นที่ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!”

แต่บริเวณนี้อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว รถติดจนขยับไม่ได้ ประกอบกับอยู่บนทางด่วน จึงไม่สามารถเปลี่ยนไปใช้พาหนะชนิดอื่นได้เลย

ฉู่จือจิ้นกัดฟัน กำลังคิดอยู่ว่าจะวิ่งไปเสียเลย ทันใดนั้นหมวกกันน็อกเย็นเฉียบใบหนึ่งก็ถูกยัดเข้ามาในอ้อมแขน

เธอหันกลับไปอย่างงุนงง ก่อนจะเห็นคนขับรถของสวี่โจวหล่านกำลังยกรถมอเตอร์ไซค์พับได้ลงมาจากรถมายบัค

สวี่โจวหล่านยืนอยู่ข้าง ๆ แล้วมองมาทางเธอ “คุณฉู่ขี่เป็นไหมครับ?”

ฉู่จือจิ้นส่ายหน้า

สวี่โจวหล่านครุ่นคิดเล็กน้อย “ถ้าไม่รังเกียจ ผมไปส่งคุณได้นะ”

“งั้นก็ขอบคุณประธานสวี่มากค่ะ”

สถานการณ์เร่งด่วนแบบนี้ไม่ใช่เวลามัวเหนียมอาย

สวี่โจวหล่านสวมหมวกกันน็อก ขึ้นคร่อมมอเตอร์ไซค์ แล้วเอื้อมมือมาทางเธอ ฉู่จือจิ้นวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปสองก้าว ยื่นมือไปจับมือเขาแล้วอาศัยแรงดึงขึ้นนั่งบนเบาะหลัง

เสียงเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์คำรามลั่น ก่อนจะพุ่งทะยานจากไปโดยไม่มีเวลาให้ลังเลแม้แต่น้อย

รถวิ่งเร็วมาก ลมหวีดหวิวผ่านข้างหูไม่หยุด อาคารในเมืองเริ่มถอยห่างออกไปเรื่อย ๆ

หัวใจฉู่จือจิ้นบีบรัด เธอหลับตาแน่นแล้วโอบเอวสวี่โจวหล่านไว้ตามสัญชาตญาณ

ไออุ่นแผ่ผ่านเนื้อผ้าบาง ๆ ร่างของสวี่โจวหล่านแข็งเกร็งเล็กน้อย มือที่บิดคันเร่งพลันกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร หลังจากเบรกอย่างกะทันหันครั้งหนึ่ง มอเตอร์ไซค์ก็หยุดลงหน้าอาคารศูนย์ให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยาอย่างมั่นคง

เวลานี้ด้านล่างอาคารมีผู้คนมุงอยู่ไม่น้อย แนวกั้นพื้นที่สีเด่นล้อมเอาไว้ ตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงต่างแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ทั้งอพยพผู้คนและจัดวางเบาะลมนิรภัย

ฉู่จือจิ้นลงจากรถด้วยใบหน้าซีดขาวและแข้งขาอ่อนแรง วินาทีต่อมาเธอก็รีบถอดหมวกกันน็อกแล้ววิ่งไปอยู่ด้านข้าง ก่อนจะโก่งคออาเจียนแห้ง ๆ

สวี่โจวหล่านเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะถอดหมวกกันน็อกแล้วเดินเข้าไปใกล้ “ขอโทษนะครับ คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

เพราะเวลาคับขันเขาจึงไม่มีเวลาคิดมาก ตลอดทางจึงไม่ได้ควบคุมความเร็ว ไม่คิดว่าปฏิกิริยาของเธอจะรุนแรงขนาดนี้

ระหว่างพูด เขาก็ยื่นมือออกไปคิดจะช่วยประคอง

แต่ทันทีที่มือเรียวยาวของเขาอยู่ห่างจากแผ่นหลังฉู่จือจิ้นเพียงครึ่งนิ้ว เธอก็ยืดตัวตรงขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดขาวแล้ว

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ วันนี้ต้องขอบคุณประธานสวี่มาก ถ้ามีโอกาสฉันจะขอบคุณต่อหน้าอีกครั้งนะคะ”

ฉู่จือจิ้นพูดเร็วมาก ระหว่างพูดก็หันหลังวิ่งไปทางประตูหมุนของอาคารสำนักงานแล้ว

ระหว่างทาง ผู้ช่วยส่งข้อมูลคร่าว ๆ ของผู้ป่วยมาให้แล้ว ตอนนี้ผู้ป่วยอยู่บนดาดฟ้าชั้นสิบสอง อาคาร B แม้งานช่วยเหลือจะเตรียมพร้อมแล้ว แต่สถานการณ์ยังวิกฤต เธอไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว

เมื่อมองแผ่นหลังที่จากไปอย่างรีบร้อน หางตาของสวี่โจวหล่านเชิดขึ้นเล็กน้อย มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ทันสังเกต

......

กว่าจะจัดการเรื่องบนดาดฟ้าเสร็จก็เป็นเวลาเย็นแล้ว

หน้าผากและแผ่นหลังของฉู่จือจิ้นมีเหงื่อบาง ๆ เกาะอยู่ เธอกลับไปยังห้องพัก ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาวสำรองหนึ่งตัว ขณะที่กำลังจะเปิดดูประวัติการรักษาของผู้ป่วย โทรศัพท์ก็สั่น

เป็นข้อความจากไลน์ ชื่อที่บันทึกไว้คือ “ฉู่ฮั่ว”

[ พี่จือจิ้น พรุ่งนี้มีเวลาไปดื่มกาแฟด้วยกันไหมคะ? พี่เลือกเวลาและสถานที่ได้เลย ]

นิ้วโป้งของฉู่จือจิ้นค้างอยู่เหนือหน้าจอไปสองวินาที

นับตั้งแต่ฉู่ฮั่วกับกู้จินเหิงไปต่างประเทศ พวกเธอก็ไม่ได้คุยกันตามลำพังมานานมากแล้ว

ครั้งล่าสุดคือเมื่อห้าปีก่อน...

[ ได้ เธอเลือกเวลาและสถานที่เองเลย ]

หลังจากกดส่งข้อความ เธอก็เก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋า ก่อนหันไปหยิบประวัติการรักษาของผู้ป่วยออกมา

วันรุ่งขึ้น ณ คาเฟ่ชั้นหนึ่งของศูนย์ให้คำปรึกษา

ฉู่ฮั่วมาถึงก่อนเวลา เธอนั่งอยู่ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง สวมชุดโอต์กูตูร์จากชาแนล เสื้อแจ็กเก็ตตัวสั้นสีขาวครีมตัดเย็บอย่างประณีต ที่ปกเสื้อติดเข็มกลัดรูปดอกคามิเลียชิ้นเล็กงดงาม

เมื่อเทียบกับฉู่จือจิ้นที่ไม่แต่งหน้า ฉู่ฮั่วแต่งหน้าอย่างประณีต รวบผมสูง ดูสง่างามและเหมาะสม

ทันทีที่เห็นฉู่จือจิ้นเดินเข้ามา เธอก็ลุกขึ้นยิ้มทักทายอย่างสนิทสนม

“พี่จือจิ้นผอมลงไปเยอะเลย ช่วงนี้ยุ่งมากเหรอคะ?”

ฉู่จือจิ้นนั่งลงด้วยสีหน้าเย็นชาและห่างเหิน

ดวงตาฉู่ฮั่วฉายแววเย็นชา หลังเอ่ยถามแล้ว เธอก็สั่งอเมริกาโนให้ฉู่จือจิ้นหนึ่งแก้ว ส่วนตัวเองสั่งลาเต้

“พี่จือจิ้น ฉันขอบคุณมากนะคะที่ตอนนั้นพี่ยอมหลีกทางให้ ตอนนี้ฉันกับจินเหิงมีความสุขมาก เขาดีกับฉันมากจริง ๆ”

ฉู่ฮั่วก้มหน้าคนกาแฟจึงมองไม่เห็นสีหน้า แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความสุขหวานชื่น

“พี่ไม่รู้หรอกว่าฉันคลอดอวี๋อวี๋ยากมาก ภายหลังพยาบาลถึงเล่าให้ฟังว่าตอนนั้นเขารออยู่หน้าห้องคลอดอย่างร้อนใจตั้งห้าชั่วโมงเต็ม ไม่เคยก้าวออกไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว...”

มือของฉู่จือจิ้นที่กำลังคนกาแฟชะงักไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้ต่อบทสนทนา

“จริง ๆ จินเหิงไม่ค่อยเก่งเรื่องแสดงออก แต่ทุกสิ่งที่เขาทำกลับทำให้รู้สึกอุ่นใจมาก” ฉู่ฮั่วเงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “พี่จือจิ้น ที่ฉันเล่าเรื่องพวกนี้ให้ฟังไม่ได้จะอวดนะคะ แต่...จินเหิงเคยพูดกับฉัน”

“เขาบอกว่าช่วงเวลาที่อยู่กับพี่ ที่จริงแล้วเขาใช้ชีวิตอย่างทรมานมาก”

“......”

รสชาติทั้งขมทั้งฝาดของกาแฟติดอยู่ในลำคอ สีหน้าฉู่จือจิ้นฉายแววกระอักกระอ่วน แต่ยังคงไม่พูดอะไร

“พี่ก็รู้ว่าเขาเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ชอบแบกไว้กับตัว ตอนนั้นที่พวกพี่อยู่ด้วยกัน เขารู้สึกมาตลอดว่าพวกพี่เข้ากันไม่ได้ แต่เพราะติดเรื่องความร่วมมือระหว่างสองตระกูล เขาจึงไม่อยากเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน...”

น้ำเสียงของฉู่ฮั่วเต็มไปด้วยความปวดใจ

“ฉู่ฮั่ว ฉันคิดว่าระหว่างพวกเราไม่ได้มีเรื่องเก่ามากมายให้รื้อฟื้นกัน มีอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ”

ฉู่จือจิ้นวางแก้วกาแฟลง พลางมองเธออย่างสงบนิ่ง

“...พี่จือจิ้น ที่ฉันเล่าเรื่องพวกนี้ก็เพราะอยากเตือนพี่ว่า พี่กับจินเหิงเป็นอดีตไปแล้ว ฉันหวังว่าพี่จะเจอคนที่เหมาะสมกับตัวเองเร็ว ๆ ไม่อย่างนั้น ด้วยความสัมพันธ์แบบพวกเรา ต่อไปคงเข้าหน้ากันลำบาก!”

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเลิกเสแสร้ง ฉู่จือจิ้นก็หยิบแท่งคนกาแฟขึ้นมาคนอีกครั้ง

ใบหน้าเธอยังคงสงบนิ่ง แต่ในใจกลับเจ็บแปลบเป็นระลอก

“ฉู่ฮั่ว เธอไม่ต้องคิดฟุ้งซ่านหรอก”

“ฉันกับประธานกู้ไม่มีความเกี่ยวข้องกันมานานแล้ว ไม่ว่าฉันจะมีคนรักหรือไม่ เขาก็เป็นเพียงน้องเขยสำหรับฉันเท่านั้น”

เมื่อได้ยินคำตอบของเธอ ฉู่ฮั่วก็ไม่ได้สบายใจขึ้นมากนัก

เธอกลัว กลัวว่าฉู่จือจิ้นจะยังไม่ลืมกู้จินเหิง กลัวว่าเธอจะหาเรื่องมาตามตื๊อเขา!

แต่เธอยังคงตอบว่า “งั้นก็ดีค่ะ ฉันเชื่อพี่จือจิ้นอยู่แล้ว”

หลังจากนั้น ฉู่ฮั่วก็เล่าเรื่องหวาน ๆ เล็กน้อยระหว่างเธอกับกู้จินเหิงอีกสองสามเรื่อง เมื่อเห็นว่าฉู่จือจิ้นไม่มีท่าทีผิดปกติใด ๆ จึงอ้างว่ามีธุระและเป็นฝ่ายจากไปก่อน

ฉู่จือจิ้นนั่งอยู่คนเดียวอีกครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยกอเมริกาโนที่เย็นชืดขึ้นมาดื่มรวดเดียวจนหมด

ณ ศูนย์ให้คำปรึกษา

ตอนนี้เป็นเวลาพัก เมื่อฉู่จือจิ้นเดินกลับมา เส้าเวินเหยียนกำลังนั่งอยู่ในห้องตรวจของเธอ เปิดอ่านวารสารภาษาเยอรมันเล่มหนึ่ง

เมื่อได้ยินเสียง เขาก็เงยหน้ามองมา

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 30

    ซินซินกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งวนรอบกล่องครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าเล็กแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นราวกับแอปเปิลสุกสีแดงสด“เป็นหุ่นยนต์!”ฉู่จือจิ้นกำลังล้างผลไม้อยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็เดินออกมา เพียงแวบแรกก็เห็นกล่องบรรจุภัณฑ์ในห้องรับแขก และกู้จินเหิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับชะงักฝีเท้า“ประธานกู้?”“อย่าเข้าใจผิด พอดีผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเพิ่งออกจากสายการผลิต เลยมอบหุ่นยนต์ตัวนี้ให้ซินซิน ถือเป็นน้ำใจจากฉันในฐานะ...อา”กู้จินเหิงกลืนคำว่า “พ่อ” กลับลงไปอย่างฝืน ๆ แล้วเปลี่ยนเป็น “อา” แทน บางครั้งเขาก็ลืมไปว่าเขากับเธอไม่ได้อยู่ในสถานะสมรสกันแล้วน้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยตื่นเต้นดีใจ ภายในส่วนลึกของหัวใจก็มีบางแห่งอ่อนยวบลงซินซินกะพริบดวงตากลมโตฉ่ำวาว มือเล็กทั้งสองปิดปากไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจขณะมองฉู่จือจิ้น “หม่ามี้ อากู้บอกว่าให้หนู หนูแกะได้ไหมคะ?”ฉู่จือจิ้นยังไม่ทันตอบ เสียงของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากบันได“จินเหิง”วันนี้เธอสวมชุดลำลองอยู่บ้านสีเหลืองอ่อน ผมรวบหลวม ๆ หน้าตาดูสดใสดีเธอกวาดตาม

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 29

    คำเรียก “จิ้นจิ้น” เมื่อครู่ ฟังดูไม่เหมือนความดีใจ แต่คล้ายความสงสัยมากกว่า สงสัยว่าทำไมเวลานี้ฉู่จือจิ้นถึงมาอยู่ที่นี่...แววตาของสวี่โจวหล่านหม่นลงเล็กน้อย เขาละสายตากลับ ก่อนจะยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางและหันไปมองฉู่จือจิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้อีกหลายเท่า“จือจิ้น เมื่อกี้คุณรับปากแล้วว่าจะไปกินข้าวกับผม ถ้ายังไม่ไปอีก อาหารคงเย็นหมดแล้วนะ”เขาพูดพลางรับกระเป๋าสะพายไหล่ของเธอมาคล้องไว้บนไหล่ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติเมิ่งหว่านชิงยังอยากถามอีกสองสามประโยค แต่สวี่โจวหล่านเปิดประตูรถพร้อมยกมือเชื้อเชิญฉู่จือจิ้นแล้วแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ท่าทีเย็นชาและห่างเหินที่มีต่อคนตระกูลฉู่ กับท่าทีอ่อนโยนเอาใจใส่ฉู่จือจิ้นกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจนดวงตาสีเข้มของกู้จินเหิงหม่นลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์เหมือนปรากฏรอยร้าวขึ้นเล็กน้อยฉู่ฮั่วอยู่กับกู้จินเหิงมาหลายปี จึงพอเดานิสัยของเขาได้บ้าง เธอมองออกว่ากู้จินเหิงในตอนนี้ผิดปกติแววตาของเธอมืดลง ยกมือกุมหน้าอก ก่อนแสร้งพูดด้วยลมหายใจติดขัด “จินเหิง ฉัน ฉันรู้สึกแย่มาก... เหมือนจะหายใจไม่ออก...”เธอไม่มีวัน

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 28

    เธอชะงักไปเล็กน้อย แววตาใสกระจ่างและห่างเหิน “ขอบคุณประธานกู้ที่เป็นห่วง ฉันสบายดีค่ะ”พูดจบ เธอก็เดินจากไปทันทีกู้จินเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาดึงสติกลับมา ก่อนจะก้มหน้าเปิดเอกสารต่ออ่านไปได้สองบรรทัด สิ่งที่อ่านกลับไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวความคิดเริ่มล่องลอยสองวันนี้ที่พบฉู่จือจิ้นในศูนย์รักษา ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินสวนกันในทางเดิน หรือคำกำชับสั้นกระชับในห้องผู้ป่วยล้วนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็ทำตัวไม่ถูก...ทั้งที่พวกเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกัน แต่เพียงได้อยู่ในพื้นที่เดียวกับเธอ ต่อให้ต่างคนต่างไม่รบกวนกัน เขาก็ยังรู้สึกสบายกว่าปกติความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนที่สุขุม ควบคุมตัวเองได้ดี และใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์มาโดยตลอดอย่างเขารู้สึกสับสนเป็นครั้งแรก……สองวันต่อมา ช่วงเช้าฉู่จือจิ้นเซ็นชื่อที่เคาน์เตอร์พยาบาลเสร็จแล้วก็หันกลับไปยังห้องตรวจ ถอดเสื้อกาวน์สีขาวแขวนให้เรียบร้อย เตรียมเลิกงานเมื่อคืนเธอเข้าเวรกะดึก หลังส่งมอบงานเสร็จก็กลับได้แล้วทันทีที่เดินออกจากประตูอาคารสำนักงาน เธอก็มองเห็นรถมายบัคคันคุ้นตาจอดอยู่ตรงหน้าประตูแต่ไกลด้านหน้ารถ สวี่โจวหล่านในช

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 27

    ……ใกล้เที่ยง คนตระกูลฉู่ก็มาถึงเมิ่งหว่านชิงถือกระติกเก็บความร้อนอยู่ในมือ ความสุขุมและสง่างามบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกังวลทั้งหมด สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าประตูคือใช้ดวงตาแดงเรื่อมองใบหน้าฉู่ฮั่ว“ผอมลงไปเยอะเลย”ฉู่กวงเฉิงเดินตามอยู่ด้านหลัง เขาสวมสูทเรียบกริบ สีหน้าเคร่งขรึม แต่ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาได้เขามองฉู่ฮั่วอย่างรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่นี่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาของจือจิ้น ลูกพักรักษาตัวให้ดี ขาดเหลืออะไรให้บอกจือจิ้นนะ”เพียงประโยคเดียวก็ฝากฝังเธอไว้กับฉู่จือจิ้นแล้วฉู่ฮั่วนั่งเอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ทุกคนห้อมล้อมเธอไว้ตรงกลาง เธอเอ่ยเสียงเบาด้วยขอบตาที่แดงเรื่อว่า “หนูไม่เป็นไรค่ะ จินเหิงดูแลหนูดีมาก”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อนเมิ่งหว่านชิงปวดใจแทบทนไม่ไหว เธอนั่งลงข้างเตียงและกุมมือลูกสาวไว้ พร่ำเรียกไม่หยุดว่า “ลูกสาวสุดที่รักของแม่ต้องลำบากแล้ว”ฉู่กวงเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะพูดไม่เก่ง แต่สายตาที่มองฉู่ฮั่วก็เต็มไปด้วยความปวดใจประตูห้องผู้ป่วยไม่ได้ปิด ฉู่จือจิ้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าประตูราวกับฝ่าเท้าถูกตรึงไ

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 26

    เมื่อเห็นใบหน้าฉู่จือจิ้นซีดขาว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แววตาเหม่อลอย ดวงตาของฉู่ฮั่วก็ฉายแววสะใจนังสารเลว! แกมีสิทธิ์อะไรมาใช้ชีวิตดีขนาดนี้? แกแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันไป แกต่างหากที่สมควรตาย!ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออกกู้จินเหิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งวางอยู่บนลูกบิดสายตาของเขากวาดผ่านฉู่จือจิ้นที่ดูผิดปกติก่อน คิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นจึงเลื่อนไปมองฉู่ฮั่วเมื่อเห็นเธอร้องไห้จนน้ำตานองหน้า อารมณ์ผิดปกติ เขาก็รีบเดินเข้าไปหา ก่อนวางมือลงบนไหล่ฉู่ฮั่ว“เป็นอะไรไป?”ฉู่ฮั่วไม่พูด ทำท่าเหมือนกำลังอดกลั้น ดูเต็มไปด้วยความน้อยใจแต่ก็ไม่อยากให้ใครตำหนิฉู่จือจิ้นหางตาของเธอคอยสังเกตปฏิกิริยาของฉู่จือจิ้น ก่อนจะจงใจขยับเข้าไปพิงอ้อมอกกู้จินเหิงมากขึ้น แล้วยื่นมือโอบเอวแกร่งของเขาไว้ร่างกู้จินเหิงแข็งเกร็งเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลักเธอออกฝ่ามือใหญ่ อบอุ่น และหนักแน่น ตบไหล่เธอเบา ๆ แรงมืออ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเมื่อครู่เขายืนอยู่หน้าประตู และได้ยินคำถามทั้งน้อยใจและดื้อรั้นของเธอทั้งหมดตอนนี้อาการของเธอยังไม่มั่นคง เขาไม่อยากให้อาการของเธอหนัก

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 25

    “ไม่เป็นอะไรแล้ว”“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ?”“อืม”น้ำเสียงของเขาฟังดูสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรแต่หลังตอบจบ สายตากลับมองไปยังแขนขวาโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้นยังมีผ้าก๊อซที่ฉู่จือจิ้นพันให้ด้วยมือตัวเองไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หลังจากวันนั้น เขากลับไม่ได้ไปเปลี่ยนยาตามปกติ...ฉู่จือจิ้นปิดสมุดบันทึก ยกมือบีบสันจมูกที่ปวดตึง ผ่านไปหลายวินาทีถึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ร่างกายของประธานกู้ล้ำค่า ทางที่ดีไปโรงพยาบาลถ่ายเอกซเรย์ดูสักหน่อย อย่าปล่อยไว้นานค่ะ”เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งเป็นกู้จินเหิงก็ยิ่งไม่อยากติดค้าง“...ไม่ต้องหรอก” ท่าทีห่างเหินของเธอทำให้กู้จินเหิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงเย็นชากระด้างของเขาทำให้ฉู่จือจิ้นหงุดหงิด เธอจึงไม่ยืนกรานอีก เพียงเอ่ยว่า “ตามใจ งั้นแค่นี้นะคะ” แล้วเป็นฝ่ายวางสายจากนั้นเธอก็คว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นไปรินน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเธอดื่มไปครึ่งแก้ว ยืนพักอยู่ข้างหน้าต่างครู่หนึ่ง จึงกลับไปนั่งจัดรายงานต่อ……วันศุกร์ฉู่ฮั่วมาถึงคลินิกตรงเวลาคราวนี้เธอสวมเดรสไหมพรมตัวยาวสีเบจ แต่งหน้าอย่างประณีต บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวาน ดูอ่อนโ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status