แชร์

บทที่ 7

ผู้เขียน: แตงโมปั่น
ขณะที่พูด คุณท่านสวี่ก็มีสีหน้าจริงจังขึ้นเล็กน้อย “หนูฉู่ ฉันจะแนะนำให้รู้จัก นี่คือหลานชายไม่ได้เรื่องของฉัน สวี่โจวหล่าน โจวหล่าน คนนี้คือ...”

“ฉู่จือจิ้น คุณฉู่ ไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นหมอเจ้าของไข้ของคุณปู่ผมด้วย ยินดีที่ได้พบครับ”

สวี่โจวหล่านยิ้มมุมปากเล็กน้อยพลางเอ่ยแทรกขึ้นเอง

เขาได้ยินมานานแล้วว่าหมอเจ้าของไข้คนใหม่ที่คุณปู่เปลี่ยนมาคราวนี้มีความสามารถทางวิชาชีพสูง ทั้งยังมีความรับผิดชอบมาก เขาตั้งใจมานานแล้วว่าจะหาโอกาสมาพบ ไม่คิดเลยว่าจะเป็นฉู่จือจิ้น

ดูท่าระหว่างพวกเขาคงมีวาสนาต่อกันไม่น้อยจริง ๆ

ฉู่จือจิ้นยิ้มตอบ แต่ในใจกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย

“เอาล่ะ ๆ จะยืนกันอยู่ตรงนั้นทำไม? โจวหล่าน แกยังไม่รีบเชิญหนูฉู่เข้ามาคุยข้างในอีก!” ดวงตาคุณท่านสวี่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ดูจากท่าทางแล้ว สองคนนี้น่าจะยังมีโอกาส...

เมื่อเห็นรอยยิ้มบางบนใบหน้าฉู่จือจิ้น ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับไม่มีใครอยู่รอบข้าง

ไม่รู้ว่าเป็นเพียงความรู้สึกไปเองของฉู่จือจิ้นหรือไม่ สีหน้าของกู้จินเหิงที่เคยเย็นชาและสูงส่งจนยากจะเข้าใกล้เริ่มดูไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาเล็กน้อย

“คุณท่านสวี่ ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉัน...” ฉู่จือจิ้นกำลังจะปฏิเสธ

“ในเมื่อคุณปู่ชวนคุณอยู่ต่อ คุณก็อยู่เถอะครับ ใกล้ถึงเวลาอาหารพอดี ถือเสียว่าเป็นการขอบคุณที่คุณช่วยรักษาคุณปู่ อยู่กินข้าวด้วยกันสักมื้อเถอะนะ”

สวี่โจวหล่านเองก็เอ่ยเชิญอย่างจริงใจ

เขามองออกว่าบรรยากาศระหว่างกู้จินเหิงกับฉู่จือจิ้นไม่ธรรมดา แต่กู้จินเหิงเพียงมาคุยเรื่องความร่วมมือ คุยเสร็จก็คงกลับ ไม่น่าจะเกิดเรื่องกระอักกระอ่วนมากนัก

เมื่ออีกฝ่ายพูดมาถึงขั้นนี้ ฉู่จือจิ้นก็ไม่สะดวกปฏิเสธอีก เธอยิ้มให้คุณท่านสวี่แล้วเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นหนูคงต้องขอรบกวนแล้วค่ะ”

เมื่อได้ยินดังนั้น คุณท่านสวี่ก็ดีใจอย่างมาก รีบสั่งให้คนเตรียมอาหารทันที

กู้จินเหิงกับสวี่โจวหล่านไปคุยเรื่องความร่วมมือกันในห้องทำงาน ส่วนฉู่จือจิ้นไม่มีอะไรทำ จึงนั่งคุยเล่นกับคุณท่านสวี่

คุณท่านสวี่เองก็ไม่เห็นเธอเป็นคนนอก เล่าเรื่องน่าสนใจในวัยเด็กของสวี่โจวหล่านให้ฟังมากมาย ทำให้ฉู่จือจิ้นค่อย ๆ ผ่อนคลายลงบ้าง

ก่อนเริ่มมื้ออาหาร สวี่โจวหล่านกับกู้จินเหิงก็เดินออกมา

แม้คุณท่านสวี่จะไม่ค่อยพอใจตระกูลกู้ แต่เมื่อถึงเวลาอาหารแล้ว เขาก็ยังวางตัวในฐานะผู้ใหญ่ เอ่ยชวนกู้จินเหิงให้อยู่ร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกัน

เส้นประสาทของฉู่จือจิ้นที่เพิ่งผ่อนคลายลงได้ไม่นาน เริ่มมีเค้าจะตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง

เธอไม่รู้จริง ๆ ว่าควรวางตัวกับกู้จินเหิงอย่างไร...

ณ ห้องอาหาร

บนโต๊ะยาวปูผ้าลินินสีเทาเรียบ จานอาหารประณีตกับตะเกียบงาช้างงดงามสะท้อนแสงเย็นจาง ๆ ใต้หลอดไฟสีขาว

สวี่โจวหล่านเลื่อนเก้าอี้ให้ฉู่จือจิ้นอย่างสุภาพบุรุษ ขณะที่กำลังจะนั่งลงข้างเธอ แต่กลับเห็นกู้จินเหิงเป็นฝ่ายดึงเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงข้างเธอทันที

สายตาสวี่โจวหล่านหม่นลงเล็กน้อย เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงเปลี่ยนไปนั่งตรงข้ามฉู่จือจิ้นแทน

อาหารเย็นเป็นอกไก่ตุ๋นทรัฟเฟิลดำกับปลาไหลย่างถ่าน อาหารขึ้นชื่อของเชฟส่วนตัวตระกูลสวี่

กู้จินเหิงมีท่าทีสงบนิ่ง ระหว่างนั้นบางครั้งก็พูดคุยกับคุณท่านสวี่และสวี่โจวหล่านถึงนโยบายใหม่ในวงการ แต่ละประโยคตรงประเด็นสำคัญ

เพราะอยู่คนละสายงาน ฉู่จือจิ้นจึงแทบไม่พูดแทรก ตลอดมื้อเพียงยิ้มบางและพยักหน้าตอบรับ

กระทั่งอาหารจานที่สามถูกยกมา เป็นถั่วลันเตาบดเสิร์ฟคู่ปลาเทราต์รมควัน ตอนคนรับใช้ถือจานเดินผ่านด้านข้าง จานกลับเอียงและคว่ำตรงมาทางฉู่จือจิ้น

แววตากู้จินเหิงพลันคมกริบ เขามือไวรีบขยับตัวเข้าปกป้องเธอไว้ใต้ร่างทันที

ฉู่จือจิ้นตกใจจึงเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ ริมฝีปากสีแดงสดเฉียดผ่านคางของเขาอย่างหวุดหวิด แม้จะแตะกันเพียงชั่วครู่แล้วแยกจาก แต่กลับเหมือนมีกระแสไฟเล็ก ๆ แล่นผ่าน ทำให้ทั้งคู่แข็งค้างอยู่กับที่

โชคดีที่คนรับใช้ตอบสนองได้ทัน อาหารจึงไม่หกออกมา

เธอรีบกล่าวขอโทษซ้ำ ๆ เพราะกลัวจะล่วงเกินแขกผู้มีเกียรติเข้า

คุณท่านสวี่วางตะเกียบงาช้างลง ก่อนจะใช้ผ้าเช็ดปากเบา ๆ สายตาลุ่มลึก “แค่ก หนูฉู่ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

สองคนนี้ มองยังไงก็ไม่เหมือนคนไม่สนิทกันเลย ดูท่าคงต้องให้คนไปสืบความสัมพันธ์ของพวกเขาสักหน่อยแล้ว

ใบหูของฉู่จือจิ้นค่อย ๆ แดงเรื่อขึ้น เธอรีบนั่งตัวตรงแล้ววางตะเกียบลง “มะ ไม่เป็นไรค่ะ”

กู้จินเหิงนั่งกลับเข้าที่ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “คุณท่าน ได้ยินว่าช่วงนี้ตระกูลสวี่มีแผนใหม่ด้านหุ่นยนต์สำหรับบ้าน ไม่ทราบว่าคุณสนใจจะร่วมมือกับบริษัทกู้ไหมครับ?”

น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่กลับเบนหัวข้อไปเรื่องธุรกิจได้อย่างแนบเนียน เพียงไม่กี่ประโยคก็เปลี่ยนเรื่องสำเร็จ ทำให้ทุกคนมองข้ามเหตุการณ์เล็ก ๆ เมื่อครู่ไปทันที

แม้หัวข้อจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่สวี่โจวหล่านเก็บรายละเอียดจากภาพเมื่อครู่ทุกอย่าง รวมถึง...ความตื่นตระหนกที่วาบผ่านดวงตากู้จินเหิงเพียงชั่วครู่

ดวงตาของเขาวูบไหว แววมืดบางอย่างพาดผ่านก้นบึ้งในดวงตา

แต่ละคนต่างมีความคิดของตัวเอง หลังจากนั้นจึงไม่มีใครพูดอะไรอีก ทุกคนเพียงกินอาหารอย่างเงียบ ๆ บรรยากาศกระอักกระอ่วนอย่างมาก ฉู่จือจิ้นรู้สึกเพียงว่าอาหารไร้รสชาติราวกับเคี้ยวขี้ผึ้ง

กว่าจะฝืนกินอาหารมื้อนี้จนจบได้ ฉู่จือจิ้นก็เป็นฝ่ายเอ่ยขอตัวกลับก่อน

สวี่โจวหล่านเหลือบมองกู้จินเหิง ก่อนจะลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะอาหาร ดวงตาเจือรอยยิ้มขณะเอ่ยกับฉู่จือจิ้น “ดึกแล้ว เวลานี้คงเรียกรถยาก เดี๋ยวผมไปส่งคุณกลับเองครับ”

“ไม่ต้องรบกวนประธานสวี่หรอก ผมกำลังจะไปบ้านเก่าตระกูลฉู่พอดี ทางเดียวกัน เดี๋ยวพาคุณฉู่กลับบ้านไปด้วย” กู้จินเหิงลุกขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

อากาศพลันนิ่งงัน

ขนตาฉู่จือจิ้นสั่นไหวเล็กน้อย เล็บจิกลงกลางฝ่ามืออย่างควบคุมไม่ได้

เธอไม่อยากมีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับกู้จินเหิงอีก และยิ่งไม่อยากนั่งรถคันเดียวกับเขา

แต่ตอนนี้อยู่ที่ตระกูลสวี่ เจตนาของเขาก็ไม่มีสิ่งใดผิด หากเธอปฏิเสธก็ไม่รู้ว่าจะทำให้คนตระกูลสวี่มองเธอยังไง หรือก่อให้เกิดการคาดเดาไร้สาระอะไรขึ้นมา

เธอสูดหายใจลึกจนแทบไม่สังเกตเห็น หลังพยายามสงบอารมณ์แล้ว ฉู่จือจิ้นก็เงยหน้าขึ้น มุมปากยกเป็นรอยยิ้มบาง “งั้นคงต้องรบกวนประธานกู้แล้วค่ะ”

ช่างเถอะ ออกจากบ้านตระกูลสวี่แล้วค่อยหาเหตุผลลงจากรถก็ได้

สวี่โจวหล่านเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไรอีก

เมื่อคุณท่านสวี่เห็นว่าหลานชายตัวเองแม้แต่จะแย่งคนยังทำไม่เป็น ก็โมโหจนเจ็บหน้าอกขึ้นมา

ดูท่าต่อไปคงต้องให้คนแก่อย่างเขาช่วยวางแผนให้มากหน่อยแล้ว

กู้จินเหิงเหยียบคันเร่ง รถโรลส์-รอยซ์สีดำเคลื่อนออกจากบ้านตระกูลสวี่อย่างนุ่มนวล

แม้สีหน้าของเขาจะไม่แสดงอารมณ์อะไร แต่ในดวงตาที่เคยสงบนิ่งราวผิวน้ำกลับเหมือนมีความอบอุ่นเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

ภายในรถ กลิ่นไม้กฤษณาผสมเบอร์กามอตเข้มข้น ทำให้ฉู่จือจิ้นที่นั่งอยู่เบาะหลังรู้สึกราวกับนั่งอยู่บนเข็ม

นั่นคือกลิ่นเฉพาะตัวของกู้จินเหิง ตลอดหนึ่งปีที่แต่งงานกัน นี่คือกลิ่นที่อยู่ข้างกายเธอยามหลับทุกค่ำคืน...

เธอบังคับตัวเองให้มองเงาต้นไม้ที่ถอยหลังอย่างรวดเร็วนอกหน้าต่าง แสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ก่อนขยับริมฝีปากบางเอ่ยว่า “ประธานกู้ แยกหน้าจอดรถข้างทางด้วยค่ะ ฉันจะลงตรงนั้น”

กู้จินเหิงไม่ตอบ

เขามองตรงไปข้างหน้า ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงจนแทบไม่สังเกตเห็น มีเพียงข้อนิ้วที่ค่อย ๆ ซีดขาวเท่านั้นที่เผยอารมณ์ของเขาในตอนนี้

ทั้งที่เมื่อก่อนเธอไม่เคยปฏิบัติกับเขาแบบนี้เลย

เพียงไม่กี่ปี ท่าทีที่เธอมีต่อเขากลับเปลี่ยนไปอย่างฟ้ากับเหว ถึงขั้นที่เขาสัมผัสได้ถึงความรีบร้อนของเธอ

รีบร้อนอยากขีดเส้นแบ่งกับเขาให้ชัดเจน...

เมื่อรับรู้ถึงเรื่องนี้ หัวใจที่สงบนิ่งมานานของเขาก็เหมือนถูกบางสิ่งกระชากอย่างแรง มันอึดอัดจนเจ็บwxs,f

ใบหน้าหล่อเหลา เย็นชาและเคร่งขรึม ได้ปรากฏความลนลานบางอย่างขึ้นมาเป็นครั้งแรก

“จือจิ้น เราคุยกันหน่อยได้ไหม?”

กู้จินเหิงเอ่ยเสียงทุ้ม

คำพูดนี้ตกลงในห้องโดยสารอันเงียบสงัดราวกับก้อนหินถูกโยนลงกลางทะเลสาบ

ภายในรถเกิดความเงียบอยู่นานมาก

จนกระทั่งฉู่จือจิ้นได้ยินเสียงเย็นสงบและห่างเหินของตัวเอง “ประธานกู้ ระหว่างคุณกับฉันไม่มีอะไรต้องคุยกันค่ะ”

มือใหญ่ของกู้จินเหิงที่วางอยู่บนพวงมาลัยกำแน่นขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 30

    ซินซินกระโดดลงจากโซฟาแล้ววิ่งวนรอบกล่องครั้งแล้วครั้งเล่า ใบหน้าเล็กแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นราวกับแอปเปิลสุกสีแดงสด“เป็นหุ่นยนต์!”ฉู่จือจิ้นกำลังล้างผลไม้อยู่ในครัว พอได้ยินเสียงก็เดินออกมา เพียงแวบแรกก็เห็นกล่องบรรจุภัณฑ์ในห้องรับแขก และกู้จินเหิงซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าสงบนิ่งเธอขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับชะงักฝีเท้า“ประธานกู้?”“อย่าเข้าใจผิด พอดีผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทเพิ่งออกจากสายการผลิต เลยมอบหุ่นยนต์ตัวนี้ให้ซินซิน ถือเป็นน้ำใจจากฉันในฐานะ...อา”กู้จินเหิงกลืนคำว่า “พ่อ” กลับลงไปอย่างฝืน ๆ แล้วเปลี่ยนเป็น “อา” แทน บางครั้งเขาก็ลืมไปว่าเขากับเธอไม่ได้อยู่ในสถานะสมรสกันแล้วน้ำเสียงของเขาราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยตื่นเต้นดีใจ ภายในส่วนลึกของหัวใจก็มีบางแห่งอ่อนยวบลงซินซินกะพริบดวงตากลมโตฉ่ำวาว มือเล็กทั้งสองปิดปากไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจขณะมองฉู่จือจิ้น “หม่ามี้ อากู้บอกว่าให้หนู หนูแกะได้ไหมคะ?”ฉู่จือจิ้นยังไม่ทันตอบ เสียงของฉู่ฮั่วก็ดังมาจากบันได“จินเหิง”วันนี้เธอสวมชุดลำลองอยู่บ้านสีเหลืองอ่อน ผมรวบหลวม ๆ หน้าตาดูสดใสดีเธอกวาดตาม

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 29

    คำเรียก “จิ้นจิ้น” เมื่อครู่ ฟังดูไม่เหมือนความดีใจ แต่คล้ายความสงสัยมากกว่า สงสัยว่าทำไมเวลานี้ฉู่จือจิ้นถึงมาอยู่ที่นี่...แววตาของสวี่โจวหล่านหม่นลงเล็กน้อย เขาละสายตากลับ ก่อนจะยกมุมปากเป็นรอยยิ้มบางและหันไปมองฉู่จือจิ้น แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้อีกหลายเท่า“จือจิ้น เมื่อกี้คุณรับปากแล้วว่าจะไปกินข้าวกับผม ถ้ายังไม่ไปอีก อาหารคงเย็นหมดแล้วนะ”เขาพูดพลางรับกระเป๋าสะพายไหล่ของเธอมาคล้องไว้บนไหล่ตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติเมิ่งหว่านชิงยังอยากถามอีกสองสามประโยค แต่สวี่โจวหล่านเปิดประตูรถพร้อมยกมือเชื้อเชิญฉู่จือจิ้นแล้วแม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ท่าทีเย็นชาและห่างเหินที่มีต่อคนตระกูลฉู่ กับท่าทีอ่อนโยนเอาใจใส่ฉู่จือจิ้นกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจนดวงตาสีเข้มของกู้จินเหิงหม่นลง ใบหน้าหล่อเหลาที่ไม่เคยแสดงอารมณ์เหมือนปรากฏรอยร้าวขึ้นเล็กน้อยฉู่ฮั่วอยู่กับกู้จินเหิงมาหลายปี จึงพอเดานิสัยของเขาได้บ้าง เธอมองออกว่ากู้จินเหิงในตอนนี้ผิดปกติแววตาของเธอมืดลง ยกมือกุมหน้าอก ก่อนแสร้งพูดด้วยลมหายใจติดขัด “จินเหิง ฉัน ฉันรู้สึกแย่มาก... เหมือนจะหายใจไม่ออก...”เธอไม่มีวัน

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 28

    เธอชะงักไปเล็กน้อย แววตาใสกระจ่างและห่างเหิน “ขอบคุณประธานกู้ที่เป็นห่วง ฉันสบายดีค่ะ”พูดจบ เธอก็เดินจากไปทันทีกู้จินเหิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาดึงสติกลับมา ก่อนจะก้มหน้าเปิดเอกสารต่ออ่านไปได้สองบรรทัด สิ่งที่อ่านกลับไม่เข้าหัวแม้แต่คำเดียวความคิดเริ่มล่องลอยสองวันนี้ที่พบฉู่จือจิ้นในศูนย์รักษา ไม่ว่าจะเป็นตอนเดินสวนกันในทางเดิน หรือคำกำชับสั้นกระชับในห้องผู้ป่วยล้วนทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันก็ทำตัวไม่ถูก...ทั้งที่พวกเขาแทบไม่ได้พูดอะไรกัน แต่เพียงได้อยู่ในพื้นที่เดียวกับเธอ ต่อให้ต่างคนต่างไม่รบกวนกัน เขาก็ยังรู้สึกสบายกว่าปกติความรู้สึกเช่นนี้ทำให้คนที่สุขุม ควบคุมตัวเองได้ดี และใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์มาโดยตลอดอย่างเขารู้สึกสับสนเป็นครั้งแรก……สองวันต่อมา ช่วงเช้าฉู่จือจิ้นเซ็นชื่อที่เคาน์เตอร์พยาบาลเสร็จแล้วก็หันกลับไปยังห้องตรวจ ถอดเสื้อกาวน์สีขาวแขวนให้เรียบร้อย เตรียมเลิกงานเมื่อคืนเธอเข้าเวรกะดึก หลังส่งมอบงานเสร็จก็กลับได้แล้วทันทีที่เดินออกจากประตูอาคารสำนักงาน เธอก็มองเห็นรถมายบัคคันคุ้นตาจอดอยู่ตรงหน้าประตูแต่ไกลด้านหน้ารถ สวี่โจวหล่านในช

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 27

    ……ใกล้เที่ยง คนตระกูลฉู่ก็มาถึงเมิ่งหว่านชิงถือกระติกเก็บความร้อนอยู่ในมือ ความสุขุมและสง่างามบนใบหน้าถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียดและความกังวลทั้งหมด สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าประตูคือใช้ดวงตาแดงเรื่อมองใบหน้าฉู่ฮั่ว“ผอมลงไปเยอะเลย”ฉู่กวงเฉิงเดินตามอยู่ด้านหลัง เขาสวมสูทเรียบกริบ สีหน้าเคร่งขรึม แต่ไม่อาจปิดบังความปวดใจในดวงตาได้เขามองฉู่ฮั่วอย่างรักใคร่ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ที่นี่เป็นศูนย์ให้คำปรึกษาของจือจิ้น ลูกพักรักษาตัวให้ดี ขาดเหลืออะไรให้บอกจือจิ้นนะ”เพียงประโยคเดียวก็ฝากฝังเธอไว้กับฉู่จือจิ้นแล้วฉู่ฮั่วนั่งเอนอยู่บนเตียงผู้ป่วย ทุกคนห้อมล้อมเธอไว้ตรงกลาง เธอเอ่ยเสียงเบาด้วยขอบตาที่แดงเรื่อว่า “หนูไม่เป็นไรค่ะ จินเหิงดูแลหนูดีมาก”น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อนเมิ่งหว่านชิงปวดใจแทบทนไม่ไหว เธอนั่งลงข้างเตียงและกุมมือลูกสาวไว้ พร่ำเรียกไม่หยุดว่า “ลูกสาวสุดที่รักของแม่ต้องลำบากแล้ว”ฉู่กวงเฉิงยืนอยู่ด้านข้าง แม้จะพูดไม่เก่ง แต่สายตาที่มองฉู่ฮั่วก็เต็มไปด้วยความปวดใจประตูห้องผู้ป่วยไม่ได้ปิด ฉู่จือจิ้นสวมเสื้อกาวน์สีขาวยืนอยู่หน้าประตูราวกับฝ่าเท้าถูกตรึงไ

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 26

    เมื่อเห็นใบหน้าฉู่จือจิ้นซีดขาว ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย แววตาเหม่อลอย ดวงตาของฉู่ฮั่วก็ฉายแววสะใจนังสารเลว! แกมีสิทธิ์อะไรมาใช้ชีวิตดีขนาดนี้? แกแย่งทุกอย่างที่ควรเป็นของฉันไป แกต่างหากที่สมควรตาย!ในตอนนั้นเอง ประตูก็เปิดออกกู้จินเหิงยืนอยู่หน้าประตู มือข้างหนึ่งวางอยู่บนลูกบิดสายตาของเขากวาดผ่านฉู่จือจิ้นที่ดูผิดปกติก่อน คิ้วขมวดเล็กน้อย จากนั้นจึงเลื่อนไปมองฉู่ฮั่วเมื่อเห็นเธอร้องไห้จนน้ำตานองหน้า อารมณ์ผิดปกติ เขาก็รีบเดินเข้าไปหา ก่อนวางมือลงบนไหล่ฉู่ฮั่ว“เป็นอะไรไป?”ฉู่ฮั่วไม่พูด ทำท่าเหมือนกำลังอดกลั้น ดูเต็มไปด้วยความน้อยใจแต่ก็ไม่อยากให้ใครตำหนิฉู่จือจิ้นหางตาของเธอคอยสังเกตปฏิกิริยาของฉู่จือจิ้น ก่อนจะจงใจขยับเข้าไปพิงอ้อมอกกู้จินเหิงมากขึ้น แล้วยื่นมือโอบเอวแกร่งของเขาไว้ร่างกู้จินเหิงแข็งเกร็งเล็กน้อย คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผลักเธอออกฝ่ามือใหญ่ อบอุ่น และหนักแน่น ตบไหล่เธอเบา ๆ แรงมืออ่อนโยนราวกับกำลังปลอบเมื่อครู่เขายืนอยู่หน้าประตู และได้ยินคำถามทั้งน้อยใจและดื้อรั้นของเธอทั้งหมดตอนนี้อาการของเธอยังไม่มั่นคง เขาไม่อยากให้อาการของเธอหนัก

  • วิวาห์นี้ยากจะเลิก   บทที่ 25

    “ไม่เป็นอะไรแล้ว”“ไม่เป็นอะไรจริง ๆ เหรอ?”“อืม”น้ำเสียงของเขาฟังดูสบาย ๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่สำคัญอะไรแต่หลังตอบจบ สายตากลับมองไปยังแขนขวาโดยไม่รู้ตัว ตรงนั้นยังมีผ้าก๊อซที่ฉู่จือจิ้นพันให้ด้วยมือตัวเองไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ หลังจากวันนั้น เขากลับไม่ได้ไปเปลี่ยนยาตามปกติ...ฉู่จือจิ้นปิดสมุดบันทึก ยกมือบีบสันจมูกที่ปวดตึง ผ่านไปหลายวินาทีถึงเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ร่างกายของประธานกู้ล้ำค่า ทางที่ดีไปโรงพยาบาลถ่ายเอกซเรย์ดูสักหน่อย อย่าปล่อยไว้นานค่ะ”เธอไม่ชอบติดหนี้บุญคุณใคร ยิ่งเป็นกู้จินเหิงก็ยิ่งไม่อยากติดค้าง“...ไม่ต้องหรอก” ท่าทีห่างเหินของเธอทำให้กู้จินเหิงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัวน้ำเสียงเย็นชากระด้างของเขาทำให้ฉู่จือจิ้นหงุดหงิด เธอจึงไม่ยืนกรานอีก เพียงเอ่ยว่า “ตามใจ งั้นแค่นี้นะคะ” แล้วเป็นฝ่ายวางสายจากนั้นเธอก็คว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นไปรินน้ำอุ่นหนึ่งแก้วเธอดื่มไปครึ่งแก้ว ยืนพักอยู่ข้างหน้าต่างครู่หนึ่ง จึงกลับไปนั่งจัดรายงานต่อ……วันศุกร์ฉู่ฮั่วมาถึงคลินิกตรงเวลาคราวนี้เธอสวมเดรสไหมพรมตัวยาวสีเบจ แต่งหน้าอย่างประณีต บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวาน ดูอ่อนโ

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status