สามชาติภพที่เวียนว่ายนางสามารถจดจำเรื่องราวได้ทุกสิ่ง แต่ไม่ว่าจะทำเช่นไรก็หนีไม่พ้นจอมมารผู้หนึ่ง คนที่นางมั่นใจว่าเป็นผู้สังหารตนในชาติที่สอง ชาติสุดท้ายนางต้องใช้ชีวิตให้ดีหลีกหนีจากจอมมารให้จงได้
View Moreแค่ก ๆ ๆ
ความแสบร้อนที่เกิดขึ้นในทรวงอกราวกับกลืนน้ำร้อนลงไปก็ไม่ปาน ยามนี้หากจะคายชาจอกนั้นออกมาก็ไม่ทันเสียแล้ว ซ้ำร้ายผู้ที่กำลังจับปากนางอ้าออกและกรอกชาที่เต็มไปด้วยยาพิษก็ไม่ใช่ใครอื่นใด แต่กลับกลายเป็นสามีที่นางรักนั่นเอง
‘หนิงอัน’ นึกสงสัยในตนเอง นางเป็นสตรีเฝ้าครองเรือนหลังดูแลบ้านให้เรียบร้อย สามเชื่อฟังสี่กตัญญูไม่เคยขาดตกบกพร่อง เหตุไฉนเขาจึงต้องการกำจัดตน
เพียงเพราะความมั่งคั่ง รุ่งเรืองเช่นนั้นหรือ
เพราะนางเป็นเพียงสาวชาวนาไม่สามารถกลายเป็นคู่ครองที่ดีของขุนนางได้ เช่นนั้นก็ควรปลดภรรยาเอก ตั้งภรรยาใหม่เอาที่เขาสบายใจ มิใช่ทำร้ายกันจนตายเช่นนี้
นึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าก็ยิ่งเจ็บใจ ตนเองเชื่อฟังสามีทุกอย่างกระทั่งเสียชีวิตลงเพราะสามีไม่ใยดีปล่อยทิ้งขว้าง หลังจากสามีสอบติดได้งานราชการทั้งที่ลำบากมาด้วยกันมากมายแต่พอเขาสบายกลับทิ้งขว้างนางจนตายรู้สึกเหมือนคำสั่งสอนที่บิดามารดาสั่งสอนมาตลอดชีวิต คำสอนหญิงสามเชื่อฟังสี่จรรยานี้ไม่ใช่เรื่องดีแม้แต่น้อย
เชื่อสามีแล้วอย่างไร เพราะเป็นหญิง เพราะเป็นลูกหลานจึงต้องกตัญญู โดยที่ไม่ต้องคำนึงเลยหรือว่า อีกฝ่ายจะปฏิบัติต่อตนอย่างไร
เช่นนั้นในชาตินี้หนิงอันก็ไม่เสียใจอะไรแล้ว คงมีแต่ชาติหมาเท่านั้นที่อกตัญญู และสามีนางในชาตินี้ก็เป็นยิ่งกว่าชาติหมาเสียอีก เพราะหากคิดดูดี ๆ แล้ว หนิงอันต่างหากที่เลี้ยงดูฟูมฟักเขาจนสามารถกลายเป็นขุนนางได้อย่างในตอนนี้
แต่สามีชาติหมาดันอกตัญญู นอกจากจะไม่ดูแลนางให้ดีแล้วยังจับกรอกยาพิษให้ตาย จากนั้นก็ระริกระรี้ไปแต่งงานกับสาวชาวเมืองผู้มั่งคั่ง มีหน้ามีตามาเป็นภรรยาเอกที่เหมาะสมแทน
‘ข้าไม่นึกเสียใจจริง ๆ เพราะตัวข้านั้นทำดีที่สุดแล้ว’ คิดอย่างนั้นได้ดวงตางามก็ค่อยปรือตาขึ้น
“ว้าย!” เห็นเพียงชายชุดดำยืนหน้าถมึงทึง ไม่ตกใจก็แปลกแล้ว
“ท่านเป็นผู้ใดกัน เข้ามาในห้องของข้า…” มองไปรอบ ๆ นี่ไม่ใช่ห้องของตน เป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่ง ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด แปลกประหลาดยิ่งนัก หรือนี่คือชีวิตหลังความตาย
“ข้าตายแล้ว เช่นนั้นท่านที่มองเห็นข้าก็คือ ผะ…ผะ…”
“ยมทูต ไม่มีตัวอักษรผะ” ชายหนุ่มชุดดำกล่าวตอบเสียงเรียบ ใบหน้านั้นดูไร้อารมณ์อย่างยิ่ง
“ท่านยมทูต!” ไม่ตกใจสิแปลก ชีวิตหลังความตาย คิดว่าทุกอย่างจะหายฟึ่บแล้วไปเกิดใหม่ หรือไม่ก็ต้องมีเฮยไป๋อู่ฉางมานำทางสู่ปรโลกถูกตัดสินว่าต้องชดใช้อย่างไร ไปเกิดใหม่หรือตกนรกไม่ใช่หรือ คิดไม่ถึงว่าจะมียมทูตหนุ่มชุดดำรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาปรากฎกายขึ้นตรงหน้าเช่นนี้ มองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นยมทูตหนุ่มชุดขาว แสดงว่าไม่ใช่เฮยไป๋อู่ฉางอย่างแน่นอนแล้ว
“มองหาสิ่งใด”
“มองหายมทูตสีขาว”
“ข้าไม่ใช่เฮยไป๋อู่ฉาง” ยังคงตอบเสียงเรียบ
“เช่นนั้น ข้าต้องทำอย่างไรต่อเจ้าคะ ข้าไม่รู้สึกเสียใจต่อสิ่งใดในชีวิตนี้แล้ว หากเลือกได้ชาติหน้าข้าก็อยากจะเกิดเป็นชายดีกว่ากลายเป็นหญิง หญิงสาวช่างมีชีวิตรันทดยิ่งนัก”
“เจ้าคงต้องผิดหวังแล้ว” ว่าแล้วชายชุดดำก็หยิบกระดาษขึ้นมาเล่มหนึ่งใบหน้าขยับเป็นครั้งแรก คิ้วขมวดขึ้นเป็นปมขณะเอ่ยชื่อคนในเอกสาร
“หนิงอัน”
“ข้าเองเจ้าค่ะ ถูกคนแล้ว ไม่ผิดคนแน่นอน”
“เนื่องจากเจ้าทำความดีระดับสูงเอาไว้ตลอดมา จึงมีโอกาสสามชีวิตในชาติภพนี้”
“แปลว่าข้าดั่งนางแมวเก้าชีวิตหรือเจ้าคะ ที่ข้าตายแล้วก็ตายได้อีก ตายได้เรื่อย ๆ คือข้าจะฟื้นขึ้นมาหรือเจ้าคะ” นางนึกถึงร่างของตนเองที่ถูกนำไปโยนทิ้งอย่างไม่ใยดี คาดว่าหากไม่โดนสัตว์ป่ากินจนไม่เหลือซาก ก็คงโดนแผ่นดินฝังกลบจนยากจะกู้คืนแล้ว
“หาเป็นเช่นนั้นไม่ กล่าวคือเจ้าจะได้มีโอกาสย้อนกลับไปในช่วงต้นของชีวิต ครั้งที่หนึ่งใช้ไปแล้ว”
“แปลว่า…ข้ายังตายได้อีกหนึ่งครั้ง ใช่หรือไม่?” หนิงอันเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ “หรือข้ายังตายได้อีกสองครั้ง”
“เจ้าตายได้อีกครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อตายครั้งที่สองก็จะกลับคืนสู่ปรภพ เวียนว่ายตายเกิดอีกครา”
“ข้าทำความดีไว้ขนาดนั้นเชียวหรือเจ้าคะ” หนิงอันยังนึกสงสัย
เคยได้ยินว่าทำดีไว้ในชาติก่อนชีวิตต่อมาอะไรก็ราบรื่น แต่นี่บอกว่าทำดีระดับสูงไว้ แต่ชีวิตนางในชาติภพนี้กลับเป็นลูกคลื่นเรื่องร้ายถาโถมมาไม่หยุดหย่อน แบบนี้ใช้ได้ที่ไหน
“นี่คือป้ายชื่อ ข้าอยากได้ที่ดินเล็ก ๆ ติดริมน้ำ สามารถสร้างเรือนหลังเล็ก ๆ พร้อมทั้งสร้างเพิงขายน้ำชาข้างทางได้ พอจะมีหรือไม่” คราแรกก็คิดจะเดินออกจากเมือง แต่พอคิดว่าอาจจะโดนโจร หรือไม่ก็พวกคุณชายเสเพลที่มาเที่ยวหอนางโลมเข้ามาเกี้ยวพาอีก หนิงอันจึงกลับไปที่จวนของท่านลุงต้าเซ่าแล้วขอยืมรถม้าออกมาแทน ได้ทั้งผู้คุ้มกันและรถม้าเดินทางสะดวก แม้จะต้องเอาเปรียบท่านลุงต้าเซ่าสักหน่อย ไว้นางจะชดใช้ให้ก็แล้วกันมาถึงก็พอดีกับที่หัวหน้าหมู่บ้านกลับมาจากทุ่งและกำลังจะกินข้าวเย็น แม้จะรบกวนไปบ้างแต่เรื่องนี้ไม่สามารถปล่อยไว้นานได้ ไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถสบายใจได้เสียทีชีวิตครั้งที่สามนี้หนิงอันต้องมีอายุยืน!“เรื่องนี้พอจะมีที่ดินเข้าเค้าพอดี เจ้าต้องการไปดูตอนนี้หรือ ตะวันใกล้ตกดินแล้วจะเห็นอะไรเล่า ไม่สู้มาในวันพรุ่งนี้จะดีกว่า”“วันพรุ่งนี้ข้าคิดว่าจะติดต่อช่างมาก่อสร้าง ขอไปดูวันนี้เลยดีกว่าเจ้าค่ะ” การเดินทางระหว่างบ้านไปเมืองครั้งหนึ่ง ต้องเสี่ยงหนึ่งรอบ หนิงอันไม่ชอบใช้ชีวิตในความเสี่ยงเด็ดขาด เมื่อจุดมุ่งหมายสูงสุดของนางคือการมีอายุยืน ดังนั้นต้องทำทุกอย่าง
หนิงอันออกมาจากจวนเจ้าเมืองด้วยความโล่งอก นางเกือบทำไม่สำเร็จซะแล้ว ออกมาแล้วยังไม่ลืมกล่าวขอบคุณพี่ทหารยาม คิดว่าต้องรีบไปติดต่อซื้อที่ดินก่อนจะมืด ขณะที่คิดกลับถูกขวางทางเสียก่อน‘สุนัขที่ดีไม่ขวางทาง’ หนิงอันอดบ่นไม่ได้เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงชายผู้หนึ่งจ้องมองมาทางนางด้วยสายตาราวกับประเมินของ ท่าทางเช่นนี้หนิงอันคุ้นเคยดี ชายผู้นี้ก็เปรียบดั่งชายหนุ่มทั่วไปที่เข้าใช้บริหารหอนางโลม แค่ต้องการหญิงสาวสักคนสำหรับทำเรื่องอย่างว่า หรือไม่ก็ต้องการหาอนุภรรยาเข้าบ้านเท่านั้น“คุณชายท่านนี้ไม่ทราบว่า มีสิ่งใดให้ข้าช่วย?”“ช่วย?” สีหน้าของเขาปรากฎความประหลาดใจหลายส่วน“ใช่ หากไม่ต้องการความช่วยเหลือเหตุใดท่านจึงมาขวางทางข้า” หนิงอันเอ่ยเสียงนิ่ง“เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ” ชายหนุ่มฟื้นจากความสงสัย เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มของคุณชายเสเพล“ข้าไม่เคยพบท่าน”“แต่ข้าเคยเห็นเจ้า อยู่ที่จวนนายท่านต้าเซ่า เจ้าเป็นเด็กในคาราวาน หรือเมียของลูกจ้างที่ตายไปแล้วเล่า? ยังสาวอยู่เลยนี่นา”“...” หนิงอันขมวดคิ้ว ดูเหมือนการเข้าเมืองมากับท่านลุ
กระทั่งนางโลมย้ายมาจากเมืองอื่น ยังต้องงดงามและมีความสามารถไม่น้อยจึงจะทำได้ แล้วตัวนางจะกล่าวว่าทำอาชีพอะไรจึงจะเหมาะสม หนิงอันนอนคิดเรื่องนี้มาทั้งคืนเพราะถูกต้าเซ่าเตือนเอาไว้ก่อนแล้ว“ขอบคุณพี่ทหารเจ้าค่ะ ข้าเป็นอาจารย์หญิง ตั้งใจเปิดโรงเรียนสอนเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อยู่หมู่บ้านนอกเมืองไม่ไกล หากที่บ้านท่านมีเด็กผู้หญิง ก็สามารถส่งไปเรียนที่ข้าได้”“อาจารย์สอนหญิงงั้นหรือ ดี ดี! เจ้าน่าจะผ่านนะ” ทหารหนุ่มตอบรับ ทำให้หนิงอันมั่นใจมากขึ้นชีวิตที่สองเป็นถึงนางโลมอันดับหนึ่ง ศาสตร์ศิลป์ย่อมไม่มีขาดตกบกพร่อง สามารถยกตนขึ้นเป็นครูได้โดยไม่อาย“ว่าอย่างไร เจ้ามาจากที่ใด แล้วเหตุใดจึงอยากย้ายมาอยู่ในเมือง”เข้าพบผู้ดูแลแล้วหนิงอันไม่กล้าโกหกเพราะรู้ดีว่าการเข้าเมืองแตกต่างจากการสนทนากับต้าเซ่า นางสามารถสร้างเรื่องโกหกได้ แต่อาจมีปัญหาหนักเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าไม่เป็นจริง จึงไม่หยิบยกเรื่องท่านลุงขึ้นมาพูดสักคำ และตอบไปตามตรงก่อนจะรู้สึกผิดปกติเล็กน้อย“ข้ามาจากเมืองทางใต้ห่างไปหนึ่งเมืองเท่านั้น บิดามารดาเสียชีวิตเพราะไข้ป่า ไร้ญาติขา
ยามเช้าในเมืองของวังมารอากาศยังคงดีมากเพราะมีป่าทึบล้อมรอบทำให้มีอากาศเย็นสบาย บรรยากาศดีอย่างที่หาในเมืองอื่น ๆไม่ได้ แม้จะมีเสียงจอแจเพราะมีคนมาก แต่ก็ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแก่หนิงอันไม่น้อยชีวิตที่สองนางอยู่ในเมืองนี้กระทั่งวันตาย ชีวิตนี้นางเองจะมีอายุยืนยาวและอยู่ในเมืองนี้อย่างมีความสุขได้เช่นเดิม หนิงอันเชื่อมั่นในตนเองมาก“อรุณสวัสดิ์คุณหนูหนิง นายท่านให้มาเรียนว่าหากท่านจะออกไปข้างนอกก็สามารถใช้รถม้าได้”“อรุณสวัสดิ์ท่านพ่อบ้าน ข้าไม่รบกวน วันนี้ข้าคิดจะเดินเท้าเอาเจ้าค่ะ ฝากบอกท่านลุงด้วยนะเจ้าคะว่าข้าคงต้องขอตัวก่อน ไม่ได้อยู่รอลาท่านลุง เพราะวันหน้าข้าย่อมมาหาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรือนนี้บ้างแน่นอน” หนิงอันกล่าวด้วยรอยยิ้ม“ได้ยินเช่นนั้นผู้น้อยก็ยินดี”พ่อบ้านชรามองส่งหญิงสาวจนลับสายตา เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า ตุ่มดำแดงบริเวณผิวกายและใบหน้าของนายหายไปหมดแล้ว ตอนนี้หญิงสาวจึงดูงดงามขึ้นผิดหูผิดตา คงมีแค่บรรยากาศเย็นสบายรอบกายที่ยังเหมือนเดิมหนิงอันไม่ได้คิดปิดบังรูปร่างหน้าตาอีกแล้วเมื่อท่านลุงต้าเซ่าเตือนว่ามันเปล่าประโยชน์ อย่างไรคนก
มนุษย์ทุกคนย่อมได้รับผลจากการกระทำของตนเอง หนิงอันเพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้ก็วันนี้ นางยืนอึ้งขณะมองงานเลี้ยงส่งแปลก ๆ ที่อยู่ตรงหน้า“ท่านลุงเซ่า นี่ออกจะเยอะเกินไปหรือไม่”หนิงอันเพิ่งมาถึงทางเหนือได้ไม่นาน นางลืมไปแล้วว่าแถบนี้หนาวเย็นกว่า แม้จะใช้เวลาเดินทางจากเมืองที่เคยอยู่มาไม่ไกล ยิ่งนอกเมืองก็ยิ่งหนาวเย็นเพราะมีต้นไม้เยอะ ดังนั้นพอมาถึงก็ดันหนาวสั่นจนต้าเซ่าทนไม่ได้ มอบเสื้อผ้าให้กองโต“ของเก่าขายไม่ได้แล้ว แม้จะขายก็ได้ไม่มาก เจ้าเอาไปใส่เถอะ”หนิงอันอ้าปากสั่น ๆ เมื่อมือใหญ่พยายามยัดผ้าคลุมขนจิ้งจอกอย่างดีในมือให้นางอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ รู้สึกว่าไม่น่าบอกเขาเลยจริง ๆก่อนหน้านี้พอเริ่มรู้สึกหนาว หนิงอันก็เพียงเปรยว่า บิดาสัญญากับนางปีนี้จะล่าจิ้งจอกเอาหนังมาทำผ้าคลุมให้ แต่เขากลับตายจากไปก่อน ต้าเซ่าที่คิดว่าตนเป็นญาติผู้ใหญ่ของหนิงอันไปแล้วคงอยากจะชดเชยให้นางจึงทำเช่นนี้ แต่นี่มันมากเกินไป“ไม่มากไปหรอก ต่อไปเจ้ากตัญญูต่อข้าก็เพียงพอ”“ทั้งที่ท่านยังไม่รู้จักข้าดี เหตุใดจึงไว้ใจข้าถึงเพียงนี้” เดินทางมาด้วยกันเพียงสองวัน แต่ต้าเซ่าดีกับนางจริง ๆ“อย่าพูดมากแล้วรับไปเถอะ”“แต
แม้จะลังเลแต่การแต่งงานต้องเกิดขึ้นและไม่สามารถถอนตัวได้ เมื่อบัณฑิตหานกลับเป็นคนช่วยนางขณะที่กำลังจะจมน้ำ เนื่องจากเป็นคู่หมั้นที่กำลังจะแต่งงานกันอยู่แล้วจึงไม่เป็นข้อครหา แต่ก็เป็นสิ่งที่รัดตัวทำให้จูเอ๋อร์ไม่สามารถบอกยุติการแต่งงานได้ เมื่อเป็นเช่นนี้นางก็ยิ่งสงสัยมากยิ่งขึ้น‘ผู้มีพระคุณ หากทุกอย่างที่ท่านบอกเป็นเรื่องจริง เช่นนั้นข้าจะตั้งป้ายบูชาท่านเป็นปรมาจารย์ของตระกูลจูเรา’ จูเอ๋อร์อธิษฐานในใจ เนื่องจากคิดว่าผู้ส่งจดหมายปิดผนึกที่ล่วงรู้อนาคตได้ อาจเป็นเทพเซียนองค์ใดเนื่องจากความงดงามของอักษร นางก็ยิ่งปักใจเชื่อในคำเตือนมากขึ้นไปอีก แต่งานแต่งก็จัดแล้วอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่นนั้นมีแต่ต้องระวังและพยายามกอบโกยให้ตระกูลจู ให้คุ้มค่ากับที่ลงทุนไปจูเอ๋อร์ไม่ใช่คนโง่งมในเรื่องความรัก แม้จะหลงบัณฑิตหานมากเพียงใด แต่ตรงนั้นของเขาก็ไม่ได้เลี่ยมทองคำ นางรักเงินมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นนอกจากสนุบสนุนสามีให้เป็นขุนนางจนสำเร็จ ยังกอบโกยเงินจำนวนมหาศาลเข้าตระกูลจูของตนอีกด้วย“นายหญิง…” และแล้ววันที่ถูกเตือนก็มาถึง สาวใช้ตัวสั่นงันงกอยู่ตรงหน้า คือสาวใช้ที่จูเอ๋อร์ซื้อตัวไว้ ความจริงด้วยอำนาจ
“ว่าแต่เจ้ามีนามว่าอย่างไร”“หนิงอันเจ้าค่ะ ท่านลุงเล่า”“ต้าเซ่า ข้ามีนามว่าต้าเซ่า”“ท่านลุงต้าเซ่า” หนิงอันคำนับให้ ร่างโงนเงนไปมาเพราะอยู่บนเกวียนเทียม เห็นหญิงสาวนั่งลำบาก ด้วยใจที่รู้สึกเอ็นดูนางราวกับลูกหลานเนื่องจากคุยถูกคอ ก็ทำให้ต้าเซ่ารู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของหญิงสาวขึ้นมา“นั่งสบายหรือไม่ เฮ้ย เจ้าไปเอาเบาะรองนั่งมาให้นางหน่อย” ต้าเซ่าไม่วายหันไปสั่งลูกน้อง ขบวนจึงต้องหยุดลงชั่วคราว“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุง”“ไม่ต้องเกรงใจไป ข้าจะแวะอยู่เมืองทางเหนือสักพัก หากเจ้าหาญาติไม่เจอ หรือมีสิ่งใดให้ช่วยก็ให้ตามหาข้าได้เลย”“ขอบคุณท่านลุงที่เมตตาข้า”“เจ้าเรียกข้าท่านลุง ตอนนี้ข้าก็นับว่าเจ้าเป็นหลานสาวคนหนึ่งแล้ว” ว่าแล้วชายร่างโตก็เริ่มคลำหาของมีค่าในตัว จับเจอถุงเงินก็หยิบออกมามอบให้นาง“...” หนิงอันนิ่งอึ้ง ตามธรรมเนียมของแคว้น มีเพียงภรรยาหรือลูกสาวที่ยุ่งกับถุงเงินพ่อแม่ได้ ตอนนี้เขานับนางเป็นหลานสาวจริง ๆ แล้ว“รับไปเสียสิ ในนี้มีอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่ข้าเก็บเป็นตั๋วเงินฝากไว้ แต่ลุงของเจ้าร่ำรวยไม่น้อย หากมีอะไรก็มาพึ่งพาข้าได้”“ท่านใจดีกับข้าเกินไปแล้ว ทั้งที่เพิ่งพบกันแท้ ๆ”
“นะเจ้าคะท่านลุง ข้าเดินทางคนเดียวไม่รู้ว่าจะพบอันตรายใดบ้าง ให้ข้าเดินทางไปด้วยเถอะนะเจ้าคะ” เส้นทางนี้เป็นทางขึ้นเหนือเท่านั้น ไม่มีทางที่จะผ่านไปเมืองอื่น เว้นแต่เลยไป แต่อย่างไรเมืองที่หนิงอันวางแผนว่าจะไปใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย ก็ถึงก่อนจะไปเมืองอื่นอยู่แล้ว เมืองเดียวที่ไม่ได้รับผลของสงคราม เมืองภายใต้การปกครองของวังมาร หรือก็คือเมืองที่นางใช้ชีวิตอยู่ในชาติที่สองนั่นเอง“ไร้สาระ เจ้าขอติดกองคาราวานเพื่อเข้าเมือง นี่ถึงเมืองแล้วก็รีบลงไป”“ท่านลุงเจ้าคะ จริง ๆ ข้าออกจากบ้านครั้งนี้ไม่ได้หนีสิ่งใดมา แต่เพราะบิดามารดารวมถึงท่านยายล้วนเสียชีวิตด้วยไข้ป่า ก่อนตายท่านแม่สั่งเสียว่าข้ามีท่านลุงอยู่ในเมืองทางเหนือ จึงคิดจะออกตามหาท่านลุงด้วยตนเอง ข้าไม่เหลือใครแล้ว ได้โปรดให้ข้าติดตามไปด้วยหากท่านไปทางเดียวกันเถอะเจ้าค่ะ”“เมืองทางเหนือที่เจ้าว่า คือเมืองของวังมาร?” ในสามแคว้นนี้ มีเพียงเมืองเหนือของวังมารที่อยู่นอกเขตพื้นที่สงคราม เจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด อยู่นอกกฎหมายแต่กลับสงบไร้ผู้ก่ออาชญากรรม แน่นอนว่าค่าครองชีพย่อมสูงมาก“ใช่เจ้าค่ะ”“อย่าไปเลย เกรงว่าเจ้าจะถูกจับไปเป็นนางโลม
“ท่านตา ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ ฝากบอกต้าหยางด้วยว่าข้าวางค่าจ้างเอาไว้ให้เขาแล้ว”“เอ้อ! เดินทางดี ๆ รีบ ๆ ไปเร็วเข้าเดี๋ยวไม่ทันคาราวาน เจ้าเด็กคนนี้นี่ยังไง ระวังด้วยอย่าวิ่งสิเดี๋ยวล้มนะ เอ๊ะ เสี่ยวหนิงซนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน” ตาเฒ่าหวังโบกมือไล่หญิงสาวที่เอาแต่สั่งลา ไม่ยอมเข้าร่วมคาราวานเสียทีกลุ่มพ่อค้าด้านหลังค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกห่างจากหมู่บ้านมากขึ้นทุกทีทำให้ชายชราเริ่มเป็นกังวล เกรงว่าหญิงสาวจะตามไม่ทัน“ท่านตา ข้าไปก่อนนะเจ้าคะ รักษาสุขภาพตัวเองด้วย หากมีโอกาสข้าจะแวะมาเยี่ยมเยียนท่านอีกครั้งแน่นอน”“เอ้อ ๆ กระโดดเบา ๆ โอ๊ย หัวใจข้าจะขาดแทนวิญญาณบิดามารดาเจ้าแล้วเสี่ยวหนิงเอ้ย!” เห็นหญิงสาวกระโดดเหยง ๆ ขึ้นเกวียนที่กำลังวิ่งเหยาะก็ใจหล่นวูบไปถึงตาตุ่ม โชคดีเหลือเกินที่เขาไม่มีหลานสาว หลานชายก็กำลังเล็กแต่พอนึกถึงหลานชายตัวน้อยที่ทำท่าลับ ๆ ล่อ ๆ รับปากทำงานให้เด็กหญิงตาเฒ่าก็อดสงสัยไม่ได้ ไม่รู้เด็กน้อยทั้งสองมีความลับอะไรกัน ไม่รู้เสี่ยวหนิงจ้างวานอะไรเจ้าเด็กหวังอี้หยางหนิงอันถอนหายใจโล่งอกเมื่อขึ้นเกวียนได้ทัน นางหันไปยิ้มให้เพื่อนร่วมทางที่ไม่คิดจะรอแถมยังเร่งเดินทางจน
Comments