LOGINเจิ้นกั๋วกงนิ่งไปราวกับว่ากำลังคิดตามคำพูดของบุตรชาย ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยในที่สุด “ได้ พ่อจะทำตามที่เจ้าว่า”
“เช่นนั้น ลูกขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะขอรับ”
เจียงอวี้เฉิงก้มศีรษะ แล้วลุกขึ้นเดินออกจากเรือนของบิดา เขาก้าวเท้าไปตามทางเดินริมสวนกลางจวนเจิ้นกั๋วกง พลางครุ่นคิดในระหว่างที่เดิน โดยมีหม่งหู่และติงหลี่คอยเดินตามติดอยู่ทางด้านหลัง
ตามบันทึกของตระกูลเจียง... เย่เฉิงคือคนทรยศที่บอกว่าเจิ้นกั๋วกงสมคบคิดกับแคว้นต้าถัง
หื้ม... เดี๋ยวนะ เหมือนว่าข้าจะพลาดอะไรไป...
วันก่อนที่องค์หญิงมาที่จวนแล้วเล่าฝันร้ายให้ฟังก็บอกไปแล้วนี่ว่าพวกมันจงใจจับตัวครอบครัวไปข่มขู่บังคับเย่เฉิง...
แม่งเอ๊ย!! มัวแต่ฝึกซ้อมกับอ่านหนังสือจนลืมข้อมูลส่วนนี้ไปเลย!!
สรุปว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เป็นเพราะแผนการจวงหมิงรุ่ยนั่นแหละ มันตั้งใจจะจับลูกเมียไปข่มขู่ให้เย่เฉิงไปเป็นพยานปากดีใส่ร้ายตระกูลเจียงให้พวกมันเองสินะ
เฮอะ เฮอะ... เสียใจด้วยที่วันนี้มีข้าอยู่...
เจียงอวี้เฉิงพยักหน้าหงึกหงักไปกับความภาคภูมิใจในตนเองที่ทำลายแผน
“ท่านชายสี่ตระกูลจวงเมาสุราแล้วเผลอทำร้ายร่างกายชาวบ้านจนถึงแก่ชีวิต ใช้อำนาจทางการจ่ายเงินชดเชยครอบครัวผู้เสียหายเพียงน้อยนิด แล้วสั่งปิดคดีไป ทั้ง ๆ ที่ผู้ที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัวคอยเลี้ยงดูอีกหลายชีวิต”“ท่านชายรองไป๋ ท่านชายที่เกิดจากอนุ รับสินบนจากขุนนางอื่นเพื่อแลกกับการใช้อำนาจช่วยเหลือในทางมิชอบ ร่วมกันข่มเหงชาวบ้าน ริบทรัพย์นั้นมาเป็นของตน”“ท่านชายห้าตระกูลเสิ่นใช้อำนาจในทางมิชอบยึดร้านค้าที่หมายตาของชาวบ้านมาเป็นของตนเอง บังคับทางการให้ทำเรื่องโอนสิทธิ์ โดยที่เจ้าของร้านมิยินยอม”“ท่านชายสามตระกูลซุนชมชอบภรรยาชาวบ้าน จึงดักฉุดและข่มขืน แต่แม่นางผู้นั้นมิยินยอมจึงพุ่งชนต้นไม้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เขาก็สั่งทางการให้ปิดคดีไปอย่างรวดเร็ว”“ท่านชายแปดตระกูลเซี่ย ท่านชายที่เกิดจากอนุ ควบม้าในเมืองหลวงเกินความเร็วที่กำหนด จึงเป็นเหตุให้เผลอเหยียบสตรีผู้หนึ่งจนกลายเป็นคนพิการ ไม่อาจออกเรือน ไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ จึงถูกครอบครัวละทิ้งให้นอนเสียชีวิตที่นอกเรือน”ชิงหว่านซินร่ายคว
ในขณะที่ห้องพักรับรองที่ชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมอิงหัวกำลังเกิดเหตุวุ่นวายขึ้น อีกฟากหนึ่งของมุมถนนเป็นโรงประมูลที่มีนามว่าหอจินลู่ที่ชั้นห้าของหอจินลู่เป็นห้องพักผ่อนของเจ้าของหอ หน้าต่างบานเล็กปรากฏร่างแม่นางน้อยกำลังยืนชมทิวทัศน์ของเมืองหลวงอยู่“ยาหลอนประสาทกำลังออกฤทธิ์แล้ว” น้ำเสียงหวานใสพูดขึ้น ทำให้ร่างกำยำของบุรุษที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ลุกขึ้นเดินไปสังเกตการณ์บ้าง“องครักษ์ลับของท่านลงมือได้รวดเร็วจริง…” เจียงอวี้เฉิงหยุดยืนซ้อนอยู่ที่ด้านหลังของชิงหว่านซิน มือหนาวางลงบนขอบหน้าต่างที่สูงประมาณไหล่ของนางหอจินลู่เป็นโรงประมูลที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง ซึ่งมีราชวงศ์เป็นเจ้าของ นับได้ว่าเป็นทรัพย์สินของชิงหว่านซินไปโดยปริยายที่นี่ถูกออกแบบให้มีขนาดหน้าต่างที่เล็กและสูง เพื่อป้องกันการหลบหนีหรือลักลอบเข้ามา จึงถูกสร้างด้วยวัตถุประสงค์เพียงแค่ให้สามารถระบายอากาศออกได้โดยง่ายเท่านั้น“คิดไว้มิมีผิด น้องชายของจวงเหวินจิ่นจะต้องนัดสหายมาสังสรรค์กันอีกเป็นแน่” ชิงหว่านซินเขย่งปลายเท้าขึ้นมาดู เมื่อเห็นเง
“เช่นนั้นก็สรุปได้ว่าเราจะลงมือกับองค์หญิงใหญ่ในพิธีสวดมนต์ขอพรประจำปีที่วัดฟาเหมิน” จวงหลิวจื้อสรุป “ส่วนรายละเอียดของแผนการ...”ไป๋ตงหมิง “พิธีสวดมนต์ขอพรประจำปีมีการแยกที่พักของบุรุษและสตรีอย่างชัดเจน อย่างไรก็ต้องให้สตรีลงมือด้วยกันเอง เราต้องเลือกว่าจะจัดการด้วยวิธีใด?”“ยาพิษ ลอบฆ่า อุบัติเหตุ?” เสิ่นฟานเป่ยทบทวนวิธีการที่พวกเขาเคยใช้กับบรรดาพระราชโอรสของฮ่องเต้ชิงหลงเทียนเซี่ยเริ่นซื่อเอามือมาลูบคาง “หากให้สตรีลงมือด้วยกันเอง ก็มีเพียงฮูหยิน คุณหนูและสาวใช้... พวกนางคงจะไม่กล้าลงมือลอบฆ่าหรอกกระมัง?”“ข้าคิดว่าวิธีที่ง่ายที่สุดคือการจัดฉากให้เป็นอุบัติเหตุ” จวงหลิวจื้อกล่าว “คนของเราที่ลงมืออาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเป็นฝีมือของนาง อีกทั้งยังหลีกเลี่ยงการเผยพิรุธ เมื่อถูกสอบสวนอีกด้วย...”“อื้อ! ข้าเห็นด้วยกับหลิวจื้อ” ซุนจิ้งพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะยกสุราขึ้นจิบอีกครั้ง “หากจัดฉากเป็นอุบัติเหตุ เราคงต้องรีบเตรียมการ เข้าไปจัดสถานที่ที่วัดฟาเห
ซุนจิ้งย้อนถามยิ้ม ๆ “เจ้าบอกผู้ใดกัน ในเมื่อพวกเจ้าคือผู้ที่มาถึงเป็นคนแรก และเป็นคนสั่งอาหาร ข้ากับฟานเป่ยก็เพิ่งมาถึง”“เอาเถิด เอาเถิด...” จวงหลิวจื้อตัดบท ก่อนจะยกสุราขึ้นจิบ “กลับมาที่เรื่องที่เราคุยกันค้างไว้ก่อน เอ่อ... เราต้องชิงลงมือก่อนสินะ”เซี่ยเริ่นซื่อจิบสุราตามบ้าง “ยามนี้ มันผิดแผนกันไปหมดแล้ว จากที่ตั้งใจจะให้หมิงรุ่ยได้อภิเษกกับองค์หญิงใหญ่ เจียงซื่อจื่อก็ตัดหน้าไปเสียแทน เราก็ไม่อาจใช้อำนาจขององค์หญิงใหญ่ได้เลย”“หากต้องการล้มล้างบัลลังก์ของฝ่าบาท ต้องร่วมมือกันทั้งวังหน้า วังหลัง และทหาร” เสิ่นฟานเป่ยกล่าว “บัดนี้ วังหลังก็ถูกกำจัดไปแล้ว เท่ากับว่าเรามิอาจเข้าไปถึงตัวของฝ่าบาทได้อีกต่อไป”ไป๋ตงหมิงคีบเนื้อหมูเข้าปาก ก่อนจะกล่าวขึ้น “ข้าว่ายามนี้ เราคงต้องเลือกกันก่อนว่าจะกำจัดผู้ใด ระหว่างฝ่าบาทกับองค์หญิงใหญ่ ต่อให้กำจัดฝ่าบาทได้ องค์หญิงใหญ่ก็สามารถขึ้นครองราชย์ต่อได้”“แต่ถ้าเรากำจัดองค์หญิงใหญ่ก่อน แล้วค่อยกำจัดฝ่าบาท?” ซุนจิ้งต่
จนสุดท้าย ในยามนี้ เมื่อพี่ชายของพวกเขาได้ขึ้นครองจวน ดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก พวกเขาจึงได้ตัดสินใจเข้าไปพูดคุยและสารภาพความจริงกันเรียบร้อยแล้วบรรดาพี่ชายต่างก็เข้าใจและซาบซึ้งที่พวกเขาจริงใจต่อตนและตระกูลเช่นนั้น มองว่าพวกเขาคือมังกรซ่อนอยู่ในบ่อลึกของตระกูล เป็นกำลังสำคัญที่ถูกบังหน้าด้วยภาพของคุณชายเจ้าสำราญมาตลอดทั้งห้าตระกูลจึงได้เกิดเป็นความร่วมมือในการล้มล้างบัลลังก์ของฮ่องเต้ชิงหยางภายใต้บรรยากาศการร่ำสุราของคุณชายเจ้าสำราญทั้งห้าคนนี้ก่อนที่จวงหลิวจื้อจะได้ตอบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งสามคนรีบหยิบจอกสุราที่วางอยู่ตรงหน้ายกขึ้นมาชนกันในทันที“ชนจอกสุรากันแล้วหรือ?” เสียงทักทายมาพร้อมรอยยิ้มระรื่นของซุนจิ้งที่เดินเข้ามาพร้อมกับเสิ่นฟานเป่ย ครั้นเมื่อประตูปิดลง คนของพวกเขาต่างก็เฝ้าอยู่ที่หน้าประตูห้องรับรองเสิ่นฟานเป่ยไม่รีรอ รีบนั่งลงแล้วหันไปถามจวงหลิวจื้อในทันที “ข้าได้ยินมาว่าเฝิ่นกงกงตายแล้ว?”จวงหลิวจื้อพยักหน้าอย่างไม่นึกแปลกใจในความรวดเร็วของข่าวสารจากตระกูลเสิ่น เมื่อคราวก่อนที่จวงหมิ
จวงหลิวจื้อเดินคลี่พัดสีขาว โบกสะบัดข้อมือเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมอิงหัวอย่างคุ้นเคย เมื่อเสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมเห็นเขาก็รีบปรี่เข้าไปต้อนรับในทันที“ท่านชายรองจวงมาแล้วหรือขอรับ?”จวงหลิวจื้อระบายรอยยิ้มเจ้าสำราญออกมา “สหายของข้ามากันหรือยัง?”“อา… บัดนี้ ท่านชายสามตระกูลไป๋และท่านชายรองเซี่ยเริ่มร่ำสุรากันแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์บอกพลางเดินนำจวงหลิวจื้อไปส่งที่ห้องรับรองชั้นบนสุดของโรงเตี๊ยมอิงหัว“ได้อย่างไรกัน!? ร่ำสุราโดยที่ไม่รอข้าเลยนี่นะ…” จวงหลิวจื้อแสร้งบ่นเสียงดัง ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไป เสี่ยวเอ้อร์เปิดประตูห้องรับรองให้ ก่อนที่จะปิดประตูลงบรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นสุรา อาหารเลิศรสวางเรียงรายบนโต๊ะ เสียงพูดคุยหัวเราะเริงร่าดังขึ้น“แหม แหม แหม ท่านชายสามตระกูลไป๋และท่านชายรองเซี่ยร่ำสุรากัน มิรอสหายเลยรึ?” จวงหลิวจื้อเอ่ยทักขึ้น ก่อนจะเก็บพัดในมือลงเสียงพูดคุยที่ดังขึ้นกลับหยุดชะงัก บรรยากาศรื่นรมย์เมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดในฉับพลัน ไป๋ตง







