LOGINความมุ่งมั่นของดอกท้อ
ชุดคลุมยาวสีขาวสะอาดพลิ้วสไว โฉบอ้อล้อไปกับสายลมเหนือเมฆา เจ้ายอดเขากระโดดลงจากกระบี่ประจำกาย เท้าแตะพื้นหญ้าเบาเท่ากลีบท้อร่วงหล่น กระบี่ซือโฉวบินเข้าฝักข้างเอวผู้เป็นนาย ผ้าแพรที่ปลายดาบปลิวปรายดั่งหางปลาว่ายไปในอากาศ เสิ่นซิงอีมองศิษย์สายตรงออกมายืนคำนับต้อนรับเขากลับยอดเขา เวลานี้ยอดเขามณีรัตนะเหลือศิษย์ที่ยังรั้งฝึกตนอยู่เพียงแค่สองคนเท่านั้น
“ยินดีต้อนรับอาจารย์กลับยอดเขาขอรับ” โจวเซี่ยนประสานมือค้อมกายคารวะอาจารย์อย่างแข็งขัน ในขณะที่ซุนผิงค้อมกายไปก็แอบเอียงหน้าขึ้นมาเหล่มองข้างหลังอาจารย์ไป โจวเซี่ยนเห็นดังนั้นก็จับหลังคอศิษย์น้องกดให้เขาก้มเคารพอาจารย์ให้ดี
“ไม่ต้องมองหาแล้ว วันนี้อาจารย์มิได้พาศิษย์น้องมาทักทายพวกเจ้า” เหมือนเมื่อก่อน…
“ศิษย์ไร้ความสำรวม ขออภัยขอรับ อาจารย์!” ซุนผิงค้อมตัวลงต่ำกว่าเก่าด้วยรู้ความผิด แต่ในน้ำเสียงกลับแฝงความเสียดายไว้อย่างปิดไม่มิด
“ช่างเถิด ลุกขึ้นได้แล้ว”
“ขอรับ!”
ศิษย์ทั้งสองกลับมายืนเต็มความสูง นัยน์ตาเรียบเฉยแอบสั่นไหวเล็กน้อย ยามนี้เจ้าลูกศิษย์ทั้งสองยังเป็นเพียงเด็กหนุ่มไร้เดียงสา สูงยังไม่ถึงคางของเขาเสียด้วยซ้ำ ยามเมื่อนึกถึงสิ่งที่ทั้งคู่ต้องเผชิญในอนาคต เสิ่นซิงอีก็รู้สึกสงสารจับใจนัก
“พวกเจ้าหมั่นฝึกฝนอยู่หรือไม่?”
“เอ๋? เมื่อวานอาจารย์ก็เพิ่งทดสอบพวกข้าไป…โอ๊ย!”
ซุนผิงปิดปากฉับแล้วกุมศีรษะที่ถูกศิษย์พี่เคาะด้วยความแรงระดับกะเทาะเปลือกไม้หลุดจากลำต้นได้
“ข้ากับศิษย์น้องเล็กหมั่นทบทวนคำสอนของอาจารย์และมุ่งฝึกตนอยู่ไม่ขาดขอรับ” โจวเซี่ยนรายงานอย่างขยันขันแข็ง
“ดีมาก” เสิ่นซิงอีอมยิ้มขบขัน เขาเรียกกระบี่ซือโฉวออกจากฝักแล้วกระโดดขึ้นไปยืนบนกระบี่คู่กายอีกครั้ง
“อาจารย์ ท่านจะไปไหนอีกแล้ว?” ซุนผิงร้องถาม
“อาจารย์ ท่านเพิ่งกลับมายังมิได้พักผ่อนเลย” ครั้งนี้โจวเซี่ยนไม่ได้ห้ามศิษย์น้องแล้ว แต่กลับร่วมทัดทานอาจารย์ด้วย
เห็นสีหน้าน้อยใจของศิษย์ก็พาให้เอ็นดูนัก เหตุใดชาติที่ผ่านมาเหล่านั้น เขาถึงรักเพียงลี่จิ่นจนละเลยศิษย์พวกนี้ไปได้ เสิ่นซิงอีลูบศีรษะศิษย์ทั้งสองแล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “อาจารย์จะปิดด่านที่ถ้ำผลึกเจ็ดสี ระหว่างนั้น พวกเจ้าก็จงฝึกตนให้ดี ออกจากด่านแล้ว อาจารย์จะมาทดสอบพวกเจ้า”
ริ้วขาวลายอดเขามณีรัตนะ มุ่งตรงไปยังถ้ำผลึกเจ็ดสี สถานที่ซึ่งดึงดูดลมปราณเข้มข้นที่สุดในสำนักแก้วเจ็ดประการ อันเป็นสถานที่ปิดด่านสำหรับผู้อาวุโสระดับสูงและเจ้าสำนักเท่านั้น ในอดีตเคยมีศิษย์แค่คนเดียวที่ได้มาปิดด่านในถ้ำผลึกเจ็ดสีแห่งนี้คือลี่จิ่น
ไม่ถูก ต้องเรียกว่าในอดีตชาติ
ชาตินี้ เสิ่นซิงอีเปลี่ยนแปลงชะตาตั้งแต่เริ่มแรก โดยการไม่รับลี่จิ่นเป็นศิษย์ ไม่ว่าจะในเวลานี้หรือในภายหลังก็ตาม ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เสิ่นซิงอีวางแผนจะทำให้ลี่จิ่นพ้นจากสภาพศิษย์สำนักแก้วเจ็ดประการ จบเส้นทางผู้บำเพ็ญเพียรของทรราชเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
จำต้องพรากอนาคตไปจากผู้มีพรสวรรค์มากที่สุดที่เคยพบเจอเสียแล้ว...
เพียงแค่คิด ความรู้สึกผิดบาปก็เข้ากัดกินจิตใจ แต่เขาไร้ทางเลือก วิธีที่จะช่วยทั้งลี่จิ่นและโลกบำเพ็ญเพียรคงจะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้น
ไม่ใช่ ยังมีวิธีที่ง่ายดายกว่านี้อีกมาก
เส้นทางเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ปรมาจารย์มนตราร่ายม่านหมอกอำพรางตัวเขาและกระบี่ มุ่งตรงไปยังส่วนล่างของสำนัก เขตที่อยู่อาศัยของศิษย์ฝ่ายนอก
เด็กชายตัวน้อยนอนสลบไสลด้วยความเหนื่อยล้า แขนสั้นป้อมกอดชุดเครื่องแบบศิษย์ฝ่ายนอกที่เขาเพิ่งจะได้รับมาแน่นดั่งมันคือสมบัติล้ำค่า แก้มป่องยังคงเปื้อนคราบดินโคลนจากการสอบคัดเลือก เด็กวัยเพียงห้าขวบไร้บิดามารดา ผจญโลกบำเพ็ญเพียรเพียงลำพังโดยไม่มีใครเฝ้าดูแล
และนั่นเป็นภาพที่เสียดแทงดวงใจของผู้พรางตัวในเงามืดอย่างสุดซึ้ง เสิ่นซิงอีกำด้ามกระบี่แน่นจนมือสั่น ดวงใจเต้นระส่ำบอกให้เขาปลิดชีพสังหารทรราชผู้ทำลายล้างโลก ไม่สิ ขอแค่เขาทำลายเส้นลมปราณของลี่จิ่นจนไม่อาจฟื้นฟูได้ ขอแค่ให้ลี่จิ่นไม่สามารถฝึกตนได้ก็พอแล้ว!
แม้มันจะทำให้เด็กกำพร้าผู้ไร้ซึ่งสิ่งใดติดตัว นอกจากพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรหมดหนทางในชีวิตก็ตาม…
ชั่วจังหวะที่เสิ่นซิงอีทำสงครามกับใจของตน ร่างน้อยก็กระชับอ้อมแขนกอดเสื้อผ้าแน่นด้วยความหนาว ดวงตาปิดสนิทกลับมีหยดน้ำใสปริ่มขอบ ปากน้อยขยับขมุบขมิบละเมอออกมาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ แต่อีกคนหนึ่งในห้องกลับได้ยินชัดเจน
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ใครก็ได้…”
เสิ่นซิงอีวิ่งออกจากกระท่อมศิษย์ฝ่ายนอกเร็วเสียยิ่งกว่าขามา น้ำตาอุ่นที่ตั้งใจว่าจะไม่ไหลรินให้กับศิษย์ทรพีผู้นี้อีกท้นออกมาจากสองตาไม่ต่างจากเด็กน้อยในกระท่อม
ข้าทำไม่ได้ ข้าทำไม่ได้ …ไม่ได้จริง ๆ
ใจเด็ดเดี่ยวที่เตรียมมาเพื่อจะหยุดยั้งทรราชกลับถูกคำพูดประโยคเดียวสกัดไว้ เพราะแต่เดิมความตั้งใจในการกลับชาติของเขามิใช่เพื่อปวงชน แต่เพื่อช่วยศิษย์รักกลับมาจากการหลงผิด
เขาสละลี่จิ่นเพื่อช่วยโลกและตัวเองไม่ได้จริง ๆ
นัยน์ตาเลื่อนลอยมองกลีบสีชมพูอ่อนละมุนปลิวหายไปตามสายลมเหมือนกลีบท้อที่โปรยปรายภายในดวงตาของเขา มือเรียวหยิบผลท้อขึ้นมากัดเข้าปาก รสหวานละมุนอมเปรี้ยวปลุกให้กายสดชื้นเปี่ยมพลัง แต่ใจของเขากลับยังติดอยู่ในวังวนปัญหาที่ไม่มีทางแก้ไข
ทันใดนั้น กิ่งท้อใหญ่เท่าแขนก็ฟาดลงมาเต็มกบาลของผู้เหม่อลอย เสิ่นซิงอียกแขนขึ้นป้องกันตามสัญชาตญาณ แต่วรยุทธ์ของเขากลับอ่อนด้อยกว่าจนโดนฟาดทั้งแขนทั้งหัว
“โอ๊ย! ตาเฒ่าซ่ง นี่ท่านคิดจะฆ่าคนเลยรึ?!”
“คนอย่างเจ้ามันน่าฆ่าให้ตายนัก ที่แท้ก็ประกาศปิดด่านเพื่อให้ข้าชะล่าอย่างนั้นรึ เจ้าลิงขี้ขโมย!”
“พูดอะไรของท่าน ข้าจะปิดด่านจริง เพียงแต่มีอะไรต้องคิดให้ตกเสียก่อน จึงมายังสถานที่ที่ทำให้สงบใจได้มากที่สุด โอ๊ย! อย่าตีข้า!”
“คิดไม่ตกว่าอยู่ในถ้ำผลึกเจ็ดสีแล้วจะมาขโมยผลท้อเซียนของข้าอย่างไรดี ก็เลยมาขโมยก่อนปิดด่านเสียเลยน่ะสิ!”
“ใช่ที่ไหนกันเล่า ใครขโมยผลท้อของท่านกัน?!”
“แล้วในมือเจ้าถืออะไร?”
เสิ่นซิงอีมองผลท้อเซียนที่เด็ดมากินพลางจมอยู่ในความคิดพลาง บนผลท้อลูกยักษ์ยังมีรอยกัดไปหลายคำ “ข้า… เห็นมันตกอยู่แล้วมีลิงมาแทะกินเลยเสียดายของ แย่งมันมาน่ะ”
“ตกอยู่แต่ยังมีก้านติด ลิงที่เจ้าว่าก็ดันบังเอิญปากใหญ่เท่าเจ้า แถมเนื้อท้อที่ยังเคี้ยวไม่หมดในปากก็ไม่รู้ว่ามาอยู่ในนั้นได้อย่างไรอย่างนั้นสินะ” ผู้ชราถลึงตาจ้องเขม็ง
“แหะ ๆ” เสิ่นซิงอีถูกจับได้ทุกทางก็ได้แต่ยิ้มแหยอย่างยอมแพ้ “ข้าผิดไปแล้ว! ท่านผู้เฒ่าซ่ง อย่าตัดส่วนแบ่งผลท้อเซียนปีนี้ของข้าไปเลย!”
ผู้เฒ่าถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย “เจ้ามันก็เป็นเสียแบบนี้เลยฝ่าด่านทะลุขั้นก่อกำเนิดลมปราณไม่ได้เสียที”
เสิ่นซิงอีรับถุงผ้าที่ถูกโยนใส่หน้า ก่อนจะมองผู้เฒ่าด้วยความมึนงง “ตาเฒ่า?”
“ผลท้อเซียนส่วนของข้า ข้ากินจนเบื่อแล้ว หากมันจะช่วยให้ผู้มีของต้องชะตาเป็นดอกท้ออย่างเจ้าตบะเพิ่มขึ้นบ้างก็คงจะดี” ผู้ชราค้ำกิ่งท้อต่างไม้เท้าเดินไปเฝ้าต้นท้อเซียนของเขาอันเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสำนักแก้วเจ็ดประการมากว่าสามชั่วรุ่นเจ้าสำนักแล้ว “รีบไปให้พ้นหน้าเหี่ยว ๆ ของคนแก่อย่างข้าเสีย หากข้าจับเจ้าได้ ครั้งหน้าไม่ปล่อยไว้แน่!”
เสิ่นซิงอีซาบซึ้งกับน้ำใจของผู้ชราผู้เป็นไม้เบื่อไม้เบากับโจรขโมยผลท้ออย่างเขากันมากว่าสิบชาติ ไม่มีชาติไหนที่ตาเฒ่าซ่งจะมีน้ำใจกับเขามากถึงเพียงนี้ ปิดด่านครั้งนี้ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก
ปรมาจารย์มนตราก้มคำนับด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง “เสิ่นซิงอี ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่า”
ผู้อาวุโสหนิงเฉินเสกหมอกอำพรางแฝงตัวกลับไปเขตที่อยู่อาศัยของศิษย์ฝ่ายนอกอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาไม่ได้กลับไปยังกระท่อมหลังเดิม
หินปราณระดับกลางถูกโยนออกไปให้ศิษย์ฝ่ายนอกสามคนคนละก้อน ศิษย์ฝ่ายนอกทั้งสามกอบกุมเศษขยะสำหรับผู้มีตบะขั้นหลอมแก่นปราณอย่างเขาด้วยความหวงแหน
“ขอบคุณท่าน ขอบคุณ!”
“นายท่าน ไม่ทราบว่าพวกข้าน้อยควรจะเรียกท่านว่าอย่างไรดีขอรับ?!”
ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ซ่อนใบหน้าที่ร่ายมนตร์อำพรางสายตาไว้ภายใต้ผ้าคลุมสีดำทะมึนอีกชั้น เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้ทุ้มต่ำจนฟังไม่เหมือนเก่า “อย่าได้เรียกข้า อย่าได้ตามหาข้า ทำงานของพวกเจ้าไปก็พอ ขัดขวางการบำเพ็ญเพียรและการฝึกตนของเขาซะ หากเด็กผู้นั้นถูกขับไล่จากสำนักเมื่อไร รางวัลของพวกเจ้าจะมิใช่หินปราณระดับกลาง แต่เป็นหินปราณระดับสูงคนละหนึ่งถุง”
“หินปราณระดับสูง!”
“แค่ก้อนเดียวก็ให้ลมปราณพอสำหรับสร้างรากฐานลมปราณแล้ว แต่นี่ถึงกับได้คนละหนึ่งถุง!”
“ข้าทำ! นายท่านไม่ต้องห่วง เด็กนั่นไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปากแน่ขอรับ!”
“แล้วข้าจะรอฟังข่าวดี” ชายลึกลับภายใต้ผ้าคลุมดำเลือนหายไปในอากาศ ทิ้งให้ศิษย์ฝ่ายนอกผู้ละโมบทั้งสามฉลองกับลาภครั้งใหญ่
การจะคงความเป็นศิษย์ในสำนักแก้วเจ็ดประการอยู่ได้นั้น ต้องสร้างรากฐานลมปราณให้ได้ภายในห้าปีเพื่อคงสถานะศิษย์ฝ่ายนอก เมื่อฝ่าทะลุขั้นควบรวมชีพจรได้จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายใน แต่หากอยู่ในสำนักมาสิบปีแล้วยังควบรวมชีพจรไม่ได้ จะโดนไล่ลงจากสำนัก กลับสู่สามัญชนทันที
เสิ่นซิงอียังมีโอกาส เขามีวิธีตัดเส้นทางบำเพ็ญเพียรของลี่จิ่นถึงสองครั้ง
ในเมื่อเขาตัดใจทำร้ายลี่จิ่นไม่ลงก็มีแต่จะต้องใช้วิธีสกปรก ยืมมือคนอื่นเช่นนี้
ในระหว่างนี้ ตัวเขาเองก็จะปิดด่านฝึกตนอยู่ในถ้ำผลึกเจ็ดสี เร่งบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ตนแข็งแกร่งขึ้น เผื่อว่าแผนการทั้งหมดของเขาจะล้มเหลว ในเวลานั้น เขาจะต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยว ปลิดชีพลี่จิ่นด้วยมือของเขาเอง
บทที่ 35ตราบนิรันดร์“อีกไม่นานข้าก็ต้องลงเขาออกท่องยุทธภพแล้ว เหตุใดข้ายังต้องมาทำงานพวกนี้อีก!” ซุนผิงโยนไม้กวาดลงพื้นประท้วง“นั่นมันของต้องชะตาของเจ้าเลยนะศิษย์น้องสิบสี่ จะมาทิ้งขว้าง… เหวอ!” ศิษย์หญิงเพียงหนึ่งเดียวเดินสะดุดโต๊ะเล็กจนขนมหกเต็มพื้น“ศิษย์น้องเจ็ดเจ้ารู้ตัวว่าซุ่มซ่ามก็ระวังหน่อยเถอะ” ศิษย์คนที่สี่ช่วยพยุงศิษย์น้องลุกขึ้นอย่างหน่ายใจ“ศิษย์พี่เจ็ด นี่ท่านจงใจเพิ่มงานให้ข้าเห็น ๆ!” ซุนผิงร้องอย่างท้อแท้“เจ้าก็อย่าโวยวายนักเลย วันนี้พวกเรามารวมกันเพื่อฉลองการฝ่าทะลุขั้นของอาจารย์กันนะ” โจวเซี่ยนพูดระงับความวุ่นวาย“ว่าแต่อาจารย์เถอะ จะออกมาได้หรือยัง คนก็มาครบแล้ว” ศิษย์คนที่สิบเอ็ดผู้เพิ่งออกจากการปิดด่านก็ต้องเจอว่าโลกภายนอกเละเทะแค่ไหนถามอย่างไม่รู้เรื่องราว“ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า อาจารย์ถูกศิษย์น้องเล็กกักตัวไว้อยู่” ศิษย์คนที่แปดผู้ชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นที่สุดสะบัดพัดอย่างพร้อมเล่าเรื่อง“ศิษย์น้องเล็ก? ไม่ใช่เขาหรอกรึ?”อวี้เหวินจี๋ที่โดนชี้สะดุ้ง สองมือรีบโบกเป็นระวิง “ไม่ใช่หรอก ข้าไม่กล้าแย่งตำแหน่งศิษย์คนสุดท้ายไ
บทที่ 34ศึกตัดสิน“ไอ้ขยะไร้ค่า กล้าดีอย่างไรมาฉวยของของข้า!”เสียงตะโกนกราดเกรี้ยวสะท้านไปทั้งหน้าผา กลิ่นอายชั่วร้ายส่งให้พืชหญ้าเหี่ยวเฉา เมฆครึ้มจากมนตราของคู่ต่อสู้ก่อนหน้าสลายกลายเป็นไอ เศษหินผาร่วงกราวจนเสิ่นซิงอีที่อยู่ด้านล่างต้องฝืนขุดลมปราณเฮือกสุดท้ายมาร่ายมนตราสร้างเกราะคุ้มกันลี่จิ่นยัดของใส่มืออาจารย์อย่างเร่งรีบแล้วออกตัวพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ต่อสู้กันบนนั้นย่อมดีกว่าให้อีกฝ่ายลงมาหาเสิ่นซิงอีลี่จิ่นไปถึงตัวลี่จิ่นแล้ว… ลี่จิ่นในชาติที่สิบไปถึงตัวลี่จิ่นในชาติที่เก้าแล้ว กระบี่จากแก่นกระดูกมังกรฟ้าและเขี้ยวมังกรดินฟาดฟันกันถึงสิบกระบวนท่าในอึดใจเดียว มืออีกข้างของทั้งสองร่ายมนตราเสกอาคมต่อสู้ราวกับเป็นคนคนเดียวกันทว่า ลี่จิ่นในชาติที่เก้านั้นมีตบะสูงถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์ สูงที่สุดในสามแดนอย่างไม่มีใครเคยไปถึง ในขณะที่ลี่จิ่นในชาติที่สิบมีตบะอยู่เพียงขั้นก่อกำเนิดระดับที่หนึ่งเริ่มต้น และยังเพิ่งฝ่าทะลุขั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังไม่ทันได้จัดระเบียบลมปราณใหม่ในร่างกายให้คงที่เลยด้วยซ้ำยิ่งมีความคิดเดียวกัน ออกกระบวนท่าเช่นเดียวกันก็ยิ่งเห็นความแตกต่างของพลังได้ชั
บทที่ 33ศึกศิษย์อาจารย์กลิ่นอายชั่วร้ายคืบคลานเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยแห่งสุดท้าย เงามืดครอบคลุมเหนือเขาแก้วพันสารทิศ ผู้คนจากสามเผ่าพันธุ์ทั้งที่มาพึ่งพิงและมาร้องประท้วงให้สำนักแก้วเจ็ดประการส่งคนออกมาต่างก็ขนลุกชัน เหลียวมองเมฆทะมึนพลางกอบกุมมือคนด้านข้างดั่งหาสิ่งยึดเหนี่ยวชีวิตก่อนดับสูญกลุ่มเมฆดำแตกกระเจิง บุรุษผู้เป็นที่หวาดกลัวของคนทั้งโลกขี่กระบี่ผลึกนิลพุ่งเข้าใส่อาคมเขตแดนอันแข็งแกร่งของสำนักแก้วเจ็ดประการที่คนนับหมื่นพยายามทำลายมานานหลายวันพังทลายลงในการพุ่งชนเพียงครั้งเดียว“เสิ่นซิงอี เลิกเล่นซ่อนหาได้แล้ว!”เส้นสีดำทมิฬพุ่งตรงเข้าสู่ยอดเขามณีรัตนะอย่างชำนาญเส้นทาง เพียงพริบตาหลังคาเรือนหลักก็เป็นรูแหว่ง พร้อมกับบุรุษรูปงามผู้มีแผลเป็นที่หางคิ้วข้างซ้ายมานั่งเท้าคางอยู่ฝั่งตรงข้ามของเจ้ายอดเขาที่กำลังจิบชาอยู่ในเรือนของตนเสิ่นซิงอีจิบชาจนหมดถ้วยแล้ววางลงอย่างใจเย็น เจ้าของเรือนกล่าวเสียงเรียบ “ประตูเรือนเจ้าไม่เคยเคาะ หน้าต่างเจ้าทำราวกับไม่มีบานปิด มาคราวนี้ ถึงกับกล้าพังหลังคาเรือนของอาจารย์”“ไม่เจอกันเสียนาน ยอมพูดกับข้าแล้วรึ?” สายตามืดทะมึนมองตามมือเรียวที่วางถ้วย
บทที่ 32ข้ารักท่านหินผาดั่งหอกยักษ์แหลมคมนับสิบหล่นจากฟ้าพุ่งทิ่มแทงลงมาทำลายอาคารบ้านเรือน กระบี่ผลึกสีนิลหลอมเขี้ยวมังกรดินบินว่อนแทงทะลุอก สะบั้นศีรษะทุกสิ่งมีชีวิตที่มันวาดผ่าน มัจจุราชหัวเราะอย่างชั่วร้ายสะท้อนเข้าไปในใจของศิษย์สำนักหุบเหวนิรันดร์ที่ลมหายใจโรยราใกล้จะดับลงทุกคน“ฮ่า ๆ ๆ ได้ล้างแค้นอีกครั้งเหมือนได้ลิ้มลองสุรารสเลิศอีกครา!”มือซีดปัดแส้ที่พุ่งเข้ามาราวกับปัดแมลง ดวงตามืดมิดตวัดมองแมลงที่กล้ามาขัดอารมณ์ของเขา“ล้างแค้น? สำนักหุบเหวนิรันดร์ของข้าไปทำอะไรให้เจ้ากัน ลี่จิ่น!”ลี่จิ่นหรี่ตาลงก่อนจะร้องออกมาอย่างนึกขึ้นได้ “เจ้ามันเดียรัจฉานโอหังที่ถูกข้าทำลายจินตานเมื่อตอนนั้น”“ถ้าใช่แล้วจะทำไม?!” ลู่ตงอวี่ตะโกนอย่างคับแค้นใจลี่จิ่นนิ่งคิดพักหนึ่ง เดิมทีเขาเพียงบุกสำนักที่อยู่ใกล้มือเพื่อทำลายล้างระบายอารมณ์ก็จริง ทว่า ในขณะเดียวกันก็ทำเพื่อให้คนพวกนี้ไปกดดันใครก็ตามที่ให้ที่หลบซ่อนกับเสิ่นซิงอี แต่ดูท่าจะเป็นได้แค่การฆ่าเวลาโดยเปล่าประโยชน์ สู้บุกเข้าไปหาเลยจะได้รีบนำตัวของรักกลับรังรักของพวกเขาหากอ้างอิงจากเส้นเวลาในโลกเดิม ในเวลานี้ เสิ่นซิงอีที่ติดตามเขาออกท่อ
บทที่ 31ฝ่าทะลุขั้น“ลี่จิ่น ออกมารับโทษเสีย!”“เจ้าทำลายสำนักข้าจนไม่เหลือแม้แต่แผ่นกระเบื้อง สำนักที่ต้นตระกูลของข้าสร้างขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรง!”“ข้าไม่เหลือใครแล้ว ข้าจะล้างแค้นให้ศิษย์พี่ศิษย์น้องของข้า!”เสียงตะโกนก่นด่าสาปแช่งดังระงม รอบเขาแก้วพันสารทิศที่เคยเงียบสงบเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรสำนักน้อยใหญ่ที่เดินทางมาอย่างคับคั่งราวกับจัดงานประลองยุทธ์ ผู้สูญเสียต่างก็ร้องเรียกหาความยุติธรรมให้แก่ตน บางคนก็เริ่มออกอาวุธ ท่องมนตราอาคมทำลายอาคมเขตแดนของสำนักแก้วเจ็ดประการเพื่อบุกเข้าไปแล้ว“ทุกท่านสงบลงก่อน ข้าคือเจ้าสำนักแก้วเจ็ดประการ มีเรื่องอันใด มาพูดคุยกันอย่างสันติเถิด”“พูดคุย? ยังมีอะไรต้องพูดกันอีก!”“ใช่แล้ว เจ้ายังอยู่สบายในสำนักของตน ถุย! สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้าบ่มเพาะศิษย์ให้ทำลายฆ่าล้างสำนักอื่น!”“ว่าอย่างไรนะ?” เจ้าสำนักได้ยินก็ตกใจ“อย่ามาทำเป็นไขสือไปหน่อยเลย ลี่จิ่นศิษย์ที่สำนักแก้วเจ็ดประการภาคภูมิใจนักหนา แท้จริงแล้วไม่ใช่ครึ่งเผ่าฟ้า แต่เป็นครึ่งเผ่าพิภพ ใช้กำลังล้างผลาญสำนักของพวกเรา!”“พวกท่านกำลังเข้าใจผิดแล้ว นั่นคือลี่จิ่นในชาติก่อนที่มาจากอีกโลก” เจ้าส
บทที่ 30เจ้ายอดเขาประชุมหารือการประกาศศักดาของทรราชดังไปทั่วฟ้าแลดิน เหล่าขุนนางที่กำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีสิ้นสุดในท้องพระโรงสีทองยังต้องพากันออกมาดูด้วยตาของตนอิ่งมาแล้ว ครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเงา แต่มาทั้งกายเนื้อ ร่างที่แข็งแกร่งจนเอาชนะครอบครองทุกสรรพสิ่งบนโลกในชาติก่อนได้ลี่จิ่นมีสีหน้าเคร่งเครียดลงทันที “ได้ยินแล้วนี่ ยังอยากเก็บตัวปัญหาอย่างพวกข้าไว้อีกหรือไม่?”ด้วยเหตุนี้ สองศิษย์อาจารย์จึงได้รับการปลดปล่อยจากแดนเวหา ขี่กระบี่มุ่งหน้ากลับสำนักแก้วเจ็ดประการด้วยความเร็วสูงสุดลี่จิ่นชาติที่เก้าก่อเรื่องใหญ่โตประกาศชื่อของเขาให้ทั่วโลกได้รับรู้เช่นนี้ สำนักแก้วเจ็ดประการคงจะวุ่นวายไม่ใช่น้อย เสิ่นซิงอีไม่ได้กลับยอดเขามณีรัตนะก่อน เขาตรงไปยังตำหนักกลางหาว อย่างน้อยก็แจ้งการกลับมาของเขาให้เจ้าสำนักรับรู้ หากเจ้าสำนักไม่ต้อนรับตัวปัญหาอย่างเขา เสิ่นซิงอีก็จะยอมรับและจากไปแต่โดยดีตามคาด ณ ตำหนักกลางหาว เจ้ายอดเขาและบรรดาผู้อาวุโสของสำนักมารวมตัวกันเพื่อหารือถึงปรากฏการณ์แปลกประหลาดที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรเพิ่งเป็นสักขีพยาน“แดนเวหาเลี้ยงพวกเจ้าอย่างดีเลยนี่ ต้องก่อเรื่องก่อนถึงจ







