LOGINครึ่งเผ่าฟ้าครึ่งเผ่าพิภพ
“สถานการณ์เป็นอย่างไร?” เสิ่นซิงอีใช้วิชาตัวเบาวิ่งไปควบคุมกระบี่และร่ายมนตราสังหารสัตว์อสูรที่กำลังทำลายบ้านเรือนของชาวบ้านไป มนตราสาดแสงสีดอกท้อร่วมกับประกายจากกระบี่และความพลิ้วไหวของผ้าแพรงดงามราวกับดูการแสดงเต้นรำท่ามกลางดอกไม้ไฟ
“พบฝูงสิงโตหางหนามบุกทำลายคลังเสบียงของหมู่บ้านและสังหารชาวบ้านไปยี่สิบสองรายขอรับ พวกข้าช่วยกันสังหารมันจากทางทิศตะวันออกมาถึงบริเวณใจกลางหมู่บ้านก็ประมาณสิบห้าตัวได้แล้ว ทุกตัวล้วนเป็นสัตว์อสูรระดับสูง” โจวเซี่ยนรายงานพลางแกว่งกระบี่เผื่อในส่วนของศิษย์น้องผู้หลบตัวสั่นอยู่ข้างหลังไปด้วย
คิ้วเรียวขมวดมุ่น “สิงโตหางหนามเป็นสัตว์อสูรที่ออกล่าตามลำพัง ไม่ชอบการรวมฝูงเนื่องจากจะเป็นการรุกรานอาณาเขตกันเอง อีกทั้งแม้จะหิวโหยมากเพียงใดส่วนมากก็จะไม่ออกมาบุกรุกมนุษย์ถึงนอกถิ่นที่อยู่ของมัน เพราะจะเป็นการละทิ้งอาณาเขตเสี่ยงต่อการถูกแย่งชิง เรื่องนี้ไม่ปกติแล้ว”
เสิ่นซิงอีแตะเท้าเพียงเบา ๆ ส่งร่างกระโดดขึ้นไปยืนบนหลังคาบ้าน มือร่ายลมปราณสีดอกท้อขึ้นมาจ่อที่ปาก
“ดอกท้อโปรยปราย”
ผู้บำเพ็ญเพียรรูปงามในชุดขาวบริสุทธิ์เป่าลมปราณในมือกลายเป็นกลีบท้อปลิวว่อนไปทั่วทั้งหมู่บ้านเฮยสุ่ย สีชมพูอ่อนจางแต่งแต้มหมู่บ้านที่แทบจะรกร้างจนเป็นดั่งสวนดอกไม้บนสวรรค์ ประดุจเซียนดอกท้อลงมาจุติ
“ใช้มนตราระดับสูงครอบคลุมได้ทั้งหมู่บ้านโดยง่าย อาจารย์ช่างแข็งแกร่งสมคำเล่าลือนัก” อวี้เหวินจี๋มองกลีบท้อรอบด้านด้วยความประทับใจ
“เจ้าเพิ่งเคยเห็นอาจารย์ต่อสู้เป็นครั้งแรกสินะ ดูไว้ให้เป็นบุญตาเถิด ความงดงามของหมื่นดารา พันบุปผา เสิ่นซิงอี” โจวเซี่ยนเงยหน้ามองสีขาวท่ามกลางกลีบดอกท้อด้วยความภาคภูมิใจ
เสิ่นซิงอีเพ่งสมาธิไปยังกลีบท้อทุกกลีบ พื้นเพของมนตราดอกท้อโปรยปรายนั้นคือมนตราค้นหา ตามหาสิ่งของ ตามหาสิ่งมีชีวิต หรือกระทั่งตามหาลมปราณ
ดวงตาเมล็ดซิ่งลืมขึ้น “เจอแล้ว!”
ร่างสีขาวหายวับไปจากบนหลังคาไปโผล่อยู่เหนือตรอกแคบในมุมมืดของหมู่บ้านเฮยสุ่ย กระบี่ซือโฉวจ่อที่ลำคอของชายผู้หนึ่ง เขาสวมผ้าคลุมศีรษะและใส่หน้ากากปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิด แต่ไม่สามารถปกปิดรอยยกนูนของเขาที่ครอบบนศีรษะได้
“เป็นเจ้าที่อยู่เบื้องหลังการบุกรุกของสิงโตหางหนาม เผ่าพิภพ”
บุรุษเผ่าพิภพฉีกยิ้มเผยเขี้ยวแหลมคมไม่ต่างจากสิงโตหางหนามที่เขาควบคุม “ผู้อาวุโสหนิงเฉินแห่งสำนักแก้วเจ็ดประการช่างสมคำร่ำลือ แต่เจ้าคงลืมอะไรไปอย่าง เผ่ามนุษย์ต่ำต้อยอย่างเจ้า ไม่ได้รับอนุญาตให้พาดอาวุธเข้ากับลำคอผู้สูงส่งอย่างข้า!”
ร่างตรงหน้าสลายไปเป็นม่านหมอกทมิฬ จิตมุ่งร้ายพุ่งมาจากเบื้องหลัง เสิ่นซิงอีมิได้แตกตื่น เขาควบคุมกระบี่ซือโฉวหันคมรับการลอบโจมตี
ฉึก!
กระบี่ซือโฉวไม่ได้ถูกกระทบ เลือดแดงฉานสาดกระเซ็น เป็นร่างของศิษย์ฝ่ายนอกที่พุ่งเข้ามารับดาบของเผ่าพิภพแทนผู้อาวุโส ถูกแทงเข้าที่กลางอก
“ลี่จิ่น!”
แผ่นหลังน้อยของเด็กหนุ่มสั่นสะท้าน ท่ามกลางความตกใจจากทุกฝ่าย ร่างของลี่จิ่นก็พลันส่องแสงสีทองเจิดจรัสกลบบังทุกการมองเห็น ปีกสีทองแทงทะลุชุดศิษย์ฝ่ายนอกงอกออกมาจากสะบักข้างซ้าย ลมปราณฟ้ามหาศาลระเบิดออกจากร่างแล้วหลอมรวมเข้าด้วยกันสร้างเม็ดโอสถแห่งลมปราณฟ้าฝังเข้าไปในจุดตันเถียนของเด็กหนุ่ม
ลี่จิ่นข้ามขั้นควบรวมชีพจร ฝ่าทะลุขั้นหลอมแก่นปราณ
เสิ่นซิงอีและเผ่าพิภพที่อยู่ในระยะถูกการระเบิดปราณแห่งการเลื่อนขั้นซัดไปคนละทาง เผ่าพิภพผู้แพ้ทางปราณฟ้าบาดเจ็บสาหัสอาศัยจังหวะนั้นหลบหนี
ตามสถานะเจ้ายอดเขามณีรัตนะ ตามหน้าที่ผู้อาวุโสของสำนักแก้วเจ็ดประการแล้ว ในเวลานี้ สิ่งที่เสิ่นซิงอีควรจะทำมากที่สุดคือตามเผ่าพิภพซึ่งเป็นผู้บงการการบุกรุกหมู่บ้านเฮยสุ่ย เพื่อจับตัวนำกลับไปสอบสวนที่สำนัก
แต่เสิ่นซิงอีขยับตัวไม่ได้ เขาตกตะลึงจนสติหลุดไปแล้ว
“ข้าสั่งให้เจ้ากลับ เหตุใดจึงยังอยู่?”
เด็กหนุ่มผู้ไม่เคยจางหายไปจากใจของเขาคุกเข่าลงตรงหน้า “ศิษย์มีความผิดที่ดื้อดึง ขออาจารย์โปรดอภัย”
ภาพนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก ลี่จิ่นที่เรียกเขาว่าอาจารย์ดูจะเป็นเรื่องปกติจนใจของเขาไม่คิดว่าผิดแปลกไปเสียแล้ว
แต่ไม่ ชาตินี้เสิ่นซิงอีปฏิญาณไว้แล้วว่าจะตัดใจไม่รับลี่จิ่นเป็นศิษย์เป็นอันขาด
“ข้ามิใช่อาจารย์ของเจ้า”
“ตามกฎสำนักแก้วเจ็ดประการ ศิษย์ฝ่ายนอกต้องสร้างรากฐานลมปราณภายในห้าปีจึงจะคงสถานะศิษย์สำนักต่อได้ หากอยู่สิบปีแล้วยังควบรวมชีพจรขึ้นเป็นศิษย์ฝ่ายในไม่ได้จะหมดสถานะศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการ แต่หากสำเร็จขั้นหลอมแก่นปราณเองได้ ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ฝ่ายนอกหรือศิษย์ฝ่ายใน สามารถคำนับอาจารย์เลือกยอดเขาที่จะสังกัดต่อด้วยตนเอง” ดวงตากระจ่างใสเต็มเปี่ยมไปด้วยความหนักแน่นเงยสบกับคลื่นพายุดอกท้อ “ศิษย์ เสี่ยวอู่ ขอกราบผู้อาวุโสหนิงเฉินเป็นอาจารย์ของข้า”
เสิ่นซิงอีเฝ้ารอมาสิบปีเต็ม
ห้าปีที่เขาคาดหวังว่าระหว่างปิดด่าน ลี่จิ่นอาจจะสร้างรากฐานไม่สำเร็จ
ห้าปีที่เขาวางแผนเป็นอย่างดี ลงมือควบคุมทุกอย่าง ขว้างจิตสำนึกลงเหวกระทำการชั่วร้ายสารพัดเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ลี่จิ่นควบรวมชีพจรได้สำเร็จ
จนมาถึงวันสุดท้ายที่ลี่จิ่นจะได้มีสถานะศิษย์แห่งสำนักแก้วเจ็ดประการ อีกเพียงไม่กี่ชั่วยาม เส้นทางผู้บำเพ็ญเพียรของลี่จิ่นก็จะจบลง เขาก็จะแก้ทุกข้อปัญหา ยับยั้งหายนะที่ศิษย์ทรพีผู้นี้จะนำมาสู่โลกบำเพ็ญเพียรในอนาคต
เพราะเหตุใดกัน สายเลือดเผ่าฟ้าในกายของลี่จิ่นจึงต้องมาถูกปลุกเอาตอนนี้ จนช่วยให้เขาหลอมแก่นลมปราณสร้างเม็ดโอสถกำเนิดจินตานได้สำเร็จกัน เพราะถูกดาบของเผ่าพิภพอันเป็นเผ่าศัตรูแทงอย่างนั้นหรือ?
“อาจารย์ เกิดอะไรขึ้นขอรับ?”
“ศิษย์น้อง…ที่หลังของเจ้า”
โจวเซี่ยนกับอวี้เหวินจี๋ขี่กระบี่ตามมาถึงในที่สุด เมื่อเห็นปีกสีทองที่งอกออกมาจากหลังของลี่จิ่นก็เป็นอันต้องตกตะลึง
“ปีกทอง สัญลักษณ์ของบุตรแห่งฟากฟ้า หากแต่มีเพียงข้างเดียว เขาคือครึ่งเผ่าฟ้า” เสิ่นซิงอีตอบอย่างใจเย็น แน่นอนว่าเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้ว เขารู้เยอะว่านี้อีกมากจากเก้าชาติที่ชะตาชีวิตต้องมาพัวพันกับคนผู้นี้
ลี่จิ่นนั้นไม่ใช่เพียงครึ่งเผ่าฟ้า แต่เขาคือครึ่งเผ่าฟ้าครึ่งเผ่าพิภพ สายเลือดผสมต้องห้ามของสองเผ่าพันธุ์ที่เป็นศัตรูกันตามธรรมชาติ หรือก็คือ แท้จริงแล้ว ลี่จิ่นไม่มีเลือดของมนุษย์ไหลเวียนอยู่ในร่างเลยแม้แต่น้อย
เผ่าฟ้าและเผ่าพิภพนั้นเป็นไปตามชื่อ เผ่าฟ้าอาศัยอยู่เหนือผืนเมฆา เผ่าพิภพอาศัยอยู่ใต้ผืนพสุธา ทั้งสองเผ่ามีความใกล้ชิดกับปราณแห่งโลกามากกว่าเผ่ามนุษย์ที่อยู่ตรงกลาง ประชากรส่วนมากจึงมีระดับขั้นฝึกตนที่สูง ขั้นหลอมแก่นปราณระดับสามอย่างเสิ่นซิงอีแทบจะเรียกได้ว่ามีให้เห็นกันดาษดื่น ทั้งสองเผ่าจึงถือตนว่าสูงส่งกว่าเผ่าพันธุ์อื่น ส่วนลี่จิ่นที่มีเลือดจากทั้งสองเผ่าพันธุ์จึงเป็นบุตรรักแห่งฟ้าดินโดยกำเนิด เป็นผู้เกิดมาพร้อมกับสายเลือดที่เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียรมากที่สุด
ทว่า การถือกำเนิดของลี่จิ่นนั้นไม่ได้เกิดจากรักต้องห้ามแสนหวานชื่นเหมือนในปรัมปรา ชื่อเดิมของลี่จิ่นคือหลี่หยวนตามสกุลฝั่งบิดาหรือหรงหยวนตามสกุลฝั่งมารดา ขึ้นอยู่กับว่าในชาตินั้น ลี่จิ่นเลือกที่จะอยู่ฝั่งเผ่าฟ้าหรือเผ่าพิภพ ในสงครามฟ้าดิน องค์หญิงแห่งเผ่าฟ้าถูกจับตัวไปเป็นเชลยศึก นางถูกธรณีจักรพรรดิข่มเหงจนตั้งครรภ์ คลอดออกมาเป็นลี่จิ่น องค์หญิงรับไม่ได้ที่ตนให้กำเนิดสายเลือดต้องสาป เกลียดเลือดเนื้อที่ถูกยัดเยียดเข้าไส้ หลังจากที่นางถูกช่วยกลับเผ่าฟ้า ก็ทิ้งลูกไว้ที่แดนพิภพ ฝั่งบิดาของลี่จิ่นเองก็รังเกียจสายเลือดในตัวเขา จึงตั้งใจจะสังหารทิ้ง แต่ข้ารับใช้ที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูทารกเกิดความสงสาร ลอบพาทารกหนี เมื่อจวนตัวเอาชีวิตไม่รอดก็ฝากทารกให้เหยี่ยวรัตติกาล คาบเอาทารกบินขึ้นแดนมนุษย์
เหยี่ยวรัตติกาลบินหนีสุดกำลังสามวันสามคืนเต็มก็หมดแรงสิ้นชีพ ก่อนจะหมดลมมันก็ได้ปล่อยทารกวางไว้หน้าบ้านมนุษย์ เคราะห์ซ้ำกรรมซัด บ้านที่ทารกถูกฝากไว้นั้นยากจน ทั้งยังมีบุตรธิดาหลายคนอยู่แล้ว ไม่ต้องการภาระเพิ่มอีกจึงนำทารกไปขาย ครานี้ทารกได้ตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยแต่ไร้ทายาทสืบสกุลซื้อไป เลี้ยงดูเขาอย่างดีเหมือนเป็นลูกในไส้ จนกระทั่งเกิดเหตุร้าย ไฟไหม้เรือนและคลังสินค้า คนและทรัพย์สินทั้งตระกูลกลายเป็นขี้เถ้าไม่หลงเหลือสิ่งใด มีเพียงเด็กเล็กคนหนึ่งที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ชาวบ้านได้ยินเรื่องราวของตระกูลคหบดีก็รังเกียจหาว่าเด็กชายเป็นตัวเรียกไฟ ดวงกินชีวิตผู้มีพระคุณ เด็กชายผู้ยังพูดไม่คล่องเสียด้วยซ้ำจึงกลายเป็นคนจรเร่ร่อน
วันหนึ่ง เด็กชายได้ฟังเรื่องราวของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจากนักเล่านิทานข้างทาง จึงตัดสินใจปีนขึ้นเขาแก้วพันสารทิศในวัยเพียงห้าขวบปี กลายเป็นศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการ
ที่เสิ่นซิงอีรู้อดีตของลี่จิ่นได้ละเอียดถึงเพียงนี้ เนื่องจากเขาใช้เวลาถึงหกชาติในการตามสืบเรื่องราวในอดีตซึ่งนำมาสู่ปัญหาใหญ่หลวงในอนาคต และจากประสบการณ์เก้าชาติ บ่อเกิดแห่งหายนะส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นหลังจากที่ลี่จิ่นค้นพบชาติกำเนิดระหว่างท่องยุทธภพ ในชาติแรกลี่จิ่นเข้าร่วมกับเผ่าฟ้า แต่มารดาแท้ ๆ กลับจงเกลียดจงชังเขา และทุ่มเทความรักทั้งหมดให้กับน้องชายต่างบิดาซึ่งเป็นเผ่าฟ้าเต็มตัว ระหว่างที่ร่วมศึกฟ้าดินครั้งที่สอง ลี่จิ่นก็ถูกเผ่าฟ้าทรยศหักหลัง โดนทิ้งไว้ในวงล้อมศัตรู ลี่จิ่นที่ได้รู้ความจริงเกิดคลั่ง สังหารเผ่าพิภพเกือบหมดกองทัพ สุดท้ายก็ถูกจับตัวกลับไปยังแดนพสุธา และได้ค้นพบความจริงถึงสาเหตุที่ทำให้มารดาเกลียดตน
จากนั้นก็ไม่มีลี่จิ่น ไม่มีหรงหยวน แต่เป็นหลี่หยวน ทรราชผู้ล้างแค้นโลกอันแสนโหดร้ายที่ทอดทิ้งเขา
กลับกัน ชาติที่ลี่จิ่นเริ่มจากการเข้าร่วมกับฝั่งเผ่าพิภพก่อน ก็จะกลายเป็นถูกทอดทิ้งให้ไปอยู่กับเผ่าฟ้า กลายเป็นหรงหยวนผู้ตามล้างแค้นแทน ไม่มีชาติไหนที่ลี่จิ่นสามารถหลุดพ้นจากวัฏจักรนี้ได้
นึกถึงชะตาชีวิตอันแสนอาภัพของอดีตศิษย์รัก เสิ่นซิงอีก็แทบจะน้ำตาซึม เขาหักห้ามใจอย่างหนักไม่ให้พุ่งเข้าไปกอดปลอบเด็กหนุ่มตรงหน้า ท่องในใจว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ใช่ลี่จิ่นของเขา ไม่ใช่เด็กน้อยที่เขารับขึ้นยอดเขามณีรัตนะมาเลี้ยงดั่งลูกในไส้ตั้งแต่ยังเล็ก ชื่อในชาตินี้ก็ไม่ใช่ลี่จิ่นที่เขาตั้งให้เสียด้วยซ้ำ
“อาจารย์”
เสียงที่ไม่ได้ยินมานานกระชากอารมณ์ที่สับสนอยู่เดิมของเสิ่นซิงอีให้แปรปรวนดั่งลมฝนในคืนพายุโหมกระหน่ำ
ใช่แล้ว จากนี้ไป ลี่จิ่นจะกลายเป็นศิษย์สายตรงของเขาเหมือนดั่งทุกชาติ เป็นชะตาที่มิอาจหลีกหนีได้…
“อาจารย์ แต่เดิมข้าน้อยเป็นเพียงคนจรจัด ไม่มีชื่อสกุลเป็นของตน แต่ก่อนขึ้นเขาแก้วพันสารทิศมาถึงเป็นลำดับที่ห้า และตอนนั้นยังมีอายุห้าปี ผู้อื่นจึงเรียกข้าว่าเสี่ยวอู่ ข้าน้อยขอร้องท่าน อาจารย์โปรดมอบชื่อให้ศิษย์เป็นของขวัญรับขึ้นยอดเขามณีรัตนะด้วยเถิดขอรับ”
เสิ่นซิงอีตอบไปโดยไม่ต้องคิด ไม่ว่าจะในชาติไหน มีเพียงสิ่งเดียวที่เสิ่นซิงอีเปลี่ยนแปลงไม่ได้ อาจจะเพราะความเคยชิน หรือเป็นเพราะสิ่งนี้สลักลึกลงในจิตวิญญาณจนไม่สามารถเขียนทับได้อีก ผู้ย้อนเวลากลับมาขนานนามที่เขาเรียกขานมากว่าสิบชาติ
“ลี่จิ่น”
บทที่ 35ตราบนิรันดร์“อีกไม่นานข้าก็ต้องลงเขาออกท่องยุทธภพแล้ว เหตุใดข้ายังต้องมาทำงานพวกนี้อีก!” ซุนผิงโยนไม้กวาดลงพื้นประท้วง“นั่นมันของต้องชะตาของเจ้าเลยนะศิษย์น้องสิบสี่ จะมาทิ้งขว้าง… เหวอ!” ศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเดินสะดุดโต๊ะเล็กจนขนมหกเต็มพื้น“ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ระวังหน่อยเถอะ” ศิษย์คนที่สี่ช่วยพยุงศิษย์น้องลุกขึ้นอย่างหน่ายใจ“ศิษย์พี่เจ็ด นี่ท่านจงใจเพิ่มงานให้ข้าเห็น ๆ!” ซุนผิงร้องอย่างท้อแท้“เจ้าก็อย่าโวยวายนักเลย วันนี้พวกเรามารวมกันเพื่อฉลองการฝ่าทะลุขั้นของอาจารย์กันนะ” โจวเซี่ยนพูดระงับความวุ่นวาย“ว่าแต่อาจารย์เถอะ จะออกมาได้หรือยัง คนก็มาครบแล้ว” ศิษย์คนที่สิบเอ็ดผู้เพิ่งออกจากการปิดด่านก็ต้องเจอว่าโลกภายนอกเละเทะแค่ไหนถามอย่างไม่รู้เรื่องราว“ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อาจารย์ถูกศิษย์น้องเล็กกักตัวไว้อยู่” ศิษย์คนที่แปดผู้ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่สุดสะบัดพัดอย่างพร้อมเล่าเรื่อง“ศิษย์น้องเล็ก? ไม่ใช่เขาหรอกรึ?”อวี้เหวินจี๋ที่โดนชี้สะดุ้ง สองมือรีบโบกเป็นระวิง “ไม่ใช่หรอก ข้าไม่กล้าแย่งตำแหน่งศิษย์คนสุดท้ายไ
บทที่ 34ศึกตัดสิน“ไอ้ขยะไร้ค่า กล้าดีอย่างไรมาฉวยของของข้า!”เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวสะท้านไปทั้งหน้าผา กลิ่นอายชั่วร้ายส่งให้พืชหญ้าเหี่ยวเฉา เมฆครึ้มจากมนตราของคู่ต่อสู้ก่อนหน้าสลายกลายเป็นไอ เศษหินผาร่วงกราวจนเสิ่นซิงอีที่อยู่ด้านล่างต้องฝืนขุดลมปราณเฮือกสุดท้ายมาร่ายมนตราสร้างเกราะคุ้มกันลี่จิ่นยัดของใส่มืออาจารย์อย่างเร่งรีบแล้วออกตัวพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ต่อสู้กันบนนั้นย่อมดีกว่าให้อีกฝ่ายลงมาหาเสิ่นซิงอีลี่จิ่นไปถึงตัวลี่จิ่นแล้ว… ลี่จิ่นในชาติที่สิบไปถึงตัวลี่จิ่นในชาติที่เก้าแล้ว กระบี่จากแก่นกระดูกมังกรฟ้าและเขี้ยวมังกรดินฟาดฟันกันถึงสิบกระบวนท่าในอึดใจเดียว มืออีกข้างของทั้งสองร่ายมนตราเสกอาคมต่อสู้ราวกับเป็นคนคนเดียวกันทว่า ลี่จิ่นในชาติที่เก้านั้นมีตบะสูงถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์ สูงที่สุดในสามแดนอย่างไม่มีใครเคยไปถึง ในขณะที่ลี่จิ่นในชาติที่สิบมีตบะอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับที่หนึ่งเริ่มต้น และยังเพิ่งฝ่าทะลุขั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ทันได้จัดระเบียบลมปราณใหม่ในร่างกายให้คงที่เลยด้วยซ้ำยิ่งมีความคิดเดียวกัน ออกกระบวนท่าเช่นเดียวกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของพลังได้ชั
บทที่ 33ศึกศิษย์อาจารย์กลิ่นอายชั่วร้ายคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแห่งสุดท้าย เงามืดครอบคลุมเหนือเขาแก้วพันสารทิศ ผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ทั้งที่มาพึ่งพิงและมาร้องประท้วงให้สำนักแก้วเจ็ดประการส่งคนออกมาต่างก็ขนลุกชัน เหลียวมองเมฆทะมึนพลางกอบกุมมือคนด้านข้างดั่งหาสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตก่อนดับสูญกลุ่มเมฆดำแตกกระเจิง บุรุษผู้เป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งโลกขี่กระบี่ผลึกนิลพุ่งเข้าใส่อาคมเขตแดนอันแข็งแกร่งของสำนักแก้วเจ็ดประการที่คนนับหมื่นพยายามทำลายมานานหลายวันพังทลายลงในการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว“เสิ่นซิงอี เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว!”เส้นสีดำทมิฬพุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขามณีรัตนะอย่างชำนาญเส้นทาง เพียงพริบตาหลังคาเรือนหลักก็เป็นรูแหว่ง พร้อมกับบุรุษรูปงามผู้มีแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายมานั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจ้ายอดเขาที่กำลังจิบชาอยู่ในเรือนของตนเสิ่นซิงอีจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางลงอย่างใจเย็น เจ้าของเรือนกล่าวเสียงเรียบ “ประตูเรือนเจ้าไม่เคยเคาะ หน้าต่างเจ้าทำราวกับไม่มีบานปิด มาคราวนี้ ถึงกับกล้าพังหลังคาเรือนของอาจารย์”“ไม่เจอกันเสียนาน ยอมพูดกับข้าแล้วรึ?” สายตามืดทะมึนมองตามมือเรียวที่วางถ้วย
บทที่ 32ข้ารักท่านหินผาดั่งหอกยักษ์แหลมคมนับสิบหล่นจากฟ้าพุ่งทิ่มแทงลงมาทำลายอาคารบ้านเรือน กระบี่ผลึกสีนิลหลอมเขี้ยวมังกรดินบินว่อนแทงทะลุอก สะบั้นศีรษะทุกสิ่งมีชีวิตที่มันวาดผ่าน มัจจุราชหัวเราะอย่างชั่วร้ายสะท้อนเข้าไปในใจของศิษย์สำนักหุบเหวนิรันดร์ที่ลมหายใจโรยราใกล้จะดับลงทุกคน“ฮ่า ๆ ๆ ได้ล้างแค้นอีกครั้งเหมือนได้ลิ้มลองสุรารสเลิศอีกครา!”มือซีดปัดแส้ที่พุ่งเข้ามาราวกับปัดแมลง ดวงตามืดมิดตวัดมองแมลงที่กล้ามาขัดอารมณ์ของเขา“ล้างแค้น? สำนักหุบเหวนิรันดร์ของข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน ลี่จิ่น!”ลี่จิ่นหรี่ตาลงก่อนจะร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ “เจ้ามันเดียรัจฉานโอหังที่ถูกข้าทำลายจินตานเมื่อตอนนั้น”“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?!” ลู่ตงอวี่ตะโกนอย่างคับแค้นใจลี่จิ่นนิ่งคิดพักหนึ่ง เดิมทีเขาเพียงบุกสำนักที่อยู่ใกล้มือเพื่อทำลายล้างระบายอารมณ์ก็จริง ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำเพื่อให้คนพวกนี้ไปกดดันใครก็ตามที่ให้ที่หลบซ่อนกับเสิ่นซิงอี แต่ดูท่าจะเป็นได้แค่การฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้บุกเข้าไปหาเลยจะได้รีบนำตัวของรักกลับรังรักของพวกเขาหากอ้างอิงจากเส้นเวลาในโลกเดิม ในเวลานี้ เสิ่นซิงอีที่ติดตามเขาออกท่อ
บทที่ 31ฝ่าทะลุขั้น“ลี่จิ่น ออกมารับโทษเสีย!”“เจ้าทำลายสำนักข้าจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นกระเบื้อง สำนักที่ต้นตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง!”“ข้าไม่เหลือใครแล้ว ข้าจะล้างแค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า!”เสียงตะโกนก่นด่าสาปแช่งดังระงม รอบเขาแก้วพันสารทิศที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสำนักน้อยใหญ่ที่เดินทางมาอย่างคับคั่งราวกับจัดงานประลองยุทธ์ ผู้สูญเสียต่างก็ร้องเรียกหาความยุติธรรมให้แก่ตน บางคนก็เริ่มออกอาวุธ ท่องมนตราอาคมทำลายอาคมเขตแดนของสำนักแก้วเจ็ดประการเพื่อบุกเข้าไปแล้ว“ทุกท่านสงบลงก่อน ข้าคือเจ้าสำนักแก้วเจ็ดประการ มีเรื่องอันใด มาพูดคุยกันอย่างสันติเถิด”“พูดคุย? ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก!”“ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่สบายในสำนักของตน ถุย! สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าบ่มเพาะศิษย์ให้ทำลายฆ่าล้างสำนักอื่น!”“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักได้ยินก็ตกใจ“อย่ามาทำเป็นไขสือไปหน่อยเลย ลี่จิ่นศิษย์ที่สำนักแก้วเจ็ดประการภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วไม่ใช่ครึ่งเผ่าฟ้า แต่เป็นครึ่งเผ่าพิภพ ใช้กำลังล้างผลาญสำนักของพวกเรา!”“พวกท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือลี่จิ่นในชาติก่อนที่มาจากอีกโลก” เจ้าส
บทที่ 30เจ้ายอดเขาประชุมหารือการประกาศศักดาของทรราชดังไปทั่วฟ้าแลดิน เหล่าขุนนางที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีสิ้นสุดในท้องพระโรงสีทองยังต้องพากันออกมาดูด้วยตาของตนอิ่งมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเงา แต่มาทั้งกายเนื้อ ร่างที่แข็งแกร่งจนเอาชนะครอบครองทุกสรรพสิ่งบนโลกในชาติก่อนได้ลี่จิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที “ได้ยินแล้วนี่ ยังอยากเก็บตัวปัญหาอย่างพวกข้าไว้อีกหรือไม่?”ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงได้รับการปลดปล่อยจากแดนเวหา ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับสำนักแก้วเจ็ดประการด้วยความเร็วสูงสุดลี่จิ่นชาติที่เก้าก่อเรื่องใหญ่โตประกาศชื่อของเขาให้ทั่วโลกได้รับรู้เช่นนี้ สำนักแก้วเจ็ดประการคงจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เสิ่นซิงอีไม่ได้กลับยอดเขามณีรัตนะก่อน เขาตรงไปยังตำหนักกลางหาว อย่างน้อยก็แจ้งการกลับมาของเขาให้เจ้าสำนักรับรู้ หากเจ้าสำนักไม่ต้อนรับตัวปัญหาอย่างเขา เสิ่นซิงอีก็จะยอมรับและจากไปแต่โดยดีตามคาด ณ ตำหนักกลางหาว เจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสของสำนักมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเพิ่งเป็นสักขีพยาน“แดนเวหาเลี้ยงพวกเจ้าอย่างดีเลยนี่ ต้องก่อเรื่องก่อนถึงจ


![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




