LOGINความโกรธของลี่จิ่น
ภาพจำของผู้อาวุโสหนิงเฉินแห่งยอดเขามณีรัตนะในสายตาของศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการทุกคน คือบุรุษรูปงามผู้มักสวมชุดคลุมสีขาวสะอาดอันเป็นสัญลักษณ์แห่งยอดเขามณีรัตนะ นอกจากนี้เขายังมีกิริยาวาจาที่สำรวม มิชมชอบการพูดคุยสนทนาไร้สาระ ทั้งยังเป็นอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญเพียร หนึ่งในสามของผู้ไปถึงขั้นหลอมแก่นปราณระดับสาม ไม่พอ เขายังเป็นปรมาจารย์มนตรา มรรคาที่หาได้ยากในสำนักที่ขึ้นชื่อเรื่องวิชากระบี่ ยามต่อสู้ก็งดงามสะกดทุกสายตาดั่งต้องมนตร์ จนได้รับสมญานาม ‘หมื่นดารา พันบุปผา’ เหล่าศิษย์จึงยกย่องเขาเป็นดั่งเทพเซียน เป็นบุคคลตัวอย่างที่พึงดำเนินรอยตาม
แต่ศิษย์เหล่านั้นหารู้ไม่ว่า ภาพลักษณ์สำรวมวาจาใจของผู้อาวุโสเสิ่น เป็นเพียงเพราะเขาขี้เกียจจะฟังการร่ายเปิดงานที่ยืดยาวของเจ้าสำนักในงานประชุม ในการประลองส่วนใหญ่ก็ขี้คร้านจะดูชมการประลองของศิษย์ไร้ฝีมือ จึงใช้เวลาในการปรากฏตัวนอกยอดเขามณีรัตนะส่วนใหญ่นั่งหลับไม่ก็ยืนหลับ รอจนมีศิษย์พี่ศิษย์น้องที่รู้นิสัยกันดีมาปลุกแล้วจึงกลับยอดเขาก็เท่านั้น
และในเวลานี้ ผู้อาวุโสหนิงเฉินก็กำลังทำสิ่งที่ตรงข้ามกับคำว่าสำรวม จนเรียกได้ว่า พลิกจากหน้ามือเป็นหลังฝ่าเท้า
ปรมาจารย์มนตราร่ายหมอกอำพรางเร้นกายแฝงตัวเข้าไปในกระท่อมของศิษย์ฝ่ายนอกวัยเยาว์ผู้กำลังหลับใหล เจ้ายอดเขาใช้วิชาตัวเบาเยื้องย่างก้าวเดียวไปถึงชั้นหนังสือ รื้อเอาตำราฝึกตนทุกแขนงที่ศิษย์ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎระเบียบ ปากบางขยับขมุบขมิบท่องมนตราโดยไร้เสียง นิ้วเรียวลูบตัวอักษรในตำราเหล่านั้น เปลี่ยนเนื้อหาภายในจากมังกรเป็นสุนัข จากดำเป็นขาว ให้มีผลมากพอที่ผู้อ่านจะเข้าถึงแก่นคำสอนมิได้ แต่ไม่ถึงขนาดที่ทำให้ถูกธาตุไฟเข้าแทรก หลังเปลี่ยนแปลงตำราทุกเล่มแล้ว เจ้ายอดเขามณีรัตนะก็รีบสับเท้าทะยานกลับยอดเขาของตนโดยไม่ขึ้นขี่กระบี่เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต
ดวงตากระจ่างใสลืมขึ้นในความมืด เสี่ยวอู่ลุกขึ้นนั่งแล้วกวาดสายตาไปทั่วห้อง
“อิ่ง เจ้าเห็นหรือไม่?”
ชายผู้หนึ่งก้าวออกมาจากเงาในมุมมืด ใบหน้าของบุรุษลี้ลับปกปิดอยู่ภายใต้หน้ากาก และบนศีรษะของเขายังคลุมผ้าปกปิดเขาสีดำสนิทอยู่อีกชั้น “ไม่ เห็นเพียงตำราของเจ้าลอยไปมา”
เสี่ยวอู่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ข้าเรียกเจ้ามา ยอมให้แอบซ่อนในห้องนอนของข้า ยังจับตัวคนไม่ได้อีกหรือ? เจ้ามันคนไร้ประโยชน์”
“ระวังปากของเจ้าให้ดี ผู้ไม่ประสงค์ดีที่คอยกลั่นแกล้งเจ้าปกปิดร่องรอยลมปราณได้อย่างแนบเนียนนัก เห็นทีจะควบคุมมาจากระยะไกลเป็นแน่ ที่ข้าพอจะเห็นก็มีเพียงเวลาที่ตำราถูกเปิด ลมปราณที่แผ่ออกมานั้นมีสีแดงจาง ๆ คล้ายสีของกลีบดอกท้อก็เท่านั้น”
“ช่างเถิด ไว้พรุ่งนี้ข้าค่อยนำตำราพวกนั้นไปตรวจสอบดู เจ้ารีบกลับไปเสียก่อนจะถูกจับได้เถอะ”
“หึ เจ้าเด็กเหลือขอ”
อิ่งกลับหายเข้าไปในเงามืด ตัวตนของเขาอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย ปล่อยให้เด็กหนุ่มนอนมองเพดานใช้ความคิดอย่างหนักจนไม่สามารถข่มตาหลับลงได้
“ดอกท้อ…งั้นรึ?”
ลี่จิ่นรู้เรื่องสายเลือดครึ่งฟ้าครึ่งพิภพมาตั้งแต่จำความได้ เพราะเผ่าพิภพไม่เคยปล่อยเขาไป ส่งอิ่งมาคอยรังควานเพื่อควบคุมเขาอยู่เสมอ ทั้งฆ่าล้างตระกูลคหบดีที่รับเขาไปเลี้ยง ทั้งแทรกแซงการสอบคัดเลือกศิษย์ฝ่ายนอกจนเขาปีนขึ้นเขาแก้วพันสารทิศมาได้ในวัยเพียงห้าปี ด้วยจุดประสงค์เพื่อฝึกฝนเขา ปั้นให้เขากลายเป็นสายลับให้กับเผ่าพิภพปะปนไปในเผ่าฟ้า
แต่ก็ต้องขอบคุณอิ่งที่บอกเรื่องสายเลือดของเขา ทำให้ลี่จิ่นค้นพบการฝึกตนที่แตกต่างจากมนุษย์ทั่วไป เขาค้นพบว่าตัวเองมีภาชนะรับรองลมปราณในการหลอมเม็ดโอสถสร้างจินตานถึงสองภาชนะ เป็นของเผ่าฟ้าและเผ่าพิภพ ลี่จิ่นนั้นฝึกตนสะสมลมปราณในร่างจนเพียงพอในการหลอมเม็ดโอสถแก่นปราณหนึ่งเม็ดมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่เขาเลือกที่จะแบ่งปราณไปใส่ในทั้งสองภาชนะ ไกล่เกลี่ยไม่ให้ภาชนะใดภาชนะหนึ่งบรรจุลมปราณเยอะเกินไปจนเขามีระดับตบะไม่ถึงขั้นควบรวมชีพจรด้วยซ้ำ เพื่อประวิงเวลาเลื่อนขั้นรอเวลาที่ผู้ไม่ประสงค์ดีล่องหนจะโผล่หางออกมา หากแต่ยิ่งใกล้ครบกำหนดการถูกขับไล่จากสำนัก ผู้ไม่ประสงค์ดีกลับยิ่งห่างหายจากการแทรกแซงการฝึกตนของเขาจนกลายเป็นไม่มารบกวนชีวิตของเขาอีกเลยจวบจนวันสุดท้าย
แต่ถึงจับคาหนังคาเขาไม่ได้ ลี่จิ่นก็มีผู้ต้องสงสัยในใจ โชคดีที่คนที่เขาสงสัยเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่เขายึดติด เขาจึงวางแผนการได้ง่ายขึ้น
ลี่จิ่นเลือกหมู่บ้านเฮยสุ่ยที่อยู่ทางทิศตะวันออกอันเป็นพื้นที่ในความดูแลของยอดเขามณีรัตนะ ส่งคำร้องปลอม ๆ ขึ้นมาให้ดูเป็นภารกิจระดับง่ายจนมาอยู่ในกระดานภารกิจของศิษย์ฝ่ายนอก ที่นอกแผนการคือฝ่ายภารกิจดันประเมินให้มีผู้รับภารกิจถึงสี่คน เขาจำต้องกำจัดคนพวกนั้นเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด แต่เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเขาได้ให้อิ่งเตรียมสัตว์อสูรระดับสูงมามากพอที่จะเรียกเจ้ายอดเขามณีรัตนะลงมากำราบอยู่แล้ว ศิษย์ฝ่ายนอกทั้งสามยังวิ่งหนีได้ไม่ถึงสิบก้าวก็ถูกสิงโตหางหนามพวกนั้นกำจัดจนหมด จากนั้นเขาก็เพียงทำตามแผนขั้นต่อไป ส่งข้อความผ่านป้ายผลึกประจำกายขอความช่วยเหลือขึ้นไปยังยอดเขามณีรัตนะ
ทุกอย่างเป็นไปตามแผน จนกระทั่งเสิ่นซิงอีเป่ากลีบดอกท้อกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน และพบตัวอิ่งเข้า
อิ่งนั้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของปรมาจารย์มนตรา หากอิ่งถูกจับไปเค้นคอ ทุกอย่างที่เขาทำมาก็จะสูญเปล่า เขาจะกลายเป็นศิษย์ทรยศ ถูกทำลายรากฐานและขับไล่ออกจากสำนัก ลี่จิ่นไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้น เขารีบตามไปให้ไวที่สุดเพื่อไปขัดขวาง
เมื่อไปถึง ภาพที่เขาเห็นกลับเป็นกระบี่ในมือของอิ่งกำลังจะเสือกแทงเสิ่นซิงอีจากด้านหลัง เร็วกว่าความคิด เด็กหนุ่มพุ่งเข้าไป ใช้ร่างของตนเป็นโล่กำบังให้กับดอกท้อที่กำลังจะร่วงโรย
ชั่วจังหวะที่เลือดพุ่งกระฉูด อิ่งจ้องมาที่เขาด้วยความตกใจปนสับสนสุดขีด เขาเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน เหตุใดเขาต้องช่วยเสิ่นซิงอี ผู้ที่มอบความรักครั้งแรกในชีวิตให้แล้วหันหลังจากไปอย่างไร้เยื่อใย ผู้ที่เขาสงสัยว่าจะเป็นผู้ไม่ประสงค์ดีซึ่งคอยขัดขวางการบำเพ็ญเพียรของเขาอย่างไร้เหตุผล เขายอมแลกชีวิตให้กับคนแบบนี้น่ะหรือ?
แต่แล้ว เรื่องไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น กระบี่ของเผ่าพิภพไปกระตุ้นเลือดเผ่าฟ้าในร่างของลี่จิ่น ภาชนะแห่งฟ้าดูดกลืนลมปราณทุกหยาดหยดที่เขาสั่งสมไว้ในร่างหลอมรวมเม็ดโอสถแห่งปราณฟ้าขึ้นมาพร้อมกับกำเนิดปีกทองหนึ่งข้าง
อย่างน้อย ฝั่งที่บรรลุจินตานก่อนก็เป็นฝั่งเผ่าฟ้าตามแผนที่เขาวางไว้ เนื่องจากมนุษย์ถือว่าเผ่าฟ้าผู้มีปีกทองคำและอาศัยบนแดนเวหานั้นใกล้เคียงกับสวรรค์ ต่างจากเผ่าพิภพที่มีเขาทมิฬรูปลักษณ์ดุร้ายราวกับมาจากขุมนรก ซ้ำยังอยู่ใต้พิภพที่พวกเขาเหยียบยืนแลดูไร้ความสูงศักดิ์อย่างที่กล่าวอ้าง มนุษย์ส่วนมากจึงเทิดทูนเผ่าฟ้าและหวาดกลัวเผ่าพิภพ
ถึงจะเกิดเหตุนอกแผนการไปบ้าง แต่เขาก็ยังดำเนินการต่อไปได้
เด็กหนุ่มคุกเข่าลงตรงหน้าบุรุษรูปงามที่เขามิอาจลบเลือนไปจากใจได้มาตลอดสิบปี บุรุษผู้ที่กำลังทำหน้าตกใจราวกับเห็นผี
“ข้าสั่งให้เจ้ากลับ เหตุใดจึงยังอยู่?”
“ศิษย์มีความผิดที่ดื้อดึง ขออาจารย์โปรดอภัย”
ลี่จิ่น คือชื่อที่อาจารย์ผู้ซึ่งเขาเพิ่งฝากตัวเป็นศิษย์มอบให้กับเขา ที่น่าแปลกคือ มิใช่ว่าตอนนั้น ตอนที่เขารับดาบแทน เสิ่นซิงอีก็ตะโกนออกมาว่า ‘ลี่จิ่น’ หรอกรึ…
เรื่องน่าสงสัยทั้งหลายช่างมันประไร ไว้เขาขึ้นมามีอำนาจเหนือเจ้ายอดเขามณีรัตนะ จะเค้นคอถามกี่เรื่องก็ได้ ตอนนี้เขาต้องมุ่งมั่นกับเรื่องตรงหน้าก่อน
ลี่จิ่นเข้ามาเป็นศิษย์สายตรงของเสิ่นซิงอี มิใช่แค่เพียงเพื่อมาร่ำเรียนฝึกวิชาเท่านั้น แน่นอนว่าวิชากระบี่ผลึกแก้วกับมนตราที่อีกฝ่ายเชี่ยวชาญเขาจะเอามาเป็นของตนให้หมด หลังจากเสิ่นซิงอีหมดประโยชน์แล้วก็จึงได้เวลาลงเขาไปเก็บเกี่ยววิชาจากผู้อาวุโสและปรมาจารย์ท่านอื่น ๆ ต่อ
ในระหว่างนั้น เขาต้องปั่นประสาทผู้คน สร้างความร้าวฉานในยอดเขา ให้ยอดเขามณีรัตนะมาถึงยุคตกต่ำเสื่อมโทรมจนกลายเป็นจุดด่างพร้อยในหน้าประวัติศาสตร์สำนักแก้วเจ็ดประการให้สมกับความโกรธตลอดสิบปีที่เขาได้รับจากเสิ่นซิงอี
เพียงแต่หลังจากขึ้นยอดเขามา ลี่จิ่นก็ได้ค้นพบกำแพงสูงชันที่กั้นขวางระหว่างเขากับความสำเร็จ มิใช่พรสวรรค์ในการเรียนรู้ของเขาอ่อนด้อย มิใช่ศิษย์พี่คอยรังแกกีดขวางการฝึกตนของเขา แต่เป็นการไม่ทำอะไรเลยของเจ้ายอดเขามณีรัตนะ
ผู้อาวุโสหนิงเฉินผู้สำรวมกิริยาวาจา สำรวมถึงขนาดที่วัน ๆ แทบไม่ออกจากเรือนนอน รอจนอาหารทิพย์จากฝ่ายครัวส่งขึ้นมาถึงจึงออกมารับแสงอาทิตย์บ้าง เริ่มแรกลี่จิ่นนึกว่าอาจารย์ตั้งใจบำเพ็ญตบะอยู่ในเรือน แต่สภาพที่ออกมาคือคนที่เพิ่งลุกขึ้นจากเตียงเห็น ๆ ดูอย่างไรก็แค่คนขี้เกียจสันหลังยาวคนหนึ่ง เป็นศิษย์คนโตสุดในบรรดาศิษย์ทั้งสี่อย่างโจวเซี่ยนเสียอีกที่เป็นผู้นำศิษย์น้องทั้งสามฝึกฝนวิชา ส่วนศิษย์พี่อีกสองคนก็ไม่ได้ดูจะสนใจการฝึกตนเลยสักนิด
แล้วแบบนี้เขาจะได้ขโมยวิชาจากปรมาจารย์มนตรา ผู้มีวิชากระบี่ถึงระดับใจกระบี่ได้เมื่อไรกัน?
ลี่จิ่นอยากเข้าไปหาอาจารย์ในเรือนหลักอยู่หลายครั้ง แต่ก็ถูกโจวเซี่ยนกันไว้ทุกครา ตบะของเขาฝ่าทะลุขั้นเพิ่งหลอมแก่นปราณมาไม่นาน จินตานในจุดตันเถียนยังไม่มั่นคงดี ยังสู้โจวเซี่ยนที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นปราณระดับหนึ่งเต็มขั้นไม่ได้ คนผู้นี้เป็นก้างปลาชิ้นโตในลำคออย่างแท้จริง ทางด้านอิ่งก็ไม่มาปรากฏตัวอีกเลย เห็นจะไม่สามารถลอบขึ้นมาบนยอดเขามณีรัตนะที่มีการป้องกันแน่นหนากว่าเขตศิษย์ฝ่ายนอกหลายเท่าตัวได้ ไม่ก็ตายไปแล้ว
แม้ลี่จิ่นจะชะตาชีวิตอาภัพมาแต่กำเนิด ทว่า โชคชะตานับจากนี้กลับเป็นใจเข้าข้างเขา หนทางสู่ความสำเร็จของเขามาเยือนถึงยอดเขามณีรัตนะด้วยตนเอง
บทที่ 35ตราบนิรันดร์“อีกไม่นานข้าก็ต้องลงเขาออกท่องยุทธภพแล้ว เหตุใดข้ายังต้องมาทำงานพวกนี้อีก!” ซุนผิงโยนไม้กวาดลงพื้นประท้วง“นั่นมันของต้องชะตาของเจ้าเลยนะศิษย์น้องสิบสี่ จะมาทิ้งขว้าง… เหวอ!” ศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเดินสะดุดโต๊ะเล็กจนขนมหกเต็มพื้น“ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ระวังหน่อยเถอะ” ศิษย์คนที่สี่ช่วยพยุงศิษย์น้องลุกขึ้นอย่างหน่ายใจ“ศิษย์พี่เจ็ด นี่ท่านจงใจเพิ่มงานให้ข้าเห็น ๆ!” ซุนผิงร้องอย่างท้อแท้“เจ้าก็อย่าโวยวายนักเลย วันนี้พวกเรามารวมกันเพื่อฉลองการฝ่าทะลุขั้นของอาจารย์กันนะ” โจวเซี่ยนพูดระงับความวุ่นวาย“ว่าแต่อาจารย์เถอะ จะออกมาได้หรือยัง คนก็มาครบแล้ว” ศิษย์คนที่สิบเอ็ดผู้เพิ่งออกจากการปิดด่านก็ต้องเจอว่าโลกภายนอกเละเทะแค่ไหนถามอย่างไม่รู้เรื่องราว“ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อาจารย์ถูกศิษย์น้องเล็กกักตัวไว้อยู่” ศิษย์คนที่แปดผู้ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่สุดสะบัดพัดอย่างพร้อมเล่าเรื่อง“ศิษย์น้องเล็ก? ไม่ใช่เขาหรอกรึ?”อวี้เหวินจี๋ที่โดนชี้สะดุ้ง สองมือรีบโบกเป็นระวิง “ไม่ใช่หรอก ข้าไม่กล้าแย่งตำแหน่งศิษย์คนสุดท้ายไ
บทที่ 34ศึกตัดสิน“ไอ้ขยะไร้ค่า กล้าดีอย่างไรมาฉวยของของข้า!”เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวสะท้านไปทั้งหน้าผา กลิ่นอายชั่วร้ายส่งให้พืชหญ้าเหี่ยวเฉา เมฆครึ้มจากมนตราของคู่ต่อสู้ก่อนหน้าสลายกลายเป็นไอ เศษหินผาร่วงกราวจนเสิ่นซิงอีที่อยู่ด้านล่างต้องฝืนขุดลมปราณเฮือกสุดท้ายมาร่ายมนตราสร้างเกราะคุ้มกันลี่จิ่นยัดของใส่มืออาจารย์อย่างเร่งรีบแล้วออกตัวพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ต่อสู้กันบนนั้นย่อมดีกว่าให้อีกฝ่ายลงมาหาเสิ่นซิงอีลี่จิ่นไปถึงตัวลี่จิ่นแล้ว… ลี่จิ่นในชาติที่สิบไปถึงตัวลี่จิ่นในชาติที่เก้าแล้ว กระบี่จากแก่นกระดูกมังกรฟ้าและเขี้ยวมังกรดินฟาดฟันกันถึงสิบกระบวนท่าในอึดใจเดียว มืออีกข้างของทั้งสองร่ายมนตราเสกอาคมต่อสู้ราวกับเป็นคนคนเดียวกันทว่า ลี่จิ่นในชาติที่เก้านั้นมีตบะสูงถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์ สูงที่สุดในสามแดนอย่างไม่มีใครเคยไปถึง ในขณะที่ลี่จิ่นในชาติที่สิบมีตบะอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับที่หนึ่งเริ่มต้น และยังเพิ่งฝ่าทะลุขั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ทันได้จัดระเบียบลมปราณใหม่ในร่างกายให้คงที่เลยด้วยซ้ำยิ่งมีความคิดเดียวกัน ออกกระบวนท่าเช่นเดียวกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของพลังได้ชั
บทที่ 33ศึกศิษย์อาจารย์กลิ่นอายชั่วร้ายคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแห่งสุดท้าย เงามืดครอบคลุมเหนือเขาแก้วพันสารทิศ ผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ทั้งที่มาพึ่งพิงและมาร้องประท้วงให้สำนักแก้วเจ็ดประการส่งคนออกมาต่างก็ขนลุกชัน เหลียวมองเมฆทะมึนพลางกอบกุมมือคนด้านข้างดั่งหาสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตก่อนดับสูญกลุ่มเมฆดำแตกกระเจิง บุรุษผู้เป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งโลกขี่กระบี่ผลึกนิลพุ่งเข้าใส่อาคมเขตแดนอันแข็งแกร่งของสำนักแก้วเจ็ดประการที่คนนับหมื่นพยายามทำลายมานานหลายวันพังทลายลงในการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว“เสิ่นซิงอี เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว!”เส้นสีดำทมิฬพุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขามณีรัตนะอย่างชำนาญเส้นทาง เพียงพริบตาหลังคาเรือนหลักก็เป็นรูแหว่ง พร้อมกับบุรุษรูปงามผู้มีแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายมานั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจ้ายอดเขาที่กำลังจิบชาอยู่ในเรือนของตนเสิ่นซิงอีจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางลงอย่างใจเย็น เจ้าของเรือนกล่าวเสียงเรียบ “ประตูเรือนเจ้าไม่เคยเคาะ หน้าต่างเจ้าทำราวกับไม่มีบานปิด มาคราวนี้ ถึงกับกล้าพังหลังคาเรือนของอาจารย์”“ไม่เจอกันเสียนาน ยอมพูดกับข้าแล้วรึ?” สายตามืดทะมึนมองตามมือเรียวที่วางถ้วย
บทที่ 32ข้ารักท่านหินผาดั่งหอกยักษ์แหลมคมนับสิบหล่นจากฟ้าพุ่งทิ่มแทงลงมาทำลายอาคารบ้านเรือน กระบี่ผลึกสีนิลหลอมเขี้ยวมังกรดินบินว่อนแทงทะลุอก สะบั้นศีรษะทุกสิ่งมีชีวิตที่มันวาดผ่าน มัจจุราชหัวเราะอย่างชั่วร้ายสะท้อนเข้าไปในใจของศิษย์สำนักหุบเหวนิรันดร์ที่ลมหายใจโรยราใกล้จะดับลงทุกคน“ฮ่า ๆ ๆ ได้ล้างแค้นอีกครั้งเหมือนได้ลิ้มลองสุรารสเลิศอีกครา!”มือซีดปัดแส้ที่พุ่งเข้ามาราวกับปัดแมลง ดวงตามืดมิดตวัดมองแมลงที่กล้ามาขัดอารมณ์ของเขา“ล้างแค้น? สำนักหุบเหวนิรันดร์ของข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน ลี่จิ่น!”ลี่จิ่นหรี่ตาลงก่อนจะร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ “เจ้ามันเดียรัจฉานโอหังที่ถูกข้าทำลายจินตานเมื่อตอนนั้น”“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?!” ลู่ตงอวี่ตะโกนอย่างคับแค้นใจลี่จิ่นนิ่งคิดพักหนึ่ง เดิมทีเขาเพียงบุกสำนักที่อยู่ใกล้มือเพื่อทำลายล้างระบายอารมณ์ก็จริง ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำเพื่อให้คนพวกนี้ไปกดดันใครก็ตามที่ให้ที่หลบซ่อนกับเสิ่นซิงอี แต่ดูท่าจะเป็นได้แค่การฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้บุกเข้าไปหาเลยจะได้รีบนำตัวของรักกลับรังรักของพวกเขาหากอ้างอิงจากเส้นเวลาในโลกเดิม ในเวลานี้ เสิ่นซิงอีที่ติดตามเขาออกท่อ
บทที่ 31ฝ่าทะลุขั้น“ลี่จิ่น ออกมารับโทษเสีย!”“เจ้าทำลายสำนักข้าจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นกระเบื้อง สำนักที่ต้นตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง!”“ข้าไม่เหลือใครแล้ว ข้าจะล้างแค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า!”เสียงตะโกนก่นด่าสาปแช่งดังระงม รอบเขาแก้วพันสารทิศที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสำนักน้อยใหญ่ที่เดินทางมาอย่างคับคั่งราวกับจัดงานประลองยุทธ์ ผู้สูญเสียต่างก็ร้องเรียกหาความยุติธรรมให้แก่ตน บางคนก็เริ่มออกอาวุธ ท่องมนตราอาคมทำลายอาคมเขตแดนของสำนักแก้วเจ็ดประการเพื่อบุกเข้าไปแล้ว“ทุกท่านสงบลงก่อน ข้าคือเจ้าสำนักแก้วเจ็ดประการ มีเรื่องอันใด มาพูดคุยกันอย่างสันติเถิด”“พูดคุย? ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก!”“ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่สบายในสำนักของตน ถุย! สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าบ่มเพาะศิษย์ให้ทำลายฆ่าล้างสำนักอื่น!”“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักได้ยินก็ตกใจ“อย่ามาทำเป็นไขสือไปหน่อยเลย ลี่จิ่นศิษย์ที่สำนักแก้วเจ็ดประการภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วไม่ใช่ครึ่งเผ่าฟ้า แต่เป็นครึ่งเผ่าพิภพ ใช้กำลังล้างผลาญสำนักของพวกเรา!”“พวกท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือลี่จิ่นในชาติก่อนที่มาจากอีกโลก” เจ้าส
บทที่ 30เจ้ายอดเขาประชุมหารือการประกาศศักดาของทรราชดังไปทั่วฟ้าแลดิน เหล่าขุนนางที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีสิ้นสุดในท้องพระโรงสีทองยังต้องพากันออกมาดูด้วยตาของตนอิ่งมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเงา แต่มาทั้งกายเนื้อ ร่างที่แข็งแกร่งจนเอาชนะครอบครองทุกสรรพสิ่งบนโลกในชาติก่อนได้ลี่จิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที “ได้ยินแล้วนี่ ยังอยากเก็บตัวปัญหาอย่างพวกข้าไว้อีกหรือไม่?”ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงได้รับการปลดปล่อยจากแดนเวหา ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับสำนักแก้วเจ็ดประการด้วยความเร็วสูงสุดลี่จิ่นชาติที่เก้าก่อเรื่องใหญ่โตประกาศชื่อของเขาให้ทั่วโลกได้รับรู้เช่นนี้ สำนักแก้วเจ็ดประการคงจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เสิ่นซิงอีไม่ได้กลับยอดเขามณีรัตนะก่อน เขาตรงไปยังตำหนักกลางหาว อย่างน้อยก็แจ้งการกลับมาของเขาให้เจ้าสำนักรับรู้ หากเจ้าสำนักไม่ต้อนรับตัวปัญหาอย่างเขา เสิ่นซิงอีก็จะยอมรับและจากไปแต่โดยดีตามคาด ณ ตำหนักกลางหาว เจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสของสำนักมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเพิ่งเป็นสักขีพยาน“แดนเวหาเลี้ยงพวกเจ้าอย่างดีเลยนี่ ต้องก่อเรื่องก่อนถึงจ
![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






