Share

บทที่ 6

Penulis: แตงโมปั่น
เมื่อสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเธอดูไม่ดี เขาก็ไม่ได้ถามอะไร เพียงลุกขึ้นเดินไปยังมุมชงชา

ไม่นาน ชาขาวอุ่นกำลังดีหนึ่งแก้วก็ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานของเธอ

“สีหน้าเธอไม่ค่อยดีเลย วันนี้เลิกงานเร็วหน่อยแล้วกลับบ้านไปพักดีไหม? เคสที่เหลือเดี๋ยวฉันรับช่วงต่อเอง”

“...ไม่ต้องหรอก” ฉู่จือจิ้นประคองแก้วชาขึ้นจิบ ก่อนจะเปิดแฟ้มเคสบนโต๊ะอย่างลวก ๆ “บ่ายสองครึ่งยังมีผู้ป่วยอีกหนึ่งคน ดูเคสนี้เสร็จ วันนี้ก็จบแล้ว”

เส้าเวินเหยียนไม่ได้ฝืน เขาทำเหมือนคุยเรื่อยเปื่อยถึงวิธีการรักษาแบบใหม่จากวารสารฉบับหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เบนหัวข้อไปยังแผนการรักษาต่อเนื่องของผู้ป่วยบนดาดฟ้าคนนั้น

ฉู่จือจิ้นตอบรับเป็นระยะ อารมณ์ก็ค่อย ๆ สงบลง

เมื่อเส้าเวินเหยียนสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเธอ ถึงได้ลดเสียงลงและเอ่ยเตือน “จินนี่ เธออย่าแบกทุกอย่างไว้คนเดียวสิ”

ไอร้อนในแก้วชาจางหายไปกว่าครึ่งนานแล้ว ฉู่จือจิ้นหลุบตามองปากแก้วโดยไม่ได้ตอบอะไร

บรรยากาศเงียบไปหลายวินาที เส้าเวินเหยียนกำลังจะพูดอะไรต่อ แต่โทรศัพท์กลับสั่นเสียก่อน

เขาเหลือบมองหน้าจอก่อนจะลุกขึ้น “ฉันออกไปรับสายก่อน ผู้ป่วยตอนบ่ายสองครึ่งใกล้มาถึงแล้ว จะไม่รบกวนเธอเตรียมตัวก็แล้วกัน”

พูดจบ เขาก็หันหลังจากไปพร้อมปิดประตูให้

ฉู่จือจิ้นนั่งอยู่คนเดียวในห้องตรวจอันว่างเปล่าครู่หนึ่ง ก่อนจะดื่มชาเย็นที่เหลือจนหมด และเปิดแฟ้มขึ้นมาเริ่มอ่าน

ในตอนนั้นเอง ผู้ช่วยเสี่ยวเหอก็ผลักประตูเข้ามา “พี่จิ้น ผู้ป่วยมาถึงแล้วค่ะ”

“อืม เชิญเข้ามาเลย”

เธอรวบรวมสมาธิ สีหน้ากลับคืนสู่ความสุขุมและเป็นมืออาชีพดังเดิมแล้ว

……

สี่โมงเย็น ฉู่จือจิ้นที่ยุ่งมาตลอดช่วงเช้าก็มาปรากฏตัวหน้าบ้านเก่าตระกูลสวี่ตรงเวลา

พ่อบ้านชราออกมาต้อนรับเธออย่างกระตือรือร้น น้ำเสียงเจือรอยยิ้ม “คุณหมอฉู่ ในที่สุดคุณก็มาสักที คุณท่านรอคุณตั้งนาน เอาแต่บ่นถึงคุณไม่หยุดเลยครับ”

คุณท่านสวี่เป็นหนึ่งในผู้ป่วย VIP ของฉู่จือจิ้น อาการไม่ได้ซับซ้อนมากนัก แต่จำเป็นต้องเข้าเยี่ยมติดตามอาการและให้คำปรึกษาตามเวลาที่กำหนด

ฉู่จือจิ้นยิ้ม “ดูท่าช่วงนี้คุณท่านสวี่คงอารมณ์ดีไม่น้อยเลย”

“ใช่ครับ ๆ ตั้งแต่คุณมาครั้งก่อน อาการวิตกกังวลของคุณท่านก็ดีขึ้นมาก หลับสนิทขึ้น แถมความอยากอาหารยังดีขึ้นตามไปด้วยครับ”

พ่อบ้านชรายิ้มแย้มพลางพาเธอเดินผ่านลานบ้านเข้าไปภายในตัวเรือน และตรงไปยังห้องรับแขก

บ้านเก่าตระกูลสวี่เป็นอาคารแบบจีนดั้งเดิม ภายในตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้กฤษณาทั้งชุด ให้บรรยากาศโบราณและสง่างาม

ตอนนี้คุณท่านสวี่กำลังนั่งอยู่บนรถเข็น ถือแว่นขยายอ่านตำราโบราณที่กระดาษเหลืองซีดเล่มหนึ่ง

เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามา ชายชราก็วางหนังสือลง รอยย่นตรงหางตาคลายออก “เสี่ยวฉู่มาแล้วเหรอ? นั่งสิ เหล่าจาง ให้คนชงชามาหน่อย”

ฉู่จือจิ้นยิ้มทักทาย ก่อนจะนั่งลงอย่างสบาย ๆ และเปิดเครื่องบันทึกเสียงราวกับกำลังพูดคุยเรื่องในครอบครัว “เรื่องชาค่อยว่ากันก็ได้ค่ะคุณท่านสวี่ เรามาคุยเรื่องการนอนช่วงนี้ของคุณก่อนดีไหมคะ?”

“เด็กคนนี้ ทุกครั้งที่มาก็เหมือนรีบไปต่ออีกงานตลอด...”

คุณท่านสวี่หัวเราะอย่างจนใจ แต่สุดท้ายก็เปิดบทสนทนาตามการชักนำของเธอ

เมื่อเวลาผ่านไปกว่าครึ่ง รอยยิ้มในดวงตาฉู่จือจิ้นก็ยิ่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ

“คุณท่านสวี่ ตอนนี้คุณเป็นฝ่ายนัดเพื่อนเล่นหมากรุกเองได้แล้ว และอารมณ์ยังเปลี่ยนแปลงไปตามการแพ้ชนะ นี่แสดงว่าความสนใจและความกระตือรือร้นในชีวิตของคุณกำลังค่อย ๆ ฟื้นกลับมา อาการวิตกกังวลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมากค่ะ”

เธอบันทึกข้อมูลสำคัญพลางวิเคราะห์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ส่วนเรื่องที่คุณเพิ่งบอกว่าบางคืนยังมีอาการหลับยากอยู่บ้าง ฉันแนะนำให้ปรับขั้นตอนเตรียมตัวก่อนเข้านอนสักหน่อยค่ะ”

“อย่างเช่น ก่อนนอนคุณมักจะคิดมาก ถ้างั้นเราลองตั้งโทรศัพท์เป็นโหมดเงียบก่อนนอนหนึ่งชั่วโมง แล้วนอนลงบนเตียง ลองหายใจเข้าลึก ๆ หลายครั้ง ให้ร่างกายค่อย ๆ ผ่อนคลาย”

“หรือจะลองฟังเพลงจังหวะช้าและผ่อนคลายก่อนนอนก็ได้ แต่ต้องปรับเสียงให้เบาหน่อยนะคะ ทางที่ดีใช้เป็นเสียงพื้นหลังเพื่อช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ วิธีพวกนี้จะช่วยให้คุณเข้าสู่ภาวะหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ”

คุณท่านสวี่ฟังอย่างตั้งใจ แววตาเจือรอยยิ้ม “ถึงบอกไงว่าฉันเชื่อเธอ ทุกครั้งที่เธอมาก็เสนอวิธีที่ใช้ได้ผลให้คนแก่อย่างฉันเสมอ ไม่เหมือนหลานอกตัญญูคนนั้นของฉัน รู้จักแต่ทำให้ฉันโมโห!”

ทันทีที่พูดจบ พ่อบ้านชราก็เดินเข้ามาใกล้อย่างนอบน้อม “คุณท่าน ประธานกู้มาครับ บอกว่ามาคุยเรื่องงานกับคุณชาย”

“อ้อ? เด็กตระกูลกู้คนนั้นเหรอ?” คุณท่านสวี่ขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลง “แล้วไอ้เด็กตัวแสบนั่นล่ะ? เป็นคนนัดคนอื่นมาคุยงานเอง ทำไมตัวเองยังไม่กลับมาอีก?”

“เมื่อครู่ผมติดต่อคุณชายแล้วครับ เขาบอกว่ากำลังเดินทางกลับ อีกเดี๋ยวก็ถึงบ้านแล้ว”

คุณท่านสวี่แค่นเสียงหึ สุดท้ายก็ยอมผ่อนลง “ช่างเถอะ เชิญเขาเข้ามา”

เขาเงยหน้ามองฉู่จือจิ้น แววตาวาบผ่านรอยยิ้มเล็กน้อย

วันนี้ไอ้เด็กตัวแสบกลับมาได้ถูกจังหวะพอดี เสี่ยวฉู่ก็อยู่ที่นี่ จะได้แนะนำให้ทั้งสองรู้จักกันเสียเลย

ทางฝั่งฉู่จือจิ้นก็ให้คำปรึกษาใกล้เสร็จแล้ว เมื่อเห็นว่าเขามีแขก เธอก็รีบเก็บเครื่องบันทึกเสียง เตรียมกำชับเรื่องสุดท้ายอีกไม่กี่ประโยคแล้วค่อยขอตัวกลับ

ในตอนนั้นเอง พ่อบ้านชราก็กลับเข้ามาอีกครั้ง คนที่เดินตามมาติด ๆ จะเป็นใครไปได้นอกจากกู้จินเหิง?

กู้จินเหิงมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาอ่อนโยนราวหยก สวมสูททั้งตัว มือถือกระเป๋าเอกสารสีดำ เป็นสภาพยามทำงานที่ฉู่จือจิ้นแทบไม่เคยเห็น

สายตาของกู้จินเหิงเหมือนจะกวาดผ่านเธอแวบหนึ่ง

เป็นเธอเองที่คิดช้า ประธานกู้ ทำไมเธอถึงคิดไม่ได้นะว่าอาจจะเป็นกู้จินเหิง?

“คุณท่านสวี่ ในเมื่อประธานสวี่ไม่อยู่ งั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ” กู้จินเหิงเอ่ยเรียบ ๆ

“หลานอกตัญญูของฉันใกล้กลับมาแล้ว พวกนายก็คุยเรื่องความร่วมมือให้เสร็จเถอะ” คุณท่านสวี่ใช้ไม้เท้าในมือเคาะพื้นเบา ๆ ขณะพูด

ฉู่จือจิ้นเหลือบมองกู้จินเหิง เขาสวมสูทสีดำสนิท ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว ที่ข้อมือมีลูกประคำหนึ่งสาย ยิ่งขับให้ดูสุภาพสุขุมและสง่างาม

เมื่อสังเกตว่าฉู่จือจิ้นมองกู้จินเหิงนานเกินไป คุณท่านสวี่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “หนูฉู่ พวกเธอรู้จักกันเหรอ?”

เด็กตระกูลกู้คนนี้มีเสน่ห์กับผู้หญิงดีกว่าหลานชายเขามาแต่ไหนแต่ไร

ทั้งสองตอบพร้อมกัน “แต่ก่อนรู้จัก / ไม่สนิท”

คุณท่านสวี่: “......”

ฉู่จือจิ้นหงุดหงิดอยู่ในใจ เธอไม่อยากเปิดเผยว่าตัวเองเคยมีความเกี่ยวข้องกับกู้จินเหิง จึงยิ้มบางแล้วเอ่ยว่า “คุณท่านสวี่ ฉันกับประธานกู้ไม่สนิทกันค่ะ”

มือของกู้จินเหิงที่ห้อยอยู่ข้างลำตัวกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว แววตาปั่นป่วนด้วยอารมณ์บางอย่างที่ยากจะอธิบาย

ตลอดหนึ่งปีของชีวิตแต่งงาน เธอมักมองเขาด้วยสายตาเปี่ยมความรักเสมอ ตอนเขายุ่งกับงานจนปวดท้อง เธอก็ลงมือทำโจ๊กให้ด้วยตัวเอง คอยถามไถ่ดูแลเขาอย่างเอาใจใส่ คนในครอบครัวของเขา เธอก็ดูแลอย่างดี เสื้อผ้าของเขา เธอยังจัดการให้ด้วยตัวเอง

แต่ตอนนี้กลับแลกมาเพียงคำว่า “ไม่สนิท”

“ผมกับคุณฉู่รู้จักกันเมื่อนานมาแล้ว คุณฉู่คงเป็นคนสูงส่งที่มักลืมเรื่องราว อาจลืมคนรู้จักเก่าอย่างผมไปแล้ว”

ริมฝีปากบางของกู้จินเหิงขยับเอ่ย

“คุณฉู่?”

วินาทีต่อมา เสียงผู้ชายอีกคนก็ดังมาจากหน้าประตู

“...ประธานสวี่?”

ฉู่จือจิ้นชะงักไปเล็กน้อย

มาถึงตอนนี้แล้วยังมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีก?

เพียงแต่เธอคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าผู้ป่วย VIP ที่เธอคอยดูแลอย่างใส่ใจมาตลอด จะเป็นปู่ของสวี่โจวหล่าน

“ไอ้เด็กตัวแสบ กว่าจะกลับมานะแก!” คุณท่านสวี่ควบคุมรถเข็นพลางเก็บภาพตรงหน้าไว้ในสายตา มุมปากเผยรอยยิ้มออกมา

ไม่คิดเลยว่าไอ้เด็กตัวแสบของบ้านเขาจะรู้จักกับหนูฉู่

นี่หมายความว่าอะไร? หมายความว่าสองคนนี้มีวาสนาต่อกันยังไงล่ะ!

“คุณปู่ มีคนนอกอยู่นะครับ จะไว้หน้าผมสักหน่อยไม่ได้เหรอ?”

สวี่โจวหล่านยิ้มอย่างจนใจ

“ฮ่า ๆ คนนอกอะไรกัน หนูฉู่ไม่ใช่คนนอกสักหน่อย”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 30

    ซินซินกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งวนรอบกล่องครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าเล็กแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นราวกับแอปเปิลสุกสีแดงสด“เป็นหุ่นยนต์!”ฉู่จือจิ้นกำลังล้างผลไม้อยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็เดินออกมา เพียงแวบแรกก็เห็นกล่องบรรจุภัณฑ์ในห้องรับแขก และกู้จินเหิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับชะงักฝีเท้า“ประธานกู้?”“อย่าเข้าใจผิด พอดีผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเพิ่งออกจากสายการผลิต เลยมอบหุ่นยนต์ตัวนี้ให้ซินซิน ถือเป็นน้ำใจจากฉันในฐานะ...อา”กู้จินเหิงกลืนคำว่า “พ่อ” กลับลงไปอย่างฝืน ๆ แล้วเปลี่ยนเป็น “อา” แทน บางครั้งเขาก็ลืมไปว่าเขากับเธอไม่ได้อยู่ในสถานะสมรสกันแล้วน้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยตื่นเต้นดีใจ ภายในส่วนลึกของหัวใจก็มีบางแห่งอ่อนยวบลงซินซินกะพริบดวงตากลมโตฉ่ำวาว มือเล็กทั้งสองปิดปากไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจขณะมองฉู่จือจิ้น “หม่ามี้ อากู้บอกว่าให้หนู หนูแกะได้ไหมคะ?”ฉู่จือจิ้นยังไม่ทันตอบ เสียงของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากบันได“จินเหิง”วันนี้เธอสวมชุดลำลองอยู่บ้านสีเหลืองอ่อน ผมรวบหลวม ๆ หน้าตาดูสดใสดีเธอกวาดตาม

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 29

    คำเรียก “จิ้นจิ้น” เมื่อครู่ ฟังดูไม่เหมือนความดีใจ แต่คล้ายความสงสัยมากกว่า สงสัยว่าทำไมเวลานี้ฉู่จือจิ้นถึงมาอยู่ที่นี่...แววตาของสวี่โจวหล่านหม่นลงเล็กน้อย เขาละสายตากลับ ก่อนจะยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางและหันไปมองฉู่จือจิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้อีกหลายเท่า“จือจิ้น เมื่อกี้คุณรับปากแล้วว่าจะไปกินข้าวกับผม ถ้ายังไม่ไปอีก อาหารคงเย็นหมดแล้วนะ”เขาพูดพลางรับกระเป๋าสะพายไหล่ของเธอมาคล้องไว้บนไหล่ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติเมิ่งหว่านชิงยังอยากถามอีกสองสามประโยค แต่สวี่โจวหล่านเปิดประตูรถพร้อมยกมือเชื้อเชิญฉู่จือจิ้นแล้วแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ท่าทีเย็นชาและห่างเหินที่มีต่อคนตระกูลฉู่ กับท่าทีอ่อนโยนเอาใจใส่ฉู่จือจิ้นกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจนดวงตาสีเข้มของกู้จินเหิงหม่นลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์เหมือนปรากฏรอยร้าวขึ้นเล็กน้อยฉู่ฮั่วอยู่กับกู้จินเหิงมาหลายปี จึงพอเดานิสัยของเขาได้บ้าง เธอมองออกว่ากู้จินเหิงในตอนนี้ผิดปกติแววตาของเธอมืดลง ยกมือกุมหน้าอก ก่อนแสร้งพูดด้วยลมหายใจติดขัด “จินเหิง ฉัน ฉันรู้สึกแย่มาก... เหมือนจะหายใจไม่ออก...”เธอไม่มีวัน

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 28

    เธอชะงักไปเล็กน้อย แววตาใสกระจ่างและห่างเหิน “ขอบคุณประธานกู้ที่เป็นห่วง ฉันสบายดีค่ะ”พูดจบ เธอก็เดินจากไปทันทีกู้จินเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาดึงสติกลับมา ก่อนจะก้มหน้าเปิดเอกสารต่ออ่านไปได้สองบรรทัด สิ่งที่อ่านกลับไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวความคิดเริ่มล่องลอยสองวันนี้ที่พบฉู่จือจิ้นในศูนย์รักษา ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินสวนกันในทางเดิน หรือคำกำชับสั้นกระชับในห้องผู้ป่วยล้วนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็ทำตัวไม่ถูก...ทั้งที่พวกเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกัน แต่เพียงได้อยู่ในพื้นที่เดียวกับเธอ ต่อให้ต่างคนต่างไม่รบกวนกัน เขาก็ยังรู้สึกสบายกว่าปกติความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนที่สุขุม ควบคุมตัวเองได้ดี และใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์มาโดยตลอดอย่างเขารู้สึกสับสนเป็นครั้งแรก……สองวันต่อมา ช่วงเช้าฉู่จือจิ้นเซ็นชื่อที่เคาน์เตอร์พยาบาลเสร็จแล้วก็หันกลับไปยังห้องตรวจ ถอดเสื้อกาวน์สีขาวแขวนให้เรียบร้อย เตรียมเลิกงานเมื่อคืนเธอเข้าเวรกะดึก หลังส่งมอบงานเสร็จก็กลับได้แล้วทันทีที่เดินออกจากประตูอาคารสำนักงาน เธอก็มองเห็นรถมายบัคคันคุ้นตาจอดอยู่ตรงหน้าประตูแต่ไกลด้านหน้ารถ สวี่โจวหล่านในช

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 27

    ……ใกล้เที่ยง คนตระกูลฉู่ก็มาถึงเมิ่งหว่านชิงถือกระติกเก็บความร้อนอยู่ในมือ ความสุขุมและสง่างามบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกังวลทั้งหมด สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าประตูคือใช้ดวงตาแดงเรื่อมองใบหน้าฉู่ฮั่ว“ผอมลงไปเยอะเลย”ฉู่กวงเฉิงเดินตามอยู่ด้านหลัง เขาสวมสูทเรียบกริบ สีหน้าเคร่งขรึม แต่ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาได้เขามองฉู่ฮั่วอย่างรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่นี่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาของจือจิ้น ลูกพักรักษาตัวให้ดี ขาดเหลืออะไรให้บอกจือจิ้นนะ”เพียงประโยคเดียวก็ฝากฝังเธอไว้กับฉู่จือจิ้นแล้วฉู่ฮั่วนั่งเอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ทุกคนห้อมล้อมเธอไว้ตรงกลาง เธอเอ่ยเสียงเบาด้วยขอบตาที่แดงเรื่อว่า “หนูไม่เป็นไรค่ะ จินเหิงดูแลหนูดีมาก”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อนเมิ่งหว่านชิงปวดใจแทบทนไม่ไหว เธอนั่งลงข้างเตียงและกุมมือลูกสาวไว้ พร่ำเรียกไม่หยุดว่า “ลูกสาวสุดที่รักของแม่ต้องลำบากแล้ว”ฉู่กวงเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะพูดไม่เก่ง แต่สายตาที่มองฉู่ฮั่วก็เต็มไปด้วยความปวดใจประตูห้องผู้ป่วยไม่ได้ปิด ฉู่จือจิ้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าประตูราวกับฝ่าเท้าถูกตรึงไ

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 26

    เมื่อเห็นใบหน้าฉู่จือจิ้นซีดขาว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แววตาเหม่อลอย ดวงตาของฉู่ฮั่วก็ฉายแววสะใจนังสารเลว! แกมีสิทธิ์อะไรมาใช้ชีวิตดีขนาดนี้? แกแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันไป แกต่างหากที่สมควรตาย!ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออกกู้จินเหิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งวางอยู่บนลูกบิดสายตาของเขากวาดผ่านฉู่จือจิ้นที่ดูผิดปกติก่อน คิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นจึงเลื่อนไปมองฉู่ฮั่วเมื่อเห็นเธอร้องไห้จนน้ำตานองหน้า อารมณ์ผิดปกติ เขาก็รีบเดินเข้าไปหา ก่อนวางมือลงบนไหล่ฉู่ฮั่ว“เป็นอะไรไป?”ฉู่ฮั่วไม่พูด ทำท่าเหมือนกำลังอดกลั้น ดูเต็มไปด้วยความน้อยใจแต่ก็ไม่อยากให้ใครตำหนิฉู่จือจิ้นหางตาของเธอคอยสังเกตปฏิกิริยาของฉู่จือจิ้น ก่อนจะจงใจขยับเข้าไปพิงอ้อมอกกู้จินเหิงมากขึ้น แล้วยื่นมือโอบเอวแกร่งของเขาไว้ร่างกู้จินเหิงแข็งเกร็งเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลักเธอออกฝ่ามือใหญ่ อบอุ่น และหนักแน่น ตบไหล่เธอเบา ๆ แรงมืออ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเมื่อครู่เขายืนอยู่หน้าประตู และได้ยินคำถามทั้งน้อยใจและดื้อรั้นของเธอทั้งหมดตอนนี้อาการของเธอยังไม่มั่นคง เขาไม่อยากให้อาการของเธอหนัก

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 25

    “ไม่เป็นอะไรแล้ว”“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ?”“อืม”น้ำเสียงของเขาฟังดูสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรแต่หลังตอบจบ สายตากลับมองไปยังแขนขวาโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้นยังมีผ้าก๊อซที่ฉู่จือจิ้นพันให้ด้วยมือตัวเองไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หลังจากวันนั้น เขากลับไม่ได้ไปเปลี่ยนยาตามปกติ...ฉู่จือจิ้นปิดสมุดบันทึก ยกมือบีบสันจมูกที่ปวดตึง ผ่านไปหลายวินาทีถึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ร่างกายของประธานกู้ล้ำค่า ทางที่ดีไปโรงพยาบาลถ่ายเอกซเรย์ดูสักหน่อย อย่าปล่อยไว้นานค่ะ”เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งเป็นกู้จินเหิงก็ยิ่งไม่อยากติดค้าง“...ไม่ต้องหรอก” ท่าทีห่างเหินของเธอทำให้กู้จินเหิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงเย็นชากระด้างของเขาทำให้ฉู่จือจิ้นหงุดหงิด เธอจึงไม่ยืนกรานอีก เพียงเอ่ยว่า “ตามใจ งั้นแค่นี้นะคะ” แล้วเป็นฝ่ายวางสายจากนั้นเธอก็คว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นไปรินน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเธอดื่มไปครึ่งแก้ว ยืนพักอยู่ข้างหน้าต่างครู่หนึ่ง จึงกลับไปนั่งจัดรายงานต่อ……วันศุกร์ฉู่ฮั่วมาถึงคลินิกตรงเวลาคราวนี้เธอสวมเดรสไหมพรมตัวยาวสีเบจ แต่งหน้าอย่างประณีต บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวาน ดูอ่อนโ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status