LOGINศิษย์สายตรงยอดเขามณีรัตนะ
สุราดอกท้อชั้นเลิศกรอกเข้าไปในริมฝีปากสีกลีบท้อที่บวมเจ่ออย่างน่ารังแกเป็นไหที่สาม ขนตาพริ้งพรายปรือลงตามสติที่เลือนราง ยามที่ยังมีจินตานอาจารย์ของเขาก็คออ่อนมากแล้ว นับประสาอะไรกับในยามนี้ที่เขาทำลายเม็ดโอสถสีท้อไปแล้ว ซ้ำยังย่ำยีร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรพิการจนไม่มีส่วนใดเว้นว่างจากรอยบอบช้ำ
ร่างที่อ่อนระทวยคล้ายใกล้จะสิ้นลมคาอ้อมกอดของเขาสำลักไอเอาน้ำสุราที่ถูกจับกรอกออกมา สุราที่เหลือรินรดท่วมดวงหน้างามล้ำซ้ำเติมสภาพแสนน่าเวทนา มือแกร่งจับกรอบหน้าเรียวสวย บีบอย่างแรงบังคับให้ปากบางอ้าออกอีกครั้ง
“ดื่มเข้าไปอีกสิ เสิ่นซิงอี นี่เป็นสุราที่หมักมาจากดอกท้อเซียนที่เจ้าชอบนักหนาเชียว ข้ายกต้นท้อเซียนทั้งต้นนั้นให้กับเจ้า แต่หลังจากข้าทำลายจินตานของเจ้า ทำให้เจ้ากลายเป็นดั่งคนพิการก็ไม่สามารถกินผลท้อเซียนที่ต้องใช้ปราณในร่างซึมซับได้ ข้าจึงสั่งให้คนนำดอกท้อเซียนเหล่านั้นไปหมักเป็นสุราที่คนพิการอย่างเจ้ากินได้โดยเฉพาะ อย่าทำลายน้ำใจของข้านักสิ อาจารย์”
น้ำตาไหลรินจากดวงตาเมล็ดซิ่งคู่งาม ภายในนั้นไม่เหลือร่องรอยของดอกท้อโปรยปรายอันเป็นสัญลักษณ์แห่งตบะทั้งชีวิตของปรมาจารย์มนตรา ลี่จิ่นยกยิ้มพึงพอใจ ลิ้นร้อนไล้เลียหยาดน้ำค้างจากดอกไม้งาม ลิ้มรสชาติแห่งความขมขื่นอันแสนหวานล้ำ
“ข้าดีกับเจ้าถึงเพียงนี้ เหตุใดจึงยังไม่ยอมปริปากพูดกับข้าสักคำเล่า? แต่ก่อนเจ้าชอบพูดคุยกับข้าเป็นที่สุดมิใช่หรืออย่างไร?”
ดวงตาแดงช้ำปิดลงด้วยไม่อยากรับรู้สิ่งใดอีก ปากสีดอกท้อสั่นระริกเม้มแน่นข่มกลั้นความอ่อนแอมิให้แสดงออกมา
“เวลาที่เจ้าเมาจะพูดไม่หยุดจนกว่าจะหลับไปมิใช่หรือ เหตุใดจึงยังไม่ยอมปริปากเล่า หรือว่าฤทธิ์ของสุราดอกท้อเซียนจะอ่อนเกินไป?”
รสชาติลึกล้ำของสุราดอกท้อเซียนมิได้ถูกเชยชม มีเพียงความขมจับใจที่คลาคลุ้งอยู่เต็มปาก ในอกจุกล้นไปด้วยความเสียใจและคำถาม แต่เดิมเขากับศิษย์รักที่กลับมาจากการท่องยุทธภพควรจะนั่งเคียงข้าง ร่ำสุราพลางสนทนาถึงเรื่องราวการเดินทางอันสะท้านฟ้าสะเทือนดินของลี่จิ่นกันอย่างสุขสำราญ เขาควรจะได้ชื่นชม ได้บอกว่าเขาภาคภูมิใจในตัวศิษย์รักผู้นี้มากเพียงใด เหตุใดเรื่องราวจึงกลับตาลปัตรเช่นนี้
อดีตเจ้ายอดเขามณีรัตนะยังไม่ยอมปริปาก ลี่จิ่นแค่นเสียงหัวเราะเยียบเย็น “อาจารย์ มิใช่ว่าท่านต้องตามใจข้าทุกอย่างหรอกรึ? จนถึงตอนนี้เจ้ากลับกล้าที่จะเมินเฉยข้า! ทั้งที่เป็นแค่เสิ่นซิงอี เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเพียรพิการ เป็นแค่…”
มือเรียวยกขึ้นทาบทับปากทรงกระจับที่กำลังคุกรุ่นไปด้วยอารมณ์ร้อน คิ้วเรียวขมวดมุ่นอย่างไม่อยากได้ยินคำพูดต่อไป
“หยุดเสียทีเถอะ ข้าไม่อยากได้ยินคำนั้นจากปากเจ้าอีกแล้ว”
“หึ อย่างกับเจ้ารู้ว่าข้าจะพูดว่าอะไร ผู้สูงส่งอย่างเจ้าทั้งชีวิตคงไม่เคยได้ยินถ้อยคำหยาบช้าเหล่านั้นด้วยซ้ำ”
ปากบางเม้มแน่นจนไร้สี สุดท้าย ไม่ว่าจะด้วยฤทธิ์สุราหรือเพราะอารมณ์ชั่ววูบ อาการสั่นก็หยุดลง ดวงตาเมล็ดซิ่งคู่งามลืมขึ้นจ้องสบกับดวงตาพญาหงส์แดงก่ำ “…เป็นแค่โสเภณีต่ำต้อยมีค่าเพียงอุ่นเตียงเจ้า บำเรอกามให้เจ้า แล้วเจ้าก็จะพูดต่อว่า จะทำให้ข้าตกเป็นทาสของเจ้าทั้งกายใจ พอเสียทีเถอะ คำพูดเหล่านั้น พูดออกมาเองยังดีเสียกว่าฟังจากปากเจ้า”
ลี่จิ่นตกตะลึง “เจ้า…รู้ได้อย่างไร?”
สายธารน้ำตาที่หยุดไปแล้วกลับพรั่งพรูลงมาอีกครั้ง “ข้าฟังมันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว เจ้าพอเสียทีเถอะ ลี่จิ่น อาจารย์ขอร้อง ศิษย์ข้า ได้โปรดกลับมาด้วยเถิด”
ยอดเขามณีรัตนะในยามนี้มีศิษย์อยู่สามคน
โจวเซี่ยนเก่งกาจด้านมนตราและเชี่ยวชาญวิชากระบี่ผลึกแก้วของสำนัก เรียกได้ว่าเป็นศิษย์ในอุดมคติของยอดเขามณีรัตนะ หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด อีกสามเดือนก็จะลงเขาไปท่องยุทธภพหาประสบการณ์ตามขนบธรรมเนียม
ซุนผิงผู้ไร้พรสวรรค์ในทุก ๆ ด้าน ในวันสุดท้ายของชีวิตการเป็นศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการ ก็ได้ทำการอุกฉกาจ บุกไปช่วยขโมยผลท้อเซียนในจังหวะที่ผู้เฒ่าซ่งกำลังไล่กวดเจ้ายอดเขาเสิ่นอยู่ จนได้ผลท้อเซียนห้าร้อยปีลูกโตนำไปกราบแทบเท้าเจ้ายอดเขา ขอร้องให้รับตนขึ้นเขา นับเป็นตำนานการฝากตนเป็นศิษย์ที่ตราตรึงใจของเสิ่นซิงอีมากที่สุด เนื่องจากทำให้เขาขำขันเสียจนปฏิเสธไม่ได้
เด็กหนุ่มก้มหน้าต่ำแทบมุดพื้น สองแขนยกผลท้อเซียนห้าร้อยปีชูขึ้นเหนือศีรษะให้สูงที่สุด “ผู้อาวุโสหนิงเฉิน ขอบเขตระยะเวลาการเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของข้าจะหมดลงในวันนี้แล้ว ยอดเขามณีรัตนะยังไม่มีคนดูแลใช่หรือไม่? งานอะไรข้าทำหมด จะเป็นศิษย์หรือเป็นคนรับใช้ก็ได้ โปรดรับข้าขึ้นเขาด้วยเถิดขอรับ!”
ด้วยเหตุนี้ เสิ่นซิงอีจึงรับซุนผิงมาเป็นศิษย์สายตรง ยกทุกงานจิปาถะบนยอดเขามณีรัตนะให้เขาทำแล้วนั่งแทะผลท้อเซียนห้าร้อยปีอย่างสุขสำราญ
คนสุดท้ายคืออวี้เหวินจี๋ซึ่งถูกอาจารย์และศิษย์พี่ทั้งหลายเปลี่ยนชื่อเป็นอวี้เหวินจวี๋ให้เรียบร้อย เจ้าส้มที่แต่เดิมเสิ่นซิงอีรับขึ้นเขามาเพราะลี่จิ่นรบเร้าอยากได้ศิษย์น้อง มาคิดตอนนี้ดูอย่างไรก็ถูกเลือกมาเพื่อกลั่นแกล้งแท้ ๆ ช่างน่าสงสาร
ในชาตินี้ เสิ่นซิงอีรับเขามาเป็นศิษย์สายตรงก่อนที่สถานะศิษย์สำนักจะหมดอายุ นับเป็นชาติแรกที่อาจวี๋ได้เป็นศิษย์พี่ของลี่จิ่น
และเวลานี้ เขาก็ถูกมัดมือชกให้รับศิษย์คนที่สี่ขึ้นยอดเขามณีรัตนะมา โดยลี่จิ่นผู้ฝ่าทะลุขั้นหลอมแก่นปราณด้วยตัวเองก่อนจะถูกขับออกจากสำนักอย่างพอดิบพอดี
มาคิดดูแล้ว บนยอดเขามณีรัตนะในตอนนี้ก็มีแต่พวกที่กลายเป็นศิษย์สายตรงก่อนจะหมดสถานะศิษย์สำนักทั้งนั้นเลยนี่นา
ผู้อาวุโสหนิงเฉินเป็นต้องปวดเศียรกับข่าวลือใหม่ว่า เขาเป็นพวกชอบรับศิษย์แบบฉุกละหุก ไม่คัดเลือกศิษย์เข้าใหม่ แต่จับเอาศิษย์ที่กำลังจะหมดสถานะศิษย์สำนักมาเป็นศิษย์สายตรง สร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ให้กับเหล่าศิษย์ที่กำลังจะถูกขับไล่ว่าวันสุดท้ายจะมีริ้วขาวเหาะจากยอดเขามณีรัตนะลงมารับพวกเขาไป
ซุนผิงจ้องมองศิษย์น้องคนใหม่ที่ขึ้นเขาด้วยวิธีการอันน่าตกตะลึงขี่กระบี่ตามหลังอาจารย์กลับยอดเขามา
“ศิษย์น้องลี่จิ่น คารวะศิษย์พี่สิบสี่” ลี่จิ่นทักทายซุนผิงเสียงห้วน เขาไม่ชอบสายตาที่จ้องเขาเขม็งไม่วางตาของอีกฝ่ายเอาเสียเลย
“แปลกแฮะ ไม่ใช่ว่าเจ้าต้องมีปีกด้วยรึ? หรือสายข่าวของข้าจะคุยโวเพื่อให้เรื่องราวพิสดารไปอย่างนั้น” ซุนผิงพึมพำกับตัวเอง
“ลี่จิ่นเก็บปีกกลับเข้าไปได้น่ะ ศิษย์น้องเล็ก เอาปีกของเจ้าออกมาให้ศิษย์พี่ซุนดูเร็วเข้า” อวี้เหวินจี๋คะยั้นคะยอด้วยความตื่นเต้น เผ่าฟ้าผู้ถือว่าตัวเองสูงส่งดั่งเทพเซียน ไม่ปรากฏกายในแดนมนุษย์มาช้านานจนแทบจะกลายเป็นเพียงตำนานเล่าขานไปแล้ว ยิ่งลูกครึ่งเผ่าฟ้านั้นยิ่งไม่เคยมีใครได้ยินมาก่อน
ลี่จิ่นกลับเพียงยกยิ้มแข็งทื่อไร้ความจริงใจ “ข้าทำไม่ได้หรอก”
ศิษย์คนใหม่เดินผ่านศิษย์พี่ทั้งสองที่ยืนงุนงงกันอยู่อย่างไม่ให้ความสนใจ เดินตรงไปยังเป้าหมายเดียวของเขา
เส้นทางของเขากลับถูกขวางไว้ เป็นโจวเซี่ยนที่มายืนบังเขา
“เรือนหลักบนยอดเขามณีรัตนะเป็นที่พำนักของอาจารย์ หากเจ้าอยากพักผ่อนก็ไปหาเรือนนอนของศิษย์ทางนั้น ซุนผิง มาพาศิษย์น้องเล็กของเจ้าไปเลือกเรือนนอนเร็วเข้า”
ลี่จิ่นจ้องดวงตาดุดันของโจวเซี่ยนกลับไปอย่างไร้ความเกรงกลัว ศิษย์บนยอดเขามณีรัตนะแห่งนี้ล้วนเป็นขยะ มีเพียงโจวเซี่ยนที่พอจะนับเป็นขวากหนามชิ้นโตของเขาได้
รอยยิ้มสุภาพจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้หล่อเหลาสมวัย ลี่จิ่นยกมือคำนับจากลา “เช่นนั้น ศิษย์น้องขอตัว รบกวนท่านแล้ว ศิษย์พี่ซุน”
ชาตินี้ ลี่จิ่นไม่ได้ถูกเสิ่นซิงอีรับขึ้นเขาเป็นศิษย์สายตรง ไม่ได้รับความรักจากอาจารย์ทดแทนส่วนที่ขาดหายไปจากครอบครัว แต่กระนั้น วินาทีที่ทั้งสองสบตากันในวันสอบคัดเลือกศิษย์ ลี่จิ่นก็ค้นพบกับอารมณ์ความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต จากความรักไร้เดียงสาของเด็กน้อย กลายมาเป็นความยึดติดจนเข้าวัยหนุ่ม แม้เสิ่นซิงอีจะปฏิบัติต่อเขาด้วยความเย็นชา แต่สายตาคู่นั้นไม่สามารถหลอกใครได้ ในนั้นคือความรักที่เขาตามหา แต่เมื่อมองให้นานขึ้นมันกลับจุนเจือด้วยความเศร้าและหวาดกลัว เป็นความรักที่ปนเปื้อนชวนให้หงุดหงิดใจ มาพร้อมกับภาพแผ่นหลังสีขาวเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ
เขาจะทำให้เหลือเพียงรักในดวงตาดอกท้อโปรยปรายคู่นั้นให้จงได้ จะทำลายความเย็นชาที่อีกฝ่ายแสร้งทำไปให้สิ้น แม้จะต้องทำลายตัวคนก็ตาม และอีกหนึ่งความปรารถนาที่ทำให้เขาทะเยอทะยานมาตลอดสิบปี...
ให้เสิ่นซิงอีได้ลองโกรธเสียบ้าง เหมือนที่เขาเคยโกรธในวันนั้น
บทที่ 35ตราบนิรันดร์“อีกไม่นานข้าก็ต้องลงเขาออกท่องยุทธภพแล้ว เหตุใดข้ายังต้องมาทำงานพวกนี้อีก!” ซุนผิงโยนไม้กวาดลงพื้นประท้วง“นั่นมันของต้องชะตาของเจ้าเลยนะศิษย์น้องสิบสี่ จะมาทิ้งขว้าง… เหวอ!” ศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเดินสะดุดโต๊ะเล็กจนขนมหกเต็มพื้น“ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ระวังหน่อยเถอะ” ศิษย์คนที่สี่ช่วยพยุงศิษย์น้องลุกขึ้นอย่างหน่ายใจ“ศิษย์พี่เจ็ด นี่ท่านจงใจเพิ่มงานให้ข้าเห็น ๆ!” ซุนผิงร้องอย่างท้อแท้“เจ้าก็อย่าโวยวายนักเลย วันนี้พวกเรามารวมกันเพื่อฉลองการฝ่าทะลุขั้นของอาจารย์กันนะ” โจวเซี่ยนพูดระงับความวุ่นวาย“ว่าแต่อาจารย์เถอะ จะออกมาได้หรือยัง คนก็มาครบแล้ว” ศิษย์คนที่สิบเอ็ดผู้เพิ่งออกจากการปิดด่านก็ต้องเจอว่าโลกภายนอกเละเทะแค่ไหนถามอย่างไม่รู้เรื่องราว“ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อาจารย์ถูกศิษย์น้องเล็กกักตัวไว้อยู่” ศิษย์คนที่แปดผู้ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่สุดสะบัดพัดอย่างพร้อมเล่าเรื่อง“ศิษย์น้องเล็ก? ไม่ใช่เขาหรอกรึ?”อวี้เหวินจี๋ที่โดนชี้สะดุ้ง สองมือรีบโบกเป็นระวิง “ไม่ใช่หรอก ข้าไม่กล้าแย่งตำแหน่งศิษย์คนสุดท้ายไ
บทที่ 34ศึกตัดสิน“ไอ้ขยะไร้ค่า กล้าดีอย่างไรมาฉวยของของข้า!”เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวสะท้านไปทั้งหน้าผา กลิ่นอายชั่วร้ายส่งให้พืชหญ้าเหี่ยวเฉา เมฆครึ้มจากมนตราของคู่ต่อสู้ก่อนหน้าสลายกลายเป็นไอ เศษหินผาร่วงกราวจนเสิ่นซิงอีที่อยู่ด้านล่างต้องฝืนขุดลมปราณเฮือกสุดท้ายมาร่ายมนตราสร้างเกราะคุ้มกันลี่จิ่นยัดของใส่มืออาจารย์อย่างเร่งรีบแล้วออกตัวพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ต่อสู้กันบนนั้นย่อมดีกว่าให้อีกฝ่ายลงมาหาเสิ่นซิงอีลี่จิ่นไปถึงตัวลี่จิ่นแล้ว… ลี่จิ่นในชาติที่สิบไปถึงตัวลี่จิ่นในชาติที่เก้าแล้ว กระบี่จากแก่นกระดูกมังกรฟ้าและเขี้ยวมังกรดินฟาดฟันกันถึงสิบกระบวนท่าในอึดใจเดียว มืออีกข้างของทั้งสองร่ายมนตราเสกอาคมต่อสู้ราวกับเป็นคนคนเดียวกันทว่า ลี่จิ่นในชาติที่เก้านั้นมีตบะสูงถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์ สูงที่สุดในสามแดนอย่างไม่มีใครเคยไปถึง ในขณะที่ลี่จิ่นในชาติที่สิบมีตบะอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับที่หนึ่งเริ่มต้น และยังเพิ่งฝ่าทะลุขั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ทันได้จัดระเบียบลมปราณใหม่ในร่างกายให้คงที่เลยด้วยซ้ำยิ่งมีความคิดเดียวกัน ออกกระบวนท่าเช่นเดียวกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของพลังได้ชั
บทที่ 33ศึกศิษย์อาจารย์กลิ่นอายชั่วร้ายคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแห่งสุดท้าย เงามืดครอบคลุมเหนือเขาแก้วพันสารทิศ ผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ทั้งที่มาพึ่งพิงและมาร้องประท้วงให้สำนักแก้วเจ็ดประการส่งคนออกมาต่างก็ขนลุกชัน เหลียวมองเมฆทะมึนพลางกอบกุมมือคนด้านข้างดั่งหาสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตก่อนดับสูญกลุ่มเมฆดำแตกกระเจิง บุรุษผู้เป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งโลกขี่กระบี่ผลึกนิลพุ่งเข้าใส่อาคมเขตแดนอันแข็งแกร่งของสำนักแก้วเจ็ดประการที่คนนับหมื่นพยายามทำลายมานานหลายวันพังทลายลงในการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว“เสิ่นซิงอี เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว!”เส้นสีดำทมิฬพุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขามณีรัตนะอย่างชำนาญเส้นทาง เพียงพริบตาหลังคาเรือนหลักก็เป็นรูแหว่ง พร้อมกับบุรุษรูปงามผู้มีแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายมานั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจ้ายอดเขาที่กำลังจิบชาอยู่ในเรือนของตนเสิ่นซิงอีจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางลงอย่างใจเย็น เจ้าของเรือนกล่าวเสียงเรียบ “ประตูเรือนเจ้าไม่เคยเคาะ หน้าต่างเจ้าทำราวกับไม่มีบานปิด มาคราวนี้ ถึงกับกล้าพังหลังคาเรือนของอาจารย์”“ไม่เจอกันเสียนาน ยอมพูดกับข้าแล้วรึ?” สายตามืดทะมึนมองตามมือเรียวที่วางถ้วย
บทที่ 32ข้ารักท่านหินผาดั่งหอกยักษ์แหลมคมนับสิบหล่นจากฟ้าพุ่งทิ่มแทงลงมาทำลายอาคารบ้านเรือน กระบี่ผลึกสีนิลหลอมเขี้ยวมังกรดินบินว่อนแทงทะลุอก สะบั้นศีรษะทุกสิ่งมีชีวิตที่มันวาดผ่าน มัจจุราชหัวเราะอย่างชั่วร้ายสะท้อนเข้าไปในใจของศิษย์สำนักหุบเหวนิรันดร์ที่ลมหายใจโรยราใกล้จะดับลงทุกคน“ฮ่า ๆ ๆ ได้ล้างแค้นอีกครั้งเหมือนได้ลิ้มลองสุรารสเลิศอีกครา!”มือซีดปัดแส้ที่พุ่งเข้ามาราวกับปัดแมลง ดวงตามืดมิดตวัดมองแมลงที่กล้ามาขัดอารมณ์ของเขา“ล้างแค้น? สำนักหุบเหวนิรันดร์ของข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน ลี่จิ่น!”ลี่จิ่นหรี่ตาลงก่อนจะร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ “เจ้ามันเดียรัจฉานโอหังที่ถูกข้าทำลายจินตานเมื่อตอนนั้น”“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?!” ลู่ตงอวี่ตะโกนอย่างคับแค้นใจลี่จิ่นนิ่งคิดพักหนึ่ง เดิมทีเขาเพียงบุกสำนักที่อยู่ใกล้มือเพื่อทำลายล้างระบายอารมณ์ก็จริง ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำเพื่อให้คนพวกนี้ไปกดดันใครก็ตามที่ให้ที่หลบซ่อนกับเสิ่นซิงอี แต่ดูท่าจะเป็นได้แค่การฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้บุกเข้าไปหาเลยจะได้รีบนำตัวของรักกลับรังรักของพวกเขาหากอ้างอิงจากเส้นเวลาในโลกเดิม ในเวลานี้ เสิ่นซิงอีที่ติดตามเขาออกท่อ
บทที่ 31ฝ่าทะลุขั้น“ลี่จิ่น ออกมารับโทษเสีย!”“เจ้าทำลายสำนักข้าจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นกระเบื้อง สำนักที่ต้นตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง!”“ข้าไม่เหลือใครแล้ว ข้าจะล้างแค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า!”เสียงตะโกนก่นด่าสาปแช่งดังระงม รอบเขาแก้วพันสารทิศที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสำนักน้อยใหญ่ที่เดินทางมาอย่างคับคั่งราวกับจัดงานประลองยุทธ์ ผู้สูญเสียต่างก็ร้องเรียกหาความยุติธรรมให้แก่ตน บางคนก็เริ่มออกอาวุธ ท่องมนตราอาคมทำลายอาคมเขตแดนของสำนักแก้วเจ็ดประการเพื่อบุกเข้าไปแล้ว“ทุกท่านสงบลงก่อน ข้าคือเจ้าสำนักแก้วเจ็ดประการ มีเรื่องอันใด มาพูดคุยกันอย่างสันติเถิด”“พูดคุย? ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก!”“ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่สบายในสำนักของตน ถุย! สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าบ่มเพาะศิษย์ให้ทำลายฆ่าล้างสำนักอื่น!”“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักได้ยินก็ตกใจ“อย่ามาทำเป็นไขสือไปหน่อยเลย ลี่จิ่นศิษย์ที่สำนักแก้วเจ็ดประการภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วไม่ใช่ครึ่งเผ่าฟ้า แต่เป็นครึ่งเผ่าพิภพ ใช้กำลังล้างผลาญสำนักของพวกเรา!”“พวกท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือลี่จิ่นในชาติก่อนที่มาจากอีกโลก” เจ้าส
บทที่ 30เจ้ายอดเขาประชุมหารือการประกาศศักดาของทรราชดังไปทั่วฟ้าแลดิน เหล่าขุนนางที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีสิ้นสุดในท้องพระโรงสีทองยังต้องพากันออกมาดูด้วยตาของตนอิ่งมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเงา แต่มาทั้งกายเนื้อ ร่างที่แข็งแกร่งจนเอาชนะครอบครองทุกสรรพสิ่งบนโลกในชาติก่อนได้ลี่จิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที “ได้ยินแล้วนี่ ยังอยากเก็บตัวปัญหาอย่างพวกข้าไว้อีกหรือไม่?”ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงได้รับการปลดปล่อยจากแดนเวหา ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับสำนักแก้วเจ็ดประการด้วยความเร็วสูงสุดลี่จิ่นชาติที่เก้าก่อเรื่องใหญ่โตประกาศชื่อของเขาให้ทั่วโลกได้รับรู้เช่นนี้ สำนักแก้วเจ็ดประการคงจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เสิ่นซิงอีไม่ได้กลับยอดเขามณีรัตนะก่อน เขาตรงไปยังตำหนักกลางหาว อย่างน้อยก็แจ้งการกลับมาของเขาให้เจ้าสำนักรับรู้ หากเจ้าสำนักไม่ต้อนรับตัวปัญหาอย่างเขา เสิ่นซิงอีก็จะยอมรับและจากไปแต่โดยดีตามคาด ณ ตำหนักกลางหาว เจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสของสำนักมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเพิ่งเป็นสักขีพยาน“แดนเวหาเลี้ยงพวกเจ้าอย่างดีเลยนี่ ต้องก่อเรื่องก่อนถึงจ
![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






