Masukตอนที่ 3-1 : พิมมาลา อุบลสารภี
หลายปีก่อนหน้านี้
พิมมาลาเด็กสาววัยมัธยมต้น ผู้หลงใหลการออกแบบเสื้อผ้า เวลาว่างเธอมักจะอ่านหนังสือแฟชั่น วาดแบบเสื้อผ้า และจินตนาการถึงวันที่จะได้ตัดเย็บผลงานด้วยมือตัวเอง
สำหรับเธอ แฟชั่นไม่ใช่แค่เสื้อผ้า แต่มันคือโลกอีกใบที่เปิดโอกาสให้เธอสร้างสรรค์ทุกอย่างได้โดยอิสระ
จึงไม่แปลกที่ในช่วงพักกลางวัน ขณะที่เพื่อนหลายคนวิ่งเล่น จับกลุ่มคุยกัน พิมมาลาจะเลือกถือหนังสือเข้าไปนั่งเงียบ ๆ ในห้องสมุดแทบทุกวัน
ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงมองว่าเธอเป็น"เด็กเรียน"ทั้งที่ผลการเรียนของเธออยู่เพียงระดับกลาง ๆ เท่านั้น
จนวันหนึ่งขณะที่พิมมาลากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด ได้มีเงาของเด็กผู้หญิงสามคนล้อมรอบเธอด้วยเจตนาบางอย่าง
พิมมาลาเงยหน้าขึ้นมา เธอเห็นเด็กเกเรประจำชั้นกำลังยิ้มด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
เด็กเกเรทั้งสามขึ้นชื่อเรื่องการหาเรื่องเด็กเรียนเป็นประจำ ยิ่งใครตั้งใจอ่านหนังสือก็ยิ่งตกเป็นเป้า เพราะพวกเธอเชื่อว่า “เด็กเรียนทำให้ตัวเองดูแย่” อีกทั้งผู้ปกครองของเด็กเหล่านี้ยังเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนรายใหญ่ของโรงเรียน จึงแทบไม่มีครูและนักเรียนคนไหนอยากมีปัญหาด้วย
หัวโจกเด็กเกเรมองมาที่เธอแล้วยิ้มมุมปาก ก่อนจะกระชากหนังสือออกจากมือพิมมาลาอย่างรวดเร็ว
"วัน ๆ เอาแต่อ่านหนังสือ จะเอาคะแนนเต็มทุกวิชาเลยหรือไง" หัวโจกเด็กเกเรพูด
เด็กอีกคนหัวเราะ "เห็นแล้วรำคาญ"
ส่วนคนสุดท้ายพลิกหนังสือเล่นไปมา ก่อนทำท่าจะฉีกหน้ากระดาษ "หรือว่าเอาไปเผาเลยดีไหม"
พิมมาลารีบลุกขึ้นยืน "เอาหนังสือคืนมานะ"
เธอพยายามคว้าหนังสือกลับ แต่หัวโจกยกแขนหนี ก่อนส่งต่อให้เพื่อนอีกคนเหมือนกำลังเล่นโยนของ
เสียงหัวเราะจากเด็กทั้งสามดังขึ้นเป็นระยะ ตัดกับเสียงตื่นตระหนกของเด็กหญิงคู่กรณี
"อยากได้คืนก็มาเอาสิ" หัวโจกกล่าวอย่างเย้ยหยัน
พิมมาลากัดริมฝีปากแน่น มือกำชายกระโปรงจนยับ แล้วพยายามแย่งหนังสือคืนมา แต่ไม่เป็นผล เด็กเกเรทั้งสามโยนหนังสือไปมาอย่างสนุกสนาน แม้เธอจะพยายามสักเท่าไรแต่เธอคนเดียวก็ไม่สามารถต่อกรเด็กสามคนได้
เสียงเอะอะทำให้คนทั้งห้องสมุดหันมามอง แต่ไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาช่วยเพราะทุกคนรู้ว่าเด็กเกเรทั้งสามเส้นใหญ่ขนาดไหน รู้ว่าขนาดครูยังไม่กล้ายุ่ง แล้วจะเอาตัวเองไปเสี่ยงทำไม
แต่ไม่ใช่กับเด็กหญิงคนหนึ่ง
เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นนักเรียนอาสาสมัครผู้ช่วยบรรณารักษ์ ซึ่งมีหน้าที่ในการช่วยครูบรรณารักษ์ในการดูแลห้องสมุดในยามว่างจากวิชาเรียนตามตารางเรียน
เธอเดินออกมาจากโต๊ะประจำตำแหน่ง เธอเป็นเด็กสาวผิวขาว ใบหน้าจิ้มลิ้ม สวมแว่นกรอบบาง แม้รูปร่างของเธอจะดูอ้อนแอ้นแต่สายตาของเธอกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
เธอเดินอย่างมั่นคงไปยังเด็กเกเรทั้งสามคนก่อนจะพูดด้วยเสียงดังฟังชัด “ขอโทษนะคะ ที่นี่ห้องสมุดกรุณางดใช้เสียงด้วยค่ะ”
เด็กหญิงเกเรทั้งสามคนหันมาทางเด็กหญิงใส่แว่นพร้อมกัน “หา… เมื่อกี้เธอว่าไงนะ” หนึ่งในเด็กเกเรตะคอกใส่
เด็กหญิงดันแว่นเล็กน้อยเอ่ยอย่างหนักแน่น “ฉันบอกว่า… ที่นี่คือห้องสมุดกรุณาอยู่ในความสงบด้วยค่ะ”
เด็กเกเรมองสาวน้อยด้วยสายตาข่มขู่ “แกมีสิทธิ์อะไรมาห้ามพวกฉัน”
แม้เด็กเกเรทั้งสามจะพยายามข่มขวัญเพียงใด แต่ผู้ช่วยบรรณารักษ์ก็ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว แววตาของเธอยังคงมุ่งมั่นไม่เปลี่ยนแปลง
“ฉันเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ ฉันมีหน้าที่ดูแลความสงบภายในห้องสมุดค่ะ”
“กรุณาอยู่ในความสงบ… และกรุณาคืนหนังสือมาด้วยค่ะ”
“ถ้าพวกฉันไม่ทำ… แล้วเธอจะทำไม”
“ฉันมีหน้าที่ดูแลความสงบของห้องสมุด… กรุณาทำตามด้วยค่ะ”
ผู้ช่วยบรรณารักษ์และเด็กเกเรทั้งสามถกเถียงกันอยู่นาน จนมีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“นี่มันเรื่องอะไรกัน”
สายตาทุกคู่มองไปยังที่ต้นตอของเสียงโดยมิได้นัดหมาย
ภาพที่ปรากฏในสายตาทุกคนคือชายวัยกลางคนหน้าตาสะอาดสะอ้าน การแต่งกายเป็นระเบียบเนี๊ยบ แต่ท่าทางการยืนเต็มไปด้วยความน่ายำเกรง เสียงซุบซิบของเหล่าไทยมุงดังขึ้นมาจับใจความได้ว่าชายคนนั้นคือ ‘อาจารย์สุเมธ’
อาจารย์สุเมธเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองผู้ยึดมั่นในกฎระเบียบ เขาเป็นคนขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดชนิดยอมหักไม่ยอมงอ หากเป็นเรื่องกฎระเบียบ แม้แต่ผู้อำนวยการยังต้องยอมเคารพในการตัดสินใจของเขา
ครูสุเมธเดินเข้ามาทางเด็กเกเรด้วยท่าทีองอาจ “มีเรื่องอะไรกัน… บอกครูมาซิ”
“ไม่มีอะไรหรอกครู เราแค่หยอกกันเท่านั้นเอง” หัวโจกเด็กเกเรยักไหล่พูดจาไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ครูสุเมธถอนหายใจ แม้ทุกคนจะเพิ่งเห็นเขาออกมา แต่ความจริงเขายืนสังเกตเหตุการณ์อยู่พักหนึ่ง จนพอปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด เขาได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจกับความเกเรของเด็กทั้งสาม
“งั้นพวกเธอสามคน ไปพบครูที่ห้องปกครองด้วย … เดี๋ยวนี้เลย” ครูฝ่ายปกครองมองไปยังเด็กเกเรทั้งสาม
“โห่…เซ็งชะมัด” กลุ่มเด็กเกเรพูดด้วยสีหน้าเบื่อ
“ส่วนพวกเธอ” เขามองไปทางเด็กหญิงทั้งสอง “ถ้าว่างแวะไปหาครูให้ปากคำด้วย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ค่ะ…” เด็กทั้งสองรับคำ
ผู้ช่วยบรรณารักษ์ถอนใจเบา ๆ เธอหันไปยิ้มให้พิมมาลา
“เชิญอ่านหนังสือต่อได้เลยค่ะ” เธอพูดอย่างเป็นมิตร
เหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจ รอยยิ้มที่อ่อนโยนของบรรณารักษ์หญิง ทำให้พิมมาลาประทับใจในตัวบรรณารักษ์คนนี้มาก
สิ่งที่พิมมาลาเห็นอีกอย่างคือมือของสาวน้อยบรรณารักษ์กำแน่นสั่นเทาแม้ว่าสีหน้าของเธอจะดูปกติก็ตาม
‘เธอกล้าหาญจัง’ เธอคิดในใจพิมมาลาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
“ขอบ-ขอบคุณมากค่ะ … คือว่า ฉันชื่อพิม” พิมมาลาก้มหน้าด้วยความเขินอาย
“ค่ะ พิมมาลา อุบลสารภี ฉันทราบค่ะ เราเรียนอยู่ชั้นเดียวกัน” พิกุลเอ่ย
พิมมาลามีสีหน้าตกใจ “รู้ชื่อพิมได้ยังไง”
“รู้สิคะ เธอยืมหนังสือของห้องสมุดบ่อยมาก” “เธอรู้ไหมว่าหลายครั้งที่เธอมายืมหนังสือ ฉันเป็นคนรับเรื่องให้เอง” พิกุลพูดอย่างอ่อนโยน
พิมมาลาตกใจ เธอไม่เคยสังเกตเลย ตลอดมาทุกครั้งที่เธอไปไหนมาไหน หรือแม้แต่ตอนยืมหนังสือเธอมักจะก้มหน้าไม่มองผู้คน ทำให้เธอไม่รู้เลยว่าเธอยืมหนังสือกับผู้ช่วยบรรณารักษ์คนนี้หลายครั้งแล้ว
ผู้ช่วยบรรณารักษ์ยิ้มให้สาวน้อยนักอ่าน
“อ่านหนังสือตามสบายนะ มีอะไรบอกเราได้เลย เราชื่อพิกุล” เธอพูดยิ้มกว้าง ก่อนจะไปนั่งที่โต๊ะผู้ช่วยบรรณารักษ์ด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
พิมมาลามองพิกุลด้วยแววตาชื่นชม
นั่นคือความประทับใจแรกที่เธอมีต่อพิกุล
หลังจากนั้นการมาห้องสมุดของพิมมาลาก็ไม่ใช่มาเพื่ออ่านหนังสืออีกต่อไป แต่เพื่อมาหาเพื่อนบรรณารักษ์ที่แสนกล้าหาญคนนี้อีกด้วย
……
หลายปีผ่านไป
“พิกุลลลลล! พิมทำได้แล้ว!”
เสียงใสของพิมมาลาดังลั่นไปทั่วทางเดิน เด็กสาวถือใบประกาศผลสอบเข้าระดับมหาวิทยาลัย วิ่งตรงมาหาพิกุลด้วยรอยยิ้มกว้าง
พิกุลยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “มีอะไรหรือพิม เล่าให้พิกุลฟังหน่อยสิ”
พิมมาลายืนเท้าเอว หัวเราะร่า ก่อนจะยื่นกระดาษในมือให้พิกุล “พิมสอบติดมหาวิทยาลัยเดียวกับพิกุลแล้ว!” “จากนี้... เราจะได้เรียนที่เดียวกันแล้วนะ”พูดจบพิมมาลาก็โผเข้ากอดพิกุลทันที
พิกุลหัวเราะเบา ๆ ก่อนยกมือลูบศีรษะอีกฝ่ายอย่างเคย
มหาวิทยาลัยที่พิกุลสอบติดจัดเป็นสถาบันที่ข้อสอบยาก การแข่งขันสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ การที่พิมมาลาที่เป็นเด็กเรียนดีในระดับปานกลางมาตลอดสามารถสอบเข้าได้ ย่อมหมายความว่าเธอต้องอ่านหนังสือหนักมากเพื่อจะมาถึงจุดนี้
“ยินดีด้วยนะพิม”
พิมมาลาซุกหน้าลงกับไหล่ของพิกุล พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ขอบคุณนะ...”
“ขอบคุณที่ดูแลพิมมาตลอด”
เธอเงยหน้าขึ้นมามองดวงตาของพิกุล
“จากนี้... พิมจะไม่ยอมให้พิกุลเป็นฝ่ายดูแลอยู่คนเดียวแล้ว”
“เรามาดูแลกันนะ”
พิกุลนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยน
“นั่นสินะ...”
“เราจะดูแลกัน… ตลอดไปนะ”
นับจากวันนั้นเป็นต้นมา พิมมาลาและพิกุลก็ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยเคียงข้างกัน ทั้งเสียงหัวเราะ ความผิดหวัง ความสำเร็จ และอุปสรรค ทั้งสองต่างเติบโตไปพร้อมกัน คอยเป็นกำลังใจและที่พึ่งของกันและกันเสมอ
—--
คุยกันท้ายเล่ม ก่อนอื่นขอขอบคุณผู่อ่านทุกท่านที่อ่านมาถึงตอนจบของเรื่องนี้ นิยายเรื่องนี้ผมเขียนด้วยความตั้งใจอย่างมากเพื่อให้ทุกท่านได้สนุกกับการเดินทางของพิมและพิกุล ซึ่งเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกที่เขียนจบ ในเรื่องสำนวนจึงอาจจะไม่นิ่งเท่าไรในจุดนี้ผู้เขียนต้องขออภัยครับ ส่วนที่อยากจะคุยจริง ๆ คอที่มาของชื่อตัวละครในเรื่อง ทุกคนมีที่มาที่ไปของชื่อ จึงอยากแชร์ในจุดนี้ให้ผู้อ่านได้ทราบจะได้เข้าใจตัวละครได้มากขึ้นครับที่มาของชื่อ ผู้อ่านคงสังเกตเห็นว่าแกนเรื่องหลักจะเกิดขึ้นใน 2 บริษัท คือ บริษัท ศิลา เทกซ์ไทล์ เอ็กซ์พอร์ต บริษัท บุปผา แฟชั่น แอนด์ ดีไซน์ ซึ่งเป็นเรื่องราวการต่อสู้ของดอกไม้(บุปผา) และก้อนหิน(ศิลา) หรือความนุ่มนวลสู้กับความแข็งกร้าว ชื่อตัวละครฝ่ายหญิงมาจากชื่อตำรับยาสมุนไพรไทย เกสรทั้งห้า ซึ่งเป็นตำรับยาที่ประกอบด้วยดอกไม้ห้าชนิด ซึ่งประกอบด้วย มะลิ พิกุล บุนนาค สารภี เกสรบัวหลวง พิมมาลา อุบลสาภี ชื่อ พิมมาลาเป็นชื่อที่เหมาะกับบริษัทบุปผา คำว่ามาลา ในที่นี้หมายถึงพวงมาลัยดอกไม้นั่นเอง ส่วนนามสกุล อุบลสารภี จะเป็น ชื่อดอกไม้ 2 ชนิด คือ อุบล แปลว่าบัว ในที่นี้
ตอนที่ 15-2 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผล18.00 น. “ชากุหลาบค่ะคุณพิม” พิกุลยื่นถ้วยชาอุ่น ๆ กลิ่นหอมละมุนให้พิมมาลา “ขอบคุณค่ะ” พิมรับมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะยกจิบไปหนึ่งอึก จากนั้นเธอกวักมือเรียกพิกุล “พิกุล… มานี่หน่อยสิ” “อะไรเหรอพิม” พิกุลโน้มตัวเข้ามาด้วยความสงสัย “ท้าาาาดาาา ~” พิมมาลาหยิบชานมคุณภาพดีห่อใหญ่ขึ้นมายื่นให้พิกุล ดวงตาพิกุลเบิกกว้าง ก่อนจะเกิดเรื่องราววุ่นวายที่ผ่านมา เธอและพิมดื่มแต่ชาใสมาตลอด ไม่มีใครดื่มชานมเลยสักคน ในห้องนี้จึงไม่มีชานมแม้แต่ซองเดียว แต่ช่วงนี้พิกุลมีพฤติกรรมดื่มชานมอยู่บ่อยครั้ง พิมมาลาจึงจัดชานมห่อใหญ่คุณภาพดีให้กับพิกุล การได้ชานมคุณภาพดีมาจึงเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของพิกุลอย่างมาก “ขอบคุณนะพิม” พิกุลพูดเสียงเบา แต่แววตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง บรรยากาศเงียบไปเล็กน้อย พิกุลมองชานมในมือ ก่อนสูดหายใจยาว ก่อนจะเอ่ยขึ้น “พิม…พิกุลขอถามอะไรหน่อย” “ได้สิ” “ถ้าพิกุลไม่ใช่พิกุลคนเดิม…พิมจะยังรับพิกุลได้ไหม?” พิมมาลากะพริบตาปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ยังไม่ทันที่พิกุลจะได้
ตอนที่ 15-1 ฉากจบที่ 1-2 วันเบา ๆ ของเหล่าผู้มีบาดแผลฉากจบที่ 1-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : การโต้กลับของเลขาสาว—----------------หลายวันผ่านไป หลังจากที่ทั้งสองคนนำปืนไปทิ้งลงทะเล ยามเช้าอันสดใส หญิงสาวคนหนึ่งตื่นขึ้นมา เช้านี้เธอตั้งใจทำภารกิจลับบางอย่าง เธอค่อย ๆ ย่องไปหน้าประตูห้องนอนของตนเองอย่างเงียบเชียบ พร้อมเอาหูแนบบานประตูเหมือนดักฟังอะไรบางอย่าง ตึก… ตึก… ตึก… “มาแล้ว… มาแล้ว” หญิงสาวพูดกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเริ่มนับถอยหลัง “5.. 4.. 3..” ตึก… ตึก… ตึก… เสียงนั้นค่อย ๆ ดังขึ้น “ 2..” ตึก… เสียงนั้นหยุดลงหน้าประตู “1.. เอาล่ะ” หญิงสาวเลิกแนบหูแล้วเปิดประตูอย่างแรง ปังงงงง!! ภาพหน้าประตูคือหญิงสาวสวมแว่น ในชุดนอนสวมผ้ากันเปื้อน ทำหน้าตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น “ตื่นแล้วค่ะคุณแม่นมขาาาา” หญิงสาวคนนั้นตะโกนลั่นบ้าน พิกุลกะพริบตาปริบ ๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างเอ็นดู “แปลกนะวันนี้พิมตื่นเช้า” ที่จริงแล้วพิกุลตั้งใจมาปลุกพิมมาลาเหมือนที่ทำเป็นประจำ แต่เธอกลับต้องแปลกใจเมื่อสาวน้อยขี้เซาตื่นขึ้นมาเองโดยไม่ต้องปลุก แถมยังแอบมาดักรอเปิดประตูแกล้งเธอเสียอีก “แหะ.. แหะ…
ตอนที่ 14-3 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น18.00 น. เวลาเลิกงาน พิมกับพิกุลออกมาที่ลานจอดรถ ทันทีที่มาถึง พิมมาลาก็เห็นรถตู้คันคุ้นเคยจอดรออยู่ไม่ไกล ใบหน้าของหญิงสาวสดใสขึ้นในทันที เธอรีบเดินตรงไปหาเจ้าของรถด้วยท่าทีราวกับเด็กน้อยที่เห็นผู้ปกครองมารับหลังเลิกเรียน “มาวิน… ดีใจจังที่มาวินมารับพิม…” มาวินยิ้มก่อนยกมือลูบหัวเธอเบา ๆ “งานเป็นยังไงบ้าง เหนื่อยไหม” พิมมาลาเงียบไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ จางลง เหลือเพียงแววตาเศร้าสร้อย “พิมเหงา… พิกุลไม่กอดพิมเหมือนแต่ก่อนเลย พิกุลคุยกับพิมเหมือนคนไม่เคยสนิทกันมาก่อน” มาวินมองไปทางพิกุล หญิงสาวพยักหน้ารับอย่างสงบนิ่ง มาวินถอนหายใจ เขารู้ดีว่าพิมมาลายังคงผูกพันกับพิกุลมากเพียงใด ตราบใดที่พิมมาลายังคงยึดติดกับพิกุล เธอก็ไม่มีวันหันมามอบหัวใจให้เขาอย่างสมบูรณ์ และสำหรับมาวินแล้ว… พิกุลกำลังกลายเป็นสิ่งกีดขวางที่เขาต้องตัดออกไปจากชีวิตของพิมมาลาให้ได้ “พิม” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไป“พิมรักผมไหม” “พิมรักมาวินที่สุดค่ะ” มาวินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถ้าอย่างนั้น พิมฟังผมให้ดี...” “จากนี้ไป
ตอนที่ 14-2 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้นหลังจากพิกุลคุยกับพิมมาลาเสร็จแล้ว เธอก็ทำการอ่านอีเมลอย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออก ตรู้ดดด… แกร๊ก เสียงปลายทางรับสาย “หมิวจัดการได้เลย… เก็บคนลูกไว้” พิกุลพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังสั่งงานทั่วไป ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเสียงหัวเราะเบา ๆ จะดังขึ้น “รับทราบค่ะ… ให้ใครผสานดีคะ” น้ำเสียงของหมิวฟังดูร่าเริงราวกับได้รับมอบหมายงานที่เธอรอคอยมานาน พิกุลเงียบไปครู่หนึ่ง “เป็นคนในบริษัท… เดี๋ยวส่งข้อมูลไปให้” “ให้เวลา… สามวัน” ปลายสายหัวเราะคิกคัก “รับทราบค่ะ” หมิวตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นราวกับเด็กที่กำลังวางแผนทำเรื่องสนุก จากนั้นสายถูกตัดไปทันที…สามวันต่อมา เช้าวันนั้นพิกุลมาทำงานตามปกติ บนโต๊ะทำงานมีกล่องพลาสติกทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าทึบสีน้ำตาลวางอยู่หนึ่งใบ บนกล่องไม่มีข้อความหรือเครื่องหมายใด ๆ แต่พิกุลรู้ดีว่ามันมาจากใคร เธอดันแว่นเล็กน้อยแล้วชายตาไปยังกล่องนั้น ก่อนที่จะเปิดอย่างระมัดระวัง รอยยิ้มจางปรากฏขึ้นบนใบหน้า ในกล่องนั้นมีวัสดุสีเนื้อถูกพับไว้อย่างประณีต ลักษณะคล้ายผิวหนังมนุษย์ พ
ตอนที่ 14-1 : ฉากจบที่ 2-2 สายใยที่ขาดสะบั้น ฉากจบที่ 2-2 เป็นเรื่องราวต่อจากตอน : จุดสิ้นสุดของคำสัญญา------------สองเดือนหลังจากมาวินแต่งงานกับพิมมาลา นับตั้งแต่วันที่แผนควบคุมพิมมาลาสำเร็จ มะลิก็ได้ย้ายออกมาอยู่บ้านหลังเดิมของพิกุล เนื่องจากบ้านของพิมมาลาได้กลายเป็นเรือนหอของเธอกับมาวินไปแล้ว เลขาสาวตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น เธออาบน้ำ แต่งตัวอย่างคล่องแคล่ว ในตอนนี้เธอสามารถใช้ร่างพิกุลได้อย่างชำนาญ ยิ่งไปกว่านั้น ภายในวิญญาณยังมีพิกุลคอยอยู่เคียงข้าง คอยช่วยวิเคราะห์ วางแผน ให้คำปรึกษา ราวกับผู้ช่วยที่สมบูรณ์แบบที่พร้อมทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มะลิกินข้าวเช้าและขับรถไปทำงานตามปกติ ระหว่างทางก็มีพนักงานหลายคนเข้ามาทักทายเธออย่างเป็นมิตร และเธอก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกับที่พิกุลเคยทำ ภาพที่ทุกคนเห็นยังเป็นพิกุลคนเดิม แต่ภายในนั้นกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ทุกคนที่เดินผ่านสายตาของมะลิ ล้วนถูกประเมินคุณค่าอย่างรวดเร็ว ‘นายปรีชา บริหารงานเก่ง เหมาะสมที่จะเลื่อนขั้น’ ‘ใบเฟิร์น ต้องการชื่อเสียงและความก้าวหน้า ไว้เอาไปแทรกซึมคนในบริษัทคู่แข่ง’ ‘อารยา อายุงานมากแต่คว







