LOGINตอนที่ 3-2 : พิมมาลา อุบลสารภี
เวลาผ่านไปพิมมาลาและพิกุลเรียนจบระดับมหาวิทยาลัย
ไม่นานหลังจากนั้นพิมมาลาตัดสินใจเดินตามความฝัน ด้วยการไปศึกษาต่อด้านการออกแบบแฟชั่นที่ประเทศแถบยุโรป
ยามค่ำคืน ณ สนามบินนานาชาติ บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา เสียงประกาศเที่ยวบินดังเป็นระยะ เสียงผู้คนพูดคุย เสียงลากกระเป๋าดังไม่ขาดสาย
ท่ามกลางผู้คนมากมาย หญิงสาวสองคนยืนคุยเคียงกัน ราวกับว่าในโลกนี้มีพวกเธอแค่สองคน
“ตั้งใจเรียนนะพิม” “อยู่ต่างประเทศพิกุลตามไปดูแลไม่ได้แล้วนะ”
“พิกุลไม่ต้องห่วงหรอก” พิมโตแล้ว พิมดูแลตัวเองได้น่า” พิมมาลายิ้มกว้าง” “พิกุลนั่นแหละ… พิมไม่อยู่คอยช่วยดูแลแล้วนะ” “อย่าทำอะไรเกินตัวอีกล่ะ”
พิกุลเอื้อมมือไปลูบหัวพิมมาลาอย่างอ่อนโยน ส่วนพิมมาลาก็เขยิบเข้าไปใกล้พิกุลด้วยท่าทางเหมือนลูกแมวน้อยพิกุลลูบหัวต่อไปอย่างเอ็นดู พร้อมพูดหยอก “ไหนว่าโตแล้วไง ทำหน้าตาอ้อนไม่หยุดเลยนะ”พิมมาลาทำหน้าออดอ้อนต่อ “ก็มันรู้สึกดีนี่นา จะไม่อ้อนได้ไงอะ”
เธอยืนให้พิกุลลูบหัวอีกพักหนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “คุณแม่นมห่วงลูกสาวคนนี้เหรอคะ” พิมมาลายิ้มกว้าง “ห่วงสิ… ห่วงมาก ๆ ด้วย” “ขอบคุณนะพิกุล แต่เชื่อใจพิมนะ” “พิมจะดูแลตัวเองให้ดี… พิกุลจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” เธอจับมือพิกุล
“นั่นสิ…พิกุลเชื่อใจค่ะ” “แต่บอกไว้ก่อนนะ” “ถ้าทำให้พิกุลเป็นห่วง…กลับมาพิมเจอดีแน่” พิกุลพูดพร้อมเขกหัวพิมมาลาเบา ๆ ไป 1 ครั้ง
ทั้งสองคนหัวเราะพร้อมกัน ก่อนที่สัญญาณเรียกผู้โดยสารดังขึ้น
พิมมาลามองหน้าพิกุล ก่อนทำการสวมกอดแน่นพิมมาลาพูดข้างหูพิกุลอย่างแผ่วเบา “พิมต้องไปแล้วนะ” “พิมสัญญา… วันที่พิมกลับมา พิมจะมาหาพิกุลคนแรก”
พิกุลยิ้มมุมปาก และพูดข้างหูพิมอย่างแผ่วเบาเช่นกัน “ลองไปหาคนอื่นก่อนสิ… พิกุลจะงอนให้ดู”
ทั้งสองคนสวมกอดอยู่นาน ก่อนที่สัญญาณเรียกผู้โดยสารจะดังขึ้นอีกครั้ง
ทั้งสองคนปล่อยกอดแล้วมองหน้ากัน
“พิมต้องไปจริง ๆ แล้ว” “แค่สามปีเอง… เดี๋ยวก็กลับมา”
พิกุลมองตาพิมอย่างอ่อนโยน “นั่นสินะ… แป๊บเดียวเอง” “พิกุลจะรอพิมนะ”
“อื้ม… แล้วเจอกันนะ” พิมมาลาพูดพร้อมหันหลังให้พิกุล
“โชคดีนะพิม” “โชคดีนะพิกุล”หญิงสาวทั้งสองพูดออกมาพร้อมกันด้วยเสียงที่พยายามให้เป็นปกติที่สุดพิมมาลาเริ่มออกเดินโดยไม่หันหลังกลับมาแม้แต่นิดเดียว เพราะเธอรู้ดีว่าหากหันหลังกลับเธอจะไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อีก
ทุกก้าวเดินที่ย่างไปมันช่างหนาวเหน็บ การที่ต้องจากเพื่อนที่ผูกพันจนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันช่างเหงาจับใจ เหงาจนอยากจะหันหลังกลับไปหาพิกุลเสียตอนนี้เลย
หยดน้ำเริ่มไหลออกจากตาของพิมมาลา “แค่สามปี… สามปีเท่านั้น” เธอพูดให้กำลังใจกับตัวเอง
เพื่อความฝันที่เธอตั้งใจ เพื่ออนาคตที่วาดไว้ พิมมาลายอมกัดฟันกลืนความเหงาลงคอ
พิมมาลาเดินห่างจากพิกุลออกไปเรื่อย ๆ จนคิดว่าตนเองพ้นจากสายตาของพิกุลไปแล้ว เธอปล่อยให้น้ำตาทำหน้าที่ของมัน
หยดน้ำไหลอาบแก้มเป็นทางยาว ความเศร้าที่อดกลั้นมาในวันนี้ได้ถาโถมมาทั้งหมดในคราเดียว
เธอจะหลั่งน้ำตาแค่วันนี้เท่านั้น จากนี้ไปหน้าที่ของเธอคือทำตามความฝันให้สำเร็จ ไม่มีเวลาให้กับความเสียใจอีกแล้ว
…
ทางด้านพิกุลนั้นก็พยายามฝืนยิ้มอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้เพื่อนของเธอต้องกังวล พิกุลรู้ดีว่าหากเธอร้องไห้ พิมมาลาจะไม่ยอมไปทำตามความฝัน เธอจึงต้องฝืนกลืนความเศร้านี้ไว้
พิกุลพูดกับตัวเองด้วยเสียงอันสั่นเครือ“เพื่ออนาคตของพิม…เพื่อความฝันของพิม” “ฉันต้องทนให้ได้”
ทันทีที่พิมมาลาลับสายตาไปพิกุลก็ร้องไห้เสียงดังอย่างไม่อายใคร
จากนี้ไป แม้ทั้งสองจะอยู่ห่างกันคนละซีกโลก แต่คำสัญญาในวันนั้น จะยังเชื่อมหัวใจของพวกเธอไว้เสมอ
…
เวลาผ่านไป 3 ปี
แกร๊ก… แอ๊ด….
เสียงไขกุญแจ และเสียงเปิดประตูบ้านดังขึ้น ก่อนที่เสียงเปิดสวิตซ์ไฟดังตามมา
แก๊ก…
แสงสว่างจากหลอดไฟค่อย ๆ ขับไล่ความมืดยามค่ำคืนภายในบ้านออกไป
หญิงสาวผมตรงสวมแว่นก้าวเข้ามาในบ้านด้วยท่าทางเหนื่อยล้า เธอวางกระเป๋าใส่เอกสารไว้บนโต๊ะรับแขกอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะถอดรองเท้าแล้วเดินไปยังตู้เย็น
“หิวจังเลย…”
พิกุลหยิบวัตถุดิบสำหรับทำอาหารง่าย ๆ ออกมาจำนวนหนึ่ง
ระหว่างที่ทำอาหาร พิกุลมองไปยังรูปภาพแขวนผนัง เป็นรูปเธอถ่ายกับพิมมาลา ในภาพนั้นเธอยิ้มมุมปากเล็กน้อยตามนิสัย แต่พิมมาลากลับยิ้มกว้างเห็นฟันทุกซี่
ทันใดนั้นความคิดถึงก็ถาโถมเข้ามาโดยไม่ทันตั้งตัว
“พิมจะเป็นยังไงบ้างนะ…”
“สามปีแล้ว… พิมจะเรียนจบรึยังนะ”
ระหว่างที่พิมมาลาศึกษาที่ต่างประเทศในช่วงแรกทั้งสองคนต่างก็ติดต่อหากันไม่ขาดแต่ด้วยภาระการเรียนที่หนักขึ้น ทั้งการทำโครงงาน การฝึกงาน ทำให้พิมมาลาแทบไม่มีเวลาว่าง ทำให้ติดต่อพิกุลได้น้อยลงจนค่อย ๆ หายไป
จากที่เคยคุยกัน จนกลายเป็นข้อความสั้น ๆ แต่ตอนนี้หลายเดือนผ่านไปก็ยังไม่มีข้อความใด ๆ จากพิมมาอีกเลย
พิกุลทราบดีกว่าพิมกำลังไล่ตามความฝัน เธอจึงตัดสินใจไม่โทรรบกวน… แม้ว่าความจริงแล้วพิกุลคิดถึงพิมแทบจะขาดใจเลยก็ตาม
พิกุลยิ้มบาง เธอสะบัดหัวเบา ๆ เพื่อไล่ความคิด ก่อนที่จะตั้งใจทำอาหารเย็นต่อไป
ไม่นานนัก…
ข้าวผัดไข่ ควันร้อน ๆ หอมฉุยอบอวลไปทั้งบ้าน
ในขณะพิกุลกำลังจัดข้าวผัดลงจานก็มีเสียงดังขึ้นมา
กิ๊งก่อง!...กิ๊งก่อง!...
เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้น พิกุลวางมือจากการจัดอาหารลงจาน
“ใครมากดกริ่งนะ…” พิกุลขมวดคิ้วเล็กน้อย เพราะปกติไม่ค่อยมีแขกมาเยี่ยมเธอเท่าไรนัก
กิ๊งก่อง!...
กิ๊งก่อง!... เสียงกริ่งดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับเร่งให้เจ้าของบ้านรีบมาเปิดประตู
“ค่า… กำลังไปค่ะ” พิกุลเดินออกจากครัวเพื่อไปยังหน้าประตู
เธอสูดหายใจเล็กน้อย ก่อนที่จะเอื้อมมือไปบิดลูกบิด
เธอค่อย ๆ เปิดประตูออก
บรรยากาศภายนอกบ้านยามค่ำคืนที่มืดสลัว ตัดกับแสงไฟสว่างจ้าภายในบ้านแต่ในความมืดนั้น พิกุลเห็นภาพหญิงสาวคนหนึ่ง เธอคนนั้นสว่างจ้าชัดเจนยิ่งกว่าสิ่งใด
หญิงสาวคนนั้นยืนยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มที่พิกุลคุ้นเคยเป็นอย่างดี
รอยยิ้มที่เธอเฝ้ารอมาหลายปี
วินาทีนั้นเองเหมือนโลกทั้งใบได้หยุดหมุนลง
“...พิม” คำพูดสั้น ๆ แต่เปี่ยมด้วยความคิดถึง น้ำตาแห่งความปิติไหลอาบแก้มพิกุลอย่างไม่อายใคร
พิกุลพุ่งเข้ากอดอีกฝ่ายเต็มแรง จนพิมมาลาเกือบจะเสียหลัก
“กลับมาแล้วค่ะ…คุณแม่นม” พิมมาลากระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบา“ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ” พิกุลกระซิบกลับด้วยเสียงอันอ่อนโยน
เวลาที่ผ่านไปไม่ได้ทำให้ความผูกพันของทั้งสองคนจางหายไป แต่กลับทำให้หัวใจของทั้งสองคนผูกพันยิ่งกว่าเดิม
ทั้งสองคนกอดกันแน่นอยู่นาน ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือไป อีกฝ่ายจะหายไปอีกครั้ง
…
โครก —
เสียงประท้วงจากลำไส้ของหญิงสาวนักเรียนนอกดังสนั่นท่ามกลางความเงียบ
พิมมาลาหน้าแดงอย่างเขินอาย เธอหัวเราะเบา ๆ เพื่อไล่ความประหม่า ในขณะที่มือยังกอดพิกุลแน่น
“แหะ แหะ... กลิ่นอาหารโชยมาพิมเลยเผลอไปหน่อย” พิมมาลากระซิบข้างหูอย่างเขินอาย
พิกุลหัวเราะในลำคอ กอดพิมมาลาแน่นขึ้นไปอีก พร้อมกระซิบตอบ
“กินด้วยกันไหม… พิกุลกำลังจะกินข้าวพอดี”
“ดีค่ะ… พิมหิวมากแทบจะกินช้างได้ทั้งตัวเลย”
“จัดไปค่ะ” พิกุลยิ้มมุมปาก “เดี๋ยวเชฟพิกุลจะจัดสำรับให้เอง ถ้าไม่อิ่มพิกุลไม่ให้กลับหรอกนะ”
“ให้มันจริงเหอะ เด็กวัยกำลังโตแบบพิมกินจุนะ”
พิกุลหัวเราะเบา ๆ “อย่างเธอมันไม่ใช่เด็กวัยกำลังโตหรอกนะ...” “เธอมันเด็กตะกละต่างหาก… ยัยพิม”
“ชิ… คุณแม่นมใจร้ายอะ”
ทั้งสองคนยังคงสวมกอดกัน พลางกระซิบหยอกล้อ หัวเราะกันอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ คลายอ้อมแขนออก แล้วชวนกันเข้าไปกินข้าวในบ้านกัน
ในคืนนั้น…เชฟพิกุลจัดสำรับชุดใหญ่ตามที่ลั่นวาจาไว้ ข้าวผัดไข่จานโตพร้อมเครื่องเคียงหลากหลาย ที่แม้แต่สาวกระเพาะหลุมดำที่อยู่ในสภาพหิวโซอย่างพิมมาลา ยังกินไม่ไหวจนต้องร้องขอชีวิตเลยทีเดียว
“กินให้หมดนะพิม ยังมีอีกเยอะ” พิกุลยิ้มอย่างอ่อนโยน
“กินไม่ไหวแล้วจ้า ยอมแล้วจ้าแม่จ๋า… ไว้ชีวิตหนูด้วย” พิมมาลานอนกุมท้องด้วยความจุก
—---------------------------
คุยกันท้ายเล่ม ก่อนอื่นขอขอบคุณผู่อ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงตอนจบของเรื่องนี้ นิยายเรื่องนี้ผมเขียนด้วยความตั้งใจอย่างมากเพื่อให้ทุกท่านได้สนุกกับการเดินทางของพิมและพิกุล ซึ่งเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนจบ ในเรื่องสำนวนจึงอาจจะไม่นิ่งเท่าไรในจุดนี้ผู้เขียนต้องขออภัยครับ ส่วนที่อยากจะคุยจริง ๆ คอที่มาของชื่อตัวละครในเรื่อง ทุกคนมีที่มาที่ไปของชื่อ จึงอยากแชร์ในจุดนี้ให้ผู้อ่านได้ทราบจะได้เข้าใจตัวละครได้มากขึ้นครับที่มาของชื่อ ผู้อ่านคงสังเกตเห็นว่าแกนเรื่องหลักจะเกิดขึ้นใน 2 บริษัท คือ บริษัท ศิลา เทกซ์ไทล์ เอ็กซ์พอร์ต บริษัท บุปผา แฟชั่น แอนด์ ดีไซน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของดอกไม้(บุปผา) และก้อนหิน(ศิลา) หรือความนุ่มนวลสู้กับความแข็งกร้าว ชื่อตัวละครฝ่ายหญิงมาจากชื่อตำรับยาสมุนไพรไทย เกสรทั้งห้า ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบด้วยดอกไม้ห้าชนิด ซึ่งประกอบด้วย มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสรบัวหลวง พิมมาลา อุบลสาภี ชื่อ พิมมาลาเป็นชื่อที่เหมาะกับบริษัทบุปผา คำว่ามาลา ในที่นี้หมายถึงพวงมาลัยดอกไม้นั่นเอง ส่วนนามสกุล อุบลสารภี จะเป็น ชื่อดอกไม้ 2 ชนิด คือ อุบล แปลว่าบัว ในที่นี้
ตอนที่ 15-2 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผล18.00 น. “ชากุหลาบค่ะคุณพิม” พิกุลยื่นถ้วยชาอุ่น ๆ กลิ่นหอมละมุนให้พิมมาลา “ขอบคุณค่ะ” พิมรับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะยกจิบไปหนึ่งอึก จากนั้นเธอกวักมือเรียกพิกุล “พิกุล… มานี่หน่อยสิ” “อะไรเหรอพิม” พิกุลโน้มตัวเข้ามาด้วยความสงสัย “ท้าาาาดาาา ~” พิมมาลาหยิบชานมคุณภาพดีห่อใหญ่ขึ้นมายื่นให้พิกุล ดวงตาพิกุลเบิกกว้าง ก่อนจะเกิดเรื่องราววุ่นวายที่ผ่านมา เธอและพิมดื่มแต่ชาใสมาตลอด ไม่มีใครดื่มชานมเลยสักคน ในห้องนี้จึงไม่มีชานมแม้แต่ซองเดียว แต่ช่วงนี้พิกุลมีพฤติกรรมดื่มชานมอยู่บ่อยครั้ง พิมมาลาจึงจัดชานมห่อใหญ่คุณภาพดีให้กับพิกุล การได้ชานมคุณภาพดีมาจึงเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของพิกุลอย่างมาก “ขอบคุณนะพิม” พิกุลพูดเสียงเบา แต่แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง บรรยากาศเงียบไปเล็กน้อย พิกุลมองชานมในมือ ก่อนสูดหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พิม…พิกุลขอถามอะไรหน่อย” “ได้สิ” “ถ้าพิกุลไม่ใช่พิกุลคนเดิม…พิมจะยังรับพิกุลได้ไหม?” พิมมาลากะพริบตาปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ยังไม่ทันที่พิกุลจะได้
ตอนที่ 15-1 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผลฉากจบที่ 1-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : การโต้กลับของเลขาสาว—----------------หลายวันผ่านไป หลังจากที่ทั้งสองคนนำปืนไปทิ้งลงทะเล ยามเช้าอันสดใส หญิงสาวคนหนึ่งตื่นขึ้นมา เช้านี้เธอตั้งใจทำภารกิจลับบางอย่าง เธอค่อย ๆ ย่องไปหน้าประตูห้องนอนของตนเองอย่างเงียบเชียบ พร้อมเอาหูแนบบานประตูเหมือนดักฟังอะไรบางอย่าง ตึก… ตึก… ตึก… “มาแล้ว… มาแล้ว” หญิงสาวพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเริ่มนับถอยหลัง “5.. 4.. 3..” ตึก… ตึก… ตึก… เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้น “ 2..” ตึก… เสียงนั้นหยุดลงหน้าประตู “1.. เอาล่ะ” หญิงสาวเลิกแนบหูแล้วเปิดประตูอย่างแรง ปังงงงง!! ภาพหน้าประตูคือหญิงสาวสวมแว่น ในชุดนอนสวมผ้ากันเปื้อน ทำหน้าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ตื่นแล้วค่ะคุณแม่นมขาาาา” หญิงสาวคนนั้นตะโกนลั่นบ้าน พิกุลกะพริบตาปริบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเอ็นดู “แปลกนะวันนี้พิมตื่นเช้า” ที่จริงแล้วพิกุลตั้งใจมาปลุกพิมมาลาเหมือนที่ทำเป็นประจำ แต่เธอกลับต้องแปลกใจเมื่อสาวน้อยขี้เซาตื่นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องปลุก แถมยังแอบมาดักรอเปิดประตูแกล้งเธอเสียอีก “แหะ.. แหะ…
ตอนที่ 14-3 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น18.00 น. เวลาเลิกงาน พิมกับพิกุลออกมาที่ลานจอดรถ ทันทีที่มาถึง พิมมาลาก็เห็นรถตู้คันคุ้นเคยจอดรออยู่ไม่ไกล ใบหน้าของหญิงสาวสดใสขึ้นในทันที เธอรีบเดินตรงไปหาเจ้าของรถด้วยท่าทีราวกับเด็กน้อยที่เห็นผู้ปกครองมารับหลังเลิกเรียน “มาวิน… ดีใจจังที่มาวินมารับพิม…” มาวินยิ้มก่อนยกมือลูบหัวเธอเบา ๆ “งานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม” พิมมาลาเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงแววตาเศร้าสร้อย “พิมเหงา… พิกุลไม่กอดพิมเหมือนแต่ก่อนเลย พิกุลคุยกับพิมเหมือนคนไม่เคยสนิทกันมาก่อน” มาวินมองไปทางพิกุล หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง มาวินถอนหายใจ เขารู้ดีว่าพิมมาลายังคงผูกพันกับพิกุลมากเพียงใด ตราบใดที่พิมมาลายังคงยึดติดกับพิกุล เธอก็ไม่มีวันหันมามอบหัวใจให้เขาอย่างสมบูรณ์ และสำหรับมาวินแล้ว… พิกุลกำลังกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่เขาต้องตัดออกไปจากชีวิตของพิมมาลาให้ได้ “พิม” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป“พิมรักผมไหม” “พิมรักมาวินที่สุดค่ะ” มาวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าอย่างนั้น พิมฟังผมให้ดี...” “จากนี้ไป
ตอนที่ 14-2 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้นหลังจากพิกุลคุยกับพิมมาลาเสร็จแล้ว เธอก็ทำการอ่านอีเมลอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก ตรู้ดดด… แกร๊ก เสียงปลายทางรับสาย “หมิวจัดการได้เลย… เก็บคนลูกไว้” พิกุลพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังสั่งงานทั่วไป ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้น “รับทราบค่ะ… ให้ใครผสานดีคะ” น้ำเสียงของหมิวฟังดูร่าเริงราวกับได้รับมอบหมายงานที่เธอรอคอยมานาน พิกุลเงียบไปครู่หนึ่ง “เป็นคนในบริษัท… เดี๋ยวส่งข้อมูลไปให้” “ให้เวลา… สามวัน” ปลายสายหัวเราะคิกคัก “รับทราบค่ะ” หมิวตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็กที่กำลังวางแผนทำเรื่องสนุก จากนั้นสายถูกตัดไปทันที…สามวันต่อมา เช้าวันนั้นพิกุลมาทำงานตามปกติ บนโต๊ะทำงานมีกล่องพลาสติกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทึบสีน้ำตาลวางอยู่หนึ่งใบ บนกล่องไม่มีข้อความหรือเครื่องหมายใด ๆ แต่พิกุลรู้ดีว่ามันมาจากใคร เธอดันแว่นเล็กน้อยแล้วชายตาไปยังกล่องนั้น ก่อนที่จะเปิดอย่างระมัดระวัง รอยยิ้มจางปรากฏขึ้นบนใบหน้า ในกล่องนั้นมีวัสดุสีเนื้อถูกพับไว้อย่างประณีต ลักษณะคล้ายผิวหนังมนุษย์ พ
ตอนที่ 14-1 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น ฉากจบที่ 2-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : จุดสิ้นสุดของคำสัญญา------------สองเดือนหลังจากมาวินแต่งงานกับพิมมาลา นับตั้งแต่วันที่แผนควบคุมพิมมาลาสำเร็จ มะลิก็ได้ย้ายออกมาอยู่บ้านหลังเดิมของพิกุล เนื่องจากบ้านของพิมมาลาได้กลายเป็นเรือนหอของเธอกับมาวินไปแล้ว เลขาสาวตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น เธออาบน้ำ แต่งตัวอย่างคล่องแคล่ว ในตอนนี้เธอสามารถใช้ร่างพิกุลได้อย่างชำนาญ ยิ่งไปกว่านั้น ภายในวิญญาณยังมีพิกุลคอยอยู่เคียงข้าง คอยช่วยวิเคราะห์ วางแผน ให้คำปรึกษา ราวกับผู้ช่วยที่สมบูรณ์แบบที่พร้อมทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มะลิกินข้าวเช้าและขับรถไปทำงานตามปกติ ระหว่างทางก็มีพนักงานหลายคนเข้ามาทักทายเธออย่างเป็นมิตร และเธอก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกับที่พิกุลเคยทำ ภาพที่ทุกคนเห็นยังเป็นพิกุลคนเดิม แต่ภายในนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนที่เดินผ่านสายตาของมะลิ ล้วนถูกประเมินคุณค่าอย่างรวดเร็ว ‘นายปรีชา บริหารงานเก่ง เหมาะสมที่จะเลื่อนขั้น’ ‘ใบเฟิร์น ต้องการชื่อเสียงและความก้าวหน้า ไว้เอาไปแทรกซึมคนในบริษัทคู่แข่ง’ ‘อารยา อายุงานมากแต่คว







