Masukเธอต้องอยู่ในร่างของหญิงสาวที่สติไม่ดีที่มีแต่คนรังแก แต่ใครจะรู้ว่าหญิงบ้าคนนี้นี่แหละคือนักฆ่าที่เจ้าหน้าที่ต่างกำลังล่าตัว แม้ว่าคนที่ตายไปจะไม่ใช่คนดี แต่มันก็ผิดกฎหมาย!!
Lihat lebih banyakอาราเลีย เมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งความทันสมัยและประวัติศาสตร์ที่ถักทอเป็นหนึ่งเดียวกัน เมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเซราฟีน แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านกลางเมือง แบ่งเมืองออกเป็นสองฝั่ง เชื่อมต่อกันด้วยสะพานที่มีทั้งความเก่าแก่และความทันสมัย คล้ายกับผสานอดีตและปัจจุบันไว้ด้วยกัน
ย่านใจกลางเมืองเต็มไปด้วยตึกระฟ้าสูงตระหง่าน ท้องฟ้าที่สะท้อนกับกระจกของอาคารทำให้ดูเหมือนว่าตึกเหล่านี้กลืนรวมกับท้องฟ้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตึกทั้งหลายเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำ ศูนย์การค้า และโรงแรมหรู ถนนในย่านนี้ปูด้วยแผ่นหินเรียบเนียน มีทางเดินเท้ากว้างขวาง ต้นไม้ที่เรียงรายตามทางเดินและสวนสาธารณะพร้อมน้ำพุให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลาย เสียงน้ำกระเซ็นจากน้ำพุและเสียงหัวเราะจากกลุ่มคนที่เดินผ่านไปมาสร้างบรรยากาศที่คึกคักแต่สงบสุข
แต่เมื่อเข้าสู่ย่านเมืองเก่า ถนนแคบ ๆ ที่ปูด้วยหินโบราณและอาคารเก่าแก่ที่สร้างขึ้นด้วยอิฐแดงและหินสีอ่อนนำพาความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป อาคารเหล่านี้ทรุดโทรมตามกาลเวลา บ้างมีเถาไม้เลื้อยเกาะเต็มกำแพง บ่งบอกถึงความเก่าแก่และเรื่องราวที่ถูกลืม ถนนในย่านนี้คดเคี้ยวและซับซ้อน ทำให้การเดินทางเต็มไปด้วยการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ทั้งคาเฟ่ขนาดเล็กซ่อนตัวอยู่ในซอกตึก หอศิลป์ที่แสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น และร้านขายสินค้าหัตถกรรมท้องถิ่น ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้มีเสน่ห์ที่ไม่อาจหาได้ในย่านอื่น
แม่น้ำเซราฟีนไม่เพียงเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของเมือง แต่ยังเป็นจุดศูนย์รวมของชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเมืองอาราเลีย ริมฝั่งแม่น้ำทั้งสองฝั่งมีทางเดินกว้างขวางเหมาะสำหรับการเดินเล่น วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือขี่จักรยาน ในช่วงเย็น ทางเดินเต็มไปด้วยผู้คนที่มานั่งพักผ่อน ชมพระอาทิตย์ตกที่สะท้อนกับผิวน้ำเป็นสีทองแซมแดงสวยงาม แสงยามเย็นอาบไล้ทั้งแม่น้ำและท้องฟ้าเป็นภาพที่งดงามจนแทบจะหยุดหายใจ
ผนังตามถนนในเมืองประดับประดาไปด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวของเมืองอาราเลีย ตั้งแต่การก่อตั้งเมืองจนถึงเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ภาพเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงสีสันสดใส แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง เป็นการถ่ายทอดความรัก ความสูญเสีย การปรับตัว และการเปลี่ยนแปลงของคนในเมือง งานศิลปะเหล่านี้สื่อสารถึงความเป็นอาราเลียในทุกช่วงเวลา
ยามค่ำคืนของเมืองอาราเลียเต็มไปด้วยแสงสว่างจากแสงนีออนริมทางและแสงไฟจากอาคารต่าง ๆ เสียงเพลงเคล้าเสียงหัวเราะดังมาจากบาร์และร้านอาหาร ต่างคนต่างเต็มไปด้วยผู้คนมาสังสรรค์ผ่อนคลายหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน แต่ในย่านเมืองเก่า แสงไฟนวลตาจากโคมไฟถนนและร้านค้าที่ประดับไฟสลัวให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่นเหมือนเวลาย้อนกลับไปในอดีต
เคล ธอร์น เดินไปตามถนนแคบ ๆ ของย่านเมืองเก่า ใจของเขาหมกมุ่นอยู่กับ “สวนรัตติกาล” สถานที่ลับ ๆ แห่งนี้คือที่พึ่งทางจิตใจ ที่เขาใช้หลบหนีจากอดีตที่คอยหลอกหลอน และเป็นสถานที่ปฏิบัติงานในฐานะอัศวินผู้พิทักษ์ของเมือง หน้าที่นี้เป็นความลับที่เขาไม่ได้บอกใคร ความรับผิดชอบนี้ทำให้สวนรัตติกาลมีความหมายมากกว่าคำว่าบ้าน
ขณะที่เลี้ยวตรงมุมถนน สายตาของเขาก็หยุดที่ชายหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งกำลังวาดภาพจิตรกรรมฝาผนังบนกำแพงอิฐอย่างตั้งใจ สีสันสดใสบนภาพดูราวกับจะกระโจนออกมามีชีวิต เคลมองดูภาพนั้นด้วยความทึ่ง เป็นภาพที่มีสีสันและรายละเอียดลึกซึ้งราวกับจะสื่อถึงบางสิ่งที่เกินกว่าที่สายตาจะมองเห็น
เคล มีดวงตาสีเขียวสดใสและผมสีดำที่ยุ่งเหยิง เขาสวมแจ็กเกตสีกรมท่าเรียบง่ายแต่มีสไตล์ทับเสื้อเชิ้ตสีขาว คู่กับกางเกงยีนที่ผ่านการใช้งานมานาน ลมพัดผมของเขาขณะเดินเข้ามาใกล้ ความอยากรู้อยากเห็นถูกกระตุ้น
“งานของคุณยอดเยี่ยมมาก” เสียงนุ่มลึกของเขาทำลายความเงียบ
ชายหนุ่มที่กำลังวาดภาพนั้นคือ ริน ศิลปินแนวสตรีทผู้มีพรสวรรค์ในศิลปะอันโดดเด่นและแฝงด้วยความลึกลับ ผลงานของรินได้รับการชื่นชมจากคนในเมืองอย่างยิ่ง แต่รินกลับไม่เคยแสดงตัวหรือพูดถึงตัวเองมากนัก
รินหันไปมองข้ามไหล่ ดวงตาของเขาดูหวาดระแวง รินมีผมสีดำสนิทที่ตกลงมา ดวงตาสีเข้มราวกับซ่อนเร้นความลึกลับเอาไว้ เขาสวมแจ็กเกตหนังสีดำและกางเกงยีนที่มีรอยขาด มือที่กำลังจับแปรงไว้เปื้อนสีเล็กน้อย
“ขอบคุณ ผมแค่ลองเพิ่มความสวยงามให้กับที่นี่” ซึ่งเป็นเสียงที่สดใสเหมือนกับศิลปะที่เขากำลังวาดอยู่
เคลเข้าไปใกล้ ชื่นชมรายละเอียดที่ซับซ้อนของภาพจิตรกรรมฝาผนัง
“ผมชื่อเคล ธอร์น ผมมีสวนอยู่ใกล้ ๆ ที่คุณอาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากมัน” เคลหยุดชั่วขณะ ระหว่างมองเข้าไปในนัยน์ตาสีเข้มดวงนั้น ก่อนจะเอ่ยต่อ “คุณอยากเห็นไหม?”
รินลังเล จากนั้นพยักหน้าอย่างช้าๆ “ได้เลย เออ ผมชื่อริน ศิลปิน ริน”
“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ริน” เคลยิ้มอย่างอบอุ่น
ขณะที่พวกเขาเดินไปตามถนนคดเคี้ยว เคลทำลายความเงียบด้วยการอธิบายประวัติของอาราเลีย “เมืองนี้เป็นการผสมผสานระหว่างเก่าและใหม่ ย่านใจกลางเมืองเป็นกระจกและเหล็กทั้งหมด แต่ย่านเมืองเก่ามีเสน่ห์ของตัวเอง และบริเวณริมแม่น้ำที่จิตวิญญาณของเมืองส่องประกายจริงๆ”
เคลรู้สึกถึงความขัดแย้งขณะนำรินไปยังสวน การเชิญคนนอกเข้าสวนรัตติกาลโดยเฉพาะในตอนเวลากลางคืนนั้นขัดกับทุกสิ่งที่เขาได้รับการสอนมา สวนนี้เป็นที่พักพิง เป็นสถานที่ที่ต้องการการปกป้องจากโลกภายนอก แต่มีบางสิ่งที่ทำให้เคลรู้สึกว่าสามารถไว้ใจรินได้ และรินเป็นคนที่ควรจะได้ไปที่นั่น
ขณะที่ฟังเรื่องราวของเมืองรินก็พยักหน้า เหมือนเห็นด้วยกับคำพูดของเคล “ผมเข้าใจดี ที่ที่มีประวัติและเรื่องราวซ่อนอยู่ในทุกซอกมุม มันทำให้ผมรู้สึกว่ามีชีวิตชีวาจริง ๆ” รินหยุดชั่วครู่แล้วถาม “สวนของคุณ…มันมีเรื่องราวเช่นนี้ไหม?”
เคลชะงักไปสักครู่ ความรู้สึกหลายอย่างผุดขึ้นในใจ “สวนรัตติกาลเป็นมากกว่าที่ที่สวยงาม” เคลกล่าวช้า ๆ ราวกับมีความลับบางอย่างที่ไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด “ผมจะบอกคุณเพิ่มมากกว่านี้ในภายหลัง”
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห
ภาพนี้สร้างรอยยิ้มให้กับพี่ชายอย่างซูเปียวเฉินไม่น้อยเลยทีเดียว ชายหนุ่มยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้น้องสาวของเขามีความสุข เพราะชีวิตนี้เขามีเพียงเธอเท่านั้น“ดีใจก็รีบกินข้าว จะได้รีบไปพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะไปในเมืองกันแต่เช้า” ซูเปียวเฉินบอกกับน้องสาวด้วยรอยยิ้มและตักกับข้าวใส่ถ้วยให้เธอ ซึ่งหญิงสาวเอง
เข้าเมืองด้วยกันซูหวานหว่านนอนพักในห้องจนถึงเย็น เมื่อคิดว่าพี่ชายใกล้จะกลับมาแล้ว เธอเลยตั้งใจจะออกมาทำอาหาร แต่ทว่าพอออกมาแล้วก็นึกได้ว่าอาหารมื้อเที่ยงยังมีเหลืออยู่อีกอย่าง เธอเองก็ไม่สะดวกที่จะเอาวัตถุดิบทำอาหารในมิติออกมาในตอนนี้ เนื่องจากมีลูกสะใภ้และหลานจากบ้านจางนั่งอยู่หน้าบ้าน จึงได้ตั
ชาวบ้านที่อยู่ตรงนี้ได้แต่หัวเราะร่วนอย่างชอบใจ และรู้สึกอับอายแทนคนบ้านใหญ่เสียเหลือเกิน ที่ไม่ว่าจะข่มขู่และดุด่าหลานชายอย่างไร ทว่าซูเปียวเฉินกลับไม่สนใจที่จะทำตาม แถมปิดประตูใส่หน้าอีกพอถูกหลานทั้งสองกระทำแบบนี้ใส่ต่อหน้าชาวบ้าน ซูเจียงก็รีบหมุนตัวเดินออกมาด้วยความอับอายทันที ท่ามกลางเสียงหัวเ
ลุงใหญ่เห็นแก่ตัวซูเปียวเฉินก็ไม่คิดห้ามน้องสาวเลยแม้แต่น้อย เพราะตัวเขาเองก็ใช้ไม้ฟาดซูเล่อเจียงแทบนับครั้งไม่ได้เหมือนกัน“หยุดเดี๋ยวนี้นะ พวกแกบ้าไปแล้วหรือยังไง ใครเป็นโจรกันแล้วจะมาตีฉันทำไม โอ๊ย โอ๊ย พวกฉันเจ็บนะ”ซือเหนียงร้องห้ามไปก็พยายามปัดป้องและพยายามถอยหลังหนีไปด้วย แต่กลับถูกกลุ่มชาว


















Ulasan-ulasan