ログインตำหนักหลิงหลานอันลึกลับไม่มีใครรู้ว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่ เสี่ยวมี่ เสี่ยวอวี่ เสี่ยวเหม่ย หญิงสาวสามคนถูกส่งเข้าไปบูชายัญโดยไม่รู้ตัว ภายในตำหนักหลิงหลานอันเย็นเยียบนั้น กลิ่นหอมของดอกหลิงหลานปลุกเร้าความปรารถนาที่ไร้จุดสิ้นสุด ภาพฝันอันรัญจวนซ้อนทับกับความเป็นจริงอันเลือนราง หญิงสาวทั้งสามซึ่งหลงวนอยู่ในวังวนของความต้องการที่รอวันเติมเต็ม สัมผัสอันเร่าร้อน เรือนกายเย้ายวน บุรุษหล่อเหลาในความฝันที่ทำให้ไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมา... ********** อุบัติเหตุทำให้ดวงตาของ หลี่อวี๋ บอดทั้งสองข้าง กระทั่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หญิงสาวตัดสินใจ รับตำแหน่งเจ้าบ้านเคหาสน์เยี่ยนเหยาต่อจากน้าสาว ที่เคหาสน์เยี่ยนเหยาภาพของหลี่เหยาผู้เป็นน้า กำลังกอดก่ายคลอเคลียกับบุรุษผู้มีเส้นผมสีเงินยวง ภาพที่เหมือนความฝันแต่ก็ไม่ใช่ความฝัน ทำให้หญิงสาวกระหายที่จะพิสูจน์ความจริง กระทั่งนำมาซึ่งการพบพานระหว่างเจ้าบ้านคนใหม่ กับจิตวิญญาณแห่งขุนเขาอย่าง ไป๋เทียน บุรุษผู้ซึ่งมีเส้นผมสีเงินยวง ความลับซึ่งซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังกำแพงเคหาสน์เยี่ยนเหยา ผลักดันให้หญิงสาวก้าวออกมาเพื่อหาคำตอบ แท้ที่จริงแล้วเขาผู้นั้นคือใครกันแน่ เหตุใดจึงทำให้เธอสามารถมองเห็นทั้งที่ตามืดบอดทั้งสองข้าง และจำเพาะเจาะจงว่าต้องมองเห็นในช่วงที่เขาอยู่ข้างกายเท่านั้น
もっと見るในความเลือนรางท่ามกลางม่านหมอกบดบัง คฤหาสน์หลังใหญ่ที่มีกำแพงสูงลิบล้อมรอบ กระทั่งไม่อาจมองเห็นความเคลื่อนไหวด้านใน เกิดมีเสียงประหลาดดังเล็ดลอดออกมา
บางครั้งมีเสียงบรรเลงเพลงพิณ บางคราเกิดมีเสียงขลุ่ยอันไพเราะ กระนั้นรอบด้านกลับไม่มีผู้คนสัญจรผ่าน อีกทั้งความเงียบและด้านนอกที่รกทึบ กลับให้ความรู้สึกวังเวงน่าหวาดหวั่น
ทั้งที่เสียงเพลงบรรเลงไพเราะราวกับเพลงจากสรวงสวรรค์ หากแต่ก็ยังคงไร้ผู้คนเข้ามายินยล
ทอดสายตามองด้านในคฤหาสน์จากจุดที่สูงกว่า ตัวคฤหาสน์ด้านในอันแสนผุพัง กลับปรากฏเงาร่างในชุดสีขาวกระจ่างตา
บุรุษหนุ่มอายุราวยี่สิบสองยี่สิบสาม กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าประตูห้องโถง ใบหน้าหล่อเหลาเหม่อมองไร้จุดสิ้นสุด ดวงตาเศร้าสร้อยราวกับกำลังรอคอยบางอย่าง ใครสักคนที่กักขังเขาเอาไว้ทำให้ไม่อาจก้าวออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ชั่วนิรันดร์
“เยี่ยนเฟิง เจ้ามาแล้วหรือ ข้าได้ยินเสียงนึกว่าเจ้ายังอยู่ในห้อง”
บุรุษอีกคนเดินเข้ามา เสื้อผ้าบนเรือนกายของเขาหลุดลุ่ยไม่เรียบร้อย ใบหน้าปรากฏเค้าความอิ่มเอิบ เรือนร่างน่าหลงใหลสมเป็นบุรุษเพศภายใต้ชุดคลุมตัวยาว เผยออกมาให้เห็นรำไรภายใต้แสงจันทร์
เขามีนามว่า ‘ว่านหรง’
‘เยี่ยนเฟิง’ มองข้ามสภาพของอีกฝ่าย เพียงมองตรงไปยังประตูใหญ่ จากนั้นจึงยิ้มออกมาที่มุมปาก รอยยิ้มหล่อเหลาแฝงประกายขมขื่น
“นั่นคงมิใช่เสียงข้า เจ้าก็รู้”
“นั่นสินะ”
“จื่อเสียนเล่า”
“ข้าอยู่นี่”
บุรุษนาม ‘จื่อเสียน’ ก้าวออกมาจากอีกด้านของคฤหาสน์ สภาพของเขาไม่ต่างไปจากว่านหรงนัก ออกจะหนักกว่าด้วยซ้ำ เนื่องจากเส้นผมยาวสยายดูยุ่งเหยิง ทั้งที่เจ้าตัวเองก็พยายามจัดให้เข้าที่
ในช่วงยามจื่อ[1]ของทุกค่ำคืน ทั้งสามมักจะมานั่งหน้าประตูห้องโถง มองดูประตูใหญ่นิ่งราวกับกำลังรอคอยใครบางคน กระนั้นวันเวลาก็ล่วงเลยไปมากกว่าพันปี ทุกอย่างยังคงไม่เปลี่ยน ทั้งสามยังคงถูกกักขังไม่มีใครมาปลดปล่อยให้เป็นอิสระทั้งสิ้น...
ไม่รู้ว่าต้องรอไปอีกนานเท่าไร ไม่รู้ว่าทั้งสามตายไปแล้วหรือยังคงมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่าด้านนอกกำแพงสูงนั้นมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ที่รู้ก็คือพวกเขาทั้งสามถูกกักขังอยู่ด้วยกันมามากกว่าพันปีแล้ว
มองดูพระจันทร์บนท้องฟ้า เมฆหมอกที่ยังคงลอยมาบดบัง ทำให้แสงที่เล็ดลอดลงมาบางครั้งสว่างบางครั้งก็มืดมน ความหดหู่ก็ยิ่งเข้าครอบงำทั้งสาม คำถามที่พวกเขาไม่เคยได้คำตอบกลับยังคงวนเวียนอยู่เช่นนั้น
‘เพราะเหตุใดพวกเขาจึงถูกกักขังยังสถานที่แห่งนี้ กระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้ก็ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย’
สายลมหนาวเหน็บพัดผ่าน กลิ่นดอกหลิงหลาน[2]ตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ กลิ่นที่ทำให้บุรุษทั้งสามตัวแข็งทื่อ ดวงตาคมแปรเปลี่ยนจากสุขุมกลับกลายเป็นสีดำทะมึน ทั้งสามเสียการควบคุมตัวเองไปโดยสิ้นเชิง หลังจากสูดกลิ่นนั้นเข้าไป
ดังเช่นทุกคืนที่วนเวียนไปอย่างไร้จุดสิ้นสุด ทั้งสามคนเดินกลับไปยังห้องนอนของตนซึ่งอยู่คนละฟากของเรือน จากนั้นก็ตรงไปยังเตียงนอน
“ใครอยู่ตรงนั้น”
เสียงหวานของอิสตรีดังขึ้น เยี่ยนเฟิงที่พยายามควบคุมตัวเองเหงื่อซึมออกมาจากหน้าผาก ดวงตาของเขาวูบไหว หากแต่ร่างกายกลับยังคงก้าวเข้าไปยังหน้าเตียง
ความกระหายเช่นบุรุษเพศยามค่ำคืน ทำให้ตัวตนของเขาตื่นตัวเหยียดขยาย ลมหายใจของเขาหอบหนักหน่วง ทั้งต้องการและขยะแขยงตัวเองในเวลาเดียวกัน
ในยามที่ก้าวเข้าไปใกล้เตียงนอน มือใหญ่ค่อยๆ ปลดอาภรณ์ออกทีละชิ้น ๆ กระทั่งก้าวขึ้นไปบนเตียงและรั้งร่างอรชรของหญิงสาวบนเตียงเข้ามาอิงแอบ
เป็นเช่นนี้เสมอทั้งที่เขาพยายามขัดขืน หากแต่ทุกค่ำคืนราวกับมีคำสาปทำให้เขาต้องการปลดปล่อย ทั้งยังไม่อาจควบคุมตัวเอง ทุกค่ำคืนอันมืดมิดเวลาเดียวกันนี้ บนเตียงนอนจะปรากฏร่างของสตรีไม่ซ้ำหน้า เรียกร้องให้เขาและสหายทั้งสามเดินกลับมายังเตียงนอนแห่งนี้
หลังจากกอดก่ายคลอเคลียกระทั่งสุขสม รุ่งเช้าวันต่อมาทุกอย่างล้วนหายวับไป ราวกับเป็นความฝันตื่นหนึ่ง
ที่ยังคงอยู่ก็คือพวกเขาซึ่งถูกกักขัง ไม่อาจก้าวออกไปข้างนอก ไม่ต้องกิน ไม่ต้องดื่ม ไม่เจ็บป่วย เพียงรอค่ำคืนผันผ่านวันแล้ววันเล่า
หลายครั้งเขาเคยพยายามปลิดชีวิตตัวเอง หากแต่กลับไร้ผล ราวกับร่างกายนี้เขาหาได้เป็นเจ้าของไม่
ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง เช่นกันกับเสียงแห่งความรัญจวนที่เล็ดลอดออกมา นับจากยามจื่อจนกระทั่งฟ้าสาง เยี่ยนเฟิงไม่ได้ก้าวลงมาจากเตียงอีกเลย...
[1] ยามจื่อคือช่วงเวลาห้าทุ่มจนถึงตีหนึ่ง
[2] ดอกระฆังแก้ว หรือ ลิลลี่แห่งขุนเขา
“ความจริงผมเตรียมสินสอดมาด้วย เพราะยังไงก็ต้องแต่งงานอยู่แล้ว บ้านไม่มี อย่างอื่นก็ไม่มี ผมเลยขนทุกอย่างที่ผมมีมาด้วย” ไป๋เทียนเปิดท้ายรถ หีบทรงโบราณขนาดใหญ่สี่ใบเรียงรายอยู่ในนั้น“อะไร” หลี่เฉินขมวดคิ้วมองหีบเหล่านั้นด้วยท่าทางหวาดระแวงไป๋เทียนเปิดหีบใบแรกออก ทองคำแท่งแน่นเอี้ยดนอนแน่นิ่งอยู่ในนั้น ทองแท่ง!!!หลี่เฉินอ้าปากค้าง เขารีบปิดหีบอย่างร้อนรนพร้อมกับมองไปด้านหลัง รอบข้าง แล้วก็ถลึงตาใส่ไป๋เทียนที่ยืนกะพริบตามองปริบๆ“ไม่ชอบเหรอครับ ถ้าอย่างนั้น”หีบใบที่สองถูกเปิดออก ในนั้นอัดแน่นไปด้วยเงินสดที่ยังคงใหม่เอี่ยม หีบใบที่สาม สี่ หลี่เฉินไม่กล้าจินตนาการว่ามีอะไรอยู่เขาหลับตาดันไป๋เทียนออกจากท้ายรถพร้อมยื่นมือไปปิด“นายมาอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว”“สามวันแล้วครับ”“แล้วรถก็จอดเอาไว้ตรงนี้พร้อมกับของพวกนี้งั้นสิ!!” หลี่เฉินถลึงตาใส่อีกฝ่าย“ครับ”คำตอบทำเอาเขาแทบกระอักเลือด มือใหญ่ยกขึ้นนวดขมับ ถึงแม้ที่นี่จะห่างไกลความเจริญ อีกทั้งชาวบ้านยังเป็นคนกันเอง แต่เอาของมีค่ากว่าร้อยล้าน เก็บเอาไว้ในรถราคาเหยียบสามสิบห้าล้านหยวน ทั้งยังจอดอยู่หน้าบ้านที่อยู่บนเขาช่างเป็นการกระทำที่... โอย
ร่างแกร่งลุกขึ้นนั่งพร้อมดึงเสื้อนอนตัวสวยของหญิงสาวออก หลี่อวี๋เองก็ไม่น้อยหน้า มือน้อยสอดเข้าไปในตัวเสื้อของไป๋เทียน ลูบไล้กล้ามเนื้อลื่นมืออย่างโหยหา ไม่นานคนทั้งสองก็เปล่าเปลือยอย่างเท่าเทียมหลี่อวี๋นั่งลงบนตักแกร่ง สองมือกอดไหล่ของไป๋เทียนเอาไว้ ในยามที่ร่างงามถูกเขาสอดแทรกขึ้นมาจากเบื้องล่าง จุมพิตพัวพันของเขาเรียกความซ่านสยิว พร้อมกับแผดเผาจุดอ่อนไหวซึ่งรุกล้ำเข้ามาอย่างถึงแก่นคนทั้งสองกดจุดประสานเข้าหากันอย่างล้ำลึก เกร็งค้างแน่นิ่ง สองมือของไป๋เทียนลูบไล้จากสะโพกนิ่ม กระทั่งหยุดลงยังอกอิ่ม ปลายนิ้วของเขาหมุนวนเหนือยอดถันสีหวาน ปลุกเร้าให้ตื่นตัวกระทั่งร่างงามสะท้านเยือกเอวสอบเริ่มขยับเช่นกันกับหลี่อวี๋ที่ออกแรงบดเบียด เสียงครวญครางหอบกระเส่าดังขึ้น พร้อมๆ กันนั้นจังหวะโยกขยับก็เริ่มหนักหน่วงร่างงามกระดอนขึ้นลงตอบรับการรุกราน ใบหน้าแดงซ่านแหงนหงายขึ้น อกอิ่มแอ่นหยัดรับอุ้งปากที่ครอบครองดูดไล้ไป๋เทียนเลื่อนมือลงไปคว้าเอวอ่อน กดให้จุดประสานแนบชิด ร่างสูงเอนกายลงนอนกับฟูก ยอมให้คนงามควบขับอยู่เบื้องบนอย่างเต็มอกเต็มใจภาพงดงามที่หญิงสาวใบหน้าแหงนหงายด้วยความซาบซ่านรัญจวน ทุก
ลุงหวง ป้าจิน เสี่ยวฟางมองการกระทำของผู้เป็นนายเงียบๆ พวกเขาไม่เคยพบและไม่เคยได้ยินว่าเจ้าเคหาสน์มีคนรัก แต่ท่าทีของหลี่อวี๋กับชายหนุ่มที่ชื่อไป๋เทียนตอนนี้ เหมือนคู่รักที่รักกันมากไม่ผิดเพี้ยน เรื่องนี้ให้คิดยังไงก็น่าแปลกอยู่ดี“ผมมาตัวเปล่า ไร้ญาติขาดมิตร คุณจะให้ผมอยู่ด้วยหรือเปล่า”หลี่อวี๋หัวเราะ “ฉันเลี้ยงดูคุณเอง!”ป้าจินแทบเป็นลมทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นแต่...ไป๋เทียนคนนี้หล่อเหลาน่ามองยิ่งนัก อีกทั้งท่าทีของชายหนุ่มก็ดูเป็นคนดี กระนั้นยังไงก็ต้องบอกกล่าวพี่ชายของเจ้าเคหาสน์สักหน่อย หาไม่หากเจ้าเคหาสน์ถูกหลอกขึ้นมา...ไม่ได้ๆ จะปล่อยให้ใครมาทำร้ายเจ้าเคหาสน์ไม่ได้!!!ป้าจินสะดุ้งเพราะดวงตาคมกริบของชายหนุ่ม “ผมชื่อไป๋เทียนครับ จากนี้ฝากตัวด้วยนะครับป้าจินใจอ่อนยวบเพราะรอยยิ้มและท่าทีจริงใจของเขา “พาแขกเข้าบ้านก่อนดีมั้ยคะเจ้าเคหาสน์”“ต้องรอให้เจ้าเคหาสน์อนุญาตก่อนครับ”“ฉันต้องอนุญาตอยู่แล้ว” หลี่อวี๋หัวเราะทั้งลุงหวัง ป้าจิน รวมไปถึงเสี่ยวฟางแปลกใจกับท่าทีของหญิงสาว ดวงตาที่เอาแต่มองไป๋เทียนราวกับสามารถมองเห็น หลี่อวี๋ตอนนี้ยังดูเหมือนคนตาบอดที่ไหนกัน!!!บทส่งท้ายเพราะต้อ
“ปล่อยน้าไปเถอะนะ น้าเหนื่อยเหลือเกินอยากจะพักแล้ว อีกอย่างน้าจะไปบอกพี่กับพี่สะใภ้ว่าพวกเธอสบายดี ไม่ต้องกังวล”หลี่เฉินพยักหน้า “เราจะอยู่กันให้ดี น้าไม่ต้องกังวล บอกพ่อกับแม่ว่าเราจะดูแลกันและกันเป็นอย่างดี ผมจะดูแลเสี่ยวอวี๋ให้ดี”“เรื่องนั้นน้าไม่ห่วง” มือเย็นเยียบยกขึ้นลูบไล้ใบหน้าของหลานสาว หลี่อวี๋จับมือข้างนั้นแนบแก้ม“เสี่ยวอวี๋ดูแลตัวเองได้ดี ยังมี...น้าไม่ห่วงอะไรแล้ว”คืนนั้นหลี่เหยาจากไปอย่างสงบ ใบหน้าแม้ขาวซีดแต่ยังคงมีรอยยิ้มของความสุขเกลื่อนใบหน้า งานศพถูกจัดขึ้นตามแบบของคนในหมู่บ้านไป๋หู่ พวกเขามาช่วยงานทุกวัน แบ่งงานกันทำอย่างเต็มอกเต็มใจหลังงานศพเสร็จสิ้นค่ำคืนนั้นหลี่อวี๋ฝันดีมาก ภาพในความฝันหลี่เหยากำลังสวมชุดสีขาว ร่างทั้งร่างเปล่งประกายต้องแสงจันทร์ ใบหน้าอิ่มเอิบมีรอยยิ้มแห่งความสุขระบายไปทั่ว ร่างงามเดินไปตามทางเดินสู่แท่นหินไป๋อวิ๋นรออยู่ที่แท่นหิน เขายื่นมือออกมารอรับด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม‘ถึงเวลาแล้ว พร้อมกับการผจญภัยในโลกที่เจ้าไม่รู้จักหรือยัง’‘ที่ไหนหรือคะ’‘โลกที่ข้าเคยอยู่ก่อนมาที่นี่’หลี่เหยายิ้มพร้อมกับวางมือลงไปยังมือใหญ่ ‘ที่ไหนก็ได้ขอ