หลังจากค่ำคืนที่แสนเลวร้ายในงานประมูล ซูหลิง ถูกพาตัวมายังเพนท์เฮาส์สุดหรูใจกลางมหานคร สิ่งปลูกสร้างระฟ้าที่ทิ่มแทงท้องฟ้าเบื้องบนราวกับจะเสียดทะลุเมฆหมอก ตัวตึกสูงเสียดฟ้าถูกตกแต่งด้วยกระจกสีดำทมิฬสะท้อนแสงไฟระยิบระยับของเมืองยามราตรี มันเป็นเพนท์เฮาส์ที่กว้างขวางโออ่าจนน่าตกใจ ทุกตารางนิ้วถูกประดับประดาด้วยงานศิลปะล้ำค่า ของตกแต่งราคาแพงระยับ และเฟอร์นิเจอร์สั่งทำพิเศษจากต่างประเทศ พื้นหินอ่อนมันวาวสะท้อนเงาของโคมไฟคริสตัลระยิบระยับ ฝาผนังประดับด้วยภาพวาดของจิตรกรชื่อดังระดับโลก หน้าต่างบานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดานเผยให้เห็นทิวทัศน์ของเมืองทั้งเมืองที่สว่างไสวราวกับดวงดาวบนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำ
แต่ความงดงามเหล่านี้กลับไม่สามารถบดบังความรู้สึกอึดอัดและโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจซูหลิงได้เลย นี่ไม่ใช่บ้าน แต่มันคือกรงทองที่งดงามที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น เธอถูกกักขังอยู่ในนั้นโดยไร้อิสรภาพใดๆ ซูหลิงไม่เห็นหน้าของ หลงเฟย อีกเลยหลังจากที่เขาประมูลเธอได้เมื่อคืน เขาสั่งให้คนของเขาพาเธอมาที่นี่ และทิ้งเธอไว้เพียงลำพัง เหมือนเธอเป็นเพียงสมบัติชิ้นใหม่ที่เขาสามารถโยนทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้
ทันทีที่เข้ามาในเพนท์เฮาส์ ลูกน้องของหลงเฟยก็พาเธอไปที่ห้องนอนหลัก มันเป็นห้องที่กว้างขวางไม่ต่างจากห้องสวีทในโรงแรมห้าดาว เตียงขนาดคิงไซส์ที่บุด้วยผ้าไหมสีเงินทอประกายวับวาวรออยู่กลางห้อง ผ้าม่านกำมะหยี่เนื้อหนาถูกรูดปิดลงจนมืดสนิท แม้จะเป็นยามเช้าก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดและโลกภายนอกรบกวนเธอ ซูหลิงถูกนำเสื้อผ้าใหม่มาให้เปลี่ยน ชุดนอนผ้าซาตินเนื้อนุ่มสีขาวบริสุทธิ์ดูตัดกับความรู้สึกสกปรกภายในใจของเธอ เธอรู้สึกเหมือนเป็นเพียงตุ๊กตาที่ถูกจับวางอยู่ในตู้โชว์หรูหรา เมื่อเปลี่ยนชุดเสร็จสิ้น หญิงรับใช้ที่ดูนิ่งเฉยก็ออกจากห้องไป ปล่อยให้ซูหลิงเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าและความเงียบงันที่กัดกินจิตใจของเธอ
ซูหลิงเดินสำรวจไปรอบๆ ห้องอย่างช้าๆ เธอพบว่าห้องนี้มีห้องน้ำขนาดใหญ่พร้อมอ่างจากุซซี่และฝักบัวเรนชาวเวอร์ และมีห้องแต่งตัวแยกต่างหากที่มีเสื้อผ้าแบรนด์เนมใหม่เอี่ยมแขวนเรียงรายเต็มตู้ ตั้งแต่ชุดทำงาน ชุดลำลอง ไปจนถึงชุดราตรีเลิศหรู ราวกับหลงเฟยต้องการให้เธอมีทุกสิ่งที่เธอเคยปรารถนา แต่กลับไร้ซึ่งความหมายเมื่อปราศจากอิสรภาพ แต่ไม่ว่าจะมองไปทางไหน เธอก็ไม่พบทางออก เธอพยายามเปิดประตูห้องนอน แต่ก็พบว่ามันถูกล็อกจากด้านนอกอย่างแน่นหนา ทันทีที่เธอแตะลูกบิด เสียงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์เบาๆ ก็ดังขึ้นจากภายนอกห้อง ราวกับมีคนกำลังเฝ้าระวังอยู่ ทุกบานหน้าต่างถูกปิดตาย และที่สำคัญคือมันอยู่บนชั้นสูงเสียดฟ้าจนเธอไม่มีทางหนีได้เลย ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้าใส่ ซูหลิงล้มตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม มือเรียวกุมศีรษะที่กำลังปวดหนึบ เธอถูกกักขังอย่างสมบูรณ์ ไร้ทางหนี ไร้การติดต่อกับโลกภายนอก
ซูหลิงใช้เวลาหลายชั่วโมงในการสำรวจเพนท์เฮาส์ เธอเดินไปตามห้องต่างๆ อย่างช้าๆ สัมผัสทุกพื้นผิว ประเมินทุกจุดที่อาจเป็นช่องโหว่ แม้รู้ว่าแทบเป็นไปไม่ได้ เธอเดินเข้าไปในห้องทำงานของหลงเฟยอีกครั้ง ดวงตาของเธอจับจ้องไปที่รูปภาพของผู้หญิงที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน และนั่นเองที่เธอสังเกตเห็นลิ้นชักเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้โต๊ะ ซึ่งเธอไม่เคยสังเกตมาก่อน เธอพยายามเปิดมันออกอย่างระมัดระวัง และพบว่าภายในมีสมุดเล่มเล็กๆ ที่ดูเก่าแก่เล่มหนึ่งวางอยู่ รินเปิดดูหน้าแรก...มันคือไดอารี่เก่าๆ ที่มีรูปถ่ายวัยเด็กของหลงเฟยกับเด็กผู้หญิงอีกคนหนึ่ง แววตาของเด็กหญิงในรูปนั้นดูเศร้าสร้อย และมีรอยแผลเป็นเล็กๆ ที่มุมปาก... ใครกัน? ซูหลิงคิดในใจ ก่อนจะรีบปิดมันลงอย่างรวดเร็วและเก็บไว้ที่เดิม เธอรู้ว่านี่คือความลับส่วนตัวของหลงเฟยที่เธอไม่ควรแตะต้อง แต่ความอยากรู้ก็ยังคงเกาะกินใจ
หัวใจของซูหลิงบีบรัดด้วยความเครียด เธอรู้สึกกระสับกระส่ายตลอดเวลา นอนไม่หลับมาตั้งแต่คืนก่อน ภาพของบิดามารดาที่ร่ำไห้และธุรกิจที่ล่มสลายยังคงหลอกหลอนในความฝันร้าย เธอเห็นใบหน้าเย้ยหยันของหลงเฟยในความมืด เขาหัวเราะเยาะในความพ่ายแพ้ของเธอ
นี่คือสิ่งที่แกต้องการใช่ไหมหลงเฟย... ให้ฉันทรมานอย่างช้าๆ ในกรงทองที่แกสร้างขึ้นมา? ซูหลิงพึมพำกับตัวเอง
เธอรู้สึกเหมือนมีดวงตานับร้อยคู่จ้องมองเธออยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่มีใครอยู่ในห้องก็ตาม ความรู้สึกถูกจับตามองทำให้เธอระแวง ไม่กล้าแม้แต่จะผ่อนคลาย เธอเดินไปมารอบห้องอย่างไม่หยุดหย่อน ความคิดตีกันอลหม่านในหัว เธอจะทำอย่างไรต่อไป? แผนการที่วางไว้พังทลายลงสิ้นเชิง
เวลาผ่านไปช้าๆ ซูหลิงไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่เธอจมอยู่กับความคิดและความรู้สึกของตัวเอง เสียงท้องที่ร้องประท้วงทำให้เธอต้องลุกขึ้น เธอเดินไปที่ห้องครัวที่เชื่อมต่อกับส่วนรับประทานอาหาร มันเป็นห้องครัวสไตล์โมเดิร์นที่เต็มไปด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าครบครัน ตู้เย็นขนาดใหญ่ถูกจัดเก็บด้วยอาหารสดใหม่และเครื่องดื่มหลากหลายชนิด มีอาหารเช้าถูกเตรียมไว้ให้แล้วบนโต๊ะอาหารกระจกใส ซูหลิงตักอาหารใส่จานอย่างไม่ใส่ใจรสชาติ เธอรู้สึกเหมือนกำลังกินอาหารของนักโทษ ที่แม้จะหรูหราเพียงใด ก็ยังคงเป็นอาหารที่ถูกจัดหามาให้โดยผู้คุม
หลังจากนั้น ซูหลิงตัดสินใจเดินสำรวจเพนท์เฮาส์อีกครั้งอย่างละเอียด เธอเดินผ่านห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องออกกำลังกายส่วนตัว และแม้กระทั่งห้องสมุดขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยหนังสือหายาก เธอสัมผัสทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัว พยายามหาจุดอ่อน จุดที่จะสามารถใช้เป็นหนทางหลบหนีได้ แต่ก็ไม่มีเลย ทุกอย่างถูกออกแบบมาอย่างแน่นหนาและปลอดภัย ราวกับป้อมปราการที่สร้างขึ้นมาเพื่อกักขังบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าที่สุด ไม่มีแม้แต่คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ก็มีเพียงช่องข่าวบันเทิงที่ไม่เกี่ยวข้องกับโลกภายนอก เพื่อควบคุมการรับรู้ ช่างเป็นการควบคุมที่ไร้ช่องโหว่เสียจริง
ขณะที่เธอกำลังสำรวจห้องสมุด สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับรูปภาพที่วางอยู่บนโต๊ะทำงาน รูปนั้นเป็นภาพของหลงเฟยในชุดสูทสีเข้ม เขายืนอยู่ข้างผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยสง่า แต่เป็นความงามที่ดูเย็นชาและมีอำนาจคล้ายคลึงกับเขา เธอมีดวงตาที่เฉียบคมและริมฝีปากบางเฉียบ ผมสีดำขลับถูกเกล้าขึ้นอย่างสง่างาม เธอคือใคร? ภรรยาของเขา? หรือคนรัก?
ความรู้สึกที่ไม่ใช่ความอิจฉา แต่เป็นความสงสัยที่ปนเปความแคลงใจก่อตัวขึ้นในใจซูหลิง ราวกับกำลังเจอคู่แข่งที่มองไม่เห็น เธอเอื้อมมือไปหยิบกรอบรูปขึ้นมาพลิกดูด้านหลัง หวังว่าจะเจอชื่อหรือข้อมูลบางอย่าง แต่ก็ไม่มี เธอพยายามมองหาเอกสารหรือสิ่งของใดๆ รอบโต๊ะที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้หญิงในภาพ แต่ก็ไม่พบอะไรที่เปิดเผยข้อมูลได้มากไปกว่านี้ หรือว่า... ผู้หญิงคนนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเขากับฉัน? ซูหลิงคิดในใจ
บนโต๊ะข้างเตียง มีดอกกุหลาบสีดำดอกหนึ่งวางอยู่ มันดูงดงามและลึกลับ กุหลาบสีดำ... เป็นสัญลักษณ์ของความตาย... หรือความรักที่ครอบงำ? ซูหลิงจ้องมองมันด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจ แต่กลับรู้สึกถึงความบ้าคลั่งบางอย่างของหลงเฟยที่แฝงอยู่ในสัญลักษณ์นั้น ราวกับเขาต้องการย้ำเตือนว่าเธอเป็น "ของเขา" ในทุกๆ ลมหายใจ
ขณะที่ซูหลิงกำลังจมอยู่กับความคิด ประตูก็เปิดออกอีกครั้ง เผยให้เห็นหญิงรับใช้คนเดิมพร้อมกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่ดูมีอายุมากกว่า หญิงคนนั้นสวมชุดเมดสีดำและมีท่าทางที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย
"คุณผู้หญิงคะ นายท่านสั่งให้เรามาดูแลท่านค่ะ ดิฉันชื่ออามา เป็นหัวหน้าแม่บ้านที่นี่ ส่วนนี่คือเซียวจู เธอจะคอยดูแลความสะดวกสบายทั่วไปให้คุณผู้หญิงค่ะ" อามากล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพนอบน้อม แต่แววตาของเธอแฝงไว้ด้วยความไม่ไว้วางใจเล็กน้อย และการปฏิบัติตามคำสั่งที่เคร่งครัดราวกับถูกโปรแกรมมา
ซูหลิงมองไปที่อามาอย่างพิจารณา "คุณหลงเฟยอยู่ที่ไหน?" เธอตัดสินใจถามตรงๆ
อามาก้มหน้าเล็กน้อย "นายท่านมีธุระสำคัญค่ะ ท่านอาจจะกลับมาดึกหรือไม่กลับมาเลยในคืนนี้ ท่านสั่งให้เราดูแลคุณผู้หญิงให้ดีที่สุด และไม่ให้ออกไปจากเพนท์เฮาส์นี้จนกว่าจะได้รับอนุญาตค่ะ" น้ำเสียงของอามาไร้อารมณ์ใดๆ ราวกับกำแพงที่ไม่มีวันทะลุผ่าน
"ฉันอยากรู้ว่าคุณหลงเฟยไปไหน" ซูหลิงพูดย้ำด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว "ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาของเค้าที่ต้องทำตามคำสั่งทุกอย่างนะ!"
อามาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของเธอฉายแววประหลาดใจกับปฏิกิริยาของซูหลิง "คุณผู้หญิงคะ... ดิฉันแค่ทำตามคำสั่งนายท่านค่ะ"
"ทำตามคำสั่งงั้นเหรอ? แล้วถ้าฉันไม่ทำตามล่ะ? เค้าจะทำอะไรฉันได้?" ซูหลิงจ้องมองอามาอย่างไม่ยอมแพ้ "เค้าไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉัน!"
อามาถอนหายใจแผ่วเบา "คุณผู้หญิงคะ... บางครั้งการไม่รู้...อาจจะดีที่สุดค่ะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย "โลกของนายท่าน...มันไม่ใช่สิ่งที่คนอย่างคุณผู้หญิงจะเข้าใจได้หรอกค่ะ"
คำตอบของอามาตอกย้ำความจริงที่ว่าเธอคือ นักโทษ ในกรงทองนี้ ซูหลิงรู้สึกเจ็บแปลบในอก ความโกรธเกรี้ยวพุ่งสูงขึ้น เธอจำคำพูดของหลงเฟยได้ขึ้นใจ
"ตอนนี้เธอเป็นของฉันแล้วอย่างสมบูรณ์" นี่แหละคือความสมบูรณ์ที่เขาพูดถึง การครอบครองเธอทั้งร่างกายและอิสรภาพ แต่เธอพยายามระงับมันไว้ เธอรู้ว่าการแสดงออกซึ่งอารมณ์ไม่ได้ช่วยอะไรในสถานการณ์เช่นนี้ เธอต้องแข็งแกร่งและอดทน
"ฉันต้องการโทรศัพท์" ซูหลิงเอ่ยเสียงเรียบพยายามเก็บซ่อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ เธอพยายามมองหาช่องโหว่เล็กๆ น้อยๆ เพื่อติดต่อโลกภายนอก
อามาส่ายหน้าเบาๆ "นายท่านสั่งห้ามค่ะ คุณผู้หญิงจะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้โทรศัพท์หรือติดต่อกับบุคคลภายนอกได้ค่ะ ไม่ว่าจะอุปกรณ์สื่อสารชนิดใดก็ตาม"
ความรู้สึกผิดหวังถาโถมเข้ามาอีกครั้ง ซูหลิงกำมือแน่นจนเล็บจิกเนื้อ เธอรู้แล้วว่าหลงเฟยไม่ได้ประมูลเธอมาเพื่อเป็นแค่ของเล่น แต่เขาตั้งใจที่จะกักขังเธอและตัดขาดเธอจากโลกภายนอกอย่างสมบูรณ์ นี่คือการลงโทษ นี่คือการแก้แค้นของเขาที่ต้องการให้เธอไร้ทางต่อสู้ ไร้ทางช่วยเหลือใดๆ
"เอาหล่ะ ฉันอยากอยู่คนเดียว" ซูหลิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาที่สุดเท่าที่จะทำได้ หญิงรับใช้ทั้งสองก้มศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ ประตูปิดลงพร้อมกับเสียงคลิกที่ดังเบาๆ แต่สะท้อนเข้ามาในใจซูหลิงอย่างชัดเจนว่าเธอถูกขังแล้ว ปล่อยให้ซูหลิงจมอยู่กับความรู้สึกโดดเดี่ยวอีกครั้ง
ซูหลิงเดินไปยืนที่หน้าต่างบานใหญ่ที่สุด เธอมองออกไปเห็นแสงสีของเมืองที่ทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตา ผู้คนเบื้องล่างดูเล็กจิ๋วราวกับมดตัวหนึ่ง เธอรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เธอคือปลาที่ถูกตักขึ้นมาจากทะเลกว้าง แล้วมาอยู่ในโหลแก้วอันหรูหราที่ไม่มีทางออก
หลงเฟยได้ครอบครองเธอในทุกๆ ด้าน ทั้งร่างกายที่ถูกประมูลไป และอิสรภาพที่ถูกจองจำ แต่ประกายไฟในดวงตาของซูหลิงไม่ได้มอดดับลง เธอแหงนหน้ามองเพดานสูงลิบ พลางพึมพำกับตัวเองด้วยความมุ่งมั่น
"แกไม่มีทางชนะฉันหรอกหลงเฟย... ฉันจะรอ...รอจนกว่าฉันจะหาทางทำลายกรงทองของแก แล้วฉันจะทำให้แกชดใช้ทุกอย่าง!" คำพูดนั้นเป็นทั้งคำสาบานและคำสัญญาที่เธอจะยึดมั่นไว้ในใจ เพื่อรอวันที่จะได้ล้างแค้นและทวงคืนอิสรภาพของเธอ
รุ่งอรุณเช้าวันใหม่ แสงแดดอ่อนๆ แทงผ่านม่านหนาของบ้านหรูริมทะเลสาบ สไตล์เรียบหรู หลงเฟยนั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว เขาหมุนแก้วบรั่นดีราคาแพงในมือขณะจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาสีเข้มของเขาแฝงไปด้วยการคิดคำนวณ"อดีตไม่เคยปล่อยใครไปง่ายๆ" เขาพึมพำกับตัวเองก่อนดื่มบรั่นดีในแก้วหมดซูหลิงตื่นขึ้นมาในห้องนอนที่ตกแต่งด้วยผ้าไหมและหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี เธอสังเกตเห็นว่าหลงเฟยได้ออกจากเตียงไปแล้ว เธอใส่เสื้อคลุมไหมและเดินลงไปหาเขาที่ห้องครัวสุดหรู"คุณตื่นเช้ามากเลยค่ะ" ซูหลิงพูดขณะเทกาแฟราคาแพงลงแก้ว"ธุรกิจน่ะ" หลงเฟยตอบสั้นๆ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าต่าง "แม้จะเกษียณแล้ว แต่ศัตรูเก่าก็ยังจำเราได้"สถานการณ์เปลี่ยนไปมากหลังจากการล่มสลายของเครือข่ายเจิ้งหยาง หลงเฟยใช้อำนาจและความสัมพันธ์ที่เขาสร้างมานานหลายทศวรรษในการปิดปากทุกคน เจิ้งหยางไม่ได้แค่ถูกจับ แต่เขาถูกกำจัดอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะได้เปิดปากพูดอะไรบ่ายวันนั้น ขณะที่หลงเฉินกวงกำลังนอนหลับอยู่ในอยู่ในห้อง ซูหลิงเดินออกไปเช็คจดหมายที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านเธอหยุดตัวแข็งเมื่อเห็นกุหลาบสีดำดอกหนึ่งวางอยู่บนฝาตู้จดหมาย มีบัตรเล็กๆ ผูก
เสียงฝนโปรยบางๆ เคาะขอบหน้าต่างห้องพิเศษชั้นสิบสอง เหมือนทำนองกล่อมเด็กทารกให้หลับสบาย ซูหลิงเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ให้นม ดวงตาเธอยิ้มละมุนขณะมองหลงเฉินกวงที่ซุกอยู่ในอ้อมแขน—แก้มใสอุ่นจัด หายใจถี่เบาเป็นจังหวะ หัวใจของแม่เต้นช้าลงโดยไม่รู้ตัวประตูเลื่อนเปิด สูดเอากลิ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเข้ามา หลงเฟยในชุดคนไข้สีเทาอ่อนนั่งรถเข็นที่ไป๋หู่เข็นเข้ามาชิดเตียง แผลเขายังตึง เสียงหายใจยังหอบเหนื่อย แต่แววตาคมนั้น…ชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ซูหลิงจำได้“เช้านี้อากาศดีจัง” เสียงทุ้มของเขาแผ่วต่ำ แต่มั่นคง“เหมาะกับการมอง ‘แสงยามเช้า’ ของเรา”ซูหลิงหัวเราะในลำคอ “คุณพ่อคนนี้โรแมนติกขึ้นทุกวันนะคะ”เธอยื่นตัวส่งเจ้าตัวเล็กให้ชิดอกของเขาอย่างระมัดระวัง ลมหายใจอุ่นของลูกแตะคางหลงเฟย เขาหลับตาวินาทีหนึ่งราวกับจดจำสัมผัสนี้ลงลึกถึงกระดูกสันหลังไป๋หู่ไหวตัวถอย “ผมยืนเวรหน้าห้องครับพี่เฟย เรียกเมื่อไหร่ได้เสมอ” เขาวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ปลายนิ้วแตะโค้ดล็อกสองครั้ง—นิสัยของคนเคยอยู่แนวหน้า—ก่อนปิดประตูอย่างเงียบกริบเหลือเพียงสามคนในโลกเล็กๆ นี้ หลงเฟยเอียงใบหน้าแตะหน้าผากลูกชายเบาๆ “เฉินกวง…” เขากระซิบ “พ่อจะ
สองสัปดาห์ผ่านไป ห้องพยาบาลหมายเลข 1212 กลายเป็นบ้านหลังที่สองของ ซูหลิง เธอแทบไม่ออกจากข้างเตียงของ หลงเฟย เลย นอกจากเวลาที่แพทย์มาตรวจร่างกาย หรือพยาบาลมาเช็ดตัว เปลี่ยนยาใหม่"คุณซู คุณควรกลับไปพักผ่อนบ้างนะคะ"พยาบาลหัวหน้าเวรกลางคืนพูดด้วยความเป็นห่วง"ท้องคุณใหญ่ขึ้นมากแล้ว ลูกต้องการแม่ที่แข็งแรงนะคะ"ซูหลิงลูบท้องเบาๆ แล้วมองไปที่หลงเฟยที่ยังนอนหลับใหล"ไม่เป็นไรค่ะ... ฉันอยากอยู่ตรงนี้"ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแล้ว เธอก็หันกลับไปจับมือของเขาอีกครั้ง มือที่เคยแข็งแกร่งและอบอุ่นนั้น บัดนี้เย็นเยียบและซีดขาว"เฟย... วันนี้หมอบอกว่าอาการดีขึ้นมากแล้วนะ" เธอพูดเบาๆ ราวกับกลัวจะปลุกเขา"และลูกของเราก็เติบโตดีมาก วันนี้ฉันไปตรวจแล้ว หมอบอกว่าเป็นลูกชาย... นายอยากตั้งชื่อลูกว่าอะไร?"เสียงเครื่องช่วยหายใจยังคงดังเป็นจังหวะ เสียงเดียวที่ตอบเธอในความเงียบทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออก หลี่เจียงเมิ่ง เดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้ใหม่"คุณซู... ผมเอาดอกไม้มาให้ใหม่" เขาพูดด้วยเสียงเบา "ดอกไม้เก่าเริ่มเหี่ยวแล้ว"ซูหลิงยิ้มอ่อนๆ "ขอบคุณนะคะ เจียงเมิ่ง... นายไม่ต้องมาดูแลพวกเราขนาดนี้หรอก""ไม่เป็นไร.
รถเบนซ์สีดำคันใหม่ของ หลงเฟย ปรี่ทะลุผ่านเสียงระเบิดที่ดังก้องไปทั่วย่านชานเมือง พื้นกระจกรถต้นยานก็เต็มไปด้วยรอยแตกจากเสียงปืนที่ไล่ยิงตามมา กลิ่นดินปืนและเลือดลอยอบอวลไปทั่วอากาศ"นายใหญ่! พวกมันยิงตามมาแล้ว!" เสียงตะโกนหอบเหนื่อยของคนขับรถดังขึ้นท่ามกลางเสียงกระสุนที่เจาะทะลุผ่านกระจกหลังหลงเฟย นั่งแน่นอกผุดผาด ดวงตาเย็นยะเยือกจ้องมองไปข้างหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือซ้ายของเขากำปืน Glock แน่นหนา ส่วนมือขวากำลังกดแผลที่บ่าซึ่งเลือดยังคงซึมออกมาไม่หยุด"ขับไปเรื่อย ๆ" เขาสั่งด้วยเสียงเย็นชา "พวกมันจะไม่กล้าตามเข้าไปในเขตของเรา"ซูหยวนซิง นั่งข้าง ๆ เขา ใบหน้าซีดเผือดจากความตกใจ เธอหันมามองเขาด้วยความกังวล "เฟย... บาดแผลของนาย...""ไม่เป็นไร" เขาตอบสั้น ๆ แล้วหันไปมองเธอ "สำคัญกว่านั้น... เราต้องรีบไปช่วย หลิง"เกมแห่งความตายรถยนต์พุ่งผ่านประตูเหล็กสูงใหญ่เข้าไปในคฤหาสน์ของหลงเฟย แต่สิ่งที่รอเขาอยู่มิใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นภาพโรงแรมสยองขวัญลานหน้าบ้านที่เคยสวยงามบัดนี้กลายเป็นสมรภูมิรบ รถตู้สีดำหลายคันจอดเรียงกันเป็นแนว ลูกน้องของเขาที่ยังเหลืออยู่กำลังหลบซ่อนอยู่หลังเสาเสียนแ
เสียงรองเท้าบู๊ตของหลงเฟยที่กระทบกับพื้นปูนเย็นเฉียบภายในอาคารร้างดังเป็นจังหวะเหมือนกับเสียงนับถอยหลังของหัวใจที่กำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า ทุกย่างก้าวที่เดินลงบันไดฉุกเฉินนั้นเต็มไปด้วยความหนักอึ้งและเด็ดเดี่ยว เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องจากชั้นล่างสะท้อนก้องไปทั่วทั้งตัวอาคาร แสงไซเรนจากรถตำรวจที่แล่นผ่านด้านนอกส่องลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างแคบ ๆ เป็นจังหวะสลับมืดสว่าง เหมือนกำลังเตือนให้เขารู้ว่าเวลาแห่งการตัดสินใจใกล้เข้ามาทุกทีในหูฟัง เสียงของ หลี่เกอ ลูกน้องคนสนิทของเขาดังขึ้นอย่างร้อนรน “นายใหญ่! พวกเราพร้อมแล้วทางฝั่งตะวันออก”“รอคำสั่งฉัน” หลงเฟย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่มหาศาล เขาก้าวผ่านโถงทางเดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นซากปรักหักพังจากแรงระเบิด กลิ่นดินปืนและควันไฟที่ยังคงอบอวลปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่ว เสียงครางเบา ๆ ของชายคนหนึ่งที่กำลังหายใจรวยรินดึงดูดสายตาของหลงเฟยให้หันไปมอง เขาเห็นลูกน้องคนหนึ่งที่ถูกยิงกำลังนอนจมกองเลือดอยู่ในมุมมืด“ไปเถอะ… นายใหญ่…” ชายคนนั้นพึมพำด้วยเสียงที่แผ่วเบาก่อนที
หลงเฟยจับข้อมือซูหลิงแน่น ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกท้าทาย“เธอคิดว่าฉันจะปล่อยให้เธอลงไปตายอย่างนั้นเหรอ?!” เสียงของเขาเข้มข้นจนซูหลิงรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ซูหลิงดึงมือออก พยายามมองเขาอย่างเด็ดเดี่ยว “ถ้าฉันไม่ไป หยวนซิงจะตาย และเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ในเรื่องนี้!”เสียงปืนดังใกล้เข้ามาทุกที เสียงฝีเท้ากระทบพื้นบันไดดังก้องผ่านทางเดิน หลงเฟยรู้ดีว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่มาก“รอก่อน” เขาหยิบโทรศัพท์ออกมากดเรียกอย่างรวดเร็ว “หลี่เกอ ดำเนินแผน B ทันที... ใช่ ทุกหน่วย... และเอาของนั่นมาด้วย”ซูหลิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “แผน B?”หลงเฟยดึงเธอเข้ามากอดไว้แน่น อ้อมแขนของเขารัดเธอไว้ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปจากอ้อมกอดนี้ “ฉันไม่เคยมีแผนส่งเธอไปแลกตัวจริงๆ... ฉันแค่ต้องการเวลาเพื่อหาตำแหน่งที่พวกเขาซ่อนซูหยวนซิงเท่านั้น”“แล้วตอนนี้ล่ะ?” ซูหลิงถามเสียงแผ่ว พยายามกลบเกลื่อนความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ“ตอนนี้เราต้องสู้” หลงเฟยตอบด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ซูหลิงรู้สึกเย็นยะเยือก เขายิ้มอย่างนักล่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความกังวลจนซูหลิงรู้สึกเจ็บปวด“แต่ฉันต้องการใ