LOGINพระรามมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างไม่พอใจกับคำตอบของเธอและคำพูดของเธอก่อนหน้านี้ สิ่งที่เธอพูด แสดงว่าเธอได้ยินสิ่งที่เขาคุยกับพัสวีย์
เด็กไม่มีมารยาท
“ให้รัณช่วยไหมคะ” รัณนภันต์ไม่สนใจพี่ชายข้างบ้านว่าจะทำหน้าอย่างไรเวลานี้เธอสนใจคนตรงหน้ามากกว่า
“ช่วยอะไร” พระรามขมวดคิ้วถาม เด็กสาวตัวเล็ก ๆ แบบนี้จะช่วยอะไรเขาได้ ปั่นวิว ปั่นคอมเมนต์
“เงินสองร้อยไง” คำตอบของเด็กสาวทำคนฟังขมวดคิ้ว
“ไปเล่นไกล ๆ ไป” พระรามไล่อย่างไม่ไยดี ยายเด็กนี่คิดว่าคนอย่างพระรามต้องบากหน้ามาหาเพื่อนเพื่อยืมเงินสองร้อยบาทเนี่ยนะ
“ไอ้ราม!” พัสวีย์ตะคอกเพื่อนที่พูดจาไม่ดีกับน้องสาวข้างบ้าน
“รัณให้สามร้อยเลย”
“พี่บอกให้ไปเล่นไกล ๆ ไง โอ๊ย! อะไรของมึงไอ้วีย์ตบกูทำไม” พระรามยังออกปากไล่เด็กสาวที่เขาคาดการณ์อายุว่าไม่น่าจะเกินวัยมัธยมแต่กลับโดนเพื่อนที่นั่งข้างกันตบหัวอย่างแรงจนหัวทิ่ม
“น้องรัณพูดจริงเหรอครับ” พัสวีย์ถามด้วยสายตาเป็นประกายแห่งความหวัง
“จริงค่ะ แต่รัณมีข้อแลกเปลี่ยน”
“อะไรครับ” พัสวีย์เอ่ยถามอย่างอยากรู้
“พี่รามแต่งงานกับรัณสามปี”
“ประสาท!” เป็นเสียงของพระรามที่พูดขึ้นทันทีและเป็นอีกครั้งที่โดนเพื่อนตบหัว
“ก็แล้วแต่ งั้นรัณกลับก่อนนะคะ นี่ขนม” เธอวางจานขนมไว้ตรงหน้าก่อนจะลุกออกจากห้องรับแขกที่มีหนึ่งแขกกับหนึ่งเจ้าของบ้านที่กำลังนั่งอึ้ง
คนหนึ่งอึ้งเพราะเจอผู้หญิงประสาทหนึ่งคน ส่วนอีกคนกำลังอึ้งว่าทำไมน้องสาวข้างบ้านถึงอยากแต่งงาน
“ตกลงมึงเอาไงแต่งไหม”
“อะไรของมึง” พระรามไม่เข้าใจสิ่งที่เพื่อนถาม
“ก็ที่น้องรัณจ้างมึงแต่งงานไงสามปี สามร้อยเลยนะมึง” คำถามของเพื่อนทำให้อดีตซูเปอร์สตาร์ขมวดคิ้ว
“มึงกำลังจะบอกกูว่ายายเด็กนั่นพูดถึงเงินสามร้อยล้านไม่ใช่สามร้อยบาท”
“เออ ดิวะ” พัสวีย์พูดอย่างเสียอารมณ์กับความไม่ทันเกมของเพื่อน
“พูดเป็นเล่น เงินสองร้อยล้านมึงยังไม่มีแล้วยายเด็กนั่นมีเหรอ”
“หึ!” พัสวีย์แค่นยิ้มกับความโง่เขลาของเพื่อน
“นั่น รัณนภันต์ เดชพิพัฒกุล รวยกว่ากูสักร้อยเท่าได้มั้ง” คำพูดของเพื่อนทำคนฟังเบิกตากว้าง ยายเด็กนั่นรวยกว่าเพื่อนเขาร้อยเท่า เพื่อนเขาระดับพันล้านแสดงว่ายายเด็กนั่นระดับแสนล้านอย่างนั้นหรือ
“รวยระดับแสนล้าน หรือมากกว่านั้นมีทั้งธุรกิจในและนอกประเทศ บ้านนั้นเขาเป็นนักลงทุน ในไทยธุรกิจดัง ๆ ก็ยาพาราเซตามอล บริษัทเดชพิพัฒกุลเป็นผู้ผลิตรายใหญ่รับจ้างผลิตให้หลายแบรนด์เลย” พัสวีย์อธิบายให้เพื่อนเข้าใจเพิ่มเติม ซึ่งนั่นก็ทำให้คนฟังอ้าปากค้าง
“รวยขนาดนั้นแล้วอยากแต่งงานกับกูทำไม อย่าบอกนะว่าหลงเสน่ห์กูอีกคน” ชีวิตนี้เขาต้องเจอกับผู้หญิงแบบนี้ตลอดไปเลยหรือไง แฟนคลับโรคจิต
“แต่ก็ดีกว่าแม่ม่ายคราวแม่ไหมวะ” พัสวีร์เอ่ยอย่างขำ ๆ
“กูกลัวติดคุก เด็กนั่นสิบแปดหรือยังเถอะ”
“น้องรัณเรียนมหาลัยแล้ว น่าจะยี่สิบแล้วนะ กูว่าดีลนี้น่าสนใจนะ มึงลองไปคุยดูไหม” พัสวีย์มองหน้าลังเลของเพื่อนก่อนจะพูดต่อ
“มึงอยากได้เมียแก่คราวแม่หรือเมียเด็กเลือกเอา ชีวิตมึงไม่มีทางเลือกแล้วไอ้พระราม”
สองหนุ่มเดินลอดประตูกั้นระหว่างบ้านหลังใหญ่กับบ้านหลังใหญ่กว่ามาก แต่เดินเข้ามาแค่สามก้าวเท่านั้นก็พบกับบอดีการ์ดสาวสองคนที่คอยต้อนรับราวกับรู้ว่าพวกเขาจะมา
“มาพบคุณรัณใช่ไหมคะเชิญทางนี้ค่ะ”
ทั้งคู่เดินตามบอดีการ์ดสาวร่างโปร่งบาง ในชุดเสื้อยืดสีดำแขนยาวกางเกงสกินนี่สีเดียวกัน ทั้งสองคนจะรวบผมหางม้าสูง บุคลิกทะมัดทะแมงด้วยกันทั้งคู่ทั้งยังสูงน้อยกว่าชายหนุ่มทั้งคู่เพียงเล็กน้อย
เดินลัดเลาะผ่านคฤหาสน์หลังงาม ผ่านสระว่ายน้ำกว้างใหญ่ ผ่านแนวต้นไม้ร่มรื่นจนกระทั่งหยุดยืนอยู่หน้าเรือนกระจกที่เปิดโล่งรับลม
งานศิลปะมากมายทั้งงานปั้น งานวาด วางตั้งโชว์ไว้มากมาย และกลางห้องมีหญิงสาวร่างเล็กสวมผ้ากันเปื้อนสีน้ำตาลเข้มนั่งจิบมัทฉะเย็นราวกับรอคอยการมาของเขาทั้งสอง
“เชิญค่ะ” บอดีการ์ดสาวผายมือก่อนจะกดสวิตช์หนึ่งข้างบานประตูที่เพิ่งเข้ามาจากนั้นบานกระจกที่ก่อนหน้านี้เปิดโล่งก็ปิดลงพร้อมกับการทำงานของเครื่องปรับอากาศ
จากกระจกใสเวลานี้เปลี่ยนเป็นกระจกผ้าทึบซึ่งทำให้มองไม่เห็นวิวด้านนอกห้อง
“ตัดสินใจว่าไงคะ” รัณนภันต์เอ่ยถามคนตรงหน้า โดยสายตาเธอจับจ้องมองพระราม
“พี่อยากรู้เงื่อนไขและเหตุผล”
“จดทะเบียนสมรสสามปี ไม่มีงานแต่งงาน No sexและต้องไม่มีใครรู้นอกจากเราสามคน” รัณนภันต์มองหน้าสองหนุ่มตรงหน้า
“ส่วนเหตุผลอยู่ ๆ ไปพี่รามก็รู้เองค่ะ” เธอไม่บอกเหตุผลเพราะกลัวว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของเขา
ก่อนหน้านี้พระรามอาจจะคิดหนัก เพราะเขาไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายขายตัว แต่เธอบอกว่า ‘No sex’ เท่ากับเขาไม่ต้องขายตัว คิดเสียว่าเล่นละครเรื่องหนึ่งที่ถ่ายทำสามปีก็แล้วกัน
“ผมต้องใช้เงินภายในสามวัน”
“สองร้อยล้านจะถูกโอนเข้าบัญชีทันทีที่คุณจรดปากกาบนทะเบียนสมรสและอีกหนึ่งร้อยล้านจะโอนเข้าบัญชีทันทีที่เราหย่ากัน”
“เราสองคนว่ายน้ำไปเลย พ่อถามแม่”“แม่โตแล้วไม่ต้องขี่หลังพ่อ”“ใช่ ๆ แม่โตแล้ว” เด็กชายทั้งสองเอ่ยแย้งเมื่อเห็นว่าแม่ของพวกเขาโตแล้วไม่จำเป็นต้องขี่หลังพ่อ พวกเขาต่างหากที่ยังตัวเล็กควรได้ขี่หลังพ่อ“งั้นพ่ออุ้มเราสองคนส่วนแม่ขี่หลังดีไหม” พระรามยังไม่ยอมแพ้เรื่องอยากให้เมียขี่หลัง รัณนภันต์โครงศีรษะเล็กน้อยกับความพยายามของผู้เป็นสามี“ได้เลยครับ” เด็กชายวัยสามขวบครึ่งทั้งสองว่ายน้ำเข้าไปใกล้พ่อ ให้ผู้เป็นพ่ออุ้มทั้งที่ทั้งสองคนตัวโตเกินเด็กวัยเดียวกันแต่พระรามก็อุ้มทั้งสองไหวคงเพราะเวลานี้อยู่ในน้ำทำให้น้ำช่วยพยุงน้ำหนักเจ้าหมูอ้วนของพ่อลงบ้างรัณนภันต์เห็นท่าทางอุ้มลูกด้วยความทุลักทุเลของสามีแล้วก็ได้แต่ยิ้ม“แม่ขึ้นมาเร็ว” นั่นยังเรียกเธอให้ไปขี่หลังอีก จะไม่ขี่ก็ไม่ได้เดี๋ยวสามีเสียความตั้งใจ รัณนภันต์จำต้องขึ้นหลังผู้เป็นสามี“ว้าย!” ตู้ม! พระรามกลับเข่าอ่อนพาให้ทั้งสี่ล้มลงในน้ำด้วยกันทั้งสี่คน ต่างคนต่างตะกายขึ้นจากน้ำซึ่งลึกเพียงอกคนเป็นแม่เท่านั้น แต่เพราะมัวแต่หัวเราะทำให้กว่าจะพยุงตัวในน้ำได้ก็เล่นเอาเหนื่อย“แม่อย่าขี่หลังพ่อนะ อันตราย” น้องรวิศรีบเอ่ยเตือนแม่เมื่อเห็นว่าพ
รักครั้งนี้เขาหวังถึงขั้นแต่งงานสร้างครอบครัว “ก็แค่ไม่พร้อม หยียังไม่อยากมีใคร” “ไม่อยากมีใครหรือว่าเธอมีคนอื่นแล้ว แค่บอกพี่ก็ได้ถ้าเธอมีใคร” น้ำเสียงของพัสวีย์ตัดพ้ออย่างเห็นได้ชัด หญิงสาวเม้มปากแน่น บอกไม่ถูกว่าเวลานี้อารมณ์ของเธอเป็นอะไรแน่ ความร้อนในอกนี้เกิดจากความโกรธหรือความเขิน “หยียังไม่มีใคร แต่ยังไม่พร้อมจะคบใคร ตอนนั้นพี่วีย์เป็นคนบอกเองว่าไม่พร้อม พอตอนนี้จะมาขอคบ ผ่านมาตั้งสามปีแล้วนะคะ พี่คิดว่าหยีจะยังเหมือนเดิมเหรอคะ” เขาจะรู้บ้างไหมว่าตอนนั้นเธอเสียใจแค่ไหนที่เขาปฎิเสธ เธอต้องรวบรวมความกล้ามากแค่ไหนที่จะขอผู้ชายคนหนึ่งคบ เขาคงไม่รู้ว่าเธออายแทบมุดแผ่นดินหนี ในตอนที่เขาบอกว่าไม่พร้อม เขาไม่ได้ไม่พร้อมหรอกเขาแค่ไม่อยากคบเธอ ถ้าเขาชอบเธอสักนิดเขาคงตัดสินใจคบเธอไปแล้วแต่เพราะเขาไม่ชอบไง เขาถึงบอกว่าไม่พร้อมคบใครสักคนต้องพร้อมอะไรกัน ไม่ได้แต่งงานสักหน่อยถึงต้องใช้คำว่าพร้อม“พี่คิดว่าหยียังเหมือนเดิมเพราะพี่ยังเหมือนเดิม”“เหมือนเดิมที่หมายถึงไม่พร้อมเหมือนเดิมเหรอคะ”“ไม่ใช่! หมายถึงความรู้สึกพี่ยังเหมือนเดิม ชอบหยีเหม
ตอนพิเศษ 2 ยังไม่พร้อม หากเป็นคนอื่นคงรู้สึกว่าการมาเรียนต่อเมืองนอกของเธอคงน่าเบื่อเพราะมีสามีมาคุม แต่สำหรับรัณนภันต์แล้วเธอกลับมองว่าการที่พระรามตามเธอมาถึงที่นี่ช่างเป็นอะไรที่ดีมาก อากาศที่นี่หนาวกว่าประเทศไทย ฤดูร้อนบ้านเขาอากาศเย็นกว่าฤดูหนาวบ้านเราเสียอีก การได้นอนในอากาศหนาว ๆ แล้วซุกกายกับอกกว้างของสามีเป็นอะไรที่แสนอบอุ่น “ฉันว่าแกไม่ได้มาเรียนต่อหรอกรัณ” ยาหยีพูดขึ้นในระหว่างพักคาบเรียน “นั่นสิ ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละหยี มันมาฮันนีมูนมากกว่า” เปียโนใช้นิ้วชี้จิ้มลงตรงซอกคอที่มีรอยคิสมาร์คของเพื่อน “เออ นั่นสิ สุขจนล้นออกปากแล้วแก” ยาหยีเห็นด้วยทั้งยังทำท่าหมั่นไส้เพื่อน “เหรอ...บ้าพวกแกก็ว่าไป” คำพูดกับการกระทำช่างสวนทางเมื่อรัณนภันต์ใช้ผมเกี่ยวทัดหูให้เห็นรอยคิสมาร์คอีกตำแหน่ง “มันอวดอ่ะ” เปียโนหันไปฟ้องยาหยี สาวโสดสองคนได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ช่างมันแก เดี๋ยวเราหาฝรั่งกินดีกว่า อาหารไทยไม่อร่อยเท่าอาหารฝรั่งหรอก” ยาหยีเบ้ปากให้คนมีผัวที่จะอดกินอาหารฝรั่ง “ต้มยำกุ้งยังไงก็อร่อยกว่าซุปข้าวโพดนะส
“เลียรัณสิคะ” มือเรียวเล็กวางบนเนินเนื้อที่อวบนูน สองนิ้วมือเรียววางไว้ตรงตำแหน่งที่อยากให้เขาลงลิ้น เธอใช้นิ้วแยกแย้มให้เขาได้เห็นความฉ่ำเยิ้ม “รัณ เธอยั่วพี่” ใช่เธอจงใจยั่วเขา ด้วยรู้ดีว่าคนอย่างพระรามชอบเหลือเกินเวลาที่เมียรักยั่ว เสื้อยืดสีขาวแทบโดนฉีกจากร่างแกร่ง กางเกงนอนของสามีหนุ่มก็เช่นกันถูกเขี่ยทิ้งอย่างไร้ทิศทาง “อา...” เสียงครางของเธอทำเขาแทบแตก แค่เขาลงลิ้นเลียชิมแค่ปลายลิ้นแต่เธอกับราวกำลังจะแตก เมื่อเขาลงลิ้นอีกครั้งและอีกครั้งเสียงครางหวานยิ่งดังและแรงขึ้นกว่าเดิม มือเรียวงามจับศีรษะของเขาไว้ราวกับว่าเธอกลัวว่าเขาจะผละจากน้ำหวานของเธอหลั่งไหลจนเขาต้องดูดและยกซดในบางครา นั่นยิ่งทำให้เธอร้องหนักและหลั่งไหลราวกับเขื่อนแตก ติ่งเนื้อสีหวานสั่นระริกจนเขาอดไม่ได้ต้องใช้มือบดขยี้เพิ่มและนั่นทำให้เธอกระตุกค้างและสั่นไปทั้งร่าง“อา...แตกแล้วเหรอครับ” ไม่มีคำตอบจากคนที่แตกคาปาก เสียงดูดจ๊วบ ๆ ยังดังสลับกับเสียงน้ำเจอะแจะ มือข้างหนึ่งของเขาประคองสะโพกเธอไว้ ส่วนมืออีกข้างใช้เพียงนิ้วเดียวในการสร้างความหฤหรรษ์พระรามควานหาหมอนที่เหมาะกับการนี้ เมื่อได้แล้วก็วางไ
“พอมีลูกคนงานไม่กังวลแล้ว ไม่ต้องกลัวตกงาน” พระรามแอบได้ยินคนงานในคฤหาสน์คุยกัน ตอนแรกพวกเขากลัวว่าจะตกงานเพราะเจ้านายก็มีเพียงรัณนภันต์กับพระรามเท่านั้นคิดว่าสักวันคงมีการลดคนทำงาน แต่เมื่อรู้ว่าบ้านจะมีคุณหนูตัวน้อยมาเป็นสมาชิกใหม่ทำให้คนงานไม่ว่าจะเป็นแม่บ้านคนสวน คนขับรถแม้แต่บอดีการ์ดต่างดีใจที่บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งสามปีต่อมา พี่ระกับน้องรัชถึงวัยเข้าโรงเรียนอนุบาล สองสามีภรรยาที่ก่อนหน้านี้วุ่นวายกับการเลี้ยงลูกตลอดสามปี วันนี้พวกเขาทั้งสองกลับรู้สึกเหงาอย่างบอกไม่ถูก คิดถึงเสียงพูดคุยของเด็กแฝดทั้งสอง “ลูกเราจะตีเพื่อนไหม” รัณนภันต์เอ่ยถามสามีอย่างวิตกกังวล “ไม่น่านะ ตอนเด็กพี่เองก็ไม่ดื้อนะ ไม่เคยตีเคยต่อยกับใคร” พระรามออกความเห็น เสียงถอนหายใจจากภรรยาทำให้ต้องหันหน้ากลับไปมองใบหน้างาม “ทำไมทำหน้าแบบนั้นมีอะไร” เมื่อเห็นใบหน้าเมียรักดูกังวลมากกว่าปกติพระรามจึงต้องเอ่ยถาม “ตอนเด็ก รัณนิสัยไม่ค่อยดี” รัณนภันต์หันหน้าออกไปมองวิวนอกรถ ไม่อยากสบตาคนที่จับผิดเก่งอย่างพระราม “ยังไง อย่าบอกนะว่าเธอชอบตีเพื่อน”
“ลูกหน้าเหมือนเธอทั้งคู่เลย” พระรามหน้าง้ำ เขาหรือแพ้ท้องแทนเมียตั้งหลายเดือน ลูกเขาทำไมไม่หน้าตาออกมาเหมือนเขาเลย“ก็มีจู๋เหมือนพี่แล้วไง” คนเป็นแม่ว่าหัวเราะคิกคักกับท่าทางของคนหล่อที่เพิ่งกลายเป็นพ่อคนหมาด ๆ“รัณเรามีแค่สองคนพอเนอะ ไม่ต้องท้องแล้ว” พระรามจับมือคุณแม่วัยยี่สิบกว่าบีบแน่น“อืม ไม่ท้องแล้ว”“งั้นพี่ไปทำหมันนะ”“ทำหมันเลยเหรอ” รัณนภันต์ตกใจกับสิ่งที่เขาพูด ไม่คิดว่าเขาจะอยากทำหมัน“อืม” พระรามครางรับในลำคอ“ถ้าเกิดวันข้างหน้าพี่รามอยากมีลูกอีกละ” วันนี้เขากับเธอรักกันแต่วันข้างหน้าไม่รู้ว่าอะไรจะเกิด ถ้าเกิดว่า... “พี่ถึงถามไงว่าเธออยากมีอีกไหม ถ้าไม่ใช่กับเธอพี่ก็ไม่อยากมีแล้ว พี่ว่าไม่ต้องมีหรอกแค่นี้พอแล้ว เห็นเธอตอนปวดท้องพี่เครียด พี่รักเธอนะรัณ”“อะไรเนี่ย!” คนเพิ่งคลอดลูกปาดน้ำตาออกจากแก้มกลัวว่าจะหยดโดนเจ้าตัวน้อยพระรามดึงทิชชูมาซับน้ำตาให้เมียรัก“อะไรร้องไห้ทำไมเนี่ย” ซับน้ำตาให้เมียไปด้วยก็หัวเราะไปด้วย“ก็เล่นมาบอกรักกันตอนนี้นะ” รัณนภันต์เพิ่งรู้ตัวว่าวันนี้อารมณ์เธออ่อนไหวเป็นพิเศษคงเพราะภาวะหลังคลอด“พี่ก็รักเธอตลอด เธอก็รู้นี่นา” พระรามอุ้มลูกชายอีกค







