FAZER LOGINถ้อยคำนี้ทำให้สีหน้าของหลิ่วอวิ๋นชิงและหยางเหวินเทาเปลี่ยนไปเล็กน้อยการดื่มคารวะเติ้งหงเหวินเป็นการคารวะเดี่ยว แต่พวกเขากลับได้รับการดื่มคารวะพร้อมกันนี่คือการบอกผู้อื่นอย่างชัดเจนว่า พวกเขาสู้เติ้งหงเหวินมิได้!นี่ก็คือความแตกต่างระหว่างจอหงวนกับปั้งเหยี่ยนและทั่นฮวา!แม้แต่องค์รัชทายาทและองค์ชายสี่ ยามนี้สีหน้าก็ยังไม่น่าดูนักฮ่องเต้กำลังบอกต่อหน้าหมู่ขุนนางว่า ต่อให้หยางเหวินเทากับหลิวอวิ๋นชิงอยู่ด้วยกัน ก็ยังด้อยกว่าเติ้งหงเหวินการรับรู้เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ไร้กำลังขัดขวางก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนี่ก็คือความแตกต่างระหว่างฮ่องเต้กับองค์ชายองค์ชายหลายองค์เช่นนี้ ร่วมมือกันแล้วจะเทียบฮ่องเต้ได้หรือ?ยามนี้องค์รัชทายาทและพวกได้แต่ทำหน้าเคร่งเครียด มิกล้าเอ่ยวาจาฮ่องเต้เองก็สังเกตเห็นสายตาของผู้คน กวาดตามองไปทั่ว สุดท้ายก็หยุดลงที่ฉู่หนิงเห็นฉู่หนิงทำท่าทีราวกับไม่ใช่ธุระของตน วางตนไม่แยแสสิ่งใด ฮ่องเต้พลันแย้มพระสรวล “การสอบคัดเลือกขุนนางครั้งนี้สำเร็จได้ ฉู่หนิงมีความชอบยิ่ง!”“การแต่งตั้งตำแหน่งในครั้งนี้ ให้ฉู่หนิงเป็นผู้ประกาศ”ผู้คนทั้งหลายชะงัก ต่างหันมองโจวเฉิงอี้
“บัดซบ เหตุใดหลิ่วอวิ๋นชิงจึงได้เป็นแค่ปั้งเหยี่ยน!”วังบูรพาองค์รัชทายาทสีหน้าดำคล้ำ ชาหอมในมือยากจะกลืนลง คิดยิ่งคิดยิ่งเดือดดาล สะบัดมือเหวี่ยงถ้วยชาลงพื้นอย่างแรงเคร้งเมื่อถ้วยชาแตกกระจาย เหอเผิงที่ก้มศีรษะโค้งกายอยู่ สีหน้าพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย“องค์รัชทายาท ที่จริงตำแหน่งปั๋งเหยี่ยนกับทั่นฮวาต่างกันไม่มาก เติ้งหงเหวินได้เป็นจอหงวน คนผู้นี้สวามิภักดิ์ต่อองค์ชายสิบ ดูจากกำลังขององค์ชายสิบในยามนี้ ยังมิอาจเป็นภัยต่อพระองค์ได้พ่ะย่ะค่ะ”แต่พอสิ้นคำ องค์รัชทายาทก็แค่นเสียงเย็นชา “เจ้าจะไปรู้อะไร องค์ชายสิบเป็นน้องร่วมบิดามารดาขององค์ชายแปด แม้องค์ชายแปดจะสิ้นแล้ว แต่อำนาจส่วนใหญ่ของเขากลับหันไปสวามิภักดิ์องค์ชายสิบ”“ยิ่งไปกว่านั้น กิจการจำนวนมากก็ถูกเจ้าสิบรับช่วง ในเวลานี้เจ้าสิบได้ผลประโยชน์ลับ ๆ ไปไม่น้อย”“อีกอย่าง คืนนี้เสด็จพ่อทรงจัดงานเลี้ยง ยังให้กรมขุนนางจัดทำบัญชีรายชื่อ เห็นได้ชัดว่าจะอาศัยโอกาสแต่งตั้งตำแหน่ง เติ้งหงเหวินในฐานะจอหงวน ตำแหน่งขุนนางย่อมสูงที่สุดแน่นอน!”วาจานี้เอ่ยออกมา สีหน้าของเหอเผิงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยแม้จะรู้ความเคลื่อนไหวฝั่งองค์ชายสิบอยู
“เพียงแคว้นเราระดมกองทัพ บุกยึดแคว้นจ้าวให้ราบในคราเดียว ย่อมทำลายพันธมิตรระหว่างแคว้นจ้าวกับแคว้นเยี่ยนได้”“แผนนี้ไม่เลว ต่อให้สองแคว้นยกทัพมาอย่างดุดัน เราก็สามารถรับมือและทำลายได้ด้วยกำลังตน นับว่ามีความองอาจ!”วาจานี้เอ่ยออกมา องค์รัชทายาทดวงตาสว่างวาบ ก้าวออกมาแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “กลยุทธ์นี้ไม่เลวจริงๆ ได้รับคำชมจากเสด็จพ่อเช่นนี้ คนผู้นี้ย่อมคู่ควรตำแหน่งจอหงวน!”ยามนี้ย่อมต้องผลักดันหยางเหวินเทาให้ขึ้นเป็นจอหงวนอย่างสุดกำลังเช่นนี้ไม่เพียงสกัดเติ้งหงเหวินไม่ให้ได้ตำแหน่งจอหงวน ยังสามารถดึงหยางเหวินเทาเข้าฝ่ายตนได้อย่างสมบูรณ์ทว่าฮ่องเต้พอได้ฟังกลับทรงพระสรวลเสียงดัง “ไม่รีบ รอเราพูดให้จบก่อนค่อยตัดสิน”ตรัสจบ ฮ่องเต้หยิบข้อสอบฉบับที่สองขึ้นมา “นี่คือข้อสอบของหลิ่วอวิ๋นชิง เขาเสนอให้แคว้นเราใช้ยุทธวิธีหนึ่งรุกหนึ่งรับ”“ด้านหนึ่งโจมตีแคว้นจ้าวอย่างต่อเนื่องในทิศปิงโจว อีกด้านหนึ่งให้แม่ทัพใหญ่นำกองทัพตั้งรับป้องกัน”“แผนนี้รุกก็ได้ ถอยก็ได้ บุกหรือถอยล้วนเหมาะสม นับว่าใช้ได้ทั้งสองทาง สมแล้วที่เป็นกลยุทธ์ชั้นยอด”สีหน้าขององค์รัชทายาทเปลี่ยนไปเล็กน้อยฟังจากถ้อยคำนี้
ฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ล้วนแล้วแต่เหนือความคาดหมายไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าการสอบหน้าพระที่นั่งจะไม่ถามเกี่ยวกับความเข้าใจในตำรา ไม่ใช่การเสนอนโยบายต่อราชสำนัก แต่เป็นการวิเคราะห์และวางแผนรับมือต่อสถานการณ์ของแคว้นฉู่ในปัจจุบันแม้แต่ฉู่หนิงก็ยังต้องเลิกคิ้วมองฮ่องเต้แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ฮ่องเต้พระองค์นี้ก็มีฝีมือไม่เบาจริง ๆการตั้งโจทย์แบบนี้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงต้องมีสติปัญญา แต่ยังต้องมีความกล้ามากด้วยอย่างไรแล้วฮ่องเต้ก็จะแต่งตั้งผู้ที่สอบได้สามอันดับแรก เช่นนั้นก็หมายความว่าจะต้องวิจารณ์คำตอบของทั้งสามคนกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ฮ่องเต้ต้องการแสดงจุดยืน!และจุดยืนที่ฮ่องเต้ทรงมีต่อแนวหน้า จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของสงครามหลังจากนี้ขณะที่ฉู่หนิงกำลังคิด ฮ่องเต้ก็ทรงตรัสด้วยเสียงกังวาน “บัดนี้พวกเจ้ารู้โจทย์แล้ว เริ่มตอบกันได้ กำหนดเวลาหนึ่งชั่วยาม!”ผู้เข้าสอบพากันประสานมือคำนับแล้วไปนั่งประจำที่เพื่อตอบคำถามทั่วทั้งลานกว้างเงียบสงัด มีเพียงเสียง “ซ่า ๆ ” ของพู่กันที่ขีดเขียนบนกระดาษฮ่องเต้กลับไปประทับที่บัลลังก์ตามเดิม หัวหน้าขันทีจ้าวหมิงนำน้ำชาไปถวาย
การดึงตัวคนเข้าพวกของบรรดาองค์ชายและตระกูลใหญ่ยังคงดำเนินต่อไปตระกูลใหญ่บางตระกูล ถึงขั้นยกบุตรสาวให้แต่งงานกับคนที่สอบผ่านเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นเพียงแต่ประกาศต่อภายนอกว่าเป็นการหมั้นหมาย หากจะแต่งงานก็ต้องรอให้ผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งไปก่อน รอให้ได้เป็นบัณฑิตชั้นสูงและมีตำแหน่งขุนนางก่อนจึงจะแต่งงานได้แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น เมืองหลวงในช่วงสามวันนี้ก็คึกคักมากงานหมั้นต้องใช้สิ่งของมากมาย ไม่ว่าจะร้านขายผ้า ร้านข้าวสาร หรือร้านขายผัก ก็มีลูกค้าเนืองแน่นเหตุการณ์นี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองหลวงโดยอ้อม!ฮ่องเต้ทรงทราบเรื่องนี้เช่นกันแต่กลับวางเฉย ไม่ได้ส่งคนมาขัดขวางแต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเห็นชอบหรือคัดค้าน ปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินตามธรรมชาติสำหรับฮ่องเต้แล้ว เศรษฐกิจที่ดีขึ้นจะทำให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้นตราบใดที่มีเงิน ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตกลงกันได้ทั้งนั้น!ฮ่องเต้ที่ขัดสนมานานย่อมไม่ตัดช่องทางหาเงินของตัวเองจวบจนถึงวันสอบหน้าพระที่นั่งในอีกสามวันต่อมา เมืองหลวงจึงค่อยกลับสู่ความสงบวันนี้เป็นวันที่เข้าสู่เดือนที่เก้า อากาศปลอดโปร่งเย็นสบายผู้เข้าสอบกลุ่มใหญ่มาร
ข่าวเรื่องที่เติ้งหงเหวินเลือกองค์ชายสิบฉู่ฮั่น แพร่กระจายเร็วประหนึ่งติดปีกวันต่อมา ทั่วทั้งเมืองหลวงก็รู้เรื่องนี้กันหมดแล้วตำหนักบูรพาองค์รัชทายาทมีสีหน้าบึ้งตึง เขามองเสนาบดีกรมโยธาเหอเผิงที่มารายงาน กล่าวเสียงเย็นว่า“นึกไม่ถึงว่าเติ้งหงเหวินจะไม่เห็นคุณค่าแบบนี้ หึ วิธีการซื้อใจคนของเจ้าสิบนี่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ!”แม้จะโมโห แต่เขารู้สึกเสียดายมากกว่าหากรู้แต่แรกว่าเติ้งหงเหวินให้ความสำคัญกับครอบครัวขนาดนี้ เขาน่าจะชิงเสนอตัวดูแลพ่อแม่ของอีกฝ่ายก่อนแต่ตอนนี้ไม่ทันแล้ว ถูกเจ้าสิบชิงตัดหน้าไปแล้วเหอเผิงมีสีหน้าเจ็บใจเช่นกัน “ใช่พ่ะย่ะค่ะ นึกไม่ถึงว่าเขาจะไม่สนใจเงินทองและตำแหน่ง คาดไม่ถึงจริง ๆ”“แต่ว่า ในเมื่อเขาไม่อาจทำงานเพื่อท่านได้ เช่นนั้นก็ต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้เขาได้เป็นจอหงวน!”จอหงวนจะต้องถูกใช้งานในหน้าที่สำคัญแน่นอนเพียงแค่ขัดขวางไม่ให้เป็นจอหงวนก็จบแล้วไม่ใช่หรือ?องค์รัชทายาทหรี่ตา “ใต้เท้าเหอกล่าวได้มีเหตุผล ท่านรีบไปติดต่อคนอื่น ๆ สั่งให้พวกเขาให้การสนับสนุนข้าในอีกสามวัน ต้องขัดขวางไม่ให้เติ้งหงเหวินเป็นจอหงวน!”“พ่ะย่ะค่ะ!” เหอเผิงรับคำสั่งแล้วไป






