LOGIN
ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า
เสิ่นซิงอีหยัดกายขึ้นจากพื้นห้องเย็นเฉียบอันถูกละเลงไปด้วยสีชาดของโลหิตและกลิ่นคาวราคะ แต่ไม่ว่าสภาพพื้นจะเละเทะมากเพียงใด ก็ไม่อาจเทียบเท่ากับสภาพร่างของเขาในตอนนี้ได้
ครานี้ก็ลงเอยเช่นเดิม มือสั่นเทิ้มรวบผ้าห่มย้อมสีเลือดคลุมกาย ลากสังขารอันบอบช้ำเดินกะเผลกไปยังชั้นหนังสือ ทุกย่างก้าวล้วนสร้างความร้าวระบมดั่งกล้ามเนื้อทุกมัดฉีกขาด เลือดแดงฉานลากเป็นสายตามทางที่เขาเดิน แต่เสิ่นซิงอีไม่สนใจว่า เขาจะทิ้งร่องรอยไว้หรือไม่ ไม่ว่าอย่างไร อีกเพียงไม่กี่อึดใจเขาก็จะไม่อยู่ที่นี่แล้ว
มือเรียวที่มิอาจควบคุมไม่ให้สั่นเอื้อมหยิบม้วนคัมภีร์ที่แอบซ่อนไว้ในมุมมืดของชั้นหนังสือเก่าคร่ำครึ สายตาว่างเปล่ากวาดมองอักขระที่มองมานับสิบครั้ง โลหิตผสมเศษเสี้ยวแก่นปราณและน้ำตาอุ่นป้ายวนทวนย้อนกระแสอักษร ปากซีดร่ายถ้อยคำเดิม ๆ ที่ท่องจนขึ้นใจด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ เขาเหนื่อยเหลือเกิน นี่ก็ครั้งที่สิบแล้วที่เขาต้องมาทำอะไรเช่นนี้
เสิ่นซิงอี หรือผู้อาวุโสหนิงเฉินแห่งสำนักเซียนแก้วเจ็ดประการ อันเป็นชื่อที่เขาได้รับมาจากอาจารย์เฉินกวงเมื่อครั้งได้รับการยกย่องให้เป็นปรมาจารย์มนตราและขึ้นเป็นเจ้ายอดเขามณีรัตนะต่อจากเฉินกวงผู้เป็นอาจารย์ เสิ่นซิงอีตั้งมั่นในการฝึกตน บำเพ็ญเพียรจนถึงขั้นหลอมแก่นปราณระดับสาม อันมีเพียงแค่สามคนในสำนักเท่านั้นฝึกตนจนไปถึงขั้นนั้นได้ กลายเป็นผู้บรรลุขั้นหลอมแก่นปราณที่มีอายุน้อยที่สุด และเป็นความหวังในการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นขั้นก่อกำเนิดคนแรกของสำนัก กระนั้น ผู้อาวุโสหนิงเฉินก็มิได้บำเพ็ญเพียรจนปล่อยปละละเลยหน้าที่ของตน
เจ้ายอดเขามีหน้าที่ต้องรับศิษย์สายตรงเพื่อบ่มเพาะผู้บำเพ็ญเพียรรุ่นเยาว์ให้กับสำนักและปลุกปั้นเจ้ายอดเขารุ่นถัดไปจากตน ตั้งแต่ประจำตำแหน่งมา เสิ่นซิงอีก็เข้าร่วมการสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนัก รวมถึงการทดสอบศิษย์ฝ่ายนอกและฝ่ายในทุกครั้ง รับศิษย์ขึ้นเขามณีรัตนะอยู่ไม่ขาด บางปีที่เหล่าศิษย์มีพรสวรรค์ก็รับมาถึงสามคน บางปีที่ไม่มีใครมีแววก็ไม่ได้รับเลย จนถึงตอนนี้ ผู้อาวุโสเสิ่นได้ชี้แนะศิษย์ไปแล้วถึงสิบสี่คน ส่วนใหญ่สำเร็จวิชาออกเดินทางท่องยุทธภพเพื่อตามหามรรคาของตนในโลกอันกว้างไกล เหลือเพียงศิษย์อายุน้อยไม่กี่คนบนยอดเขามณีรัตนะ
ในปีนั้น เสิ่นซิงอีก็ได้ต้องตาเด็กชายผู้หนึ่ง เด็กชายผู้นั้นเป็นเด็กกำพร้าเนื้อตัวสกปรกมอมแมม ทว่า ด้วยวัยเพียงห้าปีกลับปีนขึ้นเขาแก้วพันสารทิศอันมีภูมิประเทศเลวร้ายจนคนธรรมดาไม่สามารถก้าวก่ายได้สำเร็จ นับเป็นการผ่านบททดสอบคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักแก้วเจ็ดประการ
นอกจากอายุที่น้อยมากแล้ว เด็กชายก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเหนือผู้อื่น ยังรวบรวมลมปราณไม่ได้ กระดูกยังไม่แข็งดีด้วยซ้ำ การที่เขาปีนขึ้นเขาแก้วพันสารทิศมาได้นับเป็นโชคช่วยอย่างแท้จริง
แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาใสกระจ่างแสนหนักแน่นคู่นั้น เสิ่นซิงอีก็รู้สึกต้องชะตาเป็นอย่างยิ่ง จึงจูงมือเล็กมอมแมมขึ้นยอดเขามณีรัตนะ รับเป็นศิษย์สายตรงโดยไม่ต้องผ่านการฝึกตนเป็นศิษย์ฝ่ายนอกและฝ่ายในก่อน
ลี่จิ่นคือชื่อที่เขามอบให้ศิษย์ใหม่ตัวน้อย ผู้อาวุโสหนิงเฉินรักเอ็นดูศิษย์น้อยผู้นี้ราวกับเป็นลูกในไส้ ได้สิ่งใดมาก็ประเคนให้ลี่จิ่นทุกอย่าง ทรัพยากรบำเพ็ญเพียรของศิษย์ผู้นี้บางอย่างถึงกับดีกว่าเจ้าสำนักเสียด้วยซ้ำ จนกลายเป็นข้อครหา โดนคนในสำนักทัดทานอยู่หลายครั้ง แต่ผู้อาวุโสหนิงเฉินหาได้สนใจไม่
ลี่จิ่นเองก็เป็นเด็กที่ร่าเริงและเชื่อฟังอาจารย์เป็นที่สุด ทุกคำสอนของอาจารย์ล้วนจำฝังใจไม่มีลืม เด็กชายเติบโตภายใต้การชี้แนะของเสิ่นซิงอีเป็นอย่างดี เก่งกาจจนได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะแห่งยุค อายุสิบปีสำเร็จขั้นหลอมแก่นปราณระดับหนึ่ง อายุสิบสองปีสำเร็จวิชากระบี่ผลึกแก้วของสำนักแก้วเจ็ดประการ อายุสิบห้าปีเอาชนะในการประลองยุทธภพครั้งใหญ่ที่รวบรวมศิษย์จากทุกสำนักในโลกบำเพ็ญเพียรแดนมนุษย์ ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า สร้างชื่อเสียงให้สำนัก นำความภาคภูมิใจกลับมาฝากอาจารย์ เมื่อเติบใหญ่ก็ลงเขาไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ตามหามรรคาตามธรรมเนียมปฏิบัติของสำนัก ทิ้งให้อาจารย์ยืนมองตามทางที่เขาจากไปถึงสามวันสามคืนกว่าจะยอมขยับตัว
ทางด้านเสิ่นซิงอีผู้ไร้ศิษย์คนโปรดข้างกายก็ใจลอยจนไม่เป็นอันฝึกวิชา วัน ๆ เอาแต่นั่งคอยข่าวคราวจากศิษย์รัก ส่งผลให้ระดับบำเพ็ญเพียรย่ำอยู่กับที่ เหล่าผู้อาวุโสและเจ้าสำนักพยายามพูดให้เขากลับมาอยู่กับร่องกับรอยมากเท่าใดก็ไม่เป็นผล จึงได้แต่ปล่อยให้เจ้ายอดเขาผู้เคยเป็นความหวังระดับก่อกำเนิดของสำนักนั่งยิ้มแย้มกับเรื่องราวการพิชิตยุทธภพของศิษย์รัก คุยโวเล่าวีรกรรมอันผาดโผนที่ได้ฟังมาอีกทีให้ลูกศิษย์บนยอดเขาฟังจนศิษย์ยอดเขามณีรัตนะแทบไม่ได้ร่ำเรียนกันแล้ว
เจ้ายอดเขาผู้ไม่สามารถออกจากที่พำนักโดยไร้เหตุจำเป็นไม่รู้ ทั่วทั้งยุทธภพก็ไม่เพียงพอให้ลี่จิ่นได้พิชิต ไม่ว่าโลกบำเพ็ญเพียรจะมีกี่ดินแดน กี่เผ่าพันธุ์ ลี่จิ่นก็ไปถล่มอย่างไร้ผู้ที่จะต้านทานเขาได้ ชื่ออัจฉริยะแห่งยุคของลี่จิ่นแปรเปลี่ยน จากอันดับหนึ่งในใต้หล้ากลายเป็นผู้พิชิตโลกยุทธภพ และในท้ายที่สุด จากผู้พิชิตโลกยุทธภพก็กลายเป็นทรราช
ทรราชครอบครองทุกดินแดนในโลกบำเพ็ญเพียรสำเร็จก็กลับมายังจุดเริ่มต้นของตนเอง สำนักแก้วเจ็ดประการ มิใช่เพื่อเยี่ยมเยียนรากเหง้าแลผู้มีพระคุณ มิใช่เพื่อนำเกียรติยศมาให้อาจารย์ชื่นชม แต่เพื่อยึดครองสำนักเซียนอันดับหนึ่งในใต้หล้ามาเป็นของตน
ลี่จิ่นตั้งตนเป็นราชาแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ตั้งสำนักแก้วเจ็ดประการเป็นพระราชวัง ใช้ยอดเขามณีรัตนะเป็นเรือนนอน จับศิษย์พี่ศิษย์น้องเป็นทาสรับใช้ ล้างครูอาจารย์ผู้เฝ้ารอวันหวนคืนของเขาจนไม่เป็นอันกินอันนอน ผู้อาวุโสหนิงเฉิน เจ้ายอดเขามณีรัตนะได้รับตำแหน่งใหม่
เตาอุ่นเตียงขององค์ราชา
เสิ่นซิงอีโดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจนพังทลายสิ้น แต่ในใจก็ยังรักลี่จิ่นเหมือนเลือดเนื้อของตน ดวงใจที่แตกสลายสับสนจนไม่สามารถประกอบร่างเป็นชิ้นดีได้ เขาไม่รู้ว่าต้องทำเช่นไรจึงจะดึงเด็กชายตัวน้อยผู้มีดวงตากระจ่างใสออกมาจากปีศาจทรชน
แต่ผู้อาวุโสหนิงเฉินมีคำพูดที่ใช้สอนศิษย์ทุกคนตามที่เขาได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์เฉินกวงมาก่อน
‘ทุกข้อปัญหาย่อมต้องมีข้อแก้ไขเสมอ’
ข้อผิดพลาดเดียวของลี่จิ่นคือการขังเขาไว้ในเรือนบนยอดเขามณีรัตนะของตนเอง เสิ่นซิงอีขุดวิชาลับจากคัมภีร์ต้องห้ามที่อาจารย์เฉินกวงทิ้งไว้ ปลดผนึกด้วยโลหิตจากจินตานที่ถูกทำลาย ปลุกอาคมด้วยน้ำตาแห่งกาลเวลา ย้อนเวลากลับไปเพื่อหวังแก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง
เพื่อพาลี่จิ่นคนเดิมกลับมา
เสิ่นซิงอีย้อนกลับไปยังวันที่เขาพบลี่จิ่นเป็นครั้งแรก กลับไปยังช่วงเวลาที่ตราตรึงสลักลึกในใจของเขามากที่สุด ชั่วขณะที่เขาสบเข้ากับดวงตากระจ่างใสคู่นั้น…
ทุกครั้งที่กลับไป อาจารย์ผู้รักศิษย์ผู้นี้ไม่คลาย ไม่เคยทำใจเกลียดศิษย์ตัวน้อยที่ยังไร้เดียงสา มิได้รู้เรื่องราวในชาติก่อน ๆ ได้ลง เสิ่นซิงอีเริ่มต้นด้วยการรับเด็กชายผู้ถูกทอดทิ้งไร้ที่พึ่งพิงขึ้นยอดเขามณีรัตนะเช่นเคย ทว่า เขาปรับเปลี่ยนแนวทางในการเลี้ยงดูศิษย์เพื่อหวังว่าลี่จิ่นในอนาคตจะไม่เดินในเส้นทางแห่งทรราช ทั้งให้ลี่จิ่นไปฝึกตนในฐานะศิษย์ฝ่ายนอกด้วยตัวเองก่อนหลายปีจึงค่อยรับขึ้นยอดเขา ทั้งปฏิบัติต่อลี่จิ่นไม่ต่างศิษย์ทั่วไป มิได้ยกทรัพยากรชั้นเลิศแลของวิเศษให้ดั่งเคย ทั้งทำตัวเหินห่างเย็นชา แต่ไม่ว่าชาติไหน ความรักใคร่เอ็นดูในความทรงจำก็ยังไม่จางหาย แม้จะพยายามปฏิเสธ คนภายนอกก็ยังคงมองออกว่าเขาแอบเอียงเอนไปทางลี่จิ่นมากกว่าศิษย์คนอื่น จนในชาติที่เก้า เสิ่นซิงอีก็ตัดสินใจมอบความรักให้ลี่จิ่นจนถึงขีดสุด สนับสนุนจนเกินตัวราวกับมารดาเลี้ยงลูกในไส้ แม้กระทั่งตามลี่จิ่นลงเขาไปท่องยุทธภพด้วยเขาก็ทำมาแล้ว
สุดท้าย ผลลัพธ์ก็ยังเหมือนเดิม ในทุกชาติ เสิ่นซิงอีจบที่เป็นเตาอุ่นเตียงให้กับทรราชซ้ำ ๆ จนใจเริ่มจะด้านชา เขากำผ้าห่มลากขาเดินเข้าหอหนังสือ เปิดคัมภีร์ลับ ร่ายคาถาที่ท่องได้โดยไม่ต้องอ่านครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อย้อนกลับไปสบกับดวงตากระจ่างใสอันกลายเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจให้เขายังคงพยายามแก้ไขเรื่องนี้ต่อ
บางที เขาอาจจะแค่อยากกลับไปสบกับดวงตาคู่นั้นตลอดไป บางที… ข้อปัญหาบางอย่างอาจไม่มีข้อแก้ไขอย่างที่อาจารย์เฉินกวงว่าไว้
บางที… เขาอาจจะรู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่สามารถพาลี่จิ่นกลับมาได้
ดวงตาใสกระจ่างที่แสนหนักแน่นเกินวัยจ้องสบกลับมา แม้จะอยู่ห่างไกลนับลี้จนเด็กน้อยผู้ไร้วรยุทธ์ไม่ควรจะมองเห็นก็ตาม
เขากลับมาแล้ว จินตานยังดีอยู่ในร่าง ลมปราณยังคงไหลเวียนตามเส้นลมปราณ ร่างกายโปร่งเบาสบาย มิได้เจ็บเจียนตายและชุ่มโชกโลหิต เสิ่นซิงอีถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่แล้วก็ต้องหลับตาลง ปิดกั้นมิให้ตนมองสบกับความกระจ่างใสแสนไร้เดียงสา ที่จะนำพาความสิ้นหวังไร้ทางออกมาสู่เขาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เสิ่นซิงอีเป็นปรมาจารย์มนตรา แต่เรื่องอาคมเขากลับอยู่ในระดับรากหญ้าไม่ต่างจากศิษย์ฝ่ายนอก ทำเอาอาจารย์เฉินกวงผู้ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์อาคมปวดเศียรทุกครั้ง ก่อนยกยอดเขามณีรัตนะให้ยังตัดพ้อว่า ถึงคราวสิ้นสูญของอาคมสำนักแก้วเจ็ดประการที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานแล้วอีกต่างหาก
ดังนั้น เสิ่นซิงอีจึงไม่เข้าใจกลไกการทำงานของ ‘อาคมหวนจารึกสู่อักษร’ ที่เขาใช้ย้อนเวลามาเก้าครั้งแล้วนัก และความไม่เข้าใจก็กลายเป็นความเจ็บใจ
เหตุใดเขาถึงต้องกลับมายังช่วงเวลาที่มีความสุขสูงสุดในชีวิตอันยาวนาน เพียงเพื่อที่จะถูกผู้ที่มอบความสุขให้กับเขาพังมันลงกับมือ ทำไมเขาต้องทนทุกข์ให้ศิษย์เนรคุณทำร้ายซ้ำ ๆ เพียงเพื่อช่วยศิษย์รักที่มิอาจพากลับมาได้…
“ศิษย์พี่เสิ่น สีหน้าท่านดูไม่ค่อยดี”
เสียงเอ้อระเหยของผู้อาวุโสหลินด้านข้างปลุกให้เสิ่นซิงอีได้สติกลับมา
“ข้า… ช่วงนี้ข้าฝึกตนมากไปเล็กน้อย” เสิ่นซิงอีตอบเสียงเรียบกลบเกลื่อนความขมขื่นในใจ
“เช่นนั้นรึ เมื่อครู่ข้าเห็นท่านจ้องเด็กคนนั้นอยู่นาน ก็นึกว่าศิษย์พี่เสิ่นจะรับศิษย์ใหม่มาเป็นศิษย์สายตรงเป็นครั้งแรกแล้วเสียอีก ข้าก็คิดอยู่ว่าท่านมิชมชอบเด็กเล็กมิใช่หรอกรึ”
“ข้าไม่รับศิษย์ที่มีอายุน้อย เพราะยังอยู่ในวัยที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์จิตใจให้นิ่งสงบได้ก็เท่านั้น มิได้ไม่ชอบอย่างที่เจ้าคิด” เสิ่นซิงอีเหยียดยิ้มเศร้าสร้อย หลินจงไห่ไม่รู้ เขานั้นรับศิษย์อายุน้อยผู้นี้ขึ้นเขามาเก้ารอบแล้ว
“เช่นนั้นรึ…”
เสียงเอ้อระเหยพลันแผ่วค่อย นัยน์ตาสีนิลกลายเป็นวังวนแห่งน้ำวนไร้ก้นบึ้ง หลินจงไห่เดินในมรรคาแห่งผู้พยากรณ์ตามธรรมเนียมของเจ้าแห่งยอดเขาปริณายกรัตนะ เสิ่นซิงอีรู้ว่านี่ไม่ใช่ความผิดปกติอันใด แต่เป็นอาการเมื่อเขาจะแถลงคำพยากรณ์ออกมา
ทว่า ก่อนหน้านี้ ทั้งเก้าชาติที่ผ่านมา หลินจงไห่ไม่เคยพยากรณ์ในวันสอบคัดเลือกศิษย์นี้
ผู้พยากรณ์หันขวับมาทางเสิ่นซิงอี เขาอ้าปากค้างปลดปล่อยเสียงที่ไม่ได้เปล่งจากลำคอของตนออกมา
“วิญญาณของเจ้าบรรจุความทรงจำไว้มากเกินไป ครั้งนี้ครั้งสุดท้ายแล้ว”
เสิ่นซิงอีตกตะลึง ผู้ทวนกระแสแห่งโลกย้อนเวลากลับมาตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งคำพยากรณ์ที่ไม่เคยได้รับ คำพยากรณ์ที่เป็นดั่งฝาปิดโลงตอกย้ำความพยายามอันสูญเปล่าตลอดเก้าชาติของเขา
ครั้งสุดท้าย… หมายถึงชาติสุดท้าย? เขาจะไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขอดีตได้อีก?
“เหตุใดจึงถึงหน้าซีดเช่นนั้นเล่า ท่านไม่สบายจริง ๆ นั่นแหละ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมแก่นปราณไม่ได้ป่วยไข้กันได้ง่าย ๆ ท่านให้ศิษย์พี่คังตรวจดูอาการหน่อยดีหรือไม่?”
หลินจงไห่กลับมายืนยิ้มดังเดิม ผู้พยากรณ์ระดับสูงนั้นจะมีชั่วจังหวะที่แถลงคำทำนายออกมาแก่ผู้ที่บังเอิญพบเห็นโดยไม่รู้ตัว โดยที่ตัวผู้พยากรณ์เองก็จำเหตุการณ์ไม่ได้แม้แต่น้อย
และคำพยากรณ์ที่มาโดยมิได้ตระเตรียม มิได้มีพิธีกรรม เป็นคำพยากรณ์ที่แม่นยำที่สุด
เสิ่นซิงอีตัดสินใจ ชายเสื้อสีขาวสะอาดสะบัดตามการเคลื่อนไหว ผู้อาวุโสหนิงเฉินก้าวขึ้นกระบี่ประจำกาย
“ปีนี้ ข้า ผู้อาวุโสหนิงเฉิน ปิดเขาไม่รับศิษย์”
ลี่จิ่นเอ๋ย อาจารย์ตัดใจที่จะช่วยเจ้าแล้ว…
ชาตินี้ข้าจะไม่รักเจ้า
บทที่ 35ตราบนิรันดร์“อีกไม่นานข้าก็ต้องลงเขาออกท่องยุทธภพแล้ว เหตุใดข้ายังต้องมาทำงานพวกนี้อีก!” ซุนผิงโยนไม้กวาดลงพื้นประท้วง“นั่นมันของต้องชะตาของเจ้าเลยนะศิษย์น้องสิบสี่ จะมาทิ้งขว้าง… เหวอ!” ศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเดินสะดุดโต๊ะเล็กจนขนมหกเต็มพื้น“ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ระวังหน่อยเถอะ” ศิษย์คนที่สี่ช่วยพยุงศิษย์น้องลุกขึ้นอย่างหน่ายใจ“ศิษย์พี่เจ็ด นี่ท่านจงใจเพิ่มงานให้ข้าเห็น ๆ!” ซุนผิงร้องอย่างท้อแท้“เจ้าก็อย่าโวยวายนักเลย วันนี้พวกเรามารวมกันเพื่อฉลองการฝ่าทะลุขั้นของอาจารย์กันนะ” โจวเซี่ยนพูดระงับความวุ่นวาย“ว่าแต่อาจารย์เถอะ จะออกมาได้หรือยัง คนก็มาครบแล้ว” ศิษย์คนที่สิบเอ็ดผู้เพิ่งออกจากการปิดด่านก็ต้องเจอว่าโลกภายนอกเละเทะแค่ไหนถามอย่างไม่รู้เรื่องราว“ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อาจารย์ถูกศิษย์น้องเล็กกักตัวไว้อยู่” ศิษย์คนที่แปดผู้ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่สุดสะบัดพัดอย่างพร้อมเล่าเรื่อง“ศิษย์น้องเล็ก? ไม่ใช่เขาหรอกรึ?”อวี้เหวินจี๋ที่โดนชี้สะดุ้ง สองมือรีบโบกเป็นระวิง “ไม่ใช่หรอก ข้าไม่กล้าแย่งตำแหน่งศิษย์คนสุดท้ายไ
บทที่ 34ศึกตัดสิน“ไอ้ขยะไร้ค่า กล้าดีอย่างไรมาฉวยของของข้า!”เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวสะท้านไปทั้งหน้าผา กลิ่นอายชั่วร้ายส่งให้พืชหญ้าเหี่ยวเฉา เมฆครึ้มจากมนตราของคู่ต่อสู้ก่อนหน้าสลายกลายเป็นไอ เศษหินผาร่วงกราวจนเสิ่นซิงอีที่อยู่ด้านล่างต้องฝืนขุดลมปราณเฮือกสุดท้ายมาร่ายมนตราสร้างเกราะคุ้มกันลี่จิ่นยัดของใส่มืออาจารย์อย่างเร่งรีบแล้วออกตัวพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ต่อสู้กันบนนั้นย่อมดีกว่าให้อีกฝ่ายลงมาหาเสิ่นซิงอีลี่จิ่นไปถึงตัวลี่จิ่นแล้ว… ลี่จิ่นในชาติที่สิบไปถึงตัวลี่จิ่นในชาติที่เก้าแล้ว กระบี่จากแก่นกระดูกมังกรฟ้าและเขี้ยวมังกรดินฟาดฟันกันถึงสิบกระบวนท่าในอึดใจเดียว มืออีกข้างของทั้งสองร่ายมนตราเสกอาคมต่อสู้ราวกับเป็นคนคนเดียวกันทว่า ลี่จิ่นในชาติที่เก้านั้นมีตบะสูงถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์ สูงที่สุดในสามแดนอย่างไม่มีใครเคยไปถึง ในขณะที่ลี่จิ่นในชาติที่สิบมีตบะอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับที่หนึ่งเริ่มต้น และยังเพิ่งฝ่าทะลุขั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ทันได้จัดระเบียบลมปราณใหม่ในร่างกายให้คงที่เลยด้วยซ้ำยิ่งมีความคิดเดียวกัน ออกกระบวนท่าเช่นเดียวกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของพลังได้ชั
บทที่ 33ศึกศิษย์อาจารย์กลิ่นอายชั่วร้ายคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแห่งสุดท้าย เงามืดครอบคลุมเหนือเขาแก้วพันสารทิศ ผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ทั้งที่มาพึ่งพิงและมาร้องประท้วงให้สำนักแก้วเจ็ดประการส่งคนออกมาต่างก็ขนลุกชัน เหลียวมองเมฆทะมึนพลางกอบกุมมือคนด้านข้างดั่งหาสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตก่อนดับสูญกลุ่มเมฆดำแตกกระเจิง บุรุษผู้เป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งโลกขี่กระบี่ผลึกนิลพุ่งเข้าใส่อาคมเขตแดนอันแข็งแกร่งของสำนักแก้วเจ็ดประการที่คนนับหมื่นพยายามทำลายมานานหลายวันพังทลายลงในการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว“เสิ่นซิงอี เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว!”เส้นสีดำทมิฬพุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขามณีรัตนะอย่างชำนาญเส้นทาง เพียงพริบตาหลังคาเรือนหลักก็เป็นรูแหว่ง พร้อมกับบุรุษรูปงามผู้มีแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายมานั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจ้ายอดเขาที่กำลังจิบชาอยู่ในเรือนของตนเสิ่นซิงอีจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางลงอย่างใจเย็น เจ้าของเรือนกล่าวเสียงเรียบ “ประตูเรือนเจ้าไม่เคยเคาะ หน้าต่างเจ้าทำราวกับไม่มีบานปิด มาคราวนี้ ถึงกับกล้าพังหลังคาเรือนของอาจารย์”“ไม่เจอกันเสียนาน ยอมพูดกับข้าแล้วรึ?” สายตามืดทะมึนมองตามมือเรียวที่วางถ้วย
บทที่ 32ข้ารักท่านหินผาดั่งหอกยักษ์แหลมคมนับสิบหล่นจากฟ้าพุ่งทิ่มแทงลงมาทำลายอาคารบ้านเรือน กระบี่ผลึกสีนิลหลอมเขี้ยวมังกรดินบินว่อนแทงทะลุอก สะบั้นศีรษะทุกสิ่งมีชีวิตที่มันวาดผ่าน มัจจุราชหัวเราะอย่างชั่วร้ายสะท้อนเข้าไปในใจของศิษย์สำนักหุบเหวนิรันดร์ที่ลมหายใจโรยราใกล้จะดับลงทุกคน“ฮ่า ๆ ๆ ได้ล้างแค้นอีกครั้งเหมือนได้ลิ้มลองสุรารสเลิศอีกครา!”มือซีดปัดแส้ที่พุ่งเข้ามาราวกับปัดแมลง ดวงตามืดมิดตวัดมองแมลงที่กล้ามาขัดอารมณ์ของเขา“ล้างแค้น? สำนักหุบเหวนิรันดร์ของข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน ลี่จิ่น!”ลี่จิ่นหรี่ตาลงก่อนจะร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ “เจ้ามันเดียรัจฉานโอหังที่ถูกข้าทำลายจินตานเมื่อตอนนั้น”“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?!” ลู่ตงอวี่ตะโกนอย่างคับแค้นใจลี่จิ่นนิ่งคิดพักหนึ่ง เดิมทีเขาเพียงบุกสำนักที่อยู่ใกล้มือเพื่อทำลายล้างระบายอารมณ์ก็จริง ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำเพื่อให้คนพวกนี้ไปกดดันใครก็ตามที่ให้ที่หลบซ่อนกับเสิ่นซิงอี แต่ดูท่าจะเป็นได้แค่การฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้บุกเข้าไปหาเลยจะได้รีบนำตัวของรักกลับรังรักของพวกเขาหากอ้างอิงจากเส้นเวลาในโลกเดิม ในเวลานี้ เสิ่นซิงอีที่ติดตามเขาออกท่อ
บทที่ 31ฝ่าทะลุขั้น“ลี่จิ่น ออกมารับโทษเสีย!”“เจ้าทำลายสำนักข้าจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นกระเบื้อง สำนักที่ต้นตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง!”“ข้าไม่เหลือใครแล้ว ข้าจะล้างแค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า!”เสียงตะโกนก่นด่าสาปแช่งดังระงม รอบเขาแก้วพันสารทิศที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสำนักน้อยใหญ่ที่เดินทางมาอย่างคับคั่งราวกับจัดงานประลองยุทธ์ ผู้สูญเสียต่างก็ร้องเรียกหาความยุติธรรมให้แก่ตน บางคนก็เริ่มออกอาวุธ ท่องมนตราอาคมทำลายอาคมเขตแดนของสำนักแก้วเจ็ดประการเพื่อบุกเข้าไปแล้ว“ทุกท่านสงบลงก่อน ข้าคือเจ้าสำนักแก้วเจ็ดประการ มีเรื่องอันใด มาพูดคุยกันอย่างสันติเถิด”“พูดคุย? ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก!”“ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่สบายในสำนักของตน ถุย! สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าบ่มเพาะศิษย์ให้ทำลายฆ่าล้างสำนักอื่น!”“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักได้ยินก็ตกใจ“อย่ามาทำเป็นไขสือไปหน่อยเลย ลี่จิ่นศิษย์ที่สำนักแก้วเจ็ดประการภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วไม่ใช่ครึ่งเผ่าฟ้า แต่เป็นครึ่งเผ่าพิภพ ใช้กำลังล้างผลาญสำนักของพวกเรา!”“พวกท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือลี่จิ่นในชาติก่อนที่มาจากอีกโลก” เจ้าส
บทที่ 30เจ้ายอดเขาประชุมหารือการประกาศศักดาของทรราชดังไปทั่วฟ้าแลดิน เหล่าขุนนางที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีสิ้นสุดในท้องพระโรงสีทองยังต้องพากันออกมาดูด้วยตาของตนอิ่งมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเงา แต่มาทั้งกายเนื้อ ร่างที่แข็งแกร่งจนเอาชนะครอบครองทุกสรรพสิ่งบนโลกในชาติก่อนได้ลี่จิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที “ได้ยินแล้วนี่ ยังอยากเก็บตัวปัญหาอย่างพวกข้าไว้อีกหรือไม่?”ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงได้รับการปลดปล่อยจากแดนเวหา ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับสำนักแก้วเจ็ดประการด้วยความเร็วสูงสุดลี่จิ่นชาติที่เก้าก่อเรื่องใหญ่โตประกาศชื่อของเขาให้ทั่วโลกได้รับรู้เช่นนี้ สำนักแก้วเจ็ดประการคงจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เสิ่นซิงอีไม่ได้กลับยอดเขามณีรัตนะก่อน เขาตรงไปยังตำหนักกลางหาว อย่างน้อยก็แจ้งการกลับมาของเขาให้เจ้าสำนักรับรู้ หากเจ้าสำนักไม่ต้อนรับตัวปัญหาอย่างเขา เสิ่นซิงอีก็จะยอมรับและจากไปแต่โดยดีตามคาด ณ ตำหนักกลางหาว เจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสของสำนักมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเพิ่งเป็นสักขีพยาน“แดนเวหาเลี้ยงพวกเจ้าอย่างดีเลยนี่ ต้องก่อเรื่องก่อนถึงจ




![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


