로그인ชายหนุ่มสวมกางเกงนอนเพียงตัวเดียว ไม่มีเวลาแม้จะคว้าเสื้อคลุมมาสวมทับ
ร่างสูงยืนคับประตูกลืนน้ำลายลงคอขณะสายตาหลุบลงมองอกสาวเต่งเต้า สัณฐานทรงกลม ประดับติ่งตูมดันเนื้อผ้าชุดนอนบางเบาที่สะท้อนขึ้นลงตามจังหวะหายใจแรงของผู้เป็นเจ้าของ
เขาไม่ทันอ้าปาก ไม่ทันสังเกตสังกาสิ่งอื่นใดนอกอวบ อะไรบางอย่างในมือผู้มาเคาะประตูเรียกก็ลอยลิ่วในระยะใกล้
ภานนท์ยกมือขึ้นรับตามสัญชาตญาณ รับรู้ว่าเป็นหนังสือเล่มหนา
“หนังสือของคุณใช่ มั้ย? คนลามก!”
ทันทีที่หนังสือเจ้ากรรมพ้นตัว ร่างงามระหงอวบเฉพาะจุดที่สามารถเรียกเลือดลมชายให้แล่นพล่านได้ ก็หมุนตัวขวับพร้อมจะกลับเข้าห้องตัวเอง ทว่าไม่ทันได้ก้าวเดินสักกี่ก้าวก็ถูกกอดไว้มั่นด้วยลำแขนแข็งแรง
“ปล่อยฉันนะ! นี่นายจะทำบ้าอะไร”
“ไม่ได้ทำบ้า แต่เราต้องคุยกันให้รู้เรื่องก่อน อะไรกันอยู่ๆ มาเคาะประตูเรียกโยนหนังสือใส่หน้าผมพร้อมคำกล่าวหาแล้วก็จะไป”
“ฉันไม่ได้กล่าวหานาย ก็นายมันลามกจริง โอ๊ย! ปล่อยฉัน นี่จะลากฉันไปไหน?”
ถ้าไม่กำลังเดือดดาลทิราภาคงก่นด่าตัวเองว่าช่างถามอะไรโง่ๆ ก็เห็นอยู่ว่าถูกคนลามกยกเธอตัวลอยกลับเข้าห้องเขาก่อนใช้เท้าเขี่ยประตูปิด
“ไอ้บ้า! ไอ้คนลามก บอกให้ปล่อยฉันหูแตกไม่ได้ยินหรือไง?”
“ถ้าหูแตกก็คงไม่ได้ยิน แต่นี่หูผมปกติดีจึงได้ยินเต็มสองรู”
“ได้ยินก็ปล่อยสิ จะบังอาจมากไปแล้วนะ คอยดูเถอะฉันจะฟ้องคุณพ่อให้ไล่นายออก”
“เอาเป็นว่าผมรอเวลานั้นละกัน แต่ก่อนถึงตอนนั้น...”
“นะ...นายจะทำอะไรฉัน?”
ความโกรธชักจะเปลี่ยนเป็นกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว เมื่อถูกดันตัวเข้าติดบานประตูที่เพิ่งปิดลง ปิดทางดิ้นรนหนีอย่างสิ้นเชิง
“ทำให้ทิมีความสุข”
“คุณทิ” เน้นเสียงอย่างคนถือตัว “อย่าได้บังอาจมาเรียกฉันทิเฉยๆ” หน้างามเชิดขึ้นประกอบคำ
ภานนท์หัวเราะ สายตาเขาจุดประกายอ่อนโยนแวบหนึ่ง เมื่อพูดเสียงล้อเลียนที่ฟังหยาบคายในความรู้สึกของหญิงสาววัยยี่สิบหกผู้ไม่เคยให้ความสนใจเพศตรงข้ามในแง่รักๆ ใคร่ๆมาก่อน
“ใจคอจะให้ผัวเรียกคุณเชียวเหรอ จะไม่มากไปหน่อยหรือจ๊ะเมียจ๋า”
ทิราภาร้องกรี๊ด เมื่อชายหนุ่มไม่เพียงแต่พูดจาหยาบคาย หากยังโน้มหน้ายิ้มกริ่มลงมาหอมแก้มเธอฟอดๆ
“ไอ้บ้า! ไอ้...”
ภานนท์มีข้ออ้างให้ตัวเองในการที่จะปิดปากนุ่มที่กำลังส่งเสียงดังลั่น
เหตุผลนั้นก็คือ เสียงกรี๊ดๆ อาจไปรบกวนแขกที่มาพักคนอื่นๆ
มือนุ่มกำเป็นหมัดแน่นทุบอกเปลือยที่เบียดเข้าหา แต่ด้วยระยะประชิดของสองร่าง ท้ายที่สุดที่พอทำได้คืองอแขนกันไม่ให้แผ่นอกกว้างตึงแน่นด้วยมัดกล้ามเบียดติดเข้ากับอกตัวเองที่กำลังเต้นโครมๆ ที่เจ้าตัวบอกตัวเองว่า ที่หัวใจเต้นรัวเพราะโมโหหรอกนะ ไม่ได้มาจากสาเหตุอื่น
อาจจะเพราะมัวคิดหาเหตุผลแก้ต่างให้ตัวเองจนลืมไปว่านอกจากถูกกอด ยังกำลังถูกจูบ
คิดขึ้นมาได้ดังนั้นที่เม้มริมฝีปากเอาไว้ก็เผยอส่งเสียงอึกอักปล่อยคำด่าทอที่ไม่มีโอกาสหลุดจากปาก แต่ทำให้ปลายลิ้นร้อนชื้นที่กำลังหาทางแยกแย้มริมฝีปากอวบอิ่มเม้มแน่นออกจากกัน ได้จังหวะแทรกสู่โพรงปากนุ่มทันที
เพราะไม่เคยถูกจูบมาก่อนไม่ว่าจูบแบบไหน มาเจอผู้ชำนาญการจูบเข้า จากที่ขัดขืนก็ค่อยๆ สงบลง
กระบวนการทางความคิดก็เหมือนหยุดลงพร้อมๆ กับการดิ้นรนหาทางให้ตัวเองคืนสู่อิสรภาพ
กระไอตัวจากร่างกำยำเปลือยท่อนบนซึมผ่านเนื้อผ้าบางเบาสู่กายเนื้อสาว
ชั่ววินาที่เรียกสติกลับมาได้ร่างนุ่มดิ้นรนขัดขืนเป็นพัลวัน
“ไอ้บ้า...ปล่อยนะ”
ปากตะโกนใส่หน้า เท้าขาก็เตะถีบ แต่คนชั้นเชิงเหนือกว่ากลับอาศัยจังหวะนั้นสอดลิ้นอุ่นจัดล่วงล้ำเข้าสู่โพลงปากนุ่มที่หอมหวานเกินที่เขาคิดไว้เสียอีกอย่างรวดเร็ว
“คุณหนูแจน อย่าเพิ่งเข้าไปค่ะ คุณตากำลังทำงานนะคะ”เสียงเอะอะของพี่เลี้ยงเด็ก เรียกให้เจ้าของร่างสูงตรง หมุนตัวตั้งรับก่อนประตูห้องทำงานที่เขาหันหลังให้ จะเปิดผางเข้ามา“คุณตาขา...”เสียงเล็กใสนำมาก่อนร่างเล็กๆ จะวิ่งปร๋อเข้ามา ไม่ยอมฟังเสียงทัดทานใดๆ ของพี่เลี้ยงวัยสี่สิบปลายภานนท์ เบรนดอน โน้มตัวลงรับร่างบอบบางของเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่โถมเข้าหา ทันทีที่ที่ถูกอุ้มขึ้น คนตัวเล็กก็ตวัดแขนเล็กๆ โอบฉับเข้ารอบลำคอแข็งแรงของผู้เป็นตาทันที“ว่าไง หลานสาวคนสวยของตา”น้ำเสียงของชายสูงวัยอ่อนโยนพอๆ กับสีหน้า ขณะมองหน้าเรียวใส ประดับด้วยนิลน้ำงามเม็ดใหญ่ที่ถอดแบบมาจากผู้เป็นแม่และยาย “คุณแม่ค่ะ คุณแม่บอกว่า...จะมีน้องให้แจนตั้งสองคนแน่ะ” เสียงเล็กใสรายงานแจ้วๆ “แล้วคุณแม่ยังบอกด้วย ว่าจะให้แจนช่วยเลี้ยงน้องด้วยค่ะ” “ลงจากรถได้ก็วิ่งลิ่วมาเลยนี่ก็เพื่อจะบอกคุณตานี้เอง” เสียงพูดดังมาก่อนร่างที่ยังดูอ้อนแอ้นแม้วัยจะอายุเข้าปีที่ห้าสิบเจ็ดภานนท์มองเลยไหล่ภรรยาไปด้านหลัง“ยายสาวกับตาจอชล่ะ ไม่ได้มาด้วยหรือ” เขาถามถึงบุตรสาวกับหลานชาย“สาวคุยอยู่กับอาจิที่ห้องนั่งเล่นแน่ะค่ะ” ทิราภ
“น้าเพชร...”“น้าเพชรขา!”ทันทีที่ชายหนุ่มร่างสูงตรงเดินเข้าประตูห้องโถงชั้นนอก เสียงเด็กชาย เด็กหญิงก็ประสานกันขึ้นทันทีทันใด ก่อนเด็กชายคนพี่จะวิ่งนำ มีน้องสาวตัวเล็กตามไปติดๆชายหนุ่มเพียงตบศีรษะหลานชายเบาๆ ทีหนึ่ง แต่ย่อตัวกางแขนรอรับร่างเล็กจ้อยของแม่สาวตัวน้อยๆ วัยเพียงสองขวบครึ่งที่โผเข้าหา “คิดถึงน้าเพชรที่ซู๊ด-เลย”เสียงฉอเลาะเล็กๆ ด้วยภาษาไทยฟังแปร่งน้อยๆ น่าเอ็นดูถึงแม้คุณย่าผู้ชาตินิยมจัด รวมไปถึงบิดามารดาต่างใช้ภาษาไทยสำหรับสื่อสารในครอบครัว ทว่าผู้คนรอบข้าง โดยเฉพาะเมื่อต้องไปเรียงเรียน มีแต่ฝรั่ง การที่เด็กชาย อจิรวิชญ์ แอนดรูส์ แฮรี่ วิลเลียม โอ ฮาเบอร์ วัยหกขวบ กับเด็กหญิง จิรชยา เจสสิก้า โอ ฮาเบอร์ น้องจ๋าหรือจาญ่าวัย3 ขวบครึ่ง ยังพูดไทยกับคนใกล้ชิดได้แจ๋วๆ นับว่าเป็นความสำเร็จสำหรับเด็กที่สืบสายเลือดไทยสามในสี่ เกิดและโตในต่างแดน“น้าเพชรฮะ” เด็กชายอจิรวิชญ์เรียกผู้เป็นน้า แทรกเสียงหัวเราะคิกคักของน้องสาว ที่กำลังเบนหน้าเอนคอหนีปากจมูกของน้าหนุ่ม ที่ทำท่ากลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าขย้ำลูกแกะน้อย ด้วยความจั๊กจี้ เพราะถึงใบหน้าของน้าเพชรจะดูเกลี้ยงเกลา แต่แก้มคางเร
“การที่เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเฟย์รีนเมื่อเจอกันที่สระน้ำ ทั้งที่พี่รู้ว่าเขารู้จักกัน สนิทกันเลยละ เฟย์รีนเคยเป็นพนักงานคนหนึ่งในบริษัท เป็นผู้ช่วยเลขาของคุณพ่อ คริสต์มาสปีที่แล้วเขาก็ไปร่วมงานฉลองเทศกาลที่บ้าน วันนั้นทัชพลก็ไป คนไปกันเยอะ เป็นร้อย ก็มีทางเป็นไปได้หรอกว่าเขาอาจไม่ทันเห็นกันพอที่จะทำความรู้จักกัน แต่เผอิญพี่ไปเห็นเขาหลบไปคุยกัน ท่าทางเหมือนจะรู้จักกันมาก่อน เฟย์รีนลาออกจากงานหลังจากนั้นโดยบอกว่าจะไปแต่งงานกับเศรษฐีกรีก แล้วก็จะย้ายไปอยู่กรีซ แต่มีคนของพี่ไปเห็นเขาที่ลองไอแลนด์สองเดือนให้หลัง พี่เริ่มสะดุดใจเลยให้คนของพี่ลองสืบดู พบว่าเฟย์รีนไม่เคยมีเศรษฐีกรีกที่ไหนมาติดพันด้วยซ้ำ แต่มีผู้ชายในชีวิตคนหนึ่ง ออกจะลึกลับ ไปมาหาสู่โดยไม่เคยมีใครเห็นหน้าค่าตา”จอมสุรางค์นิ่งฟัง“พี่สืบอยู่นาน อยากรู้ว่าผู้ชายลึกลับคนนี้เป็นใคร แต่ไม่เคยได้คำตอบ กระทั่งอะไรหลายๆ อย่างงวดเข้า ได้หลักฐานจากที่นั่นมานิดหน่วยงานโน้นให้มาหน่อย รวมถึงข้อมูลเชิงลึกว่าคนขโมยสูตรไปอาจจะเป็นคนเดียวกับเจ้าพ่อตลาดมืดในแถบเอเชียตะวันออก รู้จักกันในนามฝงเจีย”อชิรวิศเล่าเสียงเรียบ มีเพียงคิ้วที่ขมวดน้อยๆ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หล่อนก็ถูกพากลับขึ้นเรืออีกครั้ง“จุ๋มขอโทษ” หล่อนพูดเสียงอ่อนอ่อย มองหน้าขมวดบึ้งตึงด้วยนัยน์ตาโศกเชื่อม “แต่ที่จุ๋มตัดสินใจทำลงไปก็เพราะรู้ว่ามีคนพร้อมจะเข้าไปช่วยถ้าจุ๋มเกิดพลาดพลั้งขึ้นมา แล้วจุ๋มก็ไม่ได้เดินเข้ากับดักคนร้ายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ หรือขาดสติ จุ๋มรู้ตั้งแต่คุยโทรศัพท์แล้วว่าเจ้าของเสียงร้องขอความช่วยเหลือไม่ใช่เพชร”“เรื่องนั้นพี่ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่ารู้ได้ยังไง”เสียงพูดมายังห้วนกริ๊บ ขนาดว่าอยากรู้นะนั่น“ก็... อย่างแรกเลย จุ๋มรู้ว่าเพชรจะไม่มีวันขอร้องให้จุ๋มเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อช่วยเหลือเขา แต่คนที่โทรมาไม่รู้จักเพชรดี แล้วก็คงตั้งใจแสดงบทบาทคนถูกผู้ร้ายจับตัวมากไปหน่อย แต่ที่ทำให้จุ๋มรู้ว่าคนร้ายที่พูดกับจุ๋มต่อจากเพชรคือคุณธัชพล ถึงว่าเขาจะพยายามดัดเสียงให้แปลกไป แต่คงลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เขาออกเสียงเมื่อเรียกจุ๋ม ‘มิสธันยธร’ชัดมาก ชนิดคนไทยด้วยกันเท่านั้นจะออกเสียงได้ชัดไม่ผิดเพี้ยนเลยขนาดนั้น ประกอบกับที่พี่อชิบอกจุ๋มว่าคนร้ายอยู่บนเรือ ตอนที่จุ๋มรับโทรศัพท์มีเสียงอื้อๆ คล้ายเสียงลมพัดเข้าโทรศัพ์ชัดมาก แสดงว่าคนที่โทรมาคงจะโทรจากด
ก่อนปลีกตัวไปอชิรวิศได้สอนหล่อนเล่นจนเป็นหลายอย่าง ที่จอมสุรางค์ติดใจและกำลังเพลิดเพลิน เมื่อมีเจ้าหน้าที่ในคาสิโนเดินเข้ามาพูดเสียงนอบน้อมว่ามีโทรศัพท์ถึงหล่อน ก็คือตู้สล็อตแบบกดจอมสุรางค์ลุกไปรับโทรศัพท์ที่วางอยู่มุมเคาน์เตอร์ ไม่ได้สงสัยเลยว่าจะเป็นใครอื่น นอกจากคนที่เพิ่งผละไปไม่ทันจะถึงสิบนาที“มีอะไรคะ...”“พี่จุ๋ม...”เสียงพูดสวนมาฟังสั่นกระเส่าอย่างคนกำลังตกใจขีดสุด แต่ถึงอย่างนั้นหล่อนก็จำได้ว่าเป็นเสียงของน้องชาย“ช่วย...ผมด้วย พวกมันจับตัวผมมา พี่จุ๋ม”“เพชร!” หล่อนเรียกน้องชายด้วยเสียงลุกลน “เพชรอยู่ที่ไหนบอกพี่ พวกไหนจับตัวเพชรไปไหน? แล้วมันต้องการอะไร เพชร...เพชร ได้ยินพี่มั้ย?”“ช่วยผมด้วย ผมกลัว...พี่จุ๋มต้องทำตามที่พวกมันบอกทุกอย่างนะ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่เหลือชีวิตกลับไปพบใครอีกแล้ว”“จ้ะ จ้ะ พี่สัญญา พี่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เพชรปลอดภัย เพชรต้องเข้มแข็งนะอย่า...กลัว จำได้ใช่มั้ยที่เราเคยเล่นกัน... อัศวินทะนง?”“ครับ ผม...จำได้ ผมจะไม่กลัว แต่พี่จุ๋มต้องมา...ช่วยผมนะ”มีเสียงครืดคราด คล้ายกับมีลมพัดเข้าโทรศัพท์ที่อยู่ปลายสายจอมสุรางค์พยายามจะ “ฮัลโหลๆ” แต่พอมีเสี
สรุปผลการพูดคุยหลังจุมพิตสะเทือนโลก จอมสุรางค์ต้องย้ายจากห้องพักหมายเลข 412 ที่เคยพัก มาพักห้อง414 ที่ชายหนุ่มพักอยู่เหตุผลสองข้อที่หล่องจำต้องยอม หนึ่ง นอกจากหล่อนจะไม่สามารถพักที่ห้องเพิ่งมีคนถูกฆาตกรรมสอง...ยังเป็นการง่ายที่เขาจะช่วยดูแลหล่อนให้ได้รับความปลอดภัยจอมสุรางค์พยายามหาทางออกแต่ตันไปเสียทุกทาง บนเรือไม่เหลือห้องว่างเลยคนที่ช่วยตัดสินให้ทำตามข้อสรุปก็คือบิดาของหล่อน เมื่ออชิรวิศติดต่อไปเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเครื่องมือสำหรับสื่อสารที่ทั้งสองฝ่ายใช้ติดตั้งกล้อง จึงสามารถพูดคุยกันอย่างเห็นหน้าเห็นตาบิดาของหล่อนพูดมาสีหน้าขึงขังหลังจากฟังเรื่องราวจบลง“ในเมื่อห้องพักพี่เขาเป็นห้องชุด มีห้องนอนสองห้อง จุ๋มก็พักกับพี่เขาละกันพ่อจะได้ไม่ห่วงมากนัก แล้วก็เชื่อฟังพี่เขาด้วยล่ะ อะไรที่เขาห้ามก็อย่าทำ พ่อรับรองได้ว่าอชิมีความหวังดีต่อจุ๋มพอๆ กับพ่อ”บิดาบอกมาเป็นคำขาดด้วยน้ำเสียงจริงจังขนาดนั้น หล่อนจะพูดอะไรได้ล่ะนอกจากตอบกลับไปว่า “ค่ะ พ่อ” ทั้งที่คันปากยิบๆ อยากโพล่งออกไปเสียจริง ก่อนที่เขาจะติดต่อไปหาท่านนั้น คนที่ท่านไว้ใจนักหนา ฉวยโอกาสที่หล่อนใจอ่อน ยอมให้เข้าถึงเนื้อ







