LOGINเธอต้องอยู่ในร่างของหญิงสาวที่สติไม่ดีที่มีแต่คนรังแก แต่ใครจะรู้ว่าหญิงบ้าคนนี้นี่แหละคือนักฆ่าที่เจ้าหน้าที่ต่างกำลังล่าตัว แม้ว่าคนที่ตายไปจะไม่ใช่คนดี แต่มันก็ผิดกฎหมาย!!
View Moreหมู่บ้านไฉ่เหริน เมืองตู้โจว มณฑลเจียงซู เวลานี้มีเด็กหลายคนกำลังรายล้อมหญิงสาววัยสิบหกคนหนึ่งอยู่ จะว่าแล้วควรจะพูดว่ากำลังกลั่นแกล้งเธออยู่น่าจะถูกต้องกว่า
“ปะ ไปนะ หวานหว่านกลัวแล้ว” หญิงสาวทั้งพูดไล่ ทั้งพยายามปัดป้องสิ่งของต่าง ๆ ที่เด็กกลุ่มนี้กำลังใช้ตีและขว้างปามาที่เธอด้วยความหวาดกลัว
“คนบ้า คนสติไม่ดี” เด็กกลุ่มนี้พยายามโห่ร้องและด่าหญิงสาวตรงหน้าด้วยความชอบใจและสนุกสนานที่กลั่นแกล้งเธอได้
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกเธอทำอะไรกัน”
หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาห้าม เพราะความสงสารที่มีต่อหญิงสาวจากบ้านรองซูคนนี้ ซึ่งเธอมีชื่อว่า ซูหวานหว่าน
“พวกเราไม่ได้ทำอะไร พวกเราก็แค่เล่นกับพี่สาวเท่านั้น” เด็กคนหนึ่งบอกหน้าตาเฉย
“เล่นบ้าอะไร หวานหว่านกลัวไปหมดแล้ว”
หญิงคนนั้นหันมาตำหนิพวกเด็กกลุ่มนี้อย่างไม่พอใจ
“หวานหว่าน ไม่เจ็บ อยากเล่น อยากเล่น”
ซูหวานหว่านพยายามโบกมือห้าม เธอยังอยากเล่นอีก แถมยังยิ้มออกมาอย่างไร้เดียงสา
“ไม่เจ็บได้อย่างไรกัน ในเมื่อเด็กพวกนี้คอยกลั่นแกล้งเธอตลอดเวลา แล้วยังคิดอยากจะเล่นด้วยอีกเหรอ”
หญิงคนเดิมยังคงพูดอย่างไม่พอใจ แล้วรีบประคองซูหวานหว่านขึ้นมา แล้วพูดขึ้นอีกครั้งว่า “หยุดเล่นกับเด็กพวกนี้ แล้วรีบกลับบ้านเถอะ เดี๋ยวอีกไม่นานพี่ชายเธอก็จะพักเที่ยงแล้วนะ”
“พี่ชาย พี่ชาย กินข้าว” พอได้ยินว่าพี่ชายกำลังจะพักเที่ยง หญิงสาวจึงคิดถึงอาหารจึงพูดขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มทันที
พูดจบรีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกมาทันที
“เห้อ...ถึงเธอจะสติไม่ดี แต่ก็รักพี่ชายมาก นี่คงวิ่งไปหาอาหารไว้ให้พี่ชายกินอีกแล้วสินะ” หญิงคนนั้นมองตามและพูดออกมาพร้อมกับถอนหายใจ
“ใช่แล้ว ต่อให้หวานหว่านจะสติไม่ดี แต่เธอนั้นรักพี่ชายมาก แต่ถ้าไม่รักพี่ชายแล้วจะให้เธอไปรักใครล่ะ ตอนนี้บ้านรองมีเพียงสองพี่น้องเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขนะ ยังคงถูกบ้านใหญ่กลั่นแกล้งและรังแกอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ดีหน่อยที่บ้านรองแยกบ้านก่อนที่พ่อแม่จะตาย ไม่อย่างนั้นแล้วสองพี่น้องคงน่าสงสารมากกว่านี้”
หญิงวัยกลางคนอีกคนพูดออกมาอย่างปลงตก นั่นเพราะคนบ้านใหญ่ซูแทบจะหาดีไม่ได้เลยสักคน ทุกคนคอยกลั่นแกล้งและเอาเปรียบสองพี่น้องบ้านรองตลอด
ส่วนซูหวานหว่านพอวิ่งออกมาจากตรงนั้น เธอก็รีบกลับบ้านไปหยิบตะกร้าแล้วขึ้นเขา เพื่อไปหาสิ่งของมาทำอาหารให้พี่ชาย ใจของเธอนั้นหวังว่าจะมีไข่ไก่ป่า หรือพบเจอกระต่ายป่าสักตัว เพื่อเอากลับไปทำอาหารให้พี่ชายกิน
ระหว่างทางที่เธอเดินไป ชาวบ้านที่พบเจอต่างก็ยิ้มแย้มให้ เพราะหญิงสาวไม่ได้เป็นพิษเป็นภัยกับใคร อีกอย่าง สาเหตุที่ซูหวานหว่านต้องสติไม่ดีแบบนี้นั้น เป็นเพราะเสียใจเรื่องพ่อแม่ที่ตายไปเมื่อหลายปีก่อน
ตอนนั้นเธอยังเด็กมาก และไม่สามารถรับความเสียใจนั้นได้ เธอร้องไห้จนสลบไป เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งกลับกลายเป็นแบบนี้ ดีหน่อยที่พี่ชายของเธอรักน้องมากเหมือนกัน เลยไม่คิดที่จะแต่งงาน เพราะกลัวว่าหากแต่งภรรยาเข้ามาแล้วจะไม่สามารถอยู่ร่วมบ้านกับน้องสาวได้
หญิงสาวเดินเข้าป่าลึกกว่าปกติที่เคยมา นั่นเพราะยังหาอาหารกลับไปไม่ได้ ใบหน้าของเธอตอนนี้แทบจะร้องไห้อยู่แล้ว
“อาหาร อาหารไม่มี” เธอพูดพึมพำกับตัวเองไปด้วยเดินไปด้วย
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห





