เข้าสู่ระบบซินซินกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งวนรอบกล่องครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าเล็กแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นราวกับแอปเปิลสุกสีแดงสด“เป็นหุ่นยนต์!”ฉู่จือจิ้นกำลังล้างผลไม้อยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็เดินออกมา เพียงแวบแรกก็เห็นกล่องบรรจุภัณฑ์ในห้องรับแขก และกู้จินเหิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับชะงักฝีเท้า“ประธานกู้?”“อย่าเข้าใจผิด พอดีผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเพิ่งออกจากสายการผลิต เลยมอบหุ่นยนต์ตัวนี้ให้ซินซิน ถือเป็นน้ำใจจากฉันในฐานะ...อา”กู้จินเหิงกลืนคำว่า “พ่อ” กลับลงไปอย่างฝืน ๆ แล้วเปลี่ยนเป็น “อา” แทน บางครั้งเขาก็ลืมไปว่าเขากับเธอไม่ได้อยู่ในสถานะสมรสกันแล้วน้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยตื่นเต้นดีใจ ภายในส่วนลึกของหัวใจก็มีบางแห่งอ่อนยวบลงซินซินกะพริบดวงตากลมโตฉ่ำวาว มือเล็กทั้งสองปิดปากไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจขณะมองฉู่จือจิ้น “หม่ามี้ อากู้บอกว่าให้หนู หนูแกะได้ไหมคะ?”ฉู่จือจิ้นยังไม่ทันตอบ เสียงของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากบันได“จินเหิง”วันนี้เธอสวมชุดลำลองอยู่บ้านสีเหลืองอ่อน ผมรวบหลวม ๆ หน้าตาดูสดใสดีเธอกวาดตาม
คำเรียก “จิ้นจิ้น” เมื่อครู่ ฟังดูไม่เหมือนความดีใจ แต่คล้ายความสงสัยมากกว่า สงสัยว่าทำไมเวลานี้ฉู่จือจิ้นถึงมาอยู่ที่นี่...แววตาของสวี่โจวหล่านหม่นลงเล็กน้อย เขาละสายตากลับ ก่อนจะยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางและหันไปมองฉู่จือจิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้อีกหลายเท่า“จือจิ้น เมื่อกี้คุณรับปากแล้วว่าจะไปกินข้าวกับผม ถ้ายังไม่ไปอีก อาหารคงเย็นหมดแล้วนะ”เขาพูดพลางรับกระเป๋าสะพายไหล่ของเธอมาคล้องไว้บนไหล่ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติเมิ่งหว่านชิงยังอยากถามอีกสองสามประโยค แต่สวี่โจวหล่านเปิดประตูรถพร้อมยกมือเชื้อเชิญฉู่จือจิ้นแล้วแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ท่าทีเย็นชาและห่างเหินที่มีต่อคนตระกูลฉู่ กับท่าทีอ่อนโยนเอาใจใส่ฉู่จือจิ้นกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจนดวงตาสีเข้มของกู้จินเหิงหม่นลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์เหมือนปรากฏรอยร้าวขึ้นเล็กน้อยฉู่ฮั่วอยู่กับกู้จินเหิงมาหลายปี จึงพอเดานิสัยของเขาได้บ้าง เธอมองออกว่ากู้จินเหิงในตอนนี้ผิดปกติแววตาของเธอมืดลง ยกมือกุมหน้าอก ก่อนแสร้งพูดด้วยลมหายใจติดขัด “จินเหิง ฉัน ฉันรู้สึกแย่มาก... เหมือนจะหายใจไม่ออก...”เธอไม่มีวัน
เธอชะงักไปเล็กน้อย แววตาใสกระจ่างและห่างเหิน “ขอบคุณประธานกู้ที่เป็นห่วง ฉันสบายดีค่ะ”พูดจบ เธอก็เดินจากไปทันทีกู้จินเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาดึงสติกลับมา ก่อนจะก้มหน้าเปิดเอกสารต่ออ่านไปได้สองบรรทัด สิ่งที่อ่านกลับไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวความคิดเริ่มล่องลอยสองวันนี้ที่พบฉู่จือจิ้นในศูนย์รักษา ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินสวนกันในทางเดิน หรือคำกำชับสั้นกระชับในห้องผู้ป่วยล้วนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็ทำตัวไม่ถูก...ทั้งที่พวกเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกัน แต่เพียงได้อยู่ในพื้นที่เดียวกับเธอ ต่อให้ต่างคนต่างไม่รบกวนกัน เขาก็ยังรู้สึกสบายกว่าปกติความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนที่สุขุม ควบคุมตัวเองได้ดี และใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์มาโดยตลอดอย่างเขารู้สึกสับสนเป็นครั้งแรก……สองวันต่อมา ช่วงเช้าฉู่จือจิ้นเซ็นชื่อที่เคาน์เตอร์พยาบาลเสร็จแล้วก็หันกลับไปยังห้องตรวจ ถอดเสื้อกาวน์สีขาวแขวนให้เรียบร้อย เตรียมเลิกงานเมื่อคืนเธอเข้าเวรกะดึก หลังส่งมอบงานเสร็จก็กลับได้แล้วทันทีที่เดินออกจากประตูอาคารสำนักงาน เธอก็มองเห็นรถมายบัคคันคุ้นตาจอดอยู่ตรงหน้าประตูแต่ไกลด้านหน้ารถ สวี่โจวหล่านในช
……ใกล้เที่ยง คนตระกูลฉู่ก็มาถึงเมิ่งหว่านชิงถือกระติกเก็บความร้อนอยู่ในมือ ความสุขุมและสง่างามบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกังวลทั้งหมด สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าประตูคือใช้ดวงตาแดงเรื่อมองใบหน้าฉู่ฮั่ว“ผอมลงไปเยอะเลย”ฉู่กวงเฉิงเดินตามอยู่ด้านหลัง เขาสวมสูทเรียบกริบ สีหน้าเคร่งขรึม แต่ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาได้เขามองฉู่ฮั่วอย่างรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่นี่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาของจือจิ้น ลูกพักรักษาตัวให้ดี ขาดเหลืออะไรให้บอกจือจิ้นนะ”เพียงประโยคเดียวก็ฝากฝังเธอไว้กับฉู่จือจิ้นแล้วฉู่ฮั่วนั่งเอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ทุกคนห้อมล้อมเธอไว้ตรงกลาง เธอเอ่ยเสียงเบาด้วยขอบตาที่แดงเรื่อว่า “หนูไม่เป็นไรค่ะ จินเหิงดูแลหนูดีมาก”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อนเมิ่งหว่านชิงปวดใจแทบทนไม่ไหว เธอนั่งลงข้างเตียงและกุมมือลูกสาวไว้ พร่ำเรียกไม่หยุดว่า “ลูกสาวสุดที่รักของแม่ต้องลำบากแล้ว”ฉู่กวงเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะพูดไม่เก่ง แต่สายตาที่มองฉู่ฮั่วก็เต็มไปด้วยความปวดใจประตูห้องผู้ป่วยไม่ได้ปิด ฉู่จือจิ้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าประตูราวกับฝ่าเท้าถูกตรึงไ
เมื่อเห็นใบหน้าฉู่จือจิ้นซีดขาว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แววตาเหม่อลอย ดวงตาของฉู่ฮั่วก็ฉายแววสะใจนังสารเลว! แกมีสิทธิ์อะไรมาใช้ชีวิตดีขนาดนี้? แกแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันไป แกต่างหากที่สมควรตาย!ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออกกู้จินเหิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งวางอยู่บนลูกบิดสายตาของเขากวาดผ่านฉู่จือจิ้นที่ดูผิดปกติก่อน คิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นจึงเลื่อนไปมองฉู่ฮั่วเมื่อเห็นเธอร้องไห้จนน้ำตานองหน้า อารมณ์ผิดปกติ เขาก็รีบเดินเข้าไปหา ก่อนวางมือลงบนไหล่ฉู่ฮั่ว“เป็นอะไรไป?”ฉู่ฮั่วไม่พูด ทำท่าเหมือนกำลังอดกลั้น ดูเต็มไปด้วยความน้อยใจแต่ก็ไม่อยากให้ใครตำหนิฉู่จือจิ้นหางตาของเธอคอยสังเกตปฏิกิริยาของฉู่จือจิ้น ก่อนจะจงใจขยับเข้าไปพิงอ้อมอกกู้จินเหิงมากขึ้น แล้วยื่นมือโอบเอวแกร่งของเขาไว้ร่างกู้จินเหิงแข็งเกร็งเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลักเธอออกฝ่ามือใหญ่ อบอุ่น และหนักแน่น ตบไหล่เธอเบา ๆ แรงมืออ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเมื่อครู่เขายืนอยู่หน้าประตู และได้ยินคำถามทั้งน้อยใจและดื้อรั้นของเธอทั้งหมดตอนนี้อาการของเธอยังไม่มั่นคง เขาไม่อยากให้อาการของเธอหนัก
“ไม่เป็นอะไรแล้ว”“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ?”“อืม”น้ำเสียงของเขาฟังดูสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรแต่หลังตอบจบ สายตากลับมองไปยังแขนขวาโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้นยังมีผ้าก๊อซที่ฉู่จือจิ้นพันให้ด้วยมือตัวเองไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หลังจากวันนั้น เขากลับไม่ได้ไปเปลี่ยนยาตามปกติ...ฉู่จือจิ้นปิดสมุดบันทึก ยกมือบีบสันจมูกที่ปวดตึง ผ่านไปหลายวินาทีถึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ร่างกายของประธานกู้ล้ำค่า ทางที่ดีไปโรงพยาบาลถ่ายเอกซเรย์ดูสักหน่อย อย่าปล่อยไว้นานค่ะ”เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งเป็นกู้จินเหิงก็ยิ่งไม่อยากติดค้าง“...ไม่ต้องหรอก” ท่าทีห่างเหินของเธอทำให้กู้จินเหิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงเย็นชากระด้างของเขาทำให้ฉู่จือจิ้นหงุดหงิด เธอจึงไม่ยืนกรานอีก เพียงเอ่ยว่า “ตามใจ งั้นแค่นี้นะคะ” แล้วเป็นฝ่ายวางสายจากนั้นเธอก็คว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นไปรินน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเธอดื่มไปครึ่งแก้ว ยืนพักอยู่ข้างหน้าต่างครู่หนึ่ง จึงกลับไปนั่งจัดรายงานต่อ……วันศุกร์ฉู่ฮั่วมาถึงคลินิกตรงเวลาคราวนี้เธอสวมเดรสไหมพรมตัวยาวสีเบจ แต่งหน้าอย่างประณีต บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวาน ดูอ่อนโ







