เข้าสู่ระบบอันดาเดินเข้ามาในบ้านด้วยใบหน้าเศร้า พยายามไม่ร้องออกมาในตอนที่ตัวเองไม่ได้อยู่พื้นที่ส่วนตัว เพราะตอนนี้ในใจมันร้อนเหมือนถูกเปลวไฟเผาไหม้ ภาพจินตนาการก่อนแต่งงานไม่ใช่ภาพในวันนี้เลย
“ลูกชายฉันไม่ได้กินข้าวเช้าก็เพราะเธอคนเดียว เป็นเมียประสาอะไร ดูแลสามีก็ไม่ได้” เสียงกระแนะกระแหนดังมาจากทางด้านหลัง
ทำให้อันดาหันกลับไปเผชิญหน้ากับคนพูด เธอรู้ว่าเป็นใคร คนที่เธอพยายามให้เกียรติ ทำเป็นหูทวนลมมาตลอด พยายามไม่กระทบกระทั่งเพื่อให้บ้านหลังนี้สงบสุขที่สุด จนกลายเป็นเธอเองที่ทุกข์จนจะกระอักเลือดอยู่แล้ว
“หนูต้องทำยังไงคะ คุณแม่ถึงจะยอมรับกัน” เพราะเธอเหนื่อยเหลือเกิน
ตอนที่คบกันมันมีสัญญาณเตือนหลายครั้ง แต่เธอก็เลือกที่จะมองข้าม เลือกที่จะสร้างชีวิตคู่กับปรินซ์
“ถ้าฉันจะยอมรับ ฉันยอมรับไปนานแล้ว” ปรางทิพย์กอดอกเชิดหน้า แม้แต่หางตาก็ไม่อยากมองลูกสะใภ้
เธอกับลูกชายอยู่กันดีๆ สองคนแม่ลูกก็ดีอยู่แล้ว
แต่พอลูกชายรู้จักกับผู้หญิงคนนี้ ในสายตาลูกชาย คนเป็นแม่ก็เหมือนคนนอกขึ้นทุกวัน ยอมสละความโสดตั้งแต่อายุไม่ถึงเลขสาม ต่างจากพวกพี่ ๆ ลูกชายของพี่สาวสามี แต่ละคนประสบความสำเร็จด้านการงานการเงิน ทว่าไม่มีใครคิดจะแต่งงานสักคน มีแค่ลูกชายเธอที่เริ่มสร้างตัวจริงจังหลังจากแต่งงาน หลงผู้หญิงจนไม่รู้จักวางแผนความก้าวหน้าในชีวิตว่าอะไรสำคัญกว่ากัน
“…” อันดาพูดไม่ออก
สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนรู้สึกมวนท้อง อยากจะอาเจียนออกมา
“อุ๊บ!…แหวะ” จนทนไม่ไหว ของเหลวในท้องตีขึ้นมา มือบางรีบเอามือปิดปากแล้วรีบวิ่งไปเข้าห้องน้ำ
“ว๊ายยย!! ยัยเด็กนี้” ปรางทิพย์กรีดร้อง เอามือปิดจมูกอย่างรังเกียจ โวยวายเสียงดัง จนแม่บ้านออกมาดูกันเป็นแถว
“เกิดอะไรขึ้นคะคุณปราง” ป้าสมจิตรเข้ามาหาเจ้านาย พอจะเดาได้ว่าปรางทิพย์ทะเลาะกับอันดาเหมือนเคย แต่ครั้งนี้เสียงปรางทิพย์ร้องดังกว่าปกติก่อนป้าสมจิตรจะเหลือบไปเห็นกองอ้วกที่พื้น
“คุณปรางอาเจียนเหรอคะ ไม่สบายตรงไหนรึเปล่าคะ เดี๋ยวป้าโทรบอกคุณปรินซ์ให้พาไปโรงพยาบาล” ป้าสมจิตรเข้าประคองปรางทิพย์พร้อมกับเรียกหาเด็กในบ้านให้มาทำความสะอาด
“ไม่ต้อง!” ทว่าปรางทิพย์สั่งห้ามทันที
“ทำไมล่ะคะ” ป้าสมจิตรงุนงง จะทิ้งกองอ้วกไว้กลางบ้านแบบนี้เนี่ยนะ
“ใครอ้วกก็ให้มันมาทำเอง!!”
“ป้าจิตร คุณอันดาเป็นลมอยู่ในห้องน้ำ” เด็กในบ้านอีกคนวิ่งมารายงานด้วยท่าทางแตกตื่น
“สำออย!” ปรางทิพย์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หมั่นไส้อาการเรียกร้องความสนใจของลูกสะใภ้ ต้องประจานให้ทุกคนรู้สินะว่าทะเลาะกับแม่ผัว
“เรียกรถโรงพยาบาลเร็ว” ป้าสมจิตรวิ่งเต้นรีบไปดูทันที ทว่าสองขากลับชะงักกับที่
“ไม่ต้อง!” ปรางทิพย์ยังยืนยันคำเดิม
“แต่…”
“ให้มันนั่งพัก มันไม่เป็นอะไรง่ายๆ หรอก”
“คุณปราง…” ป้าสมจิตรเอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจ สงสารเด็กสาวจับใจที่หลบหลังสามีต้องถูกแม่สามีรังเกียจรังแก
“เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น มันหายแล้วก็ให้มาเช็ดกองสกปรกตรงนี้ด้วยนะ คนอื่นห้ามทำ!” ปรางทิพย์กวาดสายตาชี้หน้าเด็กในบ้านด้วยสายตาเด็ดขาด ใครกล้าขัดคำสั่งได้ตกงานแน่
“แต่คุณอันดาหมดสติไปเลยนะคะ” ดาวสาวใช้รุ่นพี่อันดาไม่กี่ปี หาโอกาสแทรกหลายครั้งจนในที่สุดก็ยอมกัดฟันบอกเจ้านายของบ้านเสียงอ่อนอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ไปโทรเรียกโรงพยาบาลไป” ป้าสมจิตรตัดสินใจเอง ก่อนจะหันไปโน้มน้าวปรางทิพย์ “ส่งโรงพยาบาลเถอะค่ะคุณปราง เกิดคุณอันดาเป็นอะไรร้ายแรง คงไม่ดีตรงคุณปรางแน่ๆ ค่ะ” ถ้าปรินซ์รู้เรื่องทั้งหมด
ปรางทิพย์จิ๊ปากขัดใจ แต่ไม่อยากให้ลูกชายคนเดียวมองแม่ในทางที่ไม่ดี
“จะทำอะไรก็ทำ แต่ห้ามใครโทรไปรายงานตาปรินซ์เวลางาน! เข้าใจไหม!!”
“ค่ะคุณปราง ป้าจะไม่โทรบอกคุณปรินซ์” ป้าสมจิตรรับคำแล้วรีบจัดแจงปัญหาภายในบ้าน โดยยอมทำตามคำสั่ง ไม่โทรไปส่งข่าวเรื่องอันดาเข้าโรงพยาบาล
เพราะคิดมากจนเกินไปทำให้มีอาการเครียดลงกระเพาะ พออาการดีขึ้นและหาหมอเสร็จเรียบร้อย สิ่งแรกที่อันดาทำคือต่อสายหาสามี ทว่าเสียงเรียกก็ดังเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ตัดสายไปเอง
“อันดา แกเป็นอะไร” ณิรินเพื่อนสมัยเรียนด้วยกัน ยังเป็นเพื่อนสนิทที่ยังติดต่อกันตลอด
“ขอไปอยู่ห้องแกสักพักได้ไหม” อันดาบอกเสียงเศร้า
“หมายถึง… ยังไง?!” อีกฝ่ายไม่เข้าใจ
ตั้งแต่เพื่อนไลน์มาบอกว่ามาหาที่โรงพยาบาลหน่อย เธอก็เริ่มออกรถมาหาทันที ฝากร้านไว้กับหุ้นส่วน กลัวว่าเพื่อนจะเป็นอะไรร้ายแรงจึงรีบมาหา
แต่พอเธอเดินมาถึงจุดนัดพบก็เจออันดานั่งอยู่คนเดียว หางตายังมีคราบน้ำตาชื้นอยู่เลยและไม่ยอมบอกว่าเป็นอะไรถึงต้องมาโรงพยาบาล
“ขอไปคุยที่ห้องแกนะ”
“แกบอกมาก่อนว่า ป่วยเป็นอะไร!?”
“ไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่พักผ่อนไม่พอน่ะ”
“แน่ใจนะ หน้าแกซีดมากเลย” ณิรินยื่นมือไปจับแก้มเพื่อนที่สีซีดจนน่ากลัว ดูไม่สดใสเอาเสียเลย
“อือ ไปห้องแกเถอะ”
“อืมๆ ไปๆ แกอยากดื่มน้ำอะไรไหม เดี๋ยวฉันไปซื้อให้” ณิรินพยายามปลอบโยนเพื่อนที่สุด
ทว่า…อันดาส่ายหน้าอ่อน ๆ ทั้งสองจึงเดินกลับไปที่รถ
“แกเข้าไปนั่งก่อนไป” ณิรินปลดล็อกรถให้อันดาเข้าไปนั่ง แล้วแวะสั่งน้ำส้มคั้นสดสองแก้ว เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยก็ขึ้นไปนั่งตำแหน่งคนขับส่งแก้วน้ำส้มให้และไม่ชวนคุย ตั้งใจให้ถึงที่พักก่อน ค่อยซักฟอกอย่างละเอียด
จนอันดาเข้ามาในคอนโดณิริน เธอก็ทรุดนั่งบนโซฟาหมดเรี่ยวแรง มันเหนื่อยเหลือเกิน เหนื่อยจนใจจะพังอยู่แล้ว
“ทะเลาะกับพี่ปรินซ์เหรอ” สีหน้าเพื่อนบ่งบอกทุกอย่าง คนน่ารัก ยิ้มเก่ง แบบอันดาเนี่ยนะจะทำหน้าอมทุกข์เป็นกับเขาถ้าไม่ใช่เรื่องสามีกับครอบครัวสามีที่เหมือนจะไม่ค่อยลงรอยเท่าไหร่ จะมีเรื่องอะไรให้เครียดอีกเพราะถ้าเป็นเรื่องครอบครัวฝั่งอันดา ไม่มีอะไรให้เครียดเลย พี่น้องรักกันกลมเกลียว อันดาเป็นน้องคนสุดท้ายยิ่งเป็นที่รักของพี่ ๆ และพ่อแม่
ส่วนแม่สามีนี่สิที่น่าจะเป็นปัญหาใหญ่ ณิรินพอรู้เรื่องบ้าง แต่ไม่ได้รู้ลึกเพราะอันดาไม่ค่อยเล่าเท่าไหร่นัก แต่ทุกครั้งที่อันดาหลุดปากพูดออกมา คนรับฟังขมวดคิ้วทุกครั้งที่ได้ฟัง
“อืม ทะเลาะกันอีกแล้ว”
“อีกแล้ว?!” แสดงว่าไม่ใช่ครั้งแรก “เกี่ยวกับแม่พี่ปรินซ์อีกแล้วใช่ไหม”
“…” อันดาพยักหน้า
“เอาเรื่องที่แกไปโรงพยาบาลก่อน พี่ปรินซ์รู้ยังว่าแกไปหาหมอ”
“โทรไปแล้ว แต่เขาไม่รับ” อันดาบอกเสียงอ่อนกว่าเดิม ความรู้สึกเหมือนถูกมีดกรีดบาดที่เดิมซ้ำ ๆ อยู่ตลอดเวลา
“ทำไมพี่ปรินซ์เป็นแบบนี้วะ” ณิรินใส่อารมณ์ นึกถึงตอนสมัยตามจีบอันดาใหม่ ๆ อะไรก็หอมหวานไปหมด ดูแล ใส่ใจ ทั้งที่ยังจีบไม่ติด แถมใช้เวลาหลายปีด้วยที่อันดาไม่ใจอ่อน แต่ก็ไม่เคยท้อยอมถอย จนอันดายอมเปิดใจคบเป็นแฟนเพราะประทับใจในตัวปรินซ์
ปรินซ์กับอันดาคบกันสามสี่ปีกว่าจะแต่งงานกัน ตลอดเวลาที่คบ ปรินซ์นิสัยเหมือนเดิมเหมือนตอนจีบกันใหม่ ๆ ใคร ๆ ก็อิจฉาอันดากันทั้งนั้นที่ได้แฟนดี ไม่มีหมดโปรโมชัน ที่สำคัญเขาไม่ใช่คนเจ้าชู้ รักเดียวใจเดียว คุณสมบัติที่ผู้หญิงหลายคนอยากได้คู่ชีวิตแบบนี้
สามสี่ปี…พอจะพิสูจน์ได้ว่าเนื้อแท้เขาเป็นคนยังไง นึกไม่ถึงว่าแต่งงานกันไม่ถึงปี จะเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้
อันดาที่เคยสดใจกลายเป็นคนอมทุกข์เหมือนแบกภูเขาบนอกอยู่ตลอด
“เมียไปหาหมอ ไม่รับสายแล้วจะรู้ไหม”
“…” อันดาเครียดหนัก เขาไม่ชอบรับสายเธอตอนไหนนะ ทำไมความทรงจำช่วงนี้จำได้แค่เขาไม่อ่านไลน์ไม่ตอบแชตไม่รับสาย…
“แล้วแกมาหาหมอกับใคร”
“ป้าสมจิตร”
“แม่ผัวแกอะ…แกช่วยเล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม สิ่งที่แกเจอในบ้านหลังนั้น แกไม่ต้องกลัวว่าฉันเอาไปพูดต่อ”
“ฉันรู้ว่าแกไม่พูด” แต่อันดาก็ไม่ชอบเอาเรื่องในบ้านมาพูดอยู่ดี ทว่าวันนี้เธออยากเล่าทุกเรื่องที่แบกไว้ อยากมีใครสักคนที่ไว้ใจได้รับฟัง เผื่อเธอจะสบายใจขึ้น
“ระบายออกมาเถอะ ฉันไม่อยากแกเครียดอยู่แบบนี้ จะได้หาทางออกด้วยกัน”
อันดานั่งแท็กซี่ออกจากบ้านหลังจากปรินซ์ขับรถออกไปทำงานทั้งที่ไม่ทานข้าวเช้าคนใจลอยมองข้างทางด้วยใบหน้าเศร้า ไม่อยากย้อนนึกถึงสมัยรักกันใหม่ ๆ ให้เจ็บปวดอีกครั้ง“คุณครับ”“…”“คุณ! คุณครับ!!”“คะ!?” อันดาสะดุ้งตกใจ จู่ ๆ ลุงขับแท็กซี่ก็เรียกเธอ เมื่อหันซ้ายหันขวาก็เห็นว่ายังไม่ถึงที่ที่จะลง“เสียงมือถือคุณดังนานแล้ว ไม่รับเหรอครับ”“อ้อ! เอ่อ…ขอบคุณค่ะ” มือบางรีบเปิดกระเป๋าหาโทรศัพท์มือถือออกมารับสายทันที “ฮะ ฮาโหล…ค่ะแม่”(…ทำอะไรอยู่อันดา) ปลายสายเงียบไปสักพัก ก่อนจะเอ่ยถาม“เอ่อ อันกำลังออกไปข้างนอกค่ะ”(กำลังไปข้างนอก…) แม่แอนเอ่ยทวนแล้วก็เงียบไปเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง“ค่ะ”(งั้นแม่ไม่กวนแล้วดีกว่า ไว้อันดาถึงบ้านโทรกลับหาแม่หน่อยนะ)“คุยได้ค่ะ อันนั่งแท็กซี่คนเดียว” ทว่าอันดาไม่อยากวางสาย อยากคุยกับแม่แอนให้สบายใจ(แล้วอันดาจะไปไหน)“อันจะไปสมัครงานร้านณิรินค่ะ”(หืม!? ยังไงอันดา) เพราะรู้ว่าลูกสาวไม่ทำงาน แล้วจู่ ๆ ทำไมถึงจะไปสมัครงานขึ้นมา“คือ…อันอยากกลับมาทำงานเหมือนเดิม”(แล้วพี่ปรินซ์เขาว่าไงบ้าง) แม่แอนถามเพราะรู้สาเหตุที่ลูกออกจากงานดี ถึงจะไม่สนับสนุนเท่าไรแต่ลูกสาว
ร้านโกเอกติ่มซำสองสามีภรรยากำลังจัดแจงเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำเมนูติ่มซำต่าง ๆ ไว้ขายในวันถัดไป เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็มานั่งพักที่หน้าทีวี“อันดาโทรมาบ้างไหมช่วงนี้” คนเป็นพ่อเอ่ยถามเสียงเป็นห่วง“ไม่เลย” แม่แอนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ สงสารชีวิตคู่ของลูกที่มีร่องรอยเปราะบาง มีแค่ลูกสาวของพวกเขาที่แบกรับไว้คนเดียวถึงลูกสาวไม่เคยเล่าให้ฟัง แต่คนผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนมีหรือจะดูไม่ออก ได้แต่ส่งกำลังใจห่าง ๆ รอวันที่ลูกมาระบายให้ฟัง“พ่อว่าพ่อโทรไปเองดีกว่า” พ่อเอกรักลูกสาวคนเดียวเหมือนแก้วตาดวงใจ ทรมานใจทุกครั้งที่เห็นลูกสาวทุกข์ ถ้าแต่งงานแล้วไร้ความสุข บางทีก็อยากได้ลูกสาวคนเดิมคืนมา“ดึกแล้วพ่อ เดี๋ยวแม่โทรหาพรุ่งนี้แต่เช้า” แม่แอนห้ามไว้พ่อเอกลังเลมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่กดหาเจอลูกสาวเตรียมต่อสายหาแล้ว“นะพ่อ โทรไปตอนนี้เขาอยู่ด้วยกัน คุยไม่สะดวกหรอก”“อือ” พ่อเอกเข้าใจจึงยอมอย่างว่าง่ายวางโทรศัพท์มือถือไว้หน้าโต๊ะทีวีเหมือนเดิมแต่ลูกชายคนรองเดินเข้ามาได้ยินพอดีจึงร่วมวงสนทนาด้วย“วันก่อนผมโทรไป น้องเสียงไม่ดีเลยครับ” อินเล่าให้ฟัง ทั้งที่เก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน กลัวพ่อแม่จะไม่สบายใจ พยาย
อันดากลับมาถึงบ้านประมาณสามทุ่ม สิ่งแรกที่เธอมองคือรถสามีซึ่งที่จอดรถประจำยังว่างเปล่า‘เขายังไม่กลับบ้าน’พอเข้ามาในบ้านก็เจอกับแม่สามีนั่งอยู่ห้องรับแขก ก่อนจะเดินออกมาดักหน้ามองหน้าลูกสะใภ้ราวกับเป็นสิ่งของต้องห้ามสำหรับบ้านหลังนี้“หึ! บ้านฉันไม่ใช่โรงแรมข้างทางหรอกนะที่จะเข้าจะออกเวลาไหนก็ได้”“…” อันดาเหนื่อยเกินกว่าจะตอบโต้ จึงเดินเลี่ยงไม่ต่อปากต่อคำ“จะไปไหน”“คุณแม่คะ หนูไม่อยากมีเรื่องกับคุณแม่ ถ้าคุณแม่ไม่ชอบหนู เราต่างคนต่างอยู่กันได้ไหม” เธอทำดีที่สุดแล้ว ต่อให้เหนื่อยใจแค่ไหนก็อยากอดทนเพื่อคนที่รัก“จะทำแบบนั้นได้ไง ในเมื่อเธอยังลอยหน้าลอยตาในบ้านฉัน เป็นตัวปัญหาที่ทำให้ลูกฉันกลับบ้านดึกดื่น ป่านนี้ก็คงหนีเมียไปหาความสุขกับผู้หญิงคนอื่นที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจกว่า ไม่ใช่อยู่ด้วยแล้วมีแต่เรื่องปวดหัว” ปรางทิพย์จ้องลูกใภ้ตาเขม็ง รังเกียจรังงอนไม่ชอบขี้หน้าเอาเสียเลย ทำไมลูกเธอต้องแต่งงานกับเด็กต่างจังหวัด ก็แค่ลูกสาวร้านติ่มซำ มันมีดีตรงไหน เทียบไม่ติดเลยสักนิดกับทายาทบริษัทอาหารแปรรูปชื่อดังของประเทศ“พี่ปรินซ์กลับบ้านช้าเพราะทำงาน…” อันดาจะพูดต่อ ว่าที่สามีเธอเครียดจนต้องห
กว่าอันดาจะกลับบ้านก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมงเพราะเธอหาที่นั่งทำใจ เก็บทุกเรื่องไว้คนเดียว ตั้งใจจะกลับไปแล้วไม่เอาเรื่องหนักใจไปให้สามีรับรู้ รู้อยู่แล้วว่าพูดออกไปก็มีแต่เรื่อง พาลให้ทะเลาะกันเปล่า ๆ ยังไงเธอก็ยังอยากรักษาความสัมพันธ์เอาไว้ให้ดีที่สุดซึ่งเมื่อกลับถึงบ้านอันดาก็เตรียมใจไว้ครึ่งหนึ่งแล้วว่าอาจจะทะเลาะกับปรินซ์เรื่องที่กลับช้า ทว่าพอมาถึงบ้าน กลายเป็นเขาที่เข้ามาคุยกับเธอก่อน“อันดาอยู่ในห้องน้ำรึเปล่า”“ค่ะ”“เสร็จธุระแล้วออกมาคุยกับพี่หน่อยสิ” ปรินซ์รู้ว่าอันดาหนีหน้าเข้าไปในห้องน้ำ เขาเห็นว่าเธอเห็นเขาแล้วแต่เดินหนีขึ้นมาบนห้องอันดาสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ก่อนจะออกมาเผชิญหน้ากับปรินซ์หมับ!ร่างสูงสาวเท้าเข้ามากอดภรรยาหลอม ๆ กับเรื่องวันนี้“พี่ขอโทษที่ขึ้นเสียงใส่”“…” อันดาก็เงียบ“พี่ขอโทษที่ผิดนัด”“…” อันดาก็เงียบเช่นเคย“อันดา พูดกับพี่หน่อยสิ”“แม่พี่เป็นยังไงบ้างคะ” ทว่าอันดาเลือกที่จะถามถึงเรื่องที่มีปัญหากัน“นอนพักอยู่โรงพยาบาลน่ะ”“แล้วพี่ไม่ไปเฝ้าเหรอคะ”“พี่แวะมาหาอันดาก่อน แต่เดี๋ยวก็คงกลับไป”“...” อันดาไม่พูดอะไรเพราะรู้อยู่แล้วต้องเป็นแบบนี้ถ้าไม่อ้
มือบางล้างจานข้าวตัวเองหลังทานข้าวเสร็จเรียบร้อย อันดาทำเป็นประจำทุกวันมีแค่มื้อเย็นเท่านั้นที่เธอไม่ต้องทำเองเพราะจะทานข้าวพร้อมกับปรินซ์ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างอันดากับแม่สามีที่สั่งไม่ให้เอาเรื่องนี้ไปฟ้องปรินซ์‘ลูกฉันก็ทำงานเหนื่อยอยู่แล้ว อย่าเอาเรื่องในบ้านไปฟ้องให้ตาปรินซ์เหนื่อยใจล่ะ’เพราะปรินซ์ต้องพิสูจน์ตัวเองในบริษัทเนื่องจากเป็นหลานคนเดียวที่ได้ทำงานจากตำแหน่งทั่วไปให้ไต่เต้าตัวเองด้วยความสามารถต่างจากพวกพี่ ๆ ที่เรียนจบก็เข้ามาบริหารกิจการเลยเหตุนี้มั้ง อันดาเลยยอมทำหูทวนลม ไม่เอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเล่าให้ปรินซ์ พอเขาถามว่าอยู่บ้านเป็นยังไงบ้างก็จะปล่อยผ่านเรื่องในใจตลอดมา กระทั่งเธอผ่านไปได้ยินบางอย่างที่คิดว่าต่อไปเธอน่าจะคุยกับสามีจริงจังสักที“ฉันสงสารคุณอันดาวะ!” ดาวสาวใช้ในบ้านกำลังรอผ้าในเครื่อง ระหว่างนั้นก็เปิดหัวข้อเพื่อเม้าท์มอยข้ามเวลาไปพลางๆ“เออวะ แต่งเข้ามาต้องมาทำงานเหมือนกับเป็นสาวใช้ เรียนจบก็สูง คุณปรินซ์น่าจะให้พาคุณอันดาไปช่วยงานดีกว่ามาอยู่บ้านให้แม่ผัวโขกสับอยู่แบบนี้” นิดร่วมวงสนทนาทันที เห็นทุกวันจนอดที่จะพูดถึงไม่ได้ “สงสารเนอะ มีแม่ผัวใจดำ
หลังแต่งงานปรินซ์พาอันดาเข้ามาอยู่ด้วยกันในบ้าน ไม่ได้แยกออกไปสร้างบ้านหรือซื้อบ้านใหม่เพราะความเป็นลูกคนเดียวเลยหวงแม่เป็นธรรมดา ซึ่งอันดาก็ไม่มีปัญหา ถึงแม้ที่บ้านฝั่งอันดาแนะนำให้แยกออกมาอยู่กันสองคนสามีภรรยา“กฎของบ้านนี้ทานข้าวเสร็จต้องไปล้างจานของตัวเอง จะมาทำตัวเป็นคุณหนูในบ้านนี้ไม่ได้หรอกนะ” ปรินซ์ออกไปทำงาน ปรางทิพย์ก็ออกกฎทันทีซึ่งอันดาไม่มีปัญหากับกฎนี้ เธออยู่หอพักคนเดียวมาตั้งนานเรื่องแค่นี้สบายมากหรืออยู่ที่บ้านเธอก็ทำเป็นเรื่องปกติเธอรู้ว่าแม่สามีหวงลูกมาก จะคอยโทรหาโทรตามอยู่บ่อย ๆ ซึ่งตอนคบกัน ปรินซ์กับอันดาไม่เคยพักด้วยกัน ไม่เคยนอนด้วยกันจนถึงเช้า มีแค่ตอนไปเที่ยวเท่านั้นที่ทั้งคู่สามารถใช้เวลาด้วยกันยี่สิบสี่ชั่วโมงปรินซ์เคยพาอันดาไปเจอแม่หลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งปรางทิพย์ก็จะไม่ชวนเธอคุย จะนั่งเงียบ ๆ มากกว่า แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทางรังเกียจ จนถึงวันที่เธอเปลี่ยนสถานะจากแฟนลูกชายมาเป็นสะใภ้ของบ้านหลังนี้อะไรที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเจอก็ได้เจอ“เสื้อผ้าเธอก็เหมือนกัน ซักเองนะ อย่าใช้คนของฉัน”“หนูไม่มีปัญหาเรื่องนี้ค่ะ เดี๋ยวของพี่ปรินซ์หนูซักให้เองได้ค่







