Masukก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้เจ้าของห้องอดสงสัยไม่ได้ ปกติแล้วหากเขาทำงานอยู่จะไม่ค่อยให้ใครเข้ามารบกวน ดังนั้นคนที่กล้ารบกวนเขาเวลานี้ก็คงไม่ใช่ใคร นอกจากบุคคลที่กำลังนึกถึงพอดี
“เข้ามาสิเล็ก” เตชินท์มั่นใจว่าเรื่องนี้ต้องถึงหูน้องชายแล้วอย่างแน่นอน และคนเลือดร้อนอย่างเตวิชคงไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ และเมื่อประตูเปิดออกก็ทำให้รู้ว่า เขาไม่ได้เดาผิดไปแม้แต่นิดเดียว
“เรามีเรื่องต้องคุยกันพี่ใหญ่” เตวิชเดินเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน ในขณะที่ผู้เป็นพี่ชายกลับมีทีท่านิ่งเฉย ไม่รู้ร้อนรู้หนาวเสียจนน่าหมั่นไส้
“เรื่องมันใหญ่ถึงขั้นนายต้องมารบกวนเวลาทำงานฉันเลยหรือไง” เตชินท์ปิดแฟ้มเอกสารลง พร้อมกับมองหน้าน้องชายในสายเลือดอย่างหาคำตอบ
“พี่คงรู้ว่าผมมาเรื่องอะไร ผมต้องการให้พี่ปฏิเสธงานแต่งของพี่กับขวัญ” เตวิชพูดตรงๆ อย่างไม่อ้อมค้อม
“ทำไม เพราะนายกับขวัญรักกันหรือไง” เตชินท์ยังคงพูดด้วยท่าทีไม่รู้ร้อนรู้หนาวเช่นเดิม เพราะคิดอยู่แล้วว่าเตวิชจะต้องมาคุยด้วยเรื่องนี้ และแน่นอนว่าเขาเองก็เตรียมการที่จะรับมือกับน้องชายแล้ว
“พี่ก็รู้นี่ว่าผมคิดไงกับขวัญ ถ้าอย่างนั้น พี่ไปบอกคุณย่าได้ไหมว่าพี่แต่งงานกับขวัญไม่ได้” พูดกับพี่ชายแทบจะอ้อนวอน แต่ท่าทีนิ่งเฉยของพี่ก็ทำให้เขาเองอดแปลกใจไม่ได้เช่นกัน
“ฉันทำแบบนั้นไม่ได้หรอก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คุณพ่อขอมา และท่านก็เป็นคนเอ่ยปากกับฉันด้วยตัวเอง” เตชินท์พูดออกไปตามตรง แม้ไม่ได้อยากทำร้ายจิตใจใคร แต่ในเมื่อมันเป็นข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับผู้เป็นพ่อ ถึงเวลานี้ เขาก็ต้องทำตามที่เคยรับปากไว้
“หมายความว่าไง พ่อก็ตายไปนานแล้ว พี่จะเอาเรื่องนี้มาผูกมัดขวัญไม่ได้” เตวิชพูดด้วยความโมโห เขาเคารพไตรภพมาตลอด แต่กับเรื่องนี้ ชายหนุ่มไม่เห็นด้วย
“เล็ก! พูดถึงพ่อให้มันดีๆ หน่อย นายลืมไปแล้วเหรอว่าคนที่ช่วยชีวิตขวัญขึ้นมาก็คือพ่อ และพ่อก็ต้องการให้ฉันรับหน้าที่ดูแลขวัญต่อจากท่าน นายก็แค่ทำตามสิ่งที่พ่อต้องการแค่นั้น” เตชินท์พูดด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“พูดอย่างกับขวัญเป็นของเล่น จะยกให้ใครก็ได้ ตอนนี้ ขวัญโตแล้ว ควรจะมีสิทธิ์ได้เลือกชีวิตด้วยตัวเอง รวมถึงเรื่องนี้ด้วย ขวัญควรจะได้แต่งงานกับคนที่ขวัญรัก” เตวิชไม่ยอมแพ้ เขายังคงมั่นใจว่าชีวิตที่ดีคือชีวิตที่คนเราควรได้เลือกด้วยตนเอง
“แล้วขวัญได้บอกนายหรือเปล่าว่าเธอยอมตกลงที่จะแต่งงานกับฉัน เพราะเธออยากตอบแทนบุญคุณ”
เตชินท์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบจนเตวิชพูดไม่ออก เพราะท้ายที่สุดแล้วไอวารินเองก็ยอมรับข้อเสนอแต่โดยดี
“ขวัญอาจจะยอมเพราะไม่มีทางเลือก ขวัญเคยมีปัญหาอะไรที่ไหน แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้วขวัญเสียใจ และที่แน่ๆ คือขวัญไม่ได้อยากแต่งงานกับพี่แม้แต่น้อย” ที่ผ่านมา เตวิชเองก็เป็นคนที่แทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงหรือขัดใจใครในบ้านหลังนี้มาก่อน แต่กับเรื่องนี้ เขาเองก็ยอมไม่ได้เช่นกัน
“แล้วยังไง จะไปขัดคำสั่งคุณย่าอย่างนั้นเหรอ นายก็รู้ว่าคุณย่าท่านเป็นยังไง ฉันไม่ต้องการให้มีเรื่องไปกระทบกระทั่งคุณย่า” ผู้เป็นพี่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทุกคนในบ้านรู้ดีว่าคุณหญิงโสภิตามีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัว จึงรู้ดีว่าไม่ควรนำเรื่องเครียดไปทำให้ท่านกระทบกระเทือนจิตใจท่าน
“แต่ผมรักขวัญ รักมาตลอด…” เตวิชพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“รักได้ก็เลิกรักได้ ถ้านายกับขวัญยังไม่เกินเลยกันถึงขั้นนั้น…”
เตชินท์พูดด้วยสายตาจับจ้อง เขาไม่รู้ว่าระหว่างเตวิชกับไอวารินไปถึงขั้นไหนแล้ว เพราะทั้งคู่ต่างก็ออกไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ แม้จะไม่เคยออกปากว่าชอบกันก็เถอะ
“หยุดดูถูกขวัญได้แล้ว! ผมกับขวัญ เราสองคนไม่เคยมีอะไรเกินเลยต่อกัน แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่พี่จะมาเอาตัวขวัญไปได้ง่ายๆ” มองหน้าผู้เป็นพี่อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา พี่ชายที่เคยใจดี อบอุ่น เวลานี้กลับต่างไปอย่างเป็นคนละคน ดูไม่รับฟังเหตุผลอะไรนอกเสียจากคิดแต่ว่าจะทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่ โดยที่ไม่สนใจว่าน้องชายอย่างเขาจะทรมานแค่ไหน
“ไม่เคยก็ดี งั้นก็จะยิ่งตัดใจได้ง่ายขึ้น อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย” แล้วหันมาเปิดแฟ้มเอกสารอีกครั้ง ราวกับว่าเตวิชเป็นธาตุอากาศที่เขาไม่ได้สนใจอีกต่อไป
“ที่พูดง่ายๆ แบบนี้คงเพราะพี่ไม่เคยมีความรักสินะ หรือที่ทำอยู่ก็เพราะแค่อยากเอาชนะผมหรือเอาชนะขวัญเท่านั้น ทำไปทำไม ในเมื่อก็รู้ว่าจะทำให้คนอื่นต้องทรมาน”
“อะไรนะคะ พี่ใหญ่ทำแบบนั้นได้ไง คนอื่นก็เดือดร้อนหมดสิ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความตกใจ การที่ชายหนุ่มยกเลิกสัญญากับครอบครัวไลลาไม่เพียงแต่ทำให้พวกเขาเดือดร้อน เตชินท์เองก็อาจจะเดือดร้อนเช่นกัน ส่วนเรื่องอดิศรเธอก็ไม่ได้อยากให้เขาต้องมาเสียรายได้มากมายเพราะเธอ “แล้วไง ทีพวกนั้นทำให้ครอบครัวเราเดือดร้อนล่ะ เถอะน่า อย่าอารมณ์เสียเลยนะ พี่แค่อยากปกป้องขวัญและครอบครัวเรา จะได้รู้ไงว่าไม่ควรมาทำร้ายขวัญของพี่อีก” เตชินท์กอดภรรยาเพื่อเอาใจ ตอนนี้เธอกำลังท้อง เขาไม่อยากให้เธอต้องมีเรื่องหงุดหงิด “เฮ้อ พี่ใหญ่นี่นะ ครั้งหน้าไม่เอาแบบนี้แล้วนะคะ” ไอวารินพูดอย่างใจอ่อน เพราะรู้ดีว่าสุดท้ายแล้วเธอคงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ “ต้องบอกว่ามันจะไม่มีครั้งหน้าแล้วต่างหาก” เตชินท์พูดด้วยแววตาเข้มขึ้น เพราะเขาไม่มีทางให้ใครมาปั่นหัวหรือทำร้ายควา
เตชินท์พาหญิงสาวกลับมาที่กรุงเทพฯ ท่ามกลางความดีอกดีใจของคนที่บ้าน ไม่เว้นแม้แต่เตวิชที่เห็นว่าทั้งคู่กลับมารักกันได้เหมือนเดิม บรรยากาศในบ้านกลับมามีความสุขอีกครั้ง ยิ่งทุกคนรู้ว่าตอนนี้ไอวารินกำลังตั้งท้องก็ต่างพากันเห่อจนแทบไม่ให้หญิงสาวหยิบจับหรือทำงานอะไรเลย ขณะที่เตชินท์ยังคงต้องเข้าไปทำงานเหมือนเก่า เพราะเขาเองก็อยากจะเคลียร์เรื่องของไลลาที่ค้างคามานานให้จบไป สุดท้ายชายหนุ่มก็สืบรู้มาว่าเรื่องทั้งหมดที่ไลลาพูดกับเขานั้นเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นมา ครอบครัวของเธอไม่ได้มีปัญหาอะไร หนำซ้ำยังมีแววว่าธุรกิจจะไปได้สวย แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าเตชินท์จะอยากร่วมคบค้าสมาคมกับหญิงสาวอีก เขาตัดสินใจนำหลักฐานทั้งหมดที่มี ทั้งกล้องวงจรปิด ผลเลือด และสิ่งต่างๆ ที่ยืนยันได้ว่าไลลาวางยาเขาเพื่อหวังบีบให้เขาแต่งงานด้วยมาให้พ่อของเธอดู และแน่นอนว่าท่านไม่สนับสนุนให้ลูกสาวทำเช่นนั้น จึงอ้อนวอนไม่ให้ชายหนุ่มเอาเรื่องไลลา ก่อนจะยืนยันว่าต่อไปนี้จะไม่ให้ไลลาไปยุ่งเ
“ถ้าขวัญไม่เชื่อ จะลองถามเล็กดูก็ได้ เล็กน่าจะเป็นคนที่ขวัญเชื่อใจมากที่สุด” เตชินท์พูดด้วยความน้อยใจ จริงอยู่ที่เขารู้ว่าเธอกับเตวิชไม่ได้มีความคิดชู้สาวด้วยกันแล้ว แต่ก็อดน้อยใจในมุมของคนที่เป็นสามีไม่ได้ เพราะภรรยาของเขาไม่เคยเชื่อใจเขาเลย “พี่ใหญ่ไม่เป็นอะไรแล้วใช่ไหมคะ” ไอวารินนิ่งไปครู่หนึ่ง เธอคิดทบทวนอะไรหลายๆ อย่าง นี่เธอกำลังเป็นผู้หญิงที่ทำตัวงี่เง่าและทำให้สามีเดือดร้อน “เป็น…พี่รู้สึกเหมือนจะขาดใจตอนที่รู้ว่าเมียพี่หนีไป ขวัญเชื่อพี่ได้ไหม พี่ไม่ได้นอกใจขวัญจริงๆ” เตชินท์เดินเข้าไปหาหญิงสาวอีกครั้ง พร้อมกับกุมมือเธอไว้ด้วยความหวัง “ฮึก พี่ใหญ่ไม่ได้โกหกขวัญจริงๆ ใช่ไหม” ไอวารินยืนนิ่งพร้อมกับร้องไห้ออกมาด้วยความสับสนและโกรธตัวเองที่
“ใช่ พี่ต้องการลูก แต่พี่ก็ต้องการขวัญเหมือนกัน ขวัญกำลังเข้าใจพี่ผิด พี่กับไลลาเราไม่ได้มีอะไรกัน” เตชินท์พูดด้วยน้ำเสียงเครียด สายตาเขามองไอวารินอย่างขอความเห็นใจ “พี่ใหญ่ไม่ต้องพยายามสร้างเรื่องโกหกขวัญหรอกค่ะ เพราะขวัญเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น” ไอวารินไม่อยากจะเชื่อว่าชายหนุ่มยังกล้าโกหกเธอได้อีก ขนาดหลักฐานที่เธอมีมันชัดเจนขนาดนี้แล้ว “แล้วถ้าสิ่งที่ขวัญเห็นมันเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นสร้างเรื่องขึ้นมาล่ะ ขวัญเคยสนใจบ้างไหมว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นกับพี่ แล้วการที่พี่หายไปตั้งสามสี่วันถึงจะตามขวัญเจอมันเพราะอะไรกัน” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความน้อยใจ “จะเพราะอะไรคะ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่กำลังมีความสุขกับผู้หญิงคนอื่นอยู่” หญิงสาวพูดเสียงดัง มันจะมีเหตุผลอะไรมากกว่าการที่ชายหนุ่มกำลังเสพสุขกับการได้ทรยศความรักของเธอ&
“พี่ใหญ่พอแล้วค่ะ” ไอวารินเข้าไปดึงแขนเตชินท์เพื่อห้ามเขา เธอไม่ได้เป็นห่วงอดิศร แต่เธอไม่อยากให้เตชินท์ต้องมาเดือดร้อนกับเรื่องนี้ “มึงโชคดีมากนะที่เมียกูมาช่วยห้ามเอาไว้ แต่มึงเตรียมรอรับความย่อยยับได้เลย” ชายหนุ่มผลักอดิศรอย่างแรงจนมันล้มไปกองที่พื้นอีกครั้ง “เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ชายหนุ่มจ้องหน้าไอวารินอย่างคาดโทษ ก่อนจะดึงมือเธอออกจากร้านอาหารทันที “ปล่อยนะคะ ขวัญไม่มีเรื่องต้องคุยอะไรกับพี่ใหญ่” ไอวารินพยายามสะบัดมือออกจากชายหนุ่ม แต่ก็ไม่สามารถสู้แรงของเขาได้แม้แต่น้อย “อย่าดื้อขวัญ ขวัญก็รู้ว่าพี่ใจเย็นกับขวัญมากแค่ไหน” เตชินท์มองหญิงสาวอย่างเคร่งเครียด เขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะไม่ทำร้ายไอ้ชั่วที่พยายามขืนใจเมียเขา แ
“ขวัญไม่อยากได้ข้อเสนออะไรทั้งนั้นแหละค่ะ ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้นะคะ ขวัญขอตัว” ไอวารินลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังช้ากว่าอดิศรอยู่มาก เขารีบลุกและเดินเข้ามาประชิดตัวหญิงสาวทันที “จะรีบไปไหน ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย” อดิศรจับแขนไอวารินอย่างแรง ก่อนจะดึงเธอเข้ามาใกล้ๆ “ปล่อยนะคุณศร นี่คุณจะทำบ้าอะไร” หญิงสาวร้องโวยวายด้วยความตกใจ นึกเกลียดตัวเองที่หลงเชื่ออดิศรและมากินข้าวกับเขาเช่นนี้ “อย่าทำเป็นโง่ไปหน่อยเลย ฉันรู้นะว่าเธอกำลังลำบาก มาเป็นเมียน้อยฉันเถอะ รับรองว่ากินหรู อยู่สบาย ที่สำคัญเธอไม่ต้องลำบากหางานอะไรทำเลยด้วย” อดิศรพูดพร้อมกับดึงไอวารินเข้ามากอดด้วยความลุ่มหลง ยิ่งได้กอดร่างกายนุ่มนิ่มความต้องการของเขาก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ







