ความมืดมิดในห้องขังชั่วคราวถูกแทนที่ด้วยแสงไฟสลัวสีแดงจากโคมระย้าคริสตัลเมื่อบานประตูเหล็กเปิดออก เสียงเสียดสีของบานพับโลหะดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู พลันปรากฏร่างสูงใหญ่ของ หลงเฟย ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ซูหลิง ใบหน้าคมคายของเขาฉาบด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ซูหลิงรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ แม้ว่าในห้องจะเย็นเฉียบอยู่แล้ว
"ตื่นแล้วหรือ...แม่หนูน้อยนักสืบ" เสียงทุ้มต่ำของหลงเฟยเอ่ยขึ้นอย่างเยาะเย้ย เขาก้าวเข้ามาใกล้ ร่างของซูหลิงถอยร่นไปติดผนังเย็นเฉียบ เธอพยายามรวบรวมสติและปั้นสีหน้าให้ดูแข็งกร้าวที่สุด
"คุณต้องการอะไร?" ซูหลิงถามเสียงห้าว พยายามซ่อนความกลัวที่กำลังบีบรัดหัวใจ เธอกัดฟันแน่นจนกรามเป็นสัน เธอรู้ว่าการแสดงความอ่อนแอต่อหน้าเขาจะนำมาซึ่งหายนะ เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เขาได้ใจและขยี้เธอให้จมดินได้ง่ายขึ้น
หลงเฟยหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนการคำรามของสัตว์ร้ายจากส่วนลึกของป่าอันตราย
"สิ่งที่ฉันต้องการ... เธอจะรู้เองในไม่ช้า และรับรองว่ามันจะทำให้เธอจดจำไปชั่วชีวิต" เขาไม่รอให้ซูหลิงตอบกลับ
เขาสะบัดมือเล็กน้อย พลันลูกน้องสองคนก็ก้าวเข้ามาในห้อง แต่ละคนร่างใหญ่เท่าหมีป่า ดวงตาของพวกเขาไร้แวว ไร้ความปราณี ราวกับเครื่องจักรสังหาร
"พาเธอไปเตรียมตัว" หลงเฟยออกคำสั่งเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดถึงสิ่งของไร้ชีวิตที่เขาสามารถจัดการได้ตามอำเภอใจ
ซูหลิงพยายามขัดขืนอย่างเต็มกำลัง เธอต่อยเข้าที่หน้าอกของลูกน้องคนหนึ่งอย่างแรงจนเกิดเสียงตุ้บ แต่ดูเหมือนมันจะไม่ระคายผิวแม้แต่น้อย แขนเรียวถูกกระชากอย่างแรงจนแทบหลุดจากเบ้า เธอถูกลากออกไปจากห้องขังอย่างทุลักทุเล เพียงไม่นานก็ถูกผลักเข้าไปในห้องแต่งตัวที่หรูหราผิดกับสภาพก่อนหน้า ผนังประดับด้วยวอลล์เปเปอร์ลายดอกไม้สีทองอร่าม โต๊ะเครื่องแป้งไม้เนื้อดีแกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงพร้อมเครื่องสำอางราคาแพงวางเรียงรายระรานตา แต่ความหรูหรานั้นกลับทำให้ซูหลิงรู้สึกขนลุกยิ่งกว่าเดิม เสื้อผ้าที่เธอสวมใส่เมื่อคืนถูกถอดออกอย่างรวดเร็วโดยหญิงสาวสองคนที่ดูไร้อารมณ์ราวกับหุ่นยนต์ สัมผัสของมือเย็นเฉียบที่ปลดกระดุมชุดและถอดถอนเครื่องประดับออกจากตัวทำให้ซูหลิงรู้สึกราวกับถูกเปลื้องผ้าต่อหน้าสายตานับร้อย เธอรู้สึกไร้ค่า ไร้อำนาจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"พวกแกจะทำอะไร!" ซูหลิงตะโกน ดวงตาฉายแววคุกรุ่นด้วยความโกรธ
เธอรู้สึกเหมือนร่างกายตัวเองกำลังถูกรุกล้ำ แต่พวกเขากลับไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด สัมผัสเย็นเฉียบของผ้าเนื้อดีถูกสวมลงบนร่างกายของเธอ มันคือ ชุดราตรีผ้าไหมสีครีมยาวกรอมเท้า เว้าหลังลึก เผยให้เห็นผิวขาวนวลผ่องราวหยกชั้นดีที่ตัดกับสีชุด ผมยาวสลวยสีดำขลับของเธอถูกปล่อยสยายและจัดแต่งให้ดูเป็นธรรมชาติ ปลายผมเป็นลอนอ่อนนุ่มดุจแพรไหมเคลียแผ่นหลัง ใบหน้าถูกแต่งแต้มอย่างมืออาชีพจนดูสวยสะพรั่งราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย ลิปสติกสีแดงก่ำช่วยขับให้ริมฝีปากอิ่มดูโดดเด่นยิ่งขึ้น
"คุณหลงเฟยสั่งให้เราเตรียมตัวคุณ" หนึ่งในหญิงสาวตอบเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังบอกสภาพอากาศยามเช้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึกใดๆ
ซูหลิงสอดส่องสายตาไปทั่วห้อง และพบว่าห้องนี้ไม่มีทางออกอื่นนอกจากประตูที่เธอเข้ามา เธอรู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ความหรูหรานี้มันน่าขนลุกเกินไป มันเป็นความหรูหราที่แฝงไว้ด้วยความไม่ชอบมาพากล
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ซูหลิงถูกนำตัวมายังห้องโถงกว้างใหญ่ที่ประดับประดาด้วยดอกกล้วยไม้สีขาวหายากนานาชนิด ทั้งฟาแลนนอปซิส ออนซิเดียม และแวนด้า กลิ่นหอมหวานอบอวลไปทั่วจนแทบสำลัก แสงไฟสีทองสว่างไสวเจิดจ้าจับตาจากโคมระย้าขนาดมหึมาที่ห้อยลงมาจากเพดานสูงลิบ พื้นที่ตรงกลางถูกจัดเตรียมเป็นเวทีเล็กๆ มีแท่นยืนโปร่งใสทำจากกระจกนิรภัยตั้งอยู่บนนั้น ด้านล่างคือเก้าอี้กำมะหยี่สีแดงเข้มจำนวนมากที่ถูกจัดเรียงเป็นแถวๆ รายล้อมด้วยผู้ชายชุดสูทดำนับร้อยคน ทุกคนล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึมและมีรังสีอำมหิตแผ่ออกมา กลิ่นบุหรี่ซิการ์ราคาแพงและแอลกอฮอล์ชั้นดีคละคลุ้งไปทั่วบรรยากาศที่ดูเคร่งขรึมและลึกลับ
ใจของซูหลิงหล่นวูบ เธอรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง ผู้ชายเหล่านี้ไม่ใช่คนธรรมดา พวกเขามีทั้งนักธุรกิจมืด นายทุนใหญ่ และบุคคลผู้ทรงอิทธิพลจากวงการใต้ดินที่เธอเคยเห็นเพียงแค่ในภาพถ่ายจากการสืบสวน สายตาที่พวกเขามองมามีทั้งความหิวกระหาย ความอยากรู้อยากเห็น และบางสายตาก็ดูเหมือนจะประเมินเธอเป็นเพียงสินค้าชิ้นหนึ่ง เธอรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังเดินเข้าสู่รังของปีศาจ ที่ซึ่งมีแต่ความมืดดำและความโลภ
และแล้วสายตาของเธอก็หยุดอยู่ที่ชายคนหนึ่ง... หลงเฟย เขานั่งอยู่แถวหน้าสุด ตรงกลางที่สุด สายตาคมกริบของเขายังคงจ้องมองเธอไม่วางตา รอยยิ้มร้ายกาจผุดขึ้นที่มุมปากของเขา ราวกับเขากำลังสนุกกับความตื่นตระหนกและความอับอายของเธออย่างที่สุด เขาสบายๆ ราวกับกำลังชมการแสดงที่น่าสนใจ
ไอ้สารเลว! แกต้องการอะไรกันแน่!
ความโกรธแค้นพุ่งสูงขึ้น เธอถูกนำมาประมูลราวกับสิ่งของชิ้นหนึ่ง ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความอับอายและโทสะ ร่างกายของเธอเย็นเฉียบไปหมดจนรู้สึกชาดิก แม้พยายามจะสะกดกลั้นน้ำตาที่เอ่อคลอเบ้าไว้สุดชีวิต เธอจ้องมองไปที่หลงเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง เธอกัดฟันแน่นจนเจ็บกราม
เสียงประกาศจากพิธีกรดังขึ้นจากลำโพงที่ซ่อนอยู่ "ขอต้อนรับทุกท่านสู่ค่ำคืนพิเศษของเราในวันนี้... คืนที่ท่านจะได้เป็นเจ้าของ 'ของล้ำค่า' เพียงหนึ่งเดียว"
หัวใจของซูหลิงเต้นระรัวอย่างบ้าคลั่งราวกับจะหลุดออกมาจากอก เธอถูกดันขึ้นไปบนแท่นยืนโปร่งใสกลางเวที แสงไฟเฉพาะจุดส่องมาที่เธอ ทำให้เธอรู้สึกเหมือนยืนอยู่บนแท่นบูชา ความรู้สึกเหมือนถูกเปลื้องผ้าต่อหน้าสายตานับร้อยเข้าครอบงำ เธอพยายามจะก้าวลงมา แต่ข้อเท้าของเธอกลับถูกล็อกไว้ด้วยโซ่ที่มองไม่เห็น มันเป็นโซ่ที่ทำจากจิตวิทยาแห่งอำนาจที่มองไม่เห็น แรงกดดันจากสายตานับร้อยที่จ้องมองมาทำให้เธอก้าวขาไม่ออก
"และนี่คือ 'เพชรน้ำหนึ่ง' ของเราในค่ำคืนนี้... ซูหลิง หญิงสาวผู้เลอโฉม ความฉลาด และความบริสุทธิ์ของเธอ... จะถูกประมูลเพื่อเป็นของขวัญสำหรับผู้ที่ชนะการประมูลเท่านั้น!" พิธีกรกล่าวเสียงดังฟังชัด
ท่ามกลางความเงียบงันของผู้ร่วมงาน ซูหลิงรู้สึกราวกับถูกสายตานับร้อยคู่เปลื้องผ้าออกไปจนหมดเปลือก เธอพยายามหาคำพูดตอบโต้ พยายามดิ้นรน แต่ร่างกายของเธอกลับแข็งทื่อราวกับถูกสาป ความรู้สึกเหมือนถูกตีตราทำให้เธออยากกรีดร้องออกมา
นี่มันอะไรกัน... ประมูลร่างกายงั้นเหรอ! ความโกรธแค้นพุ่งสูงขึ้น
เธอถูกนำมาประมูลราวกับสิ่งของชิ้นหนึ่ง ใบหน้าของเธอแดงก่ำด้วยความอับอายและโทสะ เธอจ้องมองไปที่หลงเฟยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขาเพียงยิ้มตอบกลับมาอย่างเย็นชา สายตานั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจที่เห็นเธอตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
"ราคาเริ่มต้นอยู่ที่... สิบล้านหยวน!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่จะมีเสียงกดปุ่มประมูลดังรัวพร้อมกับแสงไฟสีแดงที่กะพริบบนหน้าจอแสดงผล ทุกคนต่างพากันยกป้ายเสนอราคาแข่งกันอย่างดุเดือด แข่งกันเป็นเจ้าของ "สินค้า" ที่ล้ำค่าตรงหน้า หลงเฟยยังคงนั่งนิ่ง ดวงตาจับจ้องที่ซูหลิงเพียงคนเดียว ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจใครอื่นนอกจากเธอ เขายกมือขึ้นเล็กน้อยเพื่อบอกลูกน้องให้เตรียมการบางอย่าง ไม่ใช่เพราะความต้องการที่จะชนะ แต่เป็นเพราะเขามั่นใจว่าเธอจะต้องเป็นของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าราคาจะพุ่งไปถึงไหนก็ตาม เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ใครหน้าไหนได้ครอบครองเธอไป
ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลักร้อยล้านหยวนในเวลาไม่กี่นาที เธอได้ยินเสียงตัวเลขที่ถูกประกาศจากพิธีกร แต่สมองของเธอประมวลผลอะไรไม่ได้อีกแล้ว ทุกอย่างพร่ามัวไปหมด สิ่งเดียวที่เธอเห็นคือใบหน้าของหลงเฟยที่ยังคงมองมาด้วยสายตาที่ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ นอกจากความเหนือกว่า เขาคือจ้าวแห่งเกมนี้ และเธอคือเบี้ยในกระดานของเขา
ในที่สุด เสียงพิธีกรก็ประกาศขึ้นอย่างชัดเจนและก้องกังวาน "สามร้อยล้านดอลลาร์! และผู้ชนะการประมูลในค่ำคืนนี้คือ... คุณหลงเฟย!"
สิ้นเสียงประกาศ เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วห้องโถงผสมกับเสียงกระซิบกระซาบของผู้คน แต่ในหูของซูหลิงกลับอื้ออึงไปหมด เธอรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เธอถูกแช่แข็งในตำแหน่งเดิมบนแท่นยืน จ้องมองไปยังชายที่เพิ่งกลายเป็น "เจ้าของ" ของเธอ ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง แต่ความมุ่งมั่นที่จะแก้แค้นกลับยิ่งลุกโชนรุนแรงขึ้น
หลงเฟยลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก้าวเดินตรงมาหาซูหลิงด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือก ดวงตาคมกริบของเขาทอประกายแห่งชัยชนะและความต้องการครอบครองอย่างชัดเจน เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเธอ ยื่นมือออกไปเชยคางของซูหลิงขึ้นอย่างอ่อนโยน สัมผัสเย็นเฉียบของปลายนิ้วเขาสร้างความหวาดหวั่นให้เธอจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว แม้การสัมผัสของเขาจะดูนุ่มนวล แต่ซูหลิงกลับรู้สึกเหมือนถูกกรงเล็บเหล็กบีบรัด
"ยินดีด้วย... ฉันเป็นเจ้าของคนใหม่ของเธอ" หลงเฟยกระซิบเสียงต่ำแผ่วข้างหูเธอ
เสียงนั้นหวานเย้ายวนเหมือนน้ำผึ้งอาบยาพิษ แต่เต็มไปด้วยอำนาจและคำสัญญาอันน่าพรั่นพรึง ซูหลิงรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของเขาที่รดซูหลิงอยู่ข้างแก้ม เธอพยายามบิดตัวหนี แต่ก็ถูกพันธนาการไว้ด้วยสายตาและสัมผัสของเขา
"แก... แกต้องการอะไรจากฉันกันแน่!" ซูหลิงถามเสียงกระซิบ ความโกรธแค้นประดังเข้ามาจนยากจะควบคุม เธอไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงลงทุนมากมายขนาดนี้ เพียงเพื่อครอบครองเธอ
"คุณมันบ้า! ฉันไม่มีอะไรให้คุณนอกจากความแค้น!"
หลงเฟยยิ้มร้ายกาจ เขาโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกของเขาเกือบจะแตะแก้มเธอ
"สิ่งที่ฉันต้องการ... คือทุกสิ่งทุกอย่างของเธอ ซูหลิง ทั้งร่างกาย จิตใจ และวิญญาณของเธอ" เขาเน้นย้ำชื่อเธออย่างชัดถ้อยชัดคำ "และจำไว้... ตอนนี้เธอเป็น ของฉัน แล้วอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าเธอจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม"
วินาทีนั้น ซูหลิงรู้สึกเหมือนถูกกระชากลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิด เธอถูกกลืนกินโดยอำนาจของเขาอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง เธอรู้ดีว่าจากนี้ไป ชีวิตของเธอจะไม่ได้เป็นของเธออีกต่อไป เธอต้องยอมเป็น "ของเขา" เพื่อความอยู่รอด เพื่อรอคอยโอกาสที่จะแก้แค้น และเพื่อช่วงชิงทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมาให้ได้ จิตวิญญาณนักสู้ของเธอไม่เคยดับมอดลง แม้จะเจ็บปวดและอับอายเพียงใด เธอก็จะไม่ยอมแพ้
รุ่งอรุณเช้าวันใหม่ แสงแดดอ่อนๆ แทงผ่านม่านหนาของบ้านหรูริมทะเลสาบ สไตล์เรียบหรู หลงเฟยนั่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว เขาหมุนแก้วบรั่นดีราคาแพงในมือขณะจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาสีเข้มของเขาแฝงไปด้วยการคิดคำนวณ"อดีตไม่เคยปล่อยใครไปง่ายๆ" เขาพึมพำกับตัวเองก่อนดื่มบรั่นดีในแก้วหมดซูหลิงตื่นขึ้นมาในห้องนอนที่ตกแต่งด้วยผ้าไหมและหินอ่อนนำเข้าจากอิตาลี เธอสังเกตเห็นว่าหลงเฟยได้ออกจากเตียงไปแล้ว เธอใส่เสื้อคลุมไหมและเดินลงไปหาเขาที่ห้องครัวสุดหรู"คุณตื่นเช้ามากเลยค่ะ" ซูหลิงพูดขณะเทกาแฟราคาแพงลงแก้ว"ธุรกิจน่ะ" หลงเฟยตอบสั้นๆ ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หน้าต่าง "แม้จะเกษียณแล้ว แต่ศัตรูเก่าก็ยังจำเราได้"สถานการณ์เปลี่ยนไปมากหลังจากการล่มสลายของเครือข่ายเจิ้งหยาง หลงเฟยใช้อำนาจและความสัมพันธ์ที่เขาสร้างมานานหลายทศวรรษในการปิดปากทุกคน เจิ้งหยางไม่ได้แค่ถูกจับ แต่เขาถูกกำจัดอย่างเงียบๆ ก่อนที่จะได้เปิดปากพูดอะไรบ่ายวันนั้น ขณะที่หลงเฉินกวงกำลังนอนหลับอยู่ในอยู่ในห้อง ซูหลิงเดินออกไปเช็คจดหมายที่ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านเธอหยุดตัวแข็งเมื่อเห็นกุหลาบสีดำดอกหนึ่งวางอยู่บนฝาตู้จดหมาย มีบัตรเล็กๆ ผูก
เสียงฝนโปรยบางๆ เคาะขอบหน้าต่างห้องพิเศษชั้นสิบสอง เหมือนทำนองกล่อมเด็กทารกให้หลับสบาย ซูหลิงเอนศีรษะพิงพนักเก้าอี้ให้นม ดวงตาเธอยิ้มละมุนขณะมองหลงเฉินกวงที่ซุกอยู่ในอ้อมแขน—แก้มใสอุ่นจัด หายใจถี่เบาเป็นจังหวะ หัวใจของแม่เต้นช้าลงโดยไม่รู้ตัวประตูเลื่อนเปิด สูดเอากลิ่นแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเข้ามา หลงเฟยในชุดคนไข้สีเทาอ่อนนั่งรถเข็นที่ไป๋หู่เข็นเข้ามาชิดเตียง แผลเขายังตึง เสียงหายใจยังหอบเหนื่อย แต่แววตาคมนั้น…ชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ซูหลิงจำได้“เช้านี้อากาศดีจัง” เสียงทุ้มของเขาแผ่วต่ำ แต่มั่นคง“เหมาะกับการมอง ‘แสงยามเช้า’ ของเรา”ซูหลิงหัวเราะในลำคอ “คุณพ่อคนนี้โรแมนติกขึ้นทุกวันนะคะ”เธอยื่นตัวส่งเจ้าตัวเล็กให้ชิดอกของเขาอย่างระมัดระวัง ลมหายใจอุ่นของลูกแตะคางหลงเฟย เขาหลับตาวินาทีหนึ่งราวกับจดจำสัมผัสนี้ลงลึกถึงกระดูกสันหลังไป๋หู่ไหวตัวถอย “ผมยืนเวรหน้าห้องครับพี่เฟย เรียกเมื่อไหร่ได้เสมอ” เขาวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ ปลายนิ้วแตะโค้ดล็อกสองครั้ง—นิสัยของคนเคยอยู่แนวหน้า—ก่อนปิดประตูอย่างเงียบกริบเหลือเพียงสามคนในโลกเล็กๆ นี้ หลงเฟยเอียงใบหน้าแตะหน้าผากลูกชายเบาๆ “เฉินกวง…” เขากระซิบ “พ่อจะ
สองสัปดาห์ผ่านไป ห้องพยาบาลหมายเลข 1212 กลายเป็นบ้านหลังที่สองของ ซูหลิง เธอแทบไม่ออกจากข้างเตียงของ หลงเฟย เลย นอกจากเวลาที่แพทย์มาตรวจร่างกาย หรือพยาบาลมาเช็ดตัว เปลี่ยนยาใหม่"คุณซู คุณควรกลับไปพักผ่อนบ้างนะคะ"พยาบาลหัวหน้าเวรกลางคืนพูดด้วยความเป็นห่วง"ท้องคุณใหญ่ขึ้นมากแล้ว ลูกต้องการแม่ที่แข็งแรงนะคะ"ซูหลิงลูบท้องเบาๆ แล้วมองไปที่หลงเฟยที่ยังนอนหลับใหล"ไม่เป็นไรค่ะ... ฉันอยากอยู่ตรงนี้"ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแล้ว เธอก็หันกลับไปจับมือของเขาอีกครั้ง มือที่เคยแข็งแกร่งและอบอุ่นนั้น บัดนี้เย็นเยียบและซีดขาว"เฟย... วันนี้หมอบอกว่าอาการดีขึ้นมากแล้วนะ" เธอพูดเบาๆ ราวกับกลัวจะปลุกเขา"และลูกของเราก็เติบโตดีมาก วันนี้ฉันไปตรวจแล้ว หมอบอกว่าเป็นลูกชาย... นายอยากตั้งชื่อลูกว่าอะไร?"เสียงเครื่องช่วยหายใจยังคงดังเป็นจังหวะ เสียงเดียวที่ตอบเธอในความเงียบทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออก หลี่เจียงเมิ่ง เดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้ใหม่"คุณซู... ผมเอาดอกไม้มาให้ใหม่" เขาพูดด้วยเสียงเบา "ดอกไม้เก่าเริ่มเหี่ยวแล้ว"ซูหลิงยิ้มอ่อนๆ "ขอบคุณนะคะ เจียงเมิ่ง... นายไม่ต้องมาดูแลพวกเราขนาดนี้หรอก""ไม่เป็นไร.
รถเบนซ์สีดำคันใหม่ของ หลงเฟย ปรี่ทะลุผ่านเสียงระเบิดที่ดังก้องไปทั่วย่านชานเมือง พื้นกระจกรถต้นยานก็เต็มไปด้วยรอยแตกจากเสียงปืนที่ไล่ยิงตามมา กลิ่นดินปืนและเลือดลอยอบอวลไปทั่วอากาศ"นายใหญ่! พวกมันยิงตามมาแล้ว!" เสียงตะโกนหอบเหนื่อยของคนขับรถดังขึ้นท่ามกลางเสียงกระสุนที่เจาะทะลุผ่านกระจกหลังหลงเฟย นั่งแน่นอกผุดผาด ดวงตาเย็นยะเยือกจ้องมองไปข้างหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น มือซ้ายของเขากำปืน Glock แน่นหนา ส่วนมือขวากำลังกดแผลที่บ่าซึ่งเลือดยังคงซึมออกมาไม่หยุด"ขับไปเรื่อย ๆ" เขาสั่งด้วยเสียงเย็นชา "พวกมันจะไม่กล้าตามเข้าไปในเขตของเรา"ซูหยวนซิง นั่งข้าง ๆ เขา ใบหน้าซีดเผือดจากความตกใจ เธอหันมามองเขาด้วยความกังวล "เฟย... บาดแผลของนาย...""ไม่เป็นไร" เขาตอบสั้น ๆ แล้วหันไปมองเธอ "สำคัญกว่านั้น... เราต้องรีบไปช่วย หลิง"เกมแห่งความตายรถยนต์พุ่งผ่านประตูเหล็กสูงใหญ่เข้าไปในคฤหาสน์ของหลงเฟย แต่สิ่งที่รอเขาอยู่มิใช่ความสงบสุข หากแต่เป็นภาพโรงแรมสยองขวัญลานหน้าบ้านที่เคยสวยงามบัดนี้กลายเป็นสมรภูมิรบ รถตู้สีดำหลายคันจอดเรียงกันเป็นแนว ลูกน้องของเขาที่ยังเหลืออยู่กำลังหลบซ่อนอยู่หลังเสาเสียนแ
เสียงรองเท้าบู๊ตของหลงเฟยที่กระทบกับพื้นปูนเย็นเฉียบภายในอาคารร้างดังเป็นจังหวะเหมือนกับเสียงนับถอยหลังของหัวใจที่กำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า ทุกย่างก้าวที่เดินลงบันไดฉุกเฉินนั้นเต็มไปด้วยความหนักอึ้งและเด็ดเดี่ยว เสียงระเบิดที่ดังกึกก้องจากชั้นล่างสะท้อนก้องไปทั่วทั้งตัวอาคาร แสงไซเรนจากรถตำรวจที่แล่นผ่านด้านนอกส่องลอดเข้ามาทางช่องหน้าต่างแคบ ๆ เป็นจังหวะสลับมืดสว่าง เหมือนกำลังเตือนให้เขารู้ว่าเวลาแห่งการตัดสินใจใกล้เข้ามาทุกทีในหูฟัง เสียงของ หลี่เกอ ลูกน้องคนสนิทของเขาดังขึ้นอย่างร้อนรน “นายใหญ่! พวกเราพร้อมแล้วทางฝั่งตะวันออก”“รอคำสั่งฉัน” หลงเฟย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยแรงกดดันที่มหาศาล เขาก้าวผ่านโถงทางเดินที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์บัญชาการชั่วคราว แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นซากปรักหักพังจากแรงระเบิด กลิ่นดินปืนและควันไฟที่ยังคงอบอวลปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่ว เสียงครางเบา ๆ ของชายคนหนึ่งที่กำลังหายใจรวยรินดึงดูดสายตาของหลงเฟยให้หันไปมอง เขาเห็นลูกน้องคนหนึ่งที่ถูกยิงกำลังนอนจมกองเลือดอยู่ในมุมมืด“ไปเถอะ… นายใหญ่…” ชายคนนั้นพึมพำด้วยเสียงที่แผ่วเบาก่อนที
หลงเฟยจับข้อมือซูหลิงแน่น ดวงตาคมกริบเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกท้าทาย“เธอคิดว่าฉันจะปล่อยให้เธอลงไปตายอย่างนั้นเหรอ?!” เสียงของเขาเข้มข้นจนซูหลิงรู้สึกเหมือนถูกตรึงไว้กับที่ซูหลิงดึงมือออก พยายามมองเขาอย่างเด็ดเดี่ยว “ถ้าฉันไม่ไป หยวนซิงจะตาย และเธอเป็นผู้บริสุทธิ์ในเรื่องนี้!”เสียงปืนดังใกล้เข้ามาทุกที เสียงฝีเท้ากระทบพื้นบันไดดังก้องผ่านทางเดิน หลงเฟยรู้ดีว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่มาก“รอก่อน” เขาหยิบโทรศัพท์ออกมากดเรียกอย่างรวดเร็ว “หลี่เกอ ดำเนินแผน B ทันที... ใช่ ทุกหน่วย... และเอาของนั่นมาด้วย”ซูหลิงขมวดคิ้วด้วยความสงสัย “แผน B?”หลงเฟยดึงเธอเข้ามากอดไว้แน่น อ้อมแขนของเขารัดเธอไว้ราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปจากอ้อมกอดนี้ “ฉันไม่เคยมีแผนส่งเธอไปแลกตัวจริงๆ... ฉันแค่ต้องการเวลาเพื่อหาตำแหน่งที่พวกเขาซ่อนซูหยวนซิงเท่านั้น”“แล้วตอนนี้ล่ะ?” ซูหลิงถามเสียงแผ่ว พยายามกลบเกลื่อนความกลัวที่กำลังกัดกินหัวใจ“ตอนนี้เราต้องสู้” หลงเฟยตอบด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ซูหลิงรู้สึกเย็นยะเยือก เขายิ้มอย่างนักล่าที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความกังวลจนซูหลิงรู้สึกเจ็บปวด“แต่ฉันต้องการใ