แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: แตงโมปั่น
ฉู่จือจิ้นชะงักเล็กน้อย ก่อนยิ้มหยัน “รุ่นพี่รับงานดูดวงเป็นงานเสริมด้วยเหรอเนี่ย?”

สิ้นเสียง ศีรษะของเธอก็ถูกตบเบา ๆ หนึ่งที

เส้าเวินเหยียนเหลือบมองเธอจากหางตา ก่อนจะดันแว่นขึ้น “ไม่รู้ตัวเหรอว่าสภาพตัวเองไม่ปกติ? ฉันเป็นจิตแพทย์ของเธอ เธอปิดบังฉันไม่ได้หรอก”

หลังเงียบไปครู่หนึ่ง ฉู่จือจิ้นก็พยักหน้า “อืม”

เส้าเวินเหยียนเป็นศิษย์เอกของดร.ไป๋ ใช้นามแฝงว่า เคียน เขามีชื่อเสียงตั้งแต่อายุยังน้อยและเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ อายุเพียงสามสิบปีก็ติดตามดร.ไป๋คว้ารางวัลใหญ่ระดับแนวหน้ามาแล้วนับไม่ถ้วน ผู้ที่เขารับรักษาล้วนเป็นมหาเศรษฐีระดับสูงและเชื้อพระวงศ์จากต่างประเทศ ทว่านับตั้งแต่ฉู่จือจิ้นกลับประเทศหลังไปฝึกอบรมที่โรงพยาบาลจิตเวชมู่เฉิง เขาก็อ้างว่าต้องการลงไปหาประสบการณ์ในระดับพื้นฐาน ปกปิดตัวตนและตามเธอมาทำงานที่ศูนย์ให้คำปรึกษา ขณะเดียวกันก็คอยให้คำปรึกษาและบำบัดสภาพจิตใจของเธอด้วย

เขารู้เรื่องราวในอดีตของเธอ คอยยอมรับ ชี้แนะ และเยียวยาเธอมาตลอดทาง พูดได้เลยว่าหากไม่มีเส้าเวินเหยียน ก็คงไม่มีฉู่จือจิ้นในวันนี้

เส้าเวินเหยียนจ้องมองเธออยู่นาน จู่ ๆ ก็ตบไหล่เธอเบา ๆ “จำไว้ว่าต้องปกป้องตัวเองให้ดี ถ้าต้องการอะไรก็ไม่ต้องเกรงใจ”

จากนั้นเขาก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงผ่อนคลายลงนิดหน่อย “คนในศูนย์เราต่างก็เอ็นดูเธอกันทั้งนั้น ถ้าเธอโดนรังแกต่อหน้าต่อตาฉัน รุ่นพี่พวกนั้นของเธอคงบินกลับมาจากต่างประเทศเพื่อคิดบัญชีกับฉันแน่”

คำพูดนี้ทำให้ฉู่จือจิ้นหลุดหัวเราะได้สำเร็จ ความอบอุ่นพลุ่งพล่านขึ้นในหัวใจ

“ฉันรู้ดีว่าต้องทำยังไง รุ่นพี่ก็พักผ่อนเร็วหน่อยนะ ฉันกลับก่อนล่ะ”

เส้าเวินเหยียนยิ้มตอบ ก่อนจะยืนมองส่งเธอจากไปอย่างเงียบ ๆ

......

ฉู่จือจิ้นขับรถกลับอพาร์ตเมนต์ของตัวเอง

เธอเก็บรายละเอียดขั้นสุดท้ายของแผนการรักษาผู้ป่วยที่จะมาตรวจซ้ำในวันพรุ่งนี้ จากนั้นจึงอาบน้ำล้างหน้าแล้วขึ้นเตียงนอน

คืนนั้นเธอนอนหลับไม่ค่อยสนิท

เธอฝันถึงเรื่องประหลาดมากมาย เป็นเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่วัยเด็กจนเติบโต สุดท้ายกลับฝันถึงวันที่ได้พบกู้จินเหิงครั้งแรกที่สำนักงานทะเบียนราษฎร

วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกพรำในช่วงกลางฤดูร้อน เขามาสาย ส่วนเธอกำลังจะกลับ ทั้งสองบังเอิญเจอกันตรงหน้าสำนักงานทะเบียนราษฎร ต่างฝ่ายต่างจำอีกฝ่ายได้ทันทีจากรูปถ่าย

กู้จินเหิงสวมสูทสีดำเรียบเนี้ยบ กระดุมติดสูงถึงลำคอ รูปร่างสูงสง่า หน้าตาหล่อเหลาและดูสะอาดสะอ้าน ดูโดดเด่นสะดุดตาท่ามกลางฝูงชนเป็นพิเศษ

เขาแนะนำตัวเองอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่ชื่อ อายุ งานอดิเรก กระทั่งประวัติการเจ็บป่วยและประสบการณ์ด้านความรักก็ยังพูดถึงโดยไม่มีสิ่งใดตกหล่น

สุดท้ายเขาก็พูดว่า “ฉันงานยุ่งมาก แต่หลังจากแต่งงานฉันจะดูแลครอบครัวควบคู่กันไป ฉันมีความคิดแบบดั้งเดิม เมื่อแต่งงานแล้วก็จะรับผิดชอบ หลังแต่งงานฉันจะค่อย ๆ ทำความรู้จักเธอ ทำหน้าที่ของสามีให้ดี และรักษาความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาตามปกติกับเธอ”

ตลอดหนึ่งปีหลังแต่งงาน กู้จินเหิงมอบความเคารพและการอยู่เคียงข้างให้เธออย่างสุดความสามารถ ประธานบริษัทผู้ทรงอิทธิพลและเด็ดขาดในยามกลางวัน หลังเลิกงานกลับไปตลาดสดกับเธอเพื่อเลือกซื้อผัก ก่อนเดินเคียงข้างกันกลับบ้าน พูดคุยเรื่อยเปื่อยถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในที่ทำงาน

ความอบอุ่นเช่นนี้เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยได้รับมาก่อนตลอดยี่สิบสองปีในชีวิตที่ผ่านมา

แม้แต่ตอนใช้ชีวิตฉันสามีภรรยา ขอเพียงเธอแสดงอาการไม่สบายเพียงเล็กน้อย เขาก็จะหยุดทันที ต่อให้ต้องหันหลังเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเย็นก็ไม่เคยฝืนใจเธอ

ตลอดหนึ่งปีที่เป็นสามีภรรยากัน เธอหวั่นไหวกับเขาจริง ๆ และเคยคิดจะปลดการป้องกันทั้งหมดลง มอบตัวตนและหัวใจให้อีกฝ่ายไปโดยสิ้นเชิง ตั้งใจประคับประคองชีวิตแต่งงานครั้งนี้ให้ดี

แต่ในวินาทีต่อมา ภาพตรงหน้ากลับพลิกผัน

ในความฝัน ฉู่ฮั่วคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ ดวงตาแดงก่ำจากการร้องไห้ ส่วนสามีที่เมื่อครู่ยังดูแลเอาใจใส่เธอสารพัด บัดนี้กลับโอบฉู่ฮั่วไว้ในอ้อมแขน ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดใจ ยามที่เขามองเธอเหลือเพียงความเกลียดชังที่ฝังลึกถึงกระดูก

ทั้งตระกูลซูและตระกูลฉู่ต่างยืนอยู่เบื้องหลังฉู่ฮั่ว ทุกคนโกรธแค้นกันอย่างรุนแรง บีบบังคับให้เธอหลีกทาง ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าเธอต่างหากคือผู้เสียหาย แต่กลับกลายเป็นต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายทั้งหมดในปากของทุกคน

กู้จินเหิงถึงขั้นเสนอให้โรงพยาบาลยุติการรักษาซูเหวินเจ๋อ น้องชายของเธอ

เมื่อได้รับข่าว เธอก็แทบเสียสติ รีบรุดไปที่นั่น และบังเอิญเห็นน้องชายถูกคลุมด้วยผ้าขาวเข็นออกมาพอดี เธอร้องไห้ตะโกนถาม ทว่าสิ่งที่ได้รับกลับเป็นฝ่ามือของฉู่ฮั่วที่ตบลงบนใบหน้า

ดวงตาของฉู่ฮั่วแดงก่ำ เสียงแหลมคมเสียดแทงแก้วหูจนเจ็บ “ฉู่จือจิ้น เรื่องทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอ! เธอทำให้น้องชายฉันกลายเป็นเจ้าชายนิทรา แต่ยังเห็นแก่ตัวปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ด้วยความทรมานเพียงเพื่อบรรเทาภาระทางใจของตัวเอง เธอมีสิทธิ์อะไร? เธอทำให้สองครอบครัวต้องทุกข์ทรมาน เธอแยกฉันกับจินเหิงออกจากกัน เธอลากทุกคนลงไปในเหวลึก แล้วทำไมเธอยังใช้ชีวิตดี ๆ อยู่ได้?”

“ฉู่จือจิ้น การมีอยู่ของเธอก็คือความผิดพลาด! ไม่มีใครรักเธอ ไม่มีใครต้องการเธอ ทำไมเธอยังไม่ไปตายอีก?!”

กู้จินเหิงโยนข้อตกลงหย่ามาตรงหน้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “เซ็นซะ”

วินาทีต่อมา ฉู่จือจิ้นสะดุ้งตื่นอย่างฉับพลัน

เธอหอบหายใจแรงราวกับคนจมน้ำ สายตาเลื่อนลอย เสียงอื้ออึงข้างหูดำเนินอยู่นานกว่าจะค่อย ๆ จางหายไป

เสียงโทรศัพท์ดังถี่ไม่หยุด เธอเงยหน้ามองนาฬิกาบนผนัง เพิ่งจะหกโมงเช้าเท่านั้น ใครกันจะโทรหาเธอเวลานี้?

เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนโทรมา เธอก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจากการเพิ่งตื่น “...แม่ มีอะไรเหรอคะ?”

น้ำเสียงของเมิ่งหว่านชิงฟังดูร่าเริง ฉากหลังยังมีเสียงเด็กวิ่งเล่นดังแทรกมา “จิ้นจิ้น ฮั่วฮั่วเอาของขวัญจากต่างประเทศมาฝากลูก อยากให้ลูกกลับมารับ กลับมากินมื้อเช้าด้วยกันเถอะ”

ฉู่จือจิ้นเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นนวดขมับที่ปวดตึง

“แม่ เมื่อคืนหนูนอนไม่ค่อยสนิท รู้สึกไม่ค่อยสบาย ขอ...”

ยังพูดไม่ทันจบ เสียงหวานใสเจือรอยยิ้มของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากปลายสายอย่างกะทันหัน “แม่คะ อวี๋อวี๋อยากดูอัลบั้มรูปตอนหนูเด็ก ๆ อย่าบอกนะว่ายังล็อกอยู่ในตู้เซฟของพ่อน่ะ?”

เมิ่งหว่านชิงรีบขานรับ ก่อนที่สายโทรศัพท์จะถูกตัดไปทันที เหลือเพียงเสียงสัญญาณสายไม่ว่าง

...ช่างเถอะ

ฉู่จือจิ้นตั้งสติอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพลิกตัวลงจากเตียงไปล้างหน้าแปรงฟัน

ช่วงสายซินซินยังมีเรียนเต้นอยู่หนึ่งคลาส จะได้แวะไปรับเธอกลับจากบ้านเก่าตระกูลฉู่พอดี

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉู่จือจิ้นขับรถมาถึงบ้านเก่าตระกูลฉู่ ภายในห้องรับแขก ฉู่ฮั่วกำลังซบไหล่เมิ่งหว่านชิง พูดคุยสนิทสนมกับสามีภรรยาตระกูลฉู่อย่างใกล้ชิด

เด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังต่อบล็อกกับกู้อวี๋อวี๋อยู่ข้าง ๆ เป็นคนแรกที่เห็นเธอ ก่อนจะรีบร้องขึ้นอย่างดีใจ “หม่ามี้มาแล้ว!”

เด็กหญิงมีดวงตากลมโตเหมือนฉู่จือจิ้นแทบทุกประการ ผิวขาวนุ่มเหมือนก้อนแป้งข้าวเหนียว เวลายิ้มจะเห็นลักยิ้มตื้น ๆ สองข้าง มองแล้วน่าเอ็นดูเป็นอย่างยิ่ง

เธอคือลูกสาววัยสี่ขวบของฉู่จือจิ้น ฉู่เหยาซิน

เมื่อเห็นลูกสาว แววตาฉู่จือจิ้นก็เต็มไปด้วยความรักใคร่ เธอย่อตัวลงและอ้าแขนทันที เด็กหญิงจึงโผเข้าหาอ้อมกอดของเธอโดยไม่ลังเล

ฉู่จือจิ้นยิ้มพลางอุ้มลูกสาวขึ้น ก่อนจะจูบแก้มเล็ก ๆ หนึ่งที “ซินซินคิดถึงแม่ไหม?”

เด็กหญิงพยักหน้าอย่างแรง พร้อมพูดติดกันหลายครั้งว่าคิดถึง

“อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่จิ้นจิ้น”

ฉู่ฮั่วทำท่าลำบากใจเล็กน้อยและคิดจะลุกขึ้น แต่ถูกเมิ่งหว่านชิงดึงไว้ จึงได้แต่นั่งลงอย่างจนใจแล้วส่งของขวัญให้ “นี่เป็นเครื่องสำอางที่ฉันเอากลับมาจากต่างประเทศ หวังว่าพี่จะชอบนะคะ”

ฉู่จือจิ้นรับมาก่อนพยักหน้าเรียบ ๆ “ขอบคุณนะ”

จากนั้นเธอก็เลือกโซฟาเดี่ยวที่อยู่ห่างจากพวกเขาพอสมควร แล้วอุ้มลูกสาวนั่งลง

สามีภรรยาตระกูลฉู่สบตากัน ฉู่กวงเฉิง ผู้เป็นพ่อกระแอมเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยปาก “จิ้นจิ้น ฮั่วฮั่วกับจินเหิงไม่คุ้นเคยกับตระกูลซู ยังไงเธอก็เป็นลูกที่พวกเราเลี้ยงมากับมือ กว่าจะกลับประเทศมาได้มันไม่ง่ายเลย พวกเราอยากใช้เวลาอยู่กับลูกสาว ลูกเขย และหลานชายให้มากหน่อย เลยคิดจะให้พวกเขาพักอยู่ที่บ้านก่อน ลูกคงไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”

น้ำเสียงฟังดูคล้ายปรึกษา แต่กลับไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ

นี่เรียกว่าถามความเห็นของฉู่จือจิ้นที่ไหนกัน?

ฉู่จือจิ้นมีสีหน้าเรียบเฉย ก่อนตอบอย่างสงบนิ่ง “ไม่ว่าอะไรค่ะ งั้นวันนี้หนูจะพาซินซินออกไปก่อน”

หลังจากกู้จินเหิงพาฉู่ฮั่วไปต่างประเทศในตอนนั้น สุขภาพผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลฉู่ก็ย่ำแย่ ประกอบกับต้องดูแลซินซิน เธอจึงพักอยู่ที่บ้านเก่ามาโดยตลอด มีเพียงวันที่ทำงานล่วงเวลาจนดึกเท่านั้นถึงจะกลับไปนอนอพาร์ตเมนต์เป็นครั้งคราว

“จิ้นจิ้นรู้ความจริง ๆ” ฉู่กวงเฉิงมีสีหน้าพอใจ ก่อนจะหันไปลูบผมฉู่ฮั่วอย่างเอ็นดู “เห็นไหม พี่สาวตกลงแล้ว คราวนี้สบายใจได้แล้วใช่ไหม?”

ฉู่ฮั่วหน้าแดงอย่างเขินอาย ก่อนซบเข้าไปในอ้อมอกของผู้เป็นพ่ออย่างออดอ้อน

เมิ่งหว่านชิงมองสองพ่อลูกด้วยความปลาบปลื้มเต็มหัวใจ ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนมาหยุดที่ฉู่จือจิ้น รอยยิ้มกลับจางลงเล็กน้อย แถมยังเพิ่มความเกรงอกเกรงใจแบบคนห่างเหินเข้ามา

“บ้านก็กว้างขวาง จิ้นจิ้น ถ้าสุดสัปดาห์ว่างก็พาซินซินกลับมาพักสักสองสามวันก็ได้ เด็ก ๆ อยู่ด้วยกันจะได้ครึกครื้นกว่าเดิม จริงสิ หลังเปิดเทอมปีใหม่ อวี๋อวี๋จะเรียนอนุบาลที่เดียวกับซินซิน ซินซินต้องช่วยปกป้องอวี๋อวี๋ให้มาก ๆ นะ”

พอฉู่เหยาซินได้ยินก็รีบตบอกตัวเองราวกับผู้ใหญ่ตัวน้อย “ซินซินเก่งมาก ไม่ให้ใครแกล้งอวี๋เป่าแน่นอน!”

เธอยังอายุน้อย พูดจาไม่ค่อยชัด ท่าทางเช่นนี้ทำให้ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้

ฉู่จือจิ้นลูบศีรษะลูกสาวด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเหลือบมองห้องครัวที่ยังไม่ตั้งโต๊ะอาหาร แล้วลุกขึ้นยืน “ฉันขึ้นไปเก็บกระเป๋าก่อนนะคะ”

ห้องของเธออยู่ชั้นสาม

ทันทีที่เดินออกจากลิฟต์ ก็เห็นกู้จินเหิงยืนพิงราวกั้นดาดฟ้าสูบบุหรี่ ประกายไฟตรงปลายนิ้วสว่างวาบสลับดับลงท่ามกลางแสงยามเช้า

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า กู้จินเหิงก็หันกลับมา ทันทีที่สายตาของทั้งสองประสานกัน ฉู่จือจิ้นพลันตีหน้าเย็นชา เธอหันหลังคิดจะเดินหนี แต่ชายหนุ่มกลับเอ่ยเรียกเธอไว้กะทันหัน

“ซินซิน เป็นลูกสาวของฉันเหรอ?”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 30

    ซินซินกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งวนรอบกล่องครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าเล็กแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นราวกับแอปเปิลสุกสีแดงสด“เป็นหุ่นยนต์!”ฉู่จือจิ้นกำลังล้างผลไม้อยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็เดินออกมา เพียงแวบแรกก็เห็นกล่องบรรจุภัณฑ์ในห้องรับแขก และกู้จินเหิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับชะงักฝีเท้า“ประธานกู้?”“อย่าเข้าใจผิด พอดีผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเพิ่งออกจากสายการผลิต เลยมอบหุ่นยนต์ตัวนี้ให้ซินซิน ถือเป็นน้ำใจจากฉันในฐานะ...อา”กู้จินเหิงกลืนคำว่า “พ่อ” กลับลงไปอย่างฝืน ๆ แล้วเปลี่ยนเป็น “อา” แทน บางครั้งเขาก็ลืมไปว่าเขากับเธอไม่ได้อยู่ในสถานะสมรสกันแล้วน้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยตื่นเต้นดีใจ ภายในส่วนลึกของหัวใจก็มีบางแห่งอ่อนยวบลงซินซินกะพริบดวงตากลมโตฉ่ำวาว มือเล็กทั้งสองปิดปากไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจขณะมองฉู่จือจิ้น “หม่ามี้ อากู้บอกว่าให้หนู หนูแกะได้ไหมคะ?”ฉู่จือจิ้นยังไม่ทันตอบ เสียงของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากบันได“จินเหิง”วันนี้เธอสวมชุดลำลองอยู่บ้านสีเหลืองอ่อน ผมรวบหลวม ๆ หน้าตาดูสดใสดีเธอกวาดตาม

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 29

    คำเรียก “จิ้นจิ้น” เมื่อครู่ ฟังดูไม่เหมือนความดีใจ แต่คล้ายความสงสัยมากกว่า สงสัยว่าทำไมเวลานี้ฉู่จือจิ้นถึงมาอยู่ที่นี่...แววตาของสวี่โจวหล่านหม่นลงเล็กน้อย เขาละสายตากลับ ก่อนจะยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางและหันไปมองฉู่จือจิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้อีกหลายเท่า“จือจิ้น เมื่อกี้คุณรับปากแล้วว่าจะไปกินข้าวกับผม ถ้ายังไม่ไปอีก อาหารคงเย็นหมดแล้วนะ”เขาพูดพลางรับกระเป๋าสะพายไหล่ของเธอมาคล้องไว้บนไหล่ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติเมิ่งหว่านชิงยังอยากถามอีกสองสามประโยค แต่สวี่โจวหล่านเปิดประตูรถพร้อมยกมือเชื้อเชิญฉู่จือจิ้นแล้วแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ท่าทีเย็นชาและห่างเหินที่มีต่อคนตระกูลฉู่ กับท่าทีอ่อนโยนเอาใจใส่ฉู่จือจิ้นกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจนดวงตาสีเข้มของกู้จินเหิงหม่นลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์เหมือนปรากฏรอยร้าวขึ้นเล็กน้อยฉู่ฮั่วอยู่กับกู้จินเหิงมาหลายปี จึงพอเดานิสัยของเขาได้บ้าง เธอมองออกว่ากู้จินเหิงในตอนนี้ผิดปกติแววตาของเธอมืดลง ยกมือกุมหน้าอก ก่อนแสร้งพูดด้วยลมหายใจติดขัด “จินเหิง ฉัน ฉันรู้สึกแย่มาก... เหมือนจะหายใจไม่ออก...”เธอไม่มีวัน

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 28

    เธอชะงักไปเล็กน้อย แววตาใสกระจ่างและห่างเหิน “ขอบคุณประธานกู้ที่เป็นห่วง ฉันสบายดีค่ะ”พูดจบ เธอก็เดินจากไปทันทีกู้จินเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาดึงสติกลับมา ก่อนจะก้มหน้าเปิดเอกสารต่ออ่านไปได้สองบรรทัด สิ่งที่อ่านกลับไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวความคิดเริ่มล่องลอยสองวันนี้ที่พบฉู่จือจิ้นในศูนย์รักษา ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินสวนกันในทางเดิน หรือคำกำชับสั้นกระชับในห้องผู้ป่วยล้วนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็ทำตัวไม่ถูก...ทั้งที่พวกเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกัน แต่เพียงได้อยู่ในพื้นที่เดียวกับเธอ ต่อให้ต่างคนต่างไม่รบกวนกัน เขาก็ยังรู้สึกสบายกว่าปกติความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนที่สุขุม ควบคุมตัวเองได้ดี และใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์มาโดยตลอดอย่างเขารู้สึกสับสนเป็นครั้งแรก……สองวันต่อมา ช่วงเช้าฉู่จือจิ้นเซ็นชื่อที่เคาน์เตอร์พยาบาลเสร็จแล้วก็หันกลับไปยังห้องตรวจ ถอดเสื้อกาวน์สีขาวแขวนให้เรียบร้อย เตรียมเลิกงานเมื่อคืนเธอเข้าเวรกะดึก หลังส่งมอบงานเสร็จก็กลับได้แล้วทันทีที่เดินออกจากประตูอาคารสำนักงาน เธอก็มองเห็นรถมายบัคคันคุ้นตาจอดอยู่ตรงหน้าประตูแต่ไกลด้านหน้ารถ สวี่โจวหล่านในช

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 27

    ……ใกล้เที่ยง คนตระกูลฉู่ก็มาถึงเมิ่งหว่านชิงถือกระติกเก็บความร้อนอยู่ในมือ ความสุขุมและสง่างามบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกังวลทั้งหมด สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าประตูคือใช้ดวงตาแดงเรื่อมองใบหน้าฉู่ฮั่ว“ผอมลงไปเยอะเลย”ฉู่กวงเฉิงเดินตามอยู่ด้านหลัง เขาสวมสูทเรียบกริบ สีหน้าเคร่งขรึม แต่ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาได้เขามองฉู่ฮั่วอย่างรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่นี่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาของจือจิ้น ลูกพักรักษาตัวให้ดี ขาดเหลืออะไรให้บอกจือจิ้นนะ”เพียงประโยคเดียวก็ฝากฝังเธอไว้กับฉู่จือจิ้นแล้วฉู่ฮั่วนั่งเอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ทุกคนห้อมล้อมเธอไว้ตรงกลาง เธอเอ่ยเสียงเบาด้วยขอบตาที่แดงเรื่อว่า “หนูไม่เป็นไรค่ะ จินเหิงดูแลหนูดีมาก”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อนเมิ่งหว่านชิงปวดใจแทบทนไม่ไหว เธอนั่งลงข้างเตียงและกุมมือลูกสาวไว้ พร่ำเรียกไม่หยุดว่า “ลูกสาวสุดที่รักของแม่ต้องลำบากแล้ว”ฉู่กวงเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะพูดไม่เก่ง แต่สายตาที่มองฉู่ฮั่วก็เต็มไปด้วยความปวดใจประตูห้องผู้ป่วยไม่ได้ปิด ฉู่จือจิ้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าประตูราวกับฝ่าเท้าถูกตรึงไ

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 26

    เมื่อเห็นใบหน้าฉู่จือจิ้นซีดขาว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แววตาเหม่อลอย ดวงตาของฉู่ฮั่วก็ฉายแววสะใจนังสารเลว! แกมีสิทธิ์อะไรมาใช้ชีวิตดีขนาดนี้? แกแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันไป แกต่างหากที่สมควรตาย!ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออกกู้จินเหิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งวางอยู่บนลูกบิดสายตาของเขากวาดผ่านฉู่จือจิ้นที่ดูผิดปกติก่อน คิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นจึงเลื่อนไปมองฉู่ฮั่วเมื่อเห็นเธอร้องไห้จนน้ำตานองหน้า อารมณ์ผิดปกติ เขาก็รีบเดินเข้าไปหา ก่อนวางมือลงบนไหล่ฉู่ฮั่ว“เป็นอะไรไป?”ฉู่ฮั่วไม่พูด ทำท่าเหมือนกำลังอดกลั้น ดูเต็มไปด้วยความน้อยใจแต่ก็ไม่อยากให้ใครตำหนิฉู่จือจิ้นหางตาของเธอคอยสังเกตปฏิกิริยาของฉู่จือจิ้น ก่อนจะจงใจขยับเข้าไปพิงอ้อมอกกู้จินเหิงมากขึ้น แล้วยื่นมือโอบเอวแกร่งของเขาไว้ร่างกู้จินเหิงแข็งเกร็งเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลักเธอออกฝ่ามือใหญ่ อบอุ่น และหนักแน่น ตบไหล่เธอเบา ๆ แรงมืออ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเมื่อครู่เขายืนอยู่หน้าประตู และได้ยินคำถามทั้งน้อยใจและดื้อรั้นของเธอทั้งหมดตอนนี้อาการของเธอยังไม่มั่นคง เขาไม่อยากให้อาการของเธอหนัก

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 25

    “ไม่เป็นอะไรแล้ว”“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ?”“อืม”น้ำเสียงของเขาฟังดูสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรแต่หลังตอบจบ สายตากลับมองไปยังแขนขวาโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้นยังมีผ้าก๊อซที่ฉู่จือจิ้นพันให้ด้วยมือตัวเองไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หลังจากวันนั้น เขากลับไม่ได้ไปเปลี่ยนยาตามปกติ...ฉู่จือจิ้นปิดสมุดบันทึก ยกมือบีบสันจมูกที่ปวดตึง ผ่านไปหลายวินาทีถึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ร่างกายของประธานกู้ล้ำค่า ทางที่ดีไปโรงพยาบาลถ่ายเอกซเรย์ดูสักหน่อย อย่าปล่อยไว้นานค่ะ”เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งเป็นกู้จินเหิงก็ยิ่งไม่อยากติดค้าง“...ไม่ต้องหรอก” ท่าทีห่างเหินของเธอทำให้กู้จินเหิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงเย็นชากระด้างของเขาทำให้ฉู่จือจิ้นหงุดหงิด เธอจึงไม่ยืนกรานอีก เพียงเอ่ยว่า “ตามใจ งั้นแค่นี้นะคะ” แล้วเป็นฝ่ายวางสายจากนั้นเธอก็คว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นไปรินน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเธอดื่มไปครึ่งแก้ว ยืนพักอยู่ข้างหน้าต่างครู่หนึ่ง จึงกลับไปนั่งจัดรายงานต่อ……วันศุกร์ฉู่ฮั่วมาถึงคลินิกตรงเวลาคราวนี้เธอสวมเดรสไหมพรมตัวยาวสีเบจ แต่งหน้าอย่างประณีต บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวาน ดูอ่อนโ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status