ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า

ศิษย์ทรพี ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า

last updateปรับปรุงล่าสุด : 2026-01-10
โดย:  Sapphiros S. N.ยังไม่จบ
ภาษา: Thai
goodnovel16goodnovel
คะแนนไม่เพียงพอ
36บท
335views
อ่าน
เพิ่มลงในห้องสมุด

แชร์:  

รายงาน
ภาพรวม
แค็ตตาล็อก
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป

'เสิ่นซิงอี' มีศิษย์ที่รักเอ็นดูดั่งลูกในไส้นาม 'ลี่จิ่น' หลังลี่จิ่นออกท่องยุทธภพก็กลับมาด้วยชื่อทรราช ยึดครองโลกจับเขาเป็นเตาอุ่นเตียง เขาจึงย้อนกลับไปและตัดใจไม่รับลี่จิ่นเป็นศิษย์เพื่อเปลี่ยนอนาคต

ดูเพิ่มเติม

บทที่ 1

บทนำ ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า

「池上先生、江川病院への異動……本当に決めたのか?」

斉藤勉(さいとう つとむ)院長は、池上由奈(いけがみ ゆな)の異動願を手にして目を丸くした。

由奈はわずかにまつげを震わせ、苦みを含んだ笑みを浮かべる。「はい、もう決めました」

その瞳に揺るがぬ決意を見て、勉は深いため息をつき、静かに署名した。

院長室を出て廊下を歩いたとき、由奈は白衣を着た長門歩実(ながと あゆみ)と、その隣にいる滝沢祐一(たきざわ ゆういち)、そして小さな男の子に出くわした。

一瞬、足が止まる。

まるで幸せな家族のような光景が、目に飛び込んできたのだ。

二人の間を歩く男の子が、左右の手をそれぞれ歩実と祐一にぎゅっと握られ、無邪気な笑顔を浮かべている。

由奈の胸に鋭い痛みが走った。

祐一が歩実と子どもに向ける柔らかな眼差し、穏やかで優しい仕草――それは、由奈が一度も与えられたことのないものだった。

彼は自分を憎んでいるのだと、由奈はよく知っている。

祐一の初恋の相手は歩実だった。だが、由奈が祐一の祖母・和恵(かずえ)と取引をして彼と結婚したとき、すでに二人は別れていた。とはいえ、その事実を知ったのは結婚後のことだった。

結局祐一にとって由奈は、隙を突き、卑怯な手で妻の座を奪った女でしかないのだ。

けれど――彼は知らない。

本当は、由奈の方が先に祐一と出会っていたのだ。だが彼は、その記憶をとっくに忘れていた。

結婚すれば思い出してくれる。冷え切った心も、寄り添えば少しずつ温まっていく。由奈はそう信じていた。

けれど、それは思い上がりにすぎなかった。

祐一は彼女を憎んでいる。愛してくれることなど、決してないのだ。

その証拠に、六年間の結婚生活のあいだ、彼は周囲に「独身だ」と言い続け、妻である由奈をまるで存在しない人間のように扱った。

「池上先生?」歩実が気づいて声をかける。

祐一は眉を寄せ、じっと由奈を見つめる。その視線には、まるで「余計なことを口にするな」と言いたげな緊張があった。

その距離感が、刹那に由奈の胸を締めつける。けれど彼女はすぐに表情を整え、頭を下げた。

「長門先生、滝沢社長、お疲れ様です」

祐一は最近、中央病院の出資者となり、病院経営に名を連ねている。もちろん、それは由奈のためではなく、歩実のためだった。

歩実が帰国してすぐ、祐一が彼女を中央病院に入れ、外科部長として推薦したのだ。院内では誰もが「歩実の後ろ盾が滝沢社長」と噂し、さらには二人が恋人関係だという話まで広がっていたが、祐一は何一つ否定しなかった。

歩実は祐一の腕を自然に取り、にこやかに言う。

「そんなにかしこまらなくていいのよ。私なんてまだ入ったばかりだし、これからいろいろ教えてもらわないと」

そのとき、男の子が祐一にしがみついた。「パパ、疲れた。抱っこして?」

由奈の顔色がさっと変わる。

――パパ?

歩実は慌ててしかめ顔をつくる。

「健斗、だめでしょ。そんな呼び方したら」そう言いながら祐一へ申し訳なさそうに視線を向けた。

「ごめんなさい、祐一。子どもがわかってなくて」

祐一はちらりと由奈を見たが、怒ることもなくただ穏やかに子どもを抱き上げた。

「いいんだ」

「僕、祐一パパが大好き!本当に僕のパパになってくれたらいいのに!」

健斗(けんと)は祐一の首に腕を回し、甘えるように声を弾ませた。

「もう、しょうがない子ね」歩実は苦笑しながら彼の頭を撫でた。

由奈は拳を固く握りしめる――こんなに優しい祐一を、彼女は見たことがない。

……もう諦めた。

どんなに頑張っても、冷たい心を温めることはできなかった。なら、終わりにするしかない。

重い気持ちを押し込み、由奈は三人を追い抜いてエレベーターに乗り込んだ。

……

異動の件は誰にも知らせていない、もちろん祐一にも。

知らせる必要がないと思ったし、彼が知りたがるはずもないのだから。

車を走らせ、由奈は滝沢家の本邸へ向かう。門前でチャイムを押すと、しばらくして使用人の森田(もりた)が出てきた。

「奥さま、お帰りなさいませ」

「おばあさまはいらっしゃる?」

「はい、中でお待ちです。どうぞ」

滝沢家の重鎮である和恵。祐一の祖父が亡くなって以来、家の一切を取り仕切ってきた女性だ。

彼女は南の町の商家の出で、若いころから手腕を発揮してきた。姑から疎まれても、表立って彼女を逆らう者はいなかった。

森田に案内され、由奈は静かな和室へ入る。そこでは和恵が座布団に正座し、数珠を手に念仏を唱えていた。

「奥さまがお見えです」

和恵はゆるやかに目を開き、横顔のまま「こちらへ」と告げる。

森田が下がると、由奈も正座して仏前に手を合わせた。

和恵は熱心な仏教徒で、よく寺に参拝し、香をあげていた。出かけると、戻るまでに半月ほどかかることもあった。

しばし沈黙が続いたのち、由奈は小さな声で切り出した。

「おばあさま……私、祐一さんと離婚したいと思っています」
แสดง
บทถัดไป
ดาวน์โหลด

บทล่าสุด

บทอื่นๆ
ไม่มีความคิดเห็น
36
บทนำ ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า
บทนำชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้าเสิ่นซิงอีหยัดกายขึ้นจากพื้นห้องเย็นเฉียบอันถูกละเลงไปด้วยสีชาดของโลหิตและกลิ่นคาวราคะ แต่ไม่ว่าสภาพพื้นจะเละเทะมากเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเท่ากับสภาพร่างของเขาในตอนนี้ได้ครานี้ก็ลงเอยเช่นเดิม มือสั่นเทิ้มรวบผ้าห่มย้อมสีเลือดคลุมกาย ลากสังขารอันบอบช้ำเดินกะเผลกไปยังชั้นหนังสือ ทุกย่างก้าวล้วนสร้างความร้าวระบมดั่งกล้ามเนื้อทุกมัดฉีกขาด เลือดแดงฉานลากเป็นสายตามทางที่เขาเดิน แต่เสิ่นซิงอีไม่สนใจว่า เขาจะทิ้งร่องรอยไว้หรือไม่ ไม่ว่าอย่างไร อีกเพียงไม่กี่อึดใจเขาก็จะไม่อยู่ที่นี่แล้วมือเรียวที่มิอาจควบคุมไม่ให้สั่นเอื้อมหยิบม้วนคัมภีร์ที่แอบซ่อนไว้ในมุมมืดของชั้นหนังสือเก่าคร่ำครึ สายตาว่างเปล่ากวาดมองอักขระที่มองมานับสิบครั้ง โลหิตผสมเศษเสี้ยวแก่นปราณและน้ำตาอุ่นป้ายวนทวนย้อนกระแสอักษร ปากซีดร่ายถ้อยคำเดิม ๆ ที่ท่องจนขึ้นใจด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ เขาเหนื่อยเหลือเกิน นี่ก็ครั้งที่สิบแล้วที่เขาต้องมาทำอะไรเช่นนี้เสิ่นซิงอี หรือผู้อาวุโสหนิงเฉินแห่งสำนักเซียนแก้วเจ็ดประการ อันเป็นชื่อที่เขาได้รับมาจากอาจารย์เฉินกวงเมื่อครั้งได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์มนต
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 1 ความมุ่งมั่นของดอกท้อ
บทที่ 1ความมุ่งมั่นของดอกท้อชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดพลิ้วสไว โฉบอ้อล้อไปกับสายลมเหนือเมฆา เจ้ายอดเขากระโดดลงจากกระบี่ประจำกาย เท้าแตะพื้นหญ้าเบาเท่ากลีบท้อร่วงหล่น กระบี่ซือโฉวบินเข้าฝักข้างเอวผู้เป็นนาย ผ้าแพรที่ปลายดาบปลิวปรายดั่งหางปลาว่ายไปในอากาศ เสิ่นซิงอีมองศิษย์สายตรงออกมายืนคำนับต้อนรับเขากลับยอดเขา เวลานี้ยอดเขามณีรัตนะเหลือศิษย์ที่ยังรั้งฝึกตนอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้น“ยินดีต้อนรับอาจารย์กลับยอดเขาขอรับ” โจวเซี่ยนประสานมือค้อมกายคารวะอาจารย์อย่างแข็งขัน ในขณะที่ซุนผิงค้อมกายไปก็แอบเอียงหน้าขึ้นมาเหล่มองข้างหลังอาจารย์ไป โจวเซี่ยนเห็นดังนั้นก็จับหลังคอศิษย์น้องกดให้เขาก้มเคารพอาจารย์ให้ดี“ไม่ต้องมองหาแล้ว วันนี้อาจารย์มิได้พาศิษย์น้องมาทักทายพวกเจ้า” เหมือนเมื่อก่อน…“ศิษย์ไร้ความสำรวม ขออภัยขอรับ อาจารย์!” ซุนผิงค้อมตัวลงต่ำกว่าเก่าด้วยรู้ความผิด แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงความเสียดายไว้อย่างปิดไม่มิด“ช่างเถิด ลุกขึ้นได้แล้ว”“ขอรับ!”ศิษย์ทั้งสองกลับมายืนเต็มความสูง นัยน์ตาเรียบเฉยแอบสั่นไหวเล็กน้อย ยามนี้เจ้าลูกศิษย์ทั้งสองยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มไร้เดียงสา สูงยังไม่ถึงคางของเขาเสี
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 2 ผู้อาวุโสหนิงเฉินรับศิษย์
บทที่ 2ผู้อาวุโสหนิงเฉินรับศิษย์ผู้บำเพ็ญเพียรรูปงามก้าวเท้าออกจากถ้ำอันก่อร่างมาจากผลึกแก้วส่องประกายจรัสเจ็ดสีแห่งเขาแก้วพันสารทิศ ท่ามกลางสีสันละลานตาชุดขาวสะอาดไม่ได้ดูหม่นลงเลย กลับยิ่งดูโดดเด่นขึ้นมาอยู่เหนือแสงสะท้อนจากแก้วทุกผลึก แพขนตางอนงามค่อย ๆ ลืมขึ้น นัยน์ตาที่มีกลีบดอกท้อโปรยปรายอยู่ภายในเปิดต้องแสงอาทิตย์สาดส่องที่ไม่ได้รับมานานถึงห้าปีเต็ม ผู้อาวุโสหนิงเฉินออกจากการปิดด่านแล้ว“อาซิง เจ้าออกจากด่านแล้ว” กระบี่กรีดผ่าอากาศดังลั่นดั่งฟ้าร้อง ผู้บำเพ็ญเพียรผู้สูงสง่าก้าวลงมาจากกระบี่คู่กาย ต้อนรับการกลับมาของศิษย์น้องเสิ่นซิงอีประสานมือคำนับผู้มาใหม่ “คารวะศิษย์พี่เยี่ยน ข้าเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากถ้ำผลึกเจ็ดสี ท่านก็มาถึงเสียแล้ว ท่านรวดเร็วถึงเพียงนี้ คนจากยอดเขาอัสสรัตนะจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน”เยี่ยนอวิ๋นหลงรีบประคองศิษย์น้องลุกขึ้น “ที่นี่มีแค่เราสองคนเจ้าจะพิธีรีตองไปใย”ปากบางยกยิ้ม “พี่เยี่ยน”เยี่ยนอวิ๋นหลงหัวเราะชอบใจพลางกอดคอศิษย์น้องรัก “ก่อนหน้านี้ จู่ ๆ เจ้าก็ปิดด่าน มิได้บอกกล่าวผู้ใด ข้าเป็นห่วงจึงคอยเฝ้าดูรอวันที่เจ้าเดินออกมา”เสิ่นซิงอีได้ฟังก็ซาบซึ้งใ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 3 ศิษย์สำนักวันสุดท้าย
บทที่ 3ศิษย์สำนักวันสุดท้ายลมพัดเอื่อยพาให้รู้สึกสงบใจดั่งผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น สมองโล่งโปร่งจนความคิดแจ่มชัด เสิ่นซิงอีวางหมากสีขาวบนกระดาน“ข้าชนะแล้ว”หลินจงไห่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ศิษย์พี่เสิ่น หลังออกจากด่านครานั้นท่านก็ทำตัวว่างเสียเหลือเกิน นี่ก็กระดานที่สิบแล้ว ท่านจะรั้งอยู่บนยอดเขาปริณายกรัตนะอีกนานแค่ไหนกันแน่?”“จนกว่าข้าจะชนะเจ้า” ปากบางเหยียดยิ้มพอใจ “รีบยอมรับความพ่ายแพ้เสียเถิด ศิษย์น้องหลิน”กระดานหมากที่ดูเหมือนกับตายแล้ว กลับถูกหลินจงไห่ทำลายด้วยการลงเพียงหมากเดียว “ศิษย์พี่เสิ่นยังเป็นพวกคิดหน้าคิดหลังไม่รอบคอบเช่นเคย”“ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้นหรอก” เสิ่นซิงอียกยิ้มกริ่ม เขาวางแผนมาดีมาก แผนการที่ถูกขัดเกลามากว่าเก้าชาติจนมาถึงชาติที่สิบนี้หลังออกจากด่านก็ผ่านมาแล้วห้าปี ตลอดห้าปีมานี้ เสิ่นซิงอีทั้งคอยสอดส่องความเป็นไป ทั้งแอบลงมือขัดขวางการบำเพ็ญเพียรของลี่จิ่นด้วยตัวเอง ผู้อาวุโสหนิงเฉินผู้มีกริยาสำรวมสูงส่งกลับทำตัวเหมือนโจร ร่ายมนตร์พรางกาย ย่องเข้ากระท่อมศิษย์ฝ่ายนอกไร้ชื่อ แอบเปลี่ยนเนื้อหาในตำราฝึกตนของลี่จิ่น ริบหินปราณและทรัพยากรฝึกตนอันแสนล้ำค่าเอา
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 4 ครึ่งเผ่าฟ้าครึ่งเผ่าพิภพ
บทที่ 4ครึ่งเผ่าฟ้าครึ่งเผ่าพิภพ“สถานการณ์เป็นอย่างไร?” เสิ่นซิงอีใช้วิชาตัวเบาวิ่งไปควบคุมกระบี่และร่ายมนตราสังหารสัตว์อสูรที่กำลังทำลายบ้านเรือนของชาวบ้านไป มนตราสาดแสงสีดอกท้อร่วมกับประกายจากกระบี่และความพลิ้วไหวของผ้าแพรงดงามราวกับดูการแสดงเต้นรำท่ามกลางดอกไม้ไฟ“พบฝูงสิงโตหางหนามบุกทำลายคลังเสบียงของหมู่บ้านและสังหารชาวบ้านไปยี่สิบสองรายขอรับ พวกข้าช่วยกันสังหารมันจากทางทิศตะวันออกมาถึงบริเวณใจกลางหมู่บ้านก็ประมาณสิบห้าตัวได้แล้ว ทุกตัวล้วนเป็นสัตว์อสูรระดับสูง” โจวเซี่ยนรายงานพลางแกว่งกระบี่เผื่อในส่วนของศิษย์น้องผู้หลบตัวสั่นอยู่ข้างหลังไปด้วยคิ้วเรียวขมวดมุ่น “สิงโตหางหนามเป็นสัตว์อสูรที่ออกล่าตามลำพัง ไม่ชอบการรวมฝูงเนื่องจากจะเป็นการรุกรานอาณาเขตกันเอง อีกทั้งแม้จะหิวโหยมากเพียงใดส่วนมากก็จะไม่ออกมาบุกรุกมนุษย์ถึงนอกถิ่นที่อยู่ของมัน เพราะจะเป็นการละทิ้งอาณาเขตเสี่ยงต่อการถูกแย่งชิง เรื่องนี้ไม่ปกติแล้ว”เสิ่นซิงอีแตะเท้าเพียงเบา ๆ ส่งร่างกระโดดขึ้นไปยืนบนหลังคาบ้าน มือร่ายลมปราณสีดอกท้อขึ้นมาจ่อที่ปาก“ดอกท้อโปรยปราย”ผู้บำเพ็ญเพียรรูปงามในชุดขาวบริสุทธิ์เป่าลมปราณในมือก
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 5 ศิษย์สายตรงยอดเขามณีรัตนะ
บทที่ 5ศิษย์สายตรงยอดเขามณีรัตนะสุราดอกท้อชั้นเลิศกรอกเข้าไปในริมฝีปากสีกลีบท้อที่บวมเจ่ออย่างน่ารังแกเป็นไหที่สาม ขนตาพริ้งพรายปรือลงตามสติที่เลือนราง ยามที่ยังมีจินตานอาจารย์ของเขาก็คออ่อนมากแล้ว นับประสาอะไรกับในยามนี้ที่เขาทำลายเม็ดโอสถสีท้อไปแล้ว ซ้ำยังย่ำยีร่างกายของผู้บำเพ็ญเพียรพิการจนไม่มีส่วนใดเว้นว่างจากรอยบอบช้ำร่างที่อ่อนระทวยคล้ายใกล้จะสิ้นลมคาอ้อมกอดของเขาสำลักไอเอาน้ำสุราที่ถูกจับกรอกออกมา สุราที่เหลือรินรดท่วมดวงหน้างามล้ำซ้ำเติมสภาพแสนน่าเวทนา มือแกร่งจับกรอบหน้าเรียวสวย บีบอย่างแรงบังคับให้ปากบางอ้าออกอีกครั้ง“ดื่มเข้าไปอีกสิ เสิ่นซิงอี นี่เป็นสุราที่หมักมาจากดอกท้อเซียนที่เจ้าชอบนักหนาเชียว ข้ายกต้นท้อเซียนทั้งต้นนั้นให้กับเจ้า แต่หลังจากข้าทำลายจินตานของเจ้า ทำให้เจ้ากลายเป็นดั่งคนพิการก็ไม่สามารถกินผลท้อเซียนที่ต้องใช้ปราณในร่างซึมซับได้ ข้าจึงสั่งให้คนนำดอกท้อเซียนเหล่านั้นไปหมักเป็นสุราที่คนพิการอย่างเจ้ากินได้โดยเฉพาะ อย่าทำลายน้ำใจของข้านักสิ อาจารย์”น้ำตาไหลรินจากดวงตาเมล็ดซิ่งคู่งาม ภายในนั้นไม่เหลือร่องรอยของดอกท้อโปรยปรายอันเป็นสัญลักษณ์แห่งตบะทั้งชี
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 6 ความโกรธของลี่จิ่น
บทที่ 6ความโกรธของลี่จิ่นภาพจำของผู้อาวุโสหนิงเฉินแห่งยอดเขามณีรัตนะในสายตาของศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการทุกคน คือบุรุษรูปงามผู้มักสวมชุดคลุมสีขาวสะอาดอันเป็นสัญลักษณ์แห่งยอดเขามณีรัตนะ นอกจากนี้เขายังมีกิริยาวาจาที่สำรวม มิชมชอบการพูดคุยสนทนาไร้สาระ ทั้งยังเป็นอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญเพียร หนึ่งในสามของผู้ไปถึงขั้นหลอมแก่นปราณระดับสาม ไม่พอ เขายังเป็นปรมาจารย์มนตรา มรรคาที่หาได้ยากในสำนักที่ขึ้นชื่อเรื่องวิชากระบี่ ยามต่อสู้ก็งดงามสะกดทุกสายตาดั่งต้องมนตร์ จนได้รับสมญานาม ‘หมื่นดารา พันบุปผา’ เหล่าศิษย์จึงยกย่องเขาเป็นดั่งเทพเซียน เป็นบุคคลตัวอย่างที่พึงดำเนินรอยตามแต่ศิษย์เหล่านั้นหารู้ไม่ว่า ภาพลักษณ์สำรวมวาจาใจของผู้อาวุโสเสิ่น เป็นเพียงเพราะเขาขี้เกียจจะฟังการร่ายเปิดงานที่ยืดยาวของเจ้าสำนักในงานประชุม ในการประลองส่วนใหญ่ก็ขี้คร้านจะดูชมการประลองของศิษย์ไร้ฝีมือ จึงใช้เวลาในการปรากฏตัวนอกยอดเขามณีรัตนะส่วนใหญ่นั่งหลับไม่ก็ยืนหลับ รอจนมีศิษย์พี่ศิษย์น้องที่รู้นิสัยกันดีมาปลุกแล้วจึงกลับยอดเขาก็เท่านั้นและในเวลานี้ ผู้อาวุโสหนิงเฉินก็กำลังทำสิ่งที่ตรงข้ามกับคำว่าสำรวม จนเรียกได้ว่า พ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 7 เผ่าฟ้ามาเยือน
บทที่ 7เผ่าฟ้ามาเยือนเสิ่นซิงอีนอนจนแผ่นหลังชาหนึบไปหมด พักหลังมานี้เขาเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนเพราะไม่อยากออกไปพบหน้าลี่จิ่น พอจะฝึกวิชาจิตใจก็ว้าวุ่นอลหม่านจนตั้งสมาธิไม่ได้ หรือว่าเขาควรจะไปสงบใจใต้ต้นท้อเซียนพันปีเหมือนที่แล้วมากันคิดยังไม่ตก พลันป้ายรัตนะเจ็ดสีอันเป็นป้ายประจำตัวเจ้ายอดเขาก็ส่องแสงสว่าง เสิ่นซิงอีรีบถ่ายเทลมปราณเข้าไปเพื่อตอบรับการติดต่อเข้ามาทันที“เจ้ายอดเขาเสิ่น นี่ข้าเอง”“ท่านเจ้าสำนัก มีธุระอันใดหรือขอรับ การประชุมเจ้ายอดเขามิใช่เดือนหน้าหรอกรึ?”“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอก มีแขกจากอารามหมื่นพระพุทธกรมาขอพบคนของยอดเขาเจ้า”“อารามหมื่นพระพุทธกร?” เสิ่นซิงอีมุ่นหัวคิ้ว อารามหมื่นพระพุทธกรคือสำนักสงฆ์ที่ฝึกตนโดยมุ่งเน้นวิถีเผ่าฟ้า เนื่องจากอารามตั้งอยู่บนเทือกเขาโลกนาถอันอยู่สูงเสียดฟ้าเทียมเมฆจึงใกล้ชิดกับเผ่าฟ้ามากที่สุด ยามเมื่อเผ่าฟ้าต้องการถ่ายทอดข้อความลงมายังแดนมนุษย์ก็มักจะส่งสารผ่านอารามหมื่นพระพุทธกรนี้เรื่องนี้เห็นจะหนีไม่พ้นต้องเกี่ยวข้องกับการที่ลี่จิ่นปลุกพลังสายเลือดเผ่าฟ้าขึ้นมาเป็นแน่“ถูกแล้ว ไต้ซือเริ่นจยาพาคนจากเผ่าฟ้ามาที่สำนักแก้วเจ็ดประการของ
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 8 ยั่วยุถึงยอดเขามณีรัตนะ
บทที่ 8ยั่วยุถึงยอดเขามณีรัตนะหากข่าวเรื่องลี่จิ่นเป็นครึ่งเผ่าฟ้าแพร่สะพัดแล้ว ข่าวเรื่องที่เขาจะกราบอาจารย์คนที่สองแพร่สะพัดยิ่งกว่า ไม่ว่าจะศิษย์ฝ่ายนอก ศิษย์ฝ่ายใน หรือศิษย์สายตรงทั้งเจ็ดยอดเขาต่างก็ก่นด่าสาปส่งศิษย์อกตัญญู ไร้จริยธรรมคิดล้มล้างครูแม้เสิ่นซิงอีจะดีใจที่ทุกคนในสำนักเห็นด้วยกับเขา แต่ผู้ที่ถูกว่ากล่าวก็ยังคงเป็นศิษย์ยอดเขามณีรัตนะของเขา ผู้คนสาปส่งคนแล้วก็ย่อมพาลมาสงสัยถึงการดูแลศิษย์ของเขาว่าเหตุใดจึงบ่มเพาะศิษย์เนรคุณเช่นนี้ขึ้นมาได้ผู้อาวุโสผู้สำรวมกิริยาวาจาย่อมขี้คร้านจะไปอธิบายเรื่องราวน่าหงุดหงิดให้คนอื่นฟัง หากแต่เสิ่นซิงอีสำรวมจนกลายเป็นไม่ทันคน ไม่ใช่ว่าผู้อื่นจะคิดเหมือนเขาเสียทั้งหมด เผ่าฟ้าผู้นั้นมิได้ปรากฏขึ้นเป็นชาติแรก เขามีนามว่า หรงหนานเกิง และหรงหนานเกิงผู้นี้คือขั้วตรงข้ามของเสิ่นซิงอีโดยแท้ปีกทองสยายอวดโฉมให้ทั่วทั้งสำนักได้ยินยล เผ่าฟ้าที่มักถือตนกลับพูดคุยกับศิษย์ในสำนักแดนมนุษย์อย่างเป็นกันเอง เรียกได้ว่าผ่านมาไม่กี่วัน ศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการก็รู้สึกใกล้ชิดกับเผ่าฟ้าผู้นี้มากเสียกว่าผู้อาวุโสหนิงเฉินที่พำนักอยู่บนยอดเขามณีรัตนะตลอดเวลา
อ่านเพิ่มเติม
บทที่ 9 การประลองถึงชีวิต
บทที่ 9การประลองถึงชีวิตศึกชิงศิษย์ที่แต่เดิมเป็นเพียงการทะเลาะวิวาทน่าขายหน้าในชาติอื่น กลายเป็นการประลองใหญ่โตในชาติที่สิบ สนามประลองก็ย้ายไปยังลานประลองหลักในพื้นที่ตำหนักกลางหาว เพื่อให้เหล่าศิษย์ผู้เรียกร้องให้เกิดการต่อสู้ครั้งนี้มาเป็นสักขีพยาน ปรมาจารย์มนตราปะทะเผ่าฟ้า เรื่องน่าสนใจเช่นนี้ เจ้ายอดเขาและผู้อาวุโสทุกคนล้วนออกจากที่พำนักมาจับจองที่นั่ง ศิษย์ที่ออกท่องยุทธภพไม่รู้ไปได้ยินข่าวคราวมาจากไหนถือโอกาสกลับสำนักมาร่วมชมการประลองด้วย ไม่ใช่เพียงเท่านี้ อารามหมื่นพุทธกรก็ขนบรรดาผู้อาวุโสมาเพื่อรองรับการลงมาเยือนของเผ่าฟ้าถึงห้าคน จากที่ในชาติก่อน ๆ มีเพียงเผ่าฟ้าคนเดียวเท่านั้นลงมาเป็นประจักษ์พยานแน่ล่ะ ก่อนหน้านี้ เสิ่นซิงอีเล่นประกาศเสียเอิกเกริกว่าจะสังหารเผ่าฟ้า การประลองเดือดปะทุกลายเป็นการประลองถึงชีวิต เรื่องใหญ่โตเช่นนี้คงจะดึงดูดความสนใจจากเผ่าฟ้าได้ไม่มากก็น้อยผู้อาวุโสหนิงเฉินเดินขึ้นลานประลองด้วยอากัปกิริยาสงบนิ่งดุจน้ำค้างกลางใบบัว เสิ่นซิงอีไร้ซึ่งความกังวล แต่ภายใต้สีหน้าเรียบเฉยกลับกักเก็บความอับอายถึงขีดสุดเอาไว้ ตั้งแต่ในชาติแรกเป็นต้นมาเคยเกิดเหตุการณ
อ่านเพิ่มเติม
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status