LOGINคืนนั้นหลังกลับจากบ้านวรโชติพงศ์ มาวินก็หอบความรู้สึกมากมายที่อัดแน่นอยู่ข้างในไปยังบาร์แห่งหนึ่ง นั่งดื่มจนเกือบสว่าง จึงหอบร่างโซซัดโซเซเรียกแท็กซี่กลับบ้านด้วยสภาพ ‘เมาเหมือนหมา’ ที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของบ้านผู้ทำหน้าที่เปิดประตูยังต้องผงะถอยหลังไปไกล กลิ่นแอลกอฮอล์ฟุ้งจนต้องกลั้นหายใจเวลาพยุงกายปวกเปียกของผู้เป็นนายขึ้นยืน
“คุณวินดื่มหนักไปแล้วนะครับ”
มาวินยกศีรษะขึ้น หยัดกายเล็กน้อยแล้วยิ้มตอบ
“โธ่ น้าแสวง นาน ๆ ทีผมดื่มนี่ครับ”
แสวงขมวดคิ้ว จำได้ว่าไม่กี่วันก่อนมาวินก็เมาเละเทะกลับมาแบบนี้ไม่มีผิด ด้วยความที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็กย่อมต้องแปลกใจกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของเจ้านายไม่น้อย อดถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยถามไม่ได้
“คุณวินมีอะไรเล่าให้ผมฟังได้นะครับ ผมเห็นคุณวินเป็นแบบนี้แล้วเป็นห่วงจริง ๆ”
มาวินไม่ได้ตอบ ยิ้มแล้วพยักหน้ารับความห่วงใย ก่อนหยัดกายขึ้นอีกครั้ง พยายามก้าวขาไปข้างหน้า ทว่าร่างกายไม่ให้ความร่วมมือ เขาเซจนทิ้งน้ำหนักไปข้างหน้าแทบจะล้มคว่ำลงไป ลุงแสวงเห็นว่าตนแบกเจ้านายกลับไม่ไหว ด้วยวัยที่ต่างกันมากจึงค่อย ๆ พยุงคนเมาไปนั่งที่เก้าอี้ในป้อมยามใกล้ๆ ประตูใหญ่
“คุณวินรอผมตรงนี้นะครับ ผมจะไปตามไอ้มีมาช่วยแบกกลับห้อง” ร่างผอมของชายวัยกลางคนวิ่งหายไปในความมืดทันที
มาวินแค่นหัวเราะ ส่ายหน้าแรง ๆ เรียกสติ ก่อนพยุงกายขึ้นยืนอีกครั้ง เดินโซซัดโซเซไปข้างหน้าด้วยสายตาพร่าเบลอ ครองสติได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ลากสังขารอ่อนระโหยของตนมาจนถึงบ้านหลังหนึ่ง
เขาเพ่งสายตามอง ก่อนหรี่เล็กลงยามขบคิดด้วยสติไม่เต็มร้อย
“บ้านเราเหรอวะ ทำไมมันหลังเล็ก ๆ” เขาถามตนเองพลางสะบัดหัวแรง ๆ อีกที เห็นบานประตูใกล้เพียงเอื้อมถึง ความนึกคิดที่พยายามเค้นก็เลอะเลือนไปบ้าง จึงพาร่างโซเซไปถึงบานประตู หมุนลูกบิดแรง ๆ สองครั้ง เห็นว่าข้างในล็อกเอาไว้ก็ขมวดคิ้วมุ่น
“นมแม้นล็อกบ้านแล้วเหรอวะ”
ปกติถ้าเขากลับบ้านช้า จะมีคนคอยรอเปิดประตูให้
เช่นนี้หรือเขาต้องกลับไปหาลุงแสวง แต่ตอนนี้แค่หันหลังเขาก็ยังทรงตัวไม่ไหวแล้ว ขืนลากสังขารกลับไปอีกรอบมีหวังล้มหัวทิ่มบ่อน้ำพุตรงลานหน้าตายคาที่แหง ๆ
สุดท้ายหลังจากใคร่ครวญพักหนึ่งจึงตัดสินใจเคาะประตู
เขายื่นมือสั่นเทาไปที่บานประตู ออกแรงที่มีทั้งหมดเคาะออกไป
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เคาะเสร็จ ร่างสูงก็ทรุดลงไปกองกับพื้น จนต้องขยับกายเอนหลังพิงบานประตูเอาไว้ ด้วยลุกขึ้นไม่ไหวแล้วจริงๆ แรงเฮือกสุดท้ายเขาใช้เคาะประตูไปหมดแล้วจึงไม่เหลือแม้กระทั่งพลังในการลืมตา
แอ๊ด
อัก!
ทว่า… ตอนที่สติเลือนราง เขาเห็นร่างเล็กของใครสักคนก้มลงมอง เพราะมาวินหงายหลังลงตอนที่บานประตูเปิดแง้ม คนตัวน้อยที่ยืนก้มมองเขาหรี่ตา เบ้ปากเล็ก ๆพร้อมทำเสียงฮึดฮัดขัดใจ
“มาโผล่ที่นี่ได้ไงเนี่ย!” เสียงหวานใสบ่มพึมพำ ก่อนก้าวข้ามร่างสูงที่นอนขวางประตูออกไป มองซ้ายมองขวามีแต่ความเงียบงัน และมืดสนิทจึงหันกลับมามองร่างใหญ่โตของคนเมาอีกครั้ง
แม้จะไม่ชอบใจ และ ‘ไม่ชอบเขา’ เท่าไรนัก แต่ก็ไม่ใจร้ายพอจะปล่อยให้คนเมาที่เป็นถึงลูกชายเจ้าของบ้านนอนขวางหน้าประตูอยู่แบบนี้ อัยรินกัดฟันสอดมือเข้าใต้รักแร้คนเมา กึ่งลากกึ่งถูคนตัวสูงเข้าไปในบ้านอย่างทุลักทุเลโดยไม่ปิดประตู ตั้งใจว่าเมื่อนำเขาไปนอนดี ๆ แล้วจึงจะเดินไปปลุกนมแม้น
ทว่าเพียงทิ้งร่างคนเมาลงตรงพรมหน้าทีวีเท่านั้นแหละ คนเมาที่เหมือนจะไม่มีสติกลับคว้ามือสะเปะสะปะมาทางเธอ
“อย่ามาแตะนะ!” เสียงหวานตวาดแว้ดพร้อมใบหน้าไม่ชอบใจส่งผลให้คนเมาสะดุ้งเล็กน้อย หากตอนปรือตามองก็เห็นเพียงเงาเลือนรางของยายตัวจ้อย ไม่ทันคิดด้วยซ้ำว่าคนที่ออกแรงเท่ามดงานลากเขาเข้ามาในบ้านคือใคร
ด้วยความที่พอจะหลงเหลือสติอยู่บ้าง ชายหนุ่มจึงพยุงกายลุกขึ้นนั่ง เงยหน้าเพ่งสายตามองหาเจ้าของเสียง พบว่าคนที่แว้ดใส่เขาเมื่อครู่ ยืนเท้าสะเอวอยู่เบื้องหน้าในระยะสายตา ตามด้วยเสียงสบถว่าเบา ๆ
“เมาเหมือนหมา”
มาวินขมวดคิ้ว ได้ยินชัดเจนว่าคนเล็กกว่าที่ยืนเท้าสะเอวมองมากล่าววาจาเช่นไร แม้ตัวเขาจะเมาเหมือนหมาจริง ๆ แต่ก็อดขุ่นใจในคำพูดตรงไปตรงมาที่บอกชัดถึงความไม่ชอบใจของอีกฝ่ายไม่ได้
มือหนาคว้ามับเข้าที่ข้อเท้าเล็ก แล้วออกแรงที่เหลือทั้งหมดกระชากร่างน้อยจนเสียหลังล้มทับลงมา
“ว้าย” เสียงหวีดร้องไม่เบานัก มาวินจึงแค่นเสียงเยาะในลำคอ
“ตาเฒ่าบ้ากาม”
แต่พอได้ยินคำบริภาษต่อมาหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นขมวดเป็นปมยุ่งเยิงทันที มาวินรวบร่างน้อยที่เล็กจนเขาเริ่มสงสัย ผลักเพียงเล็กน้อย คนบนร่างก็กลายเป็นคนใต้ร่าง
เขาใช้มือหนาดึงข้อมือน้อยทั้งสองข้างเอาไว้ สะบัดใบหน้าแรง ๆ เพื่อเรียกสติ พยายามเพ่งมองคนใต้ร่างอย่างพิจารณา
อยากรู้นักว่าเป็นใครในบ้านหลังนี้ที่กล้าเรียกเขาว่า ‘ตาเฒ่า’ ได้เต็มปากเต็มคำ
ทว่า… กลิ่นกายหอมละมุนผ่อนคลายที่มาจากคนถูกตรึงใต้ร่างส่งผลให้หัวคิ้วของชายหนุ่มผูกแน่นกว่าเดิม กลิ่นนี้ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมแบรนด์หรูที่เคยได้กลิ่นจากสาวๆ ที่ผ่านมา แต่คล้ายกลับว่า… จะเป็นกลิ่นแป้งเด็ก
ดวงตาคมกล้าหรี่แคบลง
“ธะ เธอ”
ริมฝีปากหนาขยับเอ่ยได้เพียงเท่านี้ เสียงบานประตูก็แง้มเปิด ตามมาด้วยเสียงฝีเท้า และ…
“กรี๊ด คุณวินทำอะไรหนูอัยย์ของนม กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องที่เรียกคนทั้งบ้านมามุงดูเขาเป็นตาเดียว
พลั่ก!
เสียงร่างสองร่างชนกันดังอักจนใบหน้าที่ก้มลงจนแทบชิดใบหน้าบิดเบ้ของคนใต้ร่างต้องเงยขึ้นมอง เห็นเงาเรือนร่างคุ้นตากว่าคนที่เขาทาบทับเอาไว้จึงขมวดคิ้ว
“คะ คุณวิน เอ่อ ปล่อยหนูอัยย์เถอะครับ เธอ เอ่อ เธอเพิ่งอยู่ประถมเองนะครับ”
มาวินเมาจนครองสติแทบไม่ได้ เขาไม่ทันฉุกใจกับคำว่า ‘อยู่ประถม’ เพราะฟังผ่านหูไปเท่านั้น กระทั่งร่างสูงถูกคนมาใหม่ ‘ทั้งหมด’ แบกขึ้นจึงทิ้งกายลงบนร่างสูงใกล้เคียงตน ไม่เอ่ยอะไรอีก สิ้นเรี่ยวแรงอย่างสมบูรณ์
หากก่อนที่สติของคนเมาจะเลือนหายไปนั้น เขาได้ยินเสียงคุ้นเคยของใครสักคนดังแทรกเข้ามา
“คุณวินรังแกหนูอัยย์ค่ะ!”
เขาคิดว่าตัวเองหูฝาด เพราะได้ยินชัดบ้างไม่ชัดบ้าง หลังจากนั้นก็มีเสียงฮือฮาของคนหลายคนดังตามมาติด ๆ สุดท้ายก่อนสติจะดับวูบไป เป็นเสียงกังวานใสตวาดแว้ดขึ้นมาด้วย
“ใช่ค่ะ ตาเฒ่าลามกคนนั้นรังแกหนูค่ะ!”
ให้ตายเถอะ คนอื่นพูดอะไรเขาได้ยินไม่ชัดนัก แต่เสียงหวานใสที่ได้ยินเพียงครั้งเดียวก็ติดหูนี่กลับชัดเจนทุกถ้อยคำ โดยเฉพาะคำว่าตาเฒ่าลามก
เพียงแต่ชายหนุ่มเมาจนแทบครองสติไม่อยู่จึงไม่ทันได้ไต่ตรอง ถูกแบกกลับไปยังบ้านอีกหลัง ก่อนจะถูกส่งเข้านอนบนเตียงหนานุ่มกลิ่นคุ้นเคยได้อย่างไรยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นเช้าวันต่อมา ‘จำเลย’ จึงถูกโทษทัณฑ์อย่างไม่เข้าใจอะไรเลย
“มีอะไรทานบ้างครับ” ร่างสูงที่ก้าวเข้ามาในห้องรับประทานอาหารพร้อมเสียงแหบแห้งถามหาอะไรสักอย่างเรียกความสดชื่นของตนส่งผลให้ทุกคนที่อยู่ในห้องหันมามองเขาเป็นจุดเดียว
นมแม้นที่ยืนใกล้คุณหญิงวารีปรี่เข้าไปกระซิบบางอย่างพร้อมใช้สายตาตำหนิแกมหมั่นไส้มองมาอย่างชัดเจน
มาวินเลิกคิ้วสงสัย หากก็ยังเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ตัวประจำที่ตนเองนั่งเสมอ ก่อนจะหันไปสั่งร่างเล็กที่กำลังเดินถือถาดใส่เครื่องดื่มสมุนไพรของคุณหญิงวารีเข้ามาเสียงเข้ม
“เธอ” เขาชี้ไปที่ร่างเล็กจ้อยซึ่งชะงักทันทีที่ได้ยินเสียงแข็ง ๆ ของเขา “ขอกาแฟดำให้ฉันแก้วนึง”
ชายหนุ่มสั่งเสร็จก็ทิ้งกายพิงพนักเก้าอี้ ยกมือลูบใบหน้าแรง ๆ โดยไม่ทันได้สังเกตสีหน้าที่เปลี่ยนไปของสมาชิกในห้อง กระทั่ง…
“มาวิน!” ชื่อเต็มบวกน้ำเสียงแข็งกร้าวจากมารดาทำให้ชายหนุ่มต้องหยัดกายขึ้นนั่งหลังตรง กะพริบตามองใบหน้าถมึงทึงของมารดาด้วยความไม่เข้าใจ
ก่อนจะนึกได้ว่าเมื่อคืนเมาหัวราน้ำกลับมาก็เกือบสว่างจึงขยับปากแก้ตัว
“อะ เอ่อ ผมจะพยายามไม่ทำอีกครับ”
เพียงแต่การแก้ตัวของเขาในเช้านี้ เป็นคนละเรื่องกับความเข้าใจของทุกคนในห้อง ดังนั้นพอเขาเอ่ยปากง่ายๆ ออกมาอย่างไร้ความรับผิดชอบ สีหน้าของทุกคนจึงดำคล้ำทันที
“คุณวิน!”
คราวนี้นมแม้นร้องขึ้นมาเสียงหลง ถลาเข้าไปโอบกอดสาวน้อยที่มาวินเพิ่งสั่งให้ไปชงกาแฟเอาไว้แน่น แถมส่งสายตามาดร้ายมาให้เขาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
มาวินงงหนักกว่าเดิม จากเลิกคิ้วกลายเป็นขมวดคิ้วแทน
“อะไรกันครับนม ทำไมต้องร้องเสียงดังขนาดนั้น ผมสัญญาครับวันหลังจะไม่ทำอีก ถ้าทำจะเบามือกว่านี้ครับ”
เบามือของเขาหมายถึงเรื่องแอลกอฮอล์
แต่คนฟังกลับคิดไปอีกทาง…
นมแม้นเม้มปาก มือที่กอดร่างน้อยสั่นเทา ก่อนใบหน้าเหี่ยวย่นจะเชิดขึ้นสูง พร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเง้ากระงอดต่อคุณหญิงวารี
“คุณหญิงต้องจัดการให้เรานะคะ เมื่อคืนเราถูกรังแก” กล่าวจบก็แย่งถาดในมือของอัยรินไปถือเอาไว้ มองส่งสายตาจิกกัดให้มาวินอีกครั้ง ก่อนสะบัดหน้าหนี เดินไปหาคุณหญิงวารีด้วยท่าทีอ่อนโยน แตกต่างจากการปฏิบัติต่อมาวินอย่างสิ้นเชิง
“นมจะพาหนูอัยย์ออกไปก่อนนะคะ”
คุณหญิงวารีสีหน้าไม่สู้ดีนัก หากก็พยักหน้ารับสองสามที
“ไปเถอะ”
นมแม้นพาร่างน้อยออกไปจากห้องรับประทานอาหารของบ้าน ทว่ายังก้าวไปได้ไม่กี่ก้าวเสียงคนตัวโตก็ร้องขึ้นมาอย่างออกคำสั่ง
“เดี๋ยว อย่าลืมกาแฟดำของฉันล่ะ!”
นมแม้นสองคนต่างวัยที่กำลังเดินออกจากห้องรับประทานอาหารชะงัก ก่อนนมแม้นจะเป็นฝ่ายหันมาถลึงตาใส่
“รบกวนคุณมาวินไปชงเองในครัวนะคะ เราสองคนขอตัว!”
หางเสียงสะบัดอย่างที่มาวินไม่เคยได้ยิน ชายหนุ่มย่นหัวคิ้ว มองหญิงชราแสนรักของตนสลับกับสาวน้อยข้างกายอีกฝ่ายด้วยสายตาตั้งคำถาม เพียงแต่สายตายังไม่ตกบนร่างของเด็กคนนั้น นมแม้นก็ถลาขึ้นหน้า ขวางสายตาของเขาไว้ทันที
“ห้ามมองนะคะ!”
กล่าวอย่างหวงแหนแล้วลากตัวสาวน้อยจากไป ทิ้งให้มาวินนั่งงงงัน กระทั่งหันหน้ากลับมาหามารดา… สายตาเย็นชาของผู้ให้กำเนิดยิ่งส่งผลให้เขาไม่เข้าใจหนักขึ้นไปอีก
“แม่ว่าเรามีเรื่องต้องคุยกันยาว”
**** เนื้อหายังมีติดขัดต้องขออภัยนะคะ
ฝากหนูอัยย์กับมาวินด้วยนะคะ
เนื้อหาที่ลงยังไม่มีการปรับแก้ ตรวจคำผิด
อาจมีบางส่วนผิดพลาดต้องขออภัยด้วยนะคะ
ขอบคุณที่ติดตามกันมาตลอด ทุกๆ เรื่องเลยนะคะ
รัก... เอริณ
(ต่อ) ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะกระจกตอนเช้ามืดเสียงดังกว่าปกติ มาวินจึงสะดุ้งตื่น เห็นใบหน้าคุ้นตาในความสลัวราง ใบหน้าหล่อเหลาอิดโรยจึงค่อยๆ ระบายยิ้มกว้าง เลื่อนกระจกลงทันที “หนูอัยย์” อัยรินหยัดกายขึ้นยืน ถอนหายใจเบาๆ ก่อนเอ่ย “เข้าไปนอนข้างในเถอะค่ะ” ชายหนุ่มผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าไปนอนในบ้านโดยไม่ทันตั้งตัว เบิกตาโต แต่รอยยิ้มกลับกว้างขึ้นอีก “อะ เอ่อ ให้พี่เข้าไปนอนในบ้านเหรอครับ” เห็นสีหน้าตื่นเต้นดีใจเกินกว่าเหตุก็อยากจะถอนหายใจ
บทที่33 “ฉันก็แค่อยากหาโอกาสได้อยู่กับลูกกับเมีย” ตอนแรกคริสยังนึกสงสัยกับคำพูดเศร้าสร้อยของเจ้านาย ทว่าหลังจากขนกระเป๋าข้าวของขึ้นหลังรถแล้วขับออกมาจากโรงแรมทันที โดยไม่รอให้ถึงเช้า จอดเทียบที่รั้วข้างบ้านของอัยรินอย่างไม่กลัวอีกฝ่ายจะเห็นเช่นเคยอีก หนุ่มนัยน์ตาสีฟ้าจึงค่อยๆ กระจ่างใจ “ก็คือมาขอที่นอนแบบไม่เอ่ยบอก แต่แสดงออกอย่างชัดเจน?” มาวินไม่ได้ตอบ เพียงกระแอมในลำคอ เสหลบสายตาด้วยการเหม่อออกไปนอกกระจกรถ เห็นบ้านหลังน้อยของอัยรินกับลูกอยู่เพียงระยะสายตา จึงถอนหายใจแผ่วเบา คิดถึงอุ้งมือน้อยๆ ของมิลินทรา สายตาเยือกเย็น แต่แฝงเร้นความคุ้นเคยของอัยรินแล้วถอนหายใจซ้ำอีกครั้ง ก่
(ต่อ) “งั้นวันนี้พี่กลับก่อนนะครับ พรุ่งนี้บ่ายๆ พี่เข้ามา จะได้ไม่รบกวนหนูอัยย์” อัยรินพยักหน้าตอบ ใบหน้ายังไม่มีรอยยิ้มแย้มสดใสเช่นวันวาน แต่แววตาไม่กร้าวกระด้างห่างเหินนักแล้ว หากคำตอบก็ยังสั้นกระชับเหมือนเดิม “ค่ะ” มาวินไม่ได้ว่าอะไร เพียงยิ้มกว้างขึ้น หันไปมองใบหน้ากลม เอื้อมมือไปลูบแก้มอิ่มเบาๆ แล้วเอ่ยลาเจ้าตัวน้อยด้วย “วันนี้ปะป๊ากลับก่อนนะครับ พรุ่งนี้ปะป๊ามาหาใหม่” คราวนี้ไม่รู้มิลินทราเข้าใจหรือไม่อีกเช่นเคย แต่เจ้าตัวเล็กก็ลุกจากม้าเด้งดึ๋ง เดินเตาะแตะเข้ามา สวมกอดบิดาเต็มรัก
บทที่32ปะปะของมิลิน ไม่ว่าสุดท้ายในใจของอัยรินจะสะใจหรือประทับใจ หญิงสาวก็ยังคงเดินเข้าบ้าน มองอดีตสามีเตรียมมื้อเย็น ตั้งโต๊ะ ทั้งยังช่วยขนข้าวของที่ซื้อมาจากตลาดเข้าไว้ในตู้เย็นอย่างขมีขมัน หญิงสาวทอดถอนหายใจ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกแปลกประหลาด มาวินในฉบับ ‘คนดี’ ดูไม่ค่อยคุ้นเคยอย่างไรก็ไม่รู้ แต่สุดท้ายเธอก็ยังเดินเข้าไปช่วยเขาแกะถุงกับข้าวใส่ถ้วย ตักข้าวจากหม้อใส่จาน รวมถึงเตรียมโต๊ะกินข้าวของมิลินทรา ก่อนหันไปบอกคริสให้พาลูกสาวมานั่งรอ “คุณคริสพามิลินมานั่งรอก่อนนะคะ” กล่าวพลางกางโต๊ะญี่ปุ่นขนาดใหญ่ พลางเดินกลับเข้าครัวไปยกกับข้าวออกมาวาง คริสเห็นสองคน ‘สามีภรรยา’ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ
(ต่อ) “กลับมาแล้วเหรอ” อัยรินพยักหน้าตอบ ก่อนหันไปมองบุตรสาว จากนั้นเหลือบมองเจ้าสี่ขาที่กำลังนั่งนิ่งข้างขาของมาวิน เห็นชัดว่าชายหนุ่มทำหน้าที่บิดาได้ดีพอสมควร นอกจากจะปลอบลูกได้ ยังทำให้เจ้ามอมแมมเชื่อฟังได้อีกด้วย หากแต่หญิงสาวไม่ได้เอ่ยความคิดในใจ เพียงเหลือบตาขึ้นมองอดีตสามี เห็นเขายังอุ้มลูกอยู่คาอกก็นึกรู้ว่าน่าจะใกล้ได้เวลากินข้าวเย็นของลูกสาวก็เลยถือโอกาสออกไปซื้อกับข้าวอีกครั้ง “ถ้ามิลินไม่งอแงแล้ว ฉันขอออกไปซื้อกับข้าวหน่อยนะคะ” มาวินชะงัก เม้มปากเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยังพยักหน้าตกลง “ได้” ครุ่นคิดอีกครู่ใหญ่จึงอ้อมแอ้มเอ่ยถามออกไปเสียงเบา “เอ่อ พะ พี่ขอฝากท้องไว้อีกสักคนสองคนได้ไหมครับ” &nbs
บทที่31 มาวินไม่รู้หรอกว่าในอนาคตสถานะของเขาจะเป็นเช่นไร หากแต่วันนี้เขารู้เพียงว่าต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด มีสติที่สุด และจะไม่ยอมให้ตัวเองทำร้ายอัยรินกับลูกอีก ดังนั้นเมื่อได้ยินว่าอัยรินต้องการออกไปดูร้านกาแฟเล็กๆ ของเธอ โดยจะให้เขากับคริสอยู่ดูแลลูกจนกว่าจะตื่น มาวินจึงทำได้เพียงพยักหน้ารับพร้อมกลืนน้ำลายลงคอ กระนั้นตอนที่หญิงสาวกำลังจะขับรถจักรยานยนต์คู่ใจของเธอออกไป เขาก็ยังเผลอเอ่ยปากรั้งเอาไว้เสียงเบา “หนะ หนูอัยย์” อัยรินชะงัก ผินหน้ากลับมาพร้อมถอนหายใจตอบ “เดี๋ยวก็กลับค่ะ ถ้าลูกตื่นก็พาเล่นหรืออาบน้ำก็ได้ค่ะ จะได้สดชื่น” กล่าวจบก็ควบขี่จักรยานยนต์ขาวแดงคันนั้นจากไปทันที มาวินกับคริสยืนมองส่งจนเงาหลังร่างบอบบางลับสายตาจึงหันกลับมาสบตากัน
บทที่22รอยร้าว“หรือคุณอัยย์จะท้อง!”
บทที่14ตั้งสติ“คุณ… ทำบ้าอะไร!”
บทที่9วิวาห์ล่ม“ขอโทษ…”โน้ตสั้นๆ ที่บรรจงเขียนด้วยลายมือถูกวางลงบนชุดเจ้าบ่าวบนเตียง
(ต่อ)เด็กนั่น!มาวินแทบจะตะโกนเสียงดังเมื่อแผ่นหลังคุ้นตากำลังก้มๆ เงยๆ อยู่บนแปลงผักหลังบ้าน ทั้งๆ ที่รอบกายเคยเป็นสวนสวยที่เขาลงมือตกแต่งเองเมื่อหล







