LOGIN“สองร้อยล้าน!” พัสวีย์ตะโกนออกมาอย่างตกใจกับจำนวนเงินมากมายที่เพื่อนตรงหน้ามาขอหยิบยืม นี่มันคิดว่าเขามีเงินถุงเงินถังขนาดนั้นได้อย่างไรกัน
“เออ กูยืมไม่นานหรอกเดี๋ยวถ้ากูมีงานเดี๋ยวจะทยอยผ่อนคืนมึง” พระรามต้องบากหน้ามาขอหยิบยืมเงินจากเพื่อนสนิทเพราะไม่มีทางเลือกแล้วจริง ๆ เขาคงปล่อยให้ธนาคารฟ้องและยึดทรัพย์ไม่ได้ เพราะนั่นเท่ากับว่าหน้าตาทางสังคมเขาต้องจบลงและการงานก็คงจบตาม
“กูจะเอาที่ไหนมาให้มึง” พัสวีย์เอ่ยถามเพื่อนอย่างระอาใจ
“มึงเป็นเศรษฐีพันล้านนะโว้ยไอ้วีย์ อีกอย่างงานกูหายเพราะแฟนเก่ามึงนั่นแหละ” พระรามนึกโมโหกับเรื่องที่เกิดขึ้น คนบริสุทธิ์อย่างเขากับพัสวีย์กลายเป็นคู่เกย์ที่คนประณามในขณะที่นางเอกกับผู้กำกับนั่นลอยนวล
“พันล้านนั่นนับมูลค่าบริษัทกู ไม่ได้นับเงินสดในบัญชี คนทำธุรกิจอย่างพวกกูเก็บเงินสดมากสุดก็ไม่เกินสิบล้าน ขอโทษที่ทำให้มึงลำบาก”
พัสวีย์มีธุรกิจระดับพันล้านก็จริง แต่นั่นมันก็มูลค่าในบริษัทใช่ว่าจะแปลงเป็นเงินสดได้
“กูไม่น่าลงกับหุ้นกับบิตคอยน์เยอะเลย ไหนใครบอกว่าหุ้นจะไปพันแปดกูเข้าซื้อเท่านั้นแหละ” บ่นออกไปอย่างเหลืออด
“เออไม่ใช่แค่มึงหรอก กูก็ดอยเหมือนกันนั่นแหละ” นักเล่นหุ้นมือสมัครเล่นสองคนต่างมองหน้ากันแล้วก็ถอนหายใจ
“งานก็ไม่มี ก็จะเอาเงินไหนผ่อนบ้าน ผ่อนรถวะ”
“ผ่อนไม่ไหวก็ให้ยึดไปหรือไม่ก็ขาย” พัสวีย์เอ่ยบอกเพื่อน
“กูอยากขายมากกว่าถูกยึด ไม่อยากเป็นคดีความ” พระรามถอนหายใจกับสิ่งต้องพบเจอเวลานี้ ก่อนหน้านี้เขาทำงานแทบไม่มีวันพัก หวังว่าจะได้พักนอนอยู่บ้านบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าเวลาได้พัก จะพักยาวเช่นนี้
“แล้วพวกกองทุนมีกองไหนขายได้บ้าง” พัสวีย์เอ่ยถามกองทุนที่พระรามลงไว้หลายกองก็น่าจะพอขายออกมาเพื่อใช้จ่ายในยามที่จำเป็นก่อน
“ไม่ได้เลยวะมึง”
พระรามถอนหายใจ เงินส่วนมากที่ได้มาเขาเอาไปต่อยอดเป็นทรัพย์สิน แต่เวลานี้ทรัพย์สินบางส่วนที่เขามีกลับแปลงเป็นเงินสดไม่ได้
กองทุนลดหย่อนภาษีที่ยังขายคืนไม่ได้เพราะยังไม่ครบกำหนด หุ้นที่แดงทั้งกระดานติดลบเกินห้าสิบเปอร์เซ็นต์ บิตคอยน์ที่แน่นอนว่ากำลังติดดอยเช่นกัน
“เจ้ซีจะให้กูยอมยายประสาทนั่น” พระรามกัดฟันกรอดในความคับแค้นใจ
“คนหล่อก็งี้” พัสวีย์ตบบ่าเพื่อนอย่างให้กำลังใจ เรื่องในวงการบันเทิงพัสวีย์รู้ดีมากขึ้นหลังจากคบหากับข้าวฟ่าง และรู้ดีมากยิ่งขึ้นเมื่อได้เจอกับตัวเองเรื่องโสมมของอดีตแฟนกับผู้กำกับนั่น
เมื่อได้เจอกับตัวเองเรื่องที่เขากับพระรามเป็นคู่เกย์นั่นยิ่งทำให้พัสวีย์เข้าใจแล้วว่าวงการบันเทิงเป็นเช่นไร แต่ที่ทำให้เขาต้องปวดหัวแทนเพื่อนก็เรื่องคนที่ใช้อำนาจเพื่ออยากได้ตัวเพื่อนของเขา
“กูเคยขอบใจความหล่อของตัวเอง แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจแล้ว” พระรามบ่น เขามาจากคนหน้าตาดีฐานะปานกลางค่อนไปทางยากจนโด่งดังตั้งแต่เมื่ออายุยี่สิบปีเพราะวงการบันเทิง
แต่ขึ้นชื่อว่าวงการบันเทิงแน่นอนว่าความมั่นคงแทบไม่มี สิบปีที่สร้างมาปลิวหายแค่คลิปเสียงคลิปเดียว
ถ้าให้เขาเลือกเขาอยากเกิดมาเป็นพัสวีย์มากกว่าลูกชายเศรษฐีมีธุรกิจให้ดูแล แต่ก็นั่นแหละ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ พ่อกับแม่จากเขาไปก่อนวัยอันควร ดีแค่ไหนแล้วที่เขามาถึงจุดนี้ แม้หนทางข้างหน้าอาจยากลำบาก เขาก็ต้องอดทนและผ่านพ้นไปให้ได้
ความลับไม่มีในโลก สักวันคนก็ต้องรู้ความจริง
“เฮ้อ...กูมีแค่สิบล้านมึงเอาไปก่อนไหมราม”
พัสวีย์บอกเพื่อนเงินสดที่เขามีในมือแค่สิบล้านเท่านั้นหากเพื่อนเดือดร้อนจริง พัสวีย์ก็ทนเห็นเพื่อนลำบากไม่ได้
หลายครั้งที่พระรามจะแวะเวียนมาที่บ้านเขาในเวลาที่ซูเปอร์สตาร์หนุ่มว่าง แต่ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เพื่อนจะเอ่ยหยิบยืมเงินเฉกเช่นวันนี้
พัสวีย์รู้ถึงปัญหาของเพื่อนดี คนเราเวลาที่มันจะซวย ความซวยมักมาพร้อม ๆ กัน ไฮโซลีน่าค่อนข้างกว้างขวางในวงสังคม ซึ่งอดีตสามีของเธอเป็นนักการเมืองดัง ส่วนเจ้าตัวทำงานสายบริหาร มีบริษัทอยู่หลายที่
คงไม่ยากที่จะใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้บริหารเหล่านั้นให้ยกเลิกสัญญากับนักแสดงที่มีข่าวเสียหาย
พัสวีย์เคยได้ยินว่าหญิงม่ายผู้นั้นบ้าอำนาจและคงไม่ยอมรามือจากพระราม
“ถ้ามันจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น…มึงน่าจะยอมสักครั้ง” พัสวีย์คิดว่าเอาน่าอย่างไรผู้ชายก็ไม่เสียหาย
“ไม่มีทาง!” พระรามตะเบ็งเสียงปฏิเสธความคิดของเพื่อน
“ให้หนูช่วยไหมคะ” เสียงหวาน ๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งทำให้พระรามและพัสวีย์นิ่งอึ้ง
“น้องรัณมาได้ไง” พัสวีย์เอ่ยถามอย่างตกใจ ไม่คิดว่าเด็กสาวข้างบ้านจะมายืนอยู่ตรงนี้
“เดินมาค่ะ” เธอไม่ได้กวนแต่เธอเดินมาจริง ๆ ตั้งใจเอาขนมมาให้พี่ชายข้างบ้านที่เธอรู้จักมาตั้งแต่เด็ก เธอยืนอยู่ตรงนี้นานพอจะได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดกัน
เรื่องราวของซูเปอร์สตาร์ตกอับซึ่งก่อนหน้านี้เธอก็เป็นแฟนคลับตัวยงของเขาเช่นกับเด็กสาวในวัยเดียวกัน
“เราสองคนว่ายน้ำไปเลย พ่อถามแม่”“แม่โตแล้วไม่ต้องขี่หลังพ่อ”“ใช่ ๆ แม่โตแล้ว” เด็กชายทั้งสองเอ่ยแย้งเมื่อเห็นว่าแม่ของพวกเขาโตแล้วไม่จำเป็นต้องขี่หลังพ่อ พวกเขาต่างหากที่ยังตัวเล็กควรได้ขี่หลังพ่อ“งั้นพ่ออุ้มเราสองคนส่วนแม่ขี่หลังดีไหม” พระรามยังไม่ยอมแพ้เรื่องอยากให้เมียขี่หลัง รัณนภันต์โครงศีรษะเล็กน้อยกับความพยายามของผู้เป็นสามี“ได้เลยครับ” เด็กชายวัยสามขวบครึ่งทั้งสองว่ายน้ำเข้าไปใกล้พ่อ ให้ผู้เป็นพ่ออุ้มทั้งที่ทั้งสองคนตัวโตเกินเด็กวัยเดียวกันแต่พระรามก็อุ้มทั้งสองไหวคงเพราะเวลานี้อยู่ในน้ำทำให้น้ำช่วยพยุงน้ำหนักเจ้าหมูอ้วนของพ่อลงบ้างรัณนภันต์เห็นท่าทางอุ้มลูกด้วยความทุลักทุเลของสามีแล้วก็ได้แต่ยิ้ม“แม่ขึ้นมาเร็ว” นั่นยังเรียกเธอให้ไปขี่หลังอีก จะไม่ขี่ก็ไม่ได้เดี๋ยวสามีเสียความตั้งใจ รัณนภันต์จำต้องขึ้นหลังผู้เป็นสามี“ว้าย!” ตู้ม! พระรามกลับเข่าอ่อนพาให้ทั้งสี่ล้มลงในน้ำด้วยกันทั้งสี่คน ต่างคนต่างตะกายขึ้นจากน้ำซึ่งลึกเพียงอกคนเป็นแม่เท่านั้น แต่เพราะมัวแต่หัวเราะทำให้กว่าจะพยุงตัวในน้ำได้ก็เล่นเอาเหนื่อย“แม่อย่าขี่หลังพ่อนะ อันตราย” น้องรวิศรีบเอ่ยเตือนแม่เมื่อเห็นว่าพ
รักครั้งนี้เขาหวังถึงขั้นแต่งงานสร้างครอบครัว “ก็แค่ไม่พร้อม หยียังไม่อยากมีใคร” “ไม่อยากมีใครหรือว่าเธอมีคนอื่นแล้ว แค่บอกพี่ก็ได้ถ้าเธอมีใคร” น้ำเสียงของพัสวีย์ตัดพ้ออย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวเม้มปากแน่น บอกไม่ถูกว่าเวลานี้อารมณ์ของเธอเป็นอะไรแน่ ความร้อนในอกนี้เกิดจากความโกรธหรือความเขิน “หยียังไม่มีใคร แต่ยังไม่พร้อมจะคบใคร ตอนนั้นพี่วีย์เป็นคนบอกเองว่าไม่พร้อม พอตอนนี้จะมาขอคบ ผ่านมาตั้งสามปีแล้วนะคะ พี่คิดว่าหยีจะยังเหมือนเดิมเหรอคะ” เขาจะรู้บ้างไหมว่าตอนนั้นเธอเสียใจแค่ไหนที่เขาปฎิเสธ เธอต้องรวบรวมความกล้ามากแค่ไหนที่จะขอผู้ชายคนหนึ่งคบ เขาคงไม่รู้ว่าเธออายแทบมุดแผ่นดินหนี ในตอนที่เขาบอกว่าไม่พร้อม เขาไม่ได้ไม่พร้อมหรอกเขาแค่ไม่อยากคบเธอ ถ้าเขาชอบเธอสักนิดเขาคงตัดสินใจคบเธอไปแล้วแต่เพราะเขาไม่ชอบไง เขาถึงบอกว่าไม่พร้อมคบใครสักคนต้องพร้อมอะไรกัน ไม่ได้แต่งงานสักหน่อยถึงต้องใช้คำว่าพร้อม“พี่คิดว่าหยียังเหมือนเดิมเพราะพี่ยังเหมือนเดิม”“เหมือนเดิมที่หมายถึงไม่พร้อมเหมือนเดิมเหรอคะ”“ไม่ใช่! หมายถึงความรู้สึกพี่ยังเหมือนเดิม ชอบหยีเหม
ตอนพิเศษ 2 ยังไม่พร้อม หากเป็นคนอื่นคงรู้สึกว่าการมาเรียนต่อเมืองนอกของเธอคงน่าเบื่อเพราะมีสามีมาคุม แต่สำหรับรัณนภันต์แล้วเธอกลับมองว่าการที่พระรามตามเธอมาถึงที่นี่ช่างเป็นอะไรที่ดีมาก อากาศที่นี่หนาวกว่าประเทศไทย ฤดูร้อนบ้านเขาอากาศเย็นกว่าฤดูหนาวบ้านเราเสียอีก การได้นอนในอากาศหนาว ๆ แล้วซุกกายกับอกกว้างของสามีเป็นอะไรที่แสนอบอุ่น “ฉันว่าแกไม่ได้มาเรียนต่อหรอกรัณ” ยาหยีพูดขึ้นในระหว่างพักคาบเรียน “นั่นสิ ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละหยี มันมาฮันนีมูนมากกว่า” เปียโนใช้นิ้วชี้จิ้มลงตรงซอกคอที่มีรอยคิสมาร์คของเพื่อน “เออ นั่นสิ สุขจนล้นออกปากแล้วแก” ยาหยีเห็นด้วยทั้งยังทำท่าหมั่นไส้เพื่อน “เหรอ...บ้าพวกแกก็ว่าไป” คำพูดกับการกระทำช่างสวนทางเมื่อรัณนภันต์ใช้ผมเกี่ยวทัดหูให้เห็นรอยคิสมาร์คอีกตำแหน่ง “มันอวดอ่ะ” เปียโนหันไปฟ้องยาหยี สาวโสดสองคนได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ช่างมันแก เดี๋ยวเราหาฝรั่งกินดีกว่า อาหารไทยไม่อร่อยเท่าอาหารฝรั่งหรอก” ยาหยีเบ้ปากให้คนมีผัวที่จะอดกินอาหารฝรั่ง “ต้มยำกุ้งยังไงก็อร่อยกว่าซุปข้าวโพดนะส
“เลียรัณสิคะ” มือเรียวเล็กวางบนเนินเนื้อที่อวบนูน สองนิ้วมือเรียววางไว้ตรงตำแหน่งที่อยากให้เขาลงลิ้น เธอใช้นิ้วแยกแย้มให้เขาได้เห็นความฉ่ำเยิ้ม “รัณ เธอยั่วพี่” ใช่เธอจงใจยั่วเขา ด้วยรู้ดีว่าคนอย่างพระรามชอบเหลือเกินเวลาที่เมียรักยั่ว เสื้อยืดสีขาวแทบโดนฉีกจากร่างแกร่ง กางเกงนอนของสามีหนุ่มก็เช่นกันถูกเขี่ยทิ้งอย่างไร้ทิศทาง “อา...” เสียงครางของเธอทำเขาแทบแตก แค่เขาลงลิ้นเลียชิมแค่ปลายลิ้นแต่เธอกับราวกำลังจะแตก เมื่อเขาลงลิ้นอีกครั้งและอีกครั้งเสียงครางหวานยิ่งดังและแรงขึ้นกว่าเดิม มือเรียวงามจับศีรษะของเขาไว้ราวกับว่าเธอกลัวว่าเขาจะผละจากน้ำหวานของเธอหลั่งไหลจนเขาต้องดูดและยกซดในบางครา นั่นยิ่งทำให้เธอร้องหนักและหลั่งไหลราวกับเขื่อนแตก ติ่งเนื้อสีหวานสั่นระริกจนเขาอดไม่ได้ต้องใช้มือบดขยี้เพิ่มและนั่นทำให้เธอกระตุกค้างและสั่นไปทั้งร่าง“อา...แตกแล้วเหรอครับ” ไม่มีคำตอบจากคนที่แตกคาปาก เสียงดูดจ๊วบ ๆ ยังดังสลับกับเสียงน้ำเจอะแจะ มือข้างหนึ่งของเขาประคองสะโพกเธอไว้ ส่วนมืออีกข้างใช้เพียงนิ้วเดียวในการสร้างความหฤหรรษ์พระรามควานหาหมอนที่เหมาะกับการนี้ เมื่อได้แล้วก็วางไ
“พอมีลูกคนงานไม่กังวลแล้ว ไม่ต้องกลัวตกงาน” พระรามแอบได้ยินคนงานในคฤหาสน์คุยกัน ตอนแรกพวกเขากลัวว่าจะตกงานเพราะเจ้านายก็มีเพียงรัณนภันต์กับพระรามเท่านั้นคิดว่าสักวันคงมีการลดคนทำงาน แต่เมื่อรู้ว่าบ้านจะมีคุณหนูตัวน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ทำให้คนงานไม่ว่าจะเป็นแม่บ้านคนสวน คนขับรถแม้แต่บอดีการ์ดต่างดีใจที่บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งสามปีต่อมา พี่ระกับน้องรัชถึงวัยเข้าโรงเรียนอนุบาล สองสามีภรรยาที่ก่อนหน้านี้วุ่นวายกับการเลี้ยงลูกตลอดสามปี วันนี้พวกเขาทั้งสองกลับรู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก คิดถึงเสียงพูดคุยของเด็กแฝดทั้งสอง “ลูกเราจะตีเพื่อนไหม” รัณนภันต์เอ่ยถามสามีอย่างวิตกกังวล “ไม่น่านะ ตอนเด็กพี่เองก็ไม่ดื้อนะ ไม่เคยตีเคยต่อยกับใคร” พระรามออกความเห็น เสียงถอนหายใจจากภรรยาทำให้ต้องหันหน้ากลับไปมองใบหน้างาม “ทำไมทำหน้าแบบนั้นมีอะไร” เมื่อเห็นใบหน้าเมียรักดูกังวลมากกว่าปกติพระรามจึงต้องเอ่ยถาม “ตอนเด็ก รัณนิสัยไม่ค่อยดี” รัณนภันต์หันหน้าออกไปมองวิวนอกรถ ไม่อยากสบตาคนที่จับผิดเก่งอย่างพระราม “ยังไง อย่าบอกนะว่าเธอชอบตีเพื่อน”
“ลูกหน้าเหมือนเธอทั้งคู่เลย” พระรามหน้าง้ำ เขาหรือแพ้ท้องแทนเมียตั้งหลายเดือน ลูกเขาทำไมไม่หน้าตาออกมาเหมือนเขาเลย“ก็มีจู๋เหมือนพี่แล้วไง” คนเป็นแม่ว่าหัวเราะคิกคักกับท่าทางของคนหล่อที่เพิ่งกลายเป็นพ่อคนหมาด ๆ“รัณเรามีแค่สองคนพอเนอะ ไม่ต้องท้องแล้ว” พระรามจับมือคุณแม่วัยยี่สิบกว่าบีบแน่น“อืม ไม่ท้องแล้ว”“งั้นพี่ไปทำหมันนะ”“ทำหมันเลยเหรอ” รัณนภันต์ตกใจกับสิ่งที่เขาพูด ไม่คิดว่าเขาจะอยากทำหมัน“อืม” พระรามครางรับในลำคอ“ถ้าเกิดวันข้างหน้าพี่รามอยากมีลูกอีกละ” วันนี้เขากับเธอรักกันแต่วันข้างหน้าไม่รู้ว่าอะไรจะเกิด ถ้าเกิดว่า... “พี่ถึงถามไงว่าเธออยากมีอีกไหม ถ้าไม่ใช่กับเธอพี่ก็ไม่อยากมีแล้ว พี่ว่าไม่ต้องมีหรอกแค่นี้พอแล้ว เห็นเธอตอนปวดท้องพี่เครียด พี่รักเธอนะรัณ”“อะไรเนี่ย!” คนเพิ่งคลอดลูกปาดน้ำตาออกจากแก้มกลัวว่าจะหยดโดนเจ้าตัวน้อยพระรามดึงทิชชูมาซับน้ำตาให้เมียรัก“อะไรร้องไห้ทำไมเนี่ย” ซับน้ำตาให้เมียไปด้วยก็หัวเราะไปด้วย“ก็เล่นมาบอกรักกันตอนนี้นะ” รัณนภันต์เพิ่งรู้ตัวว่าวันนี้อารมณ์เธออ่อนไหวเป็นพิเศษคงเพราะภาวะหลังคลอด“พี่ก็รักเธอตลอด เธอก็รู้นี่นา” พระรามอุ้มลูกชายอีกค