Mag-log inเจินเจินท่องเอาไว้ภายในใจก่อนจะพยายามเมียงมองหาบุรุษคนใหม่ที่ตนพึงใจ
แต่ไม่ว่าจะกวาดสายตามองไปที่เหล่าบุรุษมากมายอย่างไร สายตาของนางก็มักจะมาหยุดอยู่ที่ชายหนุ่มเจ้าของสายตาคมกริบสีดำนิลคล้ายรัตติกาลที่แสนจะคุ้นเคยอยู่ร่ำไป
เฮ่อ!
ขอดื่มเหล้าย้อมใจก่อนเป็นไร
ว่าแล้วก็ยกจอกเหล้าขึ้นกระดกลงคออย่างสวยงาม
หลี่เซียวเหยาที่นั่งเยื้องกันกับฝั่งตรงกันข้ามนั้นได้ตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าองค์หญิงต่างแคว้นเช่นเดียวกัน
ด้วยเพราะว่าบรรดาองค์หญิงที่เดินทางมาเชื่อมสัมพันธ์ในครานี้นั้นมิได้มีเป้าหมายเดียวที่ฮ่องเต้หลี่ซ่งหมินแต่อย่างใด
โดยพระอนุชาต่างมารดาอันได้แก่องค์ชายห้าหลี่จื้อเฉิงและองค์ชายสี่หลี่เซียวเหยาย่อมตกเป็นเป้าหมายของพวกนางด้วยเช่นกัน
เหล่าบรรดาองค์หญิงต่างทอดมองพร้อมส่งสายตาหวานเชื่อมหยาดเยิ้มยั่วยวนมาทางหลี่เซียวเหยาอย่างเป็นระยะๆมิได้ขาดสาย เพราะรูปร่างหน้าตาของหลี่เซียวเหยานั้นนับได้ว่ารูปงามไม่แพ้ใคร ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย รูปร่างสูงโปร่งงามสง่าแฝงความล่ำสันอยู่ภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์เนื้อดี ทั้งหมดนี้กำลังสร้างแรงปรารถนาให้แก่เหล่าสตรีเพศได้ไม่ยาก
แต่หลี่เซียวเหยานั้นกลับมิได้สนใจนำพาใดๆกับสายตาของบรรดาองค์หญิง ด้วยกำลังสนใจสตรีนางหนึ่งอยู่
สตรีนางนั้นกำลังกวาดสายตามองหาบุรุษภายในงานเลี้ยงแห่งนี้อยู่อย่างเพลิดเพลินคล้ายไม่สนใจเขาอีกต่อไป
ชายหนุ่มเพียงนั่งกอดอกหรี่ตามองไปยังสตรีนางนั้นด้วยสายตาพิฆาตความคิดโหดเหี้ยม
ถ้านางกระโดดไปขี่คอบุรุษคนใดคนหนึ่ง เขาจะเข้าไปปาดคอนางทันที คอยดู!
เหล้าจอกแล้วจอกเล่าที่เจินเจินดื่มเข้าไปเพื่อย้อมใจนั้นดูเหมือนว่าจะมิได้ช่วยข่มใจของนางแต่อย่างใด
ไม่ว่านางจะสอดส่ายสายตามองไปยังเหล่าบุรุษอื่นใดสักกี่คน แต่สุดท้ายนางก็ต้องมาสะดุดหยุดกึกกับสายตาสีดำนิลของหลี่เซียวเหยาอยู่ทุกทีสิน่า
เฮ่อ!
ดูเหมือนว่านางจะเป็นเอามากนะนี่
นางพญาจิ้งจอกอย่างเจินเจิน จะต้องมาพ่ายแพ้ให้กับบุรุษผู้นี้หรืออย่างไร?
เวลาผ่านไปจนดึกดื่นค่อนคืน...
งานเลี้ยงได้จบลงไปอย่างสวยงามและหลังจากงานเลี้ยงต้อนรับเหล่าอาคันตุกะสิ้นสุดลงด้วยท่ามกลางสีหน้าอึมครึมของฮ่องเต้หลี่ซ่งหมินและฮองเฮาหงเหม่ยหลงนั้น เหล่าสาวงามที่มาสร้างความบันเทิงก็รีบพากันแยกย้ายกลับไป เหล่าอาคันตุกะและเหล่าองค์หญิงองค์ชายก็รีบพากันกลับเข้าที่พักกลับเข้าที่นอน เหล่าข้าราชบริพารต่างก็พากันแยกย้ายออกจากวังไป
ทุกคนต่างพากันกลับกันไปจนหมดสิ้น ยังคงเหลือไว้แต่เพียงสตรีนางหนึ่งที่ยังคงเพลิดเพลินอยู่กับเหล่าสุราเลิศรส ซึ่งดูจะผิดวัตถุประสงค์ของนางตั้งแต่คราแรกอย่างสิ้นเชิง
“เหล้าจ๋า มีแต่เจ้า ที่ถูกใจข้าที่สุด หึหึ” เสียงของเจินเจินนั่งคุยอยู่กับไหสุราอยู่ในศาลากลางสวนสวยอยู่เพียงลำพัง
หลังจากงานเลี้ยงได้เลิกราไป นางยังคงดื่มด่ำอยู่กับเหล่าสุราอย่างเดียวดาย
“อ๊ะ อ๊ะ อย่านะ เจ้าอย่าได้มองข้าอย่างนั้น ข้าหัวใจบอบบางนะ มา มาให้ข้ากินเสียดีดี” ว่าแล้วก็ยกเหล้าขึ้นดื่มทั้งไหโดยไม่สนใจจอกเหล้าที่อยู่ใกล้กันแต่อย่างใด
“เฮ่อ! เจ้ารู้หรือไม่ เหล้าจ๋า” เจินเจินบ่นพึมพำกับไหสุราต่อ เมื่อดื่มกินมันจนพอใจไปหลายอึก
“ข้าน่ะเหงามากๆ เหงาจริงๆ” หญิงสาวบ่นอุบอิบอย่างต่อเนื่องอย่างมึนเมา
“หงเหม่ยหลงกับหลิวฉวนหยู่ร์ต่างก็ทอดทิ้งข้า ฮึ! พวกนางต่างก็มีความรัก ต่างได้เจอคนรัก” อึก อึก นางยกเหล้าขึ้นดื่มต่ออีกสองอึกใหญ่ๆ ก่อนพูดต่อกับมัน
“มีแต่ข้า ที่ยังไม่มีใคร ฮึ! หา! อะไรนะ จะให้ข้ากินบุรุษในอาณัติรึ บ้าเรอะ! เสียการปกครองหมด ไม่ได้ ไม่ได้ ฮึ! พูดเยี่ยงนี้ เจ้า เจ้า ต้องถูกข้ากิน...” ว่าแล้วก็ยกไหสุราขึ้นดื่มอีกหลายอึกใหญ่
“เหล้าจ๋า เจ้าว่า ข้าควรทำอย่างไรดี ข้าควรเอายาปลุกกำหนัดยัดใส่ปากเขาเลยดีหรือไม่ หา! ไม่ดีรึ ไม่ได้รึ นั่นสิ ไม่ดีหรอก เฮ่อ!” จบคำก็ดื่มเหล้าต่อไป
“ถ้าข้าทำอย่างนั้น"
“อืม...”
"ถ้าอย่างนั้น"
"อืม..."
"อืม..."
"อืม..."
"......"
"ทนไม่ไหวแล้ว!”
และเพียงพริบตาเดียว นางพญาจิ้งจอกเจินเจินก็เกิดสติแตก ตบะแตก จนมาถึงห้องนอนของหลี่เซียวเหยา
อา...
กลิ่นกายช่างหอมหวล
แผงอกช่างบึกบึน
เจินเจินหลับตาพริ้มและยังคงนอนกดทับบนเรือนร่างกำยำแผงอกแน่นๆของหลี่เซียวเหยาด้วยอาการมึนเมาพลางกินเต้าหู้ชายหนุ่มอยู่อย่างเพลิดเพลิน
ชายหนุ่มเจ้าของกลิ่นกายและแผงอกกำยำ ทำได้เพียงนอนนิ่งงันตัวแข็งทื่อ
สตรีนางนี้...
นาง...
นาง...
เขาจะทำอย่างไรกับนางดี….
บัดซบ!
หลายปีต่อมา...ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นแห่งหนึ่งตรงเชิงเขาภายนอกอาณาเขตของราชวังของหลี่เซียวเหยา...ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังใช้มุมสูงจากเชิงเขาตรงนี้ยืนสำรวจอาณาจักรของตนไปโดยรอบทิศทางอย่างถ้วนทั่วเขาเพียงยืนนิ่งๆด้วยมาดของผู้สูงศักดิ์อย่างงามสง่าไม่สร่างซา สายตาคมเข้มกำลังทอดมองออกไปยังเบื้องหน้าจนสุดสายตา เขามีนามว่าหลี่เซียวเหยาอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ไกลกันกับมุมที่ชายหนุ่มยืนอยู่นั้น ได้ปรากฏร่างงามระหงของสตรีนางหนึ่ง นางกำลังเดินหมุนตัวไปหมุนตัวมา ล้อเล่นอยู่กับหมู่ภมรอย่างอารมณ์ดีนางมีนามว่า เจินเจินเพียงครู่สายตาของหญิงสาวพลันสะดุดเข้ากับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อา...บุรุษผู้นี้ช่าง....หญิงสาวไม่รอช้า นางรีบกระโดดเข้าไปหายังทิศทางที่ชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นในทันที“ท่าน” เสียงแว่วหวานของนางเอ่ยทักออกไปพร้อมกับวงแขนเรียวสวยอ้าออกเพื่อหมายจะเข้าไปโอบกอดชายหนุ่มผู้นั้นอ๊ะ!เดี๋ยวนะ!ทำไมบรรยากาศและภาพยามนี้มันคุ้นๆบุรุษหนุ่มรูปงามยืนนิ่งๆอยู่ใต้ต้นไม้...อา...เจินเจินถึงกับชะงักกึกเมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าที่แสนจะคุ้นตาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเกิ
ภายในศาลากลางสวนสวยอีกทางหนึ่งของอุทธยาน“ข้าช่างเหงาใจยิ่งนัก” เสียงอ่อนหวานของอนุชายาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เมื่อนึกภาพของเจินเจินกับหลี่เซียวเหยารักใคร่กลมเกลียวกัน นางกำลังอยากมีความรู้สึกระหว่างคนรักกระทำต่อกันอย่างนั้นบ้าง“ข้าเองก็เช่นเดียวกัน” เสียงหวานใสของอนุชายาอีกคนเอ่ยตาม พลางถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงคล้ายนัดหมายซักพักก็มีเหล่าบุรุษรูปร่างกำยำเดินผ่านไปตามทางเดินเขาเข้ามาตามคำสั่งของเจินเจินเพื่อเข้ามารับการมอบหมายงานจากเจินเจิน อนุชายาอีกคนบังเอิญหันไปเห็นบุรุษผู้นั้น ซึ่งแม้จะเป็นระยะทางที่ไกลกันมากแต่ก็สามารถทำให้นางถึงกับหน้าแดงเกินเก็บข่ม ด้วยเพราะบุรุษผู้นั้นนางแอบปักใจอยู่อย่างเงียบเชียบและภาพนั้นก็หาได้รอดพ้นจากสายตาของเจินเจินไม่“เจ้ากำลังมีความรัก” เสียงแว่วหวานของเจินเจินดังขึ้นอยู่ตรงทางเดินไม่ไกลจากศาลา “อ่ะ... หม่อมฉัน เอ่อ...หม่อมฉัน” อนุชายาคนเดิมยิ่งเพิ่มระดับความหน้าแดงเกินยับยั้งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาตามความรู้สึกอย่างไม่คิดจะปิดบัง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมาพวกนางมักจะพูดคุยกันอย่างเปิดอกกันอยู่เสมอเมื่อครั้งที่ยังอยู่ที่แคว
เจินเจินเพียงยกขาเรียวงามของตนขึ้นเพื่อแยกออกพร้อมรองรับต้นขาเรียวยาวของหลี่เซียวเหยาที่พร้อมแล้วสำหรับขั้นตอนอันสำคัญ “แง๊ แง๊” พลันเสียงลูกน้อยก็ดังขึ้น“รอครู่เดียวนะเพคะ องค์หญิง ประเดี๋ยวเสด็จแม่ก็มาแล้วเพคะ” ตามด้วยเสียงของเสี่ยวเหมยดังอยู่หน้าประตูห้องนอน“ประเดี๋ยวข้าน้อยเคาะประตูห้องก่อนนะเจ้าคะ” ซิงซิงและจิงเยว่รีบเอ่ยตามก๊อก ก๊อก ก๊อก และเสียงเคาะประตูก็ดังตามมาโอว...สวรรค์!!!เจินเจินและหลี่เซียวเหยาเจ้าของห้องนอนถึงกับหน้าถอดสีเพียงไม่นานทั้งเจินเจินและหลี่เซียวเหยาที่ใช้เวลาเพียงน้อยนิดใส่เสื้อผ้ากันอย่างเร่งรีบก่อนจะเดินมาเปิดประตูห้องนอนให้บุตรสาวของตนได้เข้ามา “องค์หญิงร้องไห้งอแงอยากหาเสด็จพ่อเสด็จแม่เพคะ” เสี่ยวเหมยที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ลูกของเจินเจินเอ่ยขึ้นอย่างนึกห่วงใยในสภาพจิตใจของธิดาหนึ่งเดียวของคนทั้งคู่ และยิ่งรู้สึกดีเมื่อองค์หญิงน้อยเงียบกริบเพียงเพราะมองเห็นหน้าของบิดามารดา หลี่เซียวเหยารีบเอื้อมมือของตนขึ้นเพื่อรับตัวบุตรสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพวงแก้มเปล่งปลั่งเอามาอุ้มไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมรักใคร่ตามด้วยเจินเจินช่วยจับประคองก่อนจะพากันเดินไป
เวลาผ่านไปอย่างชื่นมื่นเรียบเรื่อย เมื่อถึงเวลาที่หลี่เซียวเหยาพร้อมด้วยองค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางพระโอรสหนึ่งเดียวของแคว้นต้าหลี่ต้องนำกำลังลูกน้องทั้งเหล่าทหารและเหล่าสมุนพรรคมารเดินทางไปจัดการรวบรวมดินแดนที่ยึดครองเอาไว้ให้กลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน เจินเจินที่กำลังตั้งครรภ์ก็อยู่ในความดูแลของเซียงหวงกุ้ยเฟยพร้อมทั้งพวกของเสี่ยวเหมยรวมถึงเหล่าอนุชายาทั้งหลายเป็นอย่างดีเวลาผ่านไปร่วมปี หลังจากรวบรวมดินแดนและก่อสร้างพระราชวังภายในอาณาจักรเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยหลี่เซียวเหยาที่สถาปนาตนเองเป็นหวังคนใหม่ของแผ่นดินจึงส่งคณะเดินทางมารับตัวภรรยาและลูกเจินเจินจึงได้เวลาพาลูกน้อยที่คลอดออกมาได้เพียงสี่เดือนเดินทางไปสมทบกับหลี่เซียวเหยาที่รออยู่แล้วภายในพระราชวังแห่งใหม่ การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่พร้อมทั้งการแต่งตั้งสถาปนาตำแหน่งต่างๆที่สำคัญและจำเป็นของอาณาจักรผ่านก็พ้นไปอย่างไร้ปัญหา เซียงหวงกุ้ยเฟยนั้น แม้จะต้องกลับไปประจำอยู่ที่แคว้นหลี่ตามหน้าที่สนมขั้นสูงแต่ก็ยังคงส่งของขวัญของกำนัลมาให้เจินเจินและลูกน้อยไม่เคยขาดสายบนเตียงใหญ่ภายในห้องนอนกว้างขวาง เสียงแหบพร่าทุ้มต่ำนุ่มนวลอย่างมีเ
เมื่อทั้งสองนั่งจิบชาตามอัธยาสัยตามประสาพี่น้องยามอยู่กันเพียงลำพังโดยปลอดคนนอกแล้วจึงเอ่ยต่อในเรื่องสำคัญ“ข้าอยากให้เจ้ารับตำแหน่งชินอ๋องแล้วพาทหารกับพวกพ้องสมุนของฝ่ายอิทธิพลมืดไปรวบรวมดินแดน” หลี่ซ่งหมินเอ่ยตามสิ่งที่ตนได้ตั้งใจเอาไว้นานแล้วเขายังคงเอ่ยต่อ “ข้าอยากให้เจ้าปกครองแผ่นดินที่ได้ทำการรวบรวมและที่นั่นเจ้าใหญ่ที่สุด แม้แต่มารดาของเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ เจ้าคิดว่าอย่างไร”“เสด็จพี่” หลี่เซียวเหยาถึงกับอึ้งด้วยคาดไม่ถึงเกี่ยวกับเงื่อนไขอย่างนี้ของฮ่องเต้“เจ้าควรจะรับตำแหน่งนี้เสียที เจ้าปฏิเสธข้ามานานมากแล้วนะ เซียวเหยา” หลี่ซ่งหมินยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเขาเคยพยายามจะแต่งตั้งตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ให้กับน้องชายอันเป็นที่รักของเขาเป็นนานแล้ว แต่น้องชายของเขาผู้นี้กลับไม่นิยมอำนาจ สนใจแต่ธรรมะและจมปลักอยู่กับอดีต คิดแต่จะกลับไปอยู่เป็นเพียงองค์ชายที่แคว้นหลี่หลี่ซ่งหมินยังคงเอ่ยต่อ “ฝีมือการต่อสู้ของเจ้านับได้ว่ามีดีเหนือผู้ใด ความสามารถทางการทหารก็มิได้ยิ่งหย่อน อีกทั้งความรู้เชิงบุ๋นของเจ้าก็หาใครเทียบชั้นได้ไม่ เซียวเหยา...ข้าดีใจที่เจ้าตื่นจากฝันร้าย เรื่องนี้ต้องยกคว
“มิน่าเล่า ข้าจึงรู้สึกว่าร่างกายของข้ามันแปลกๆ อีกทั้งพวกของเสี่ยวเหมยมักจะวนเวียนนำยามากมายมาให้ข้าดื่ม ข้ามัวแต่ห่วงเรื่องวางแผนจึงไม่ได้ไปหาหมอเสียที ข้าผิดเอง”เจินเจินกล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดมหันต์พลางยกมือเรียวงามของตนขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองขณะซุกซบอยู่ตรงแผงอกของหลี่เซียวเหยา นางยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแว่วหวาน “ข้าขอโทษ เซียวเหยา ข้าเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย” กล่าวจบน้ำตาก็พลันร่วงริน นางร้องไห้อีกแล้ว ช่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาเสียเลย ร้องไห้ได้ตลอดสิน่า หลี่เซียวเหยาก้มหน้ามองสตรีในอ้อมแขนอย่างนึกเอ็นดูอย่างมากมายเหลือคณา นางมัวแต่ห่วงเรื่องของเขา จนละเลยตนเองถึงเพียงนี้ เขาเองที่เป็นสามีและพ่อที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลไม่เปลี่ยนแปลง “เรื่องสร้างอาณาจักรข้าจะจัดการเอง เพื่อเป็นของขวัญให้ลูกของเราที่กำลังจะเกิดมา”ประโยคนั้นของหลี่เซียวเหยายิ่งเพิ่มปริมาณน้ำตาให้ไหลออกมาอาบแก้มนวลของเจินเจินหญิงสาวถึงกับเม้มริมฝีปากได้รูปเอาไว้แน่นจนแก้มป่องพองแดงเปล่งปลั่งออกมา “ลำบากท่านแล้ว” เจินเจินเปล่
เจินเจินหยุดกระตุกยิ้มมุมปากเพียงนิดก่อนเอ่ยต่อเรื่อยๆดังเดิม “ท่านแม่มักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโจรป่าและพวกบุรุษที่ชอบเอาเปรียบท่านให้ข้าฟังอยู่เสมอ ท่านแม่มักจะยัดเยียดความแค้นทั้งหลายของท่านมาให้ข้า ข้าจึงทำอย่างนั้นได้ไม่ยากข้าจึงตัดสินใจฆ่าตาแก่นั่น...ได้ไม่ยาก”“เจ้าฆ่าชายแก่ผู้นั้นแล้ว ไม่เ
“แล้วคิดว่าข้าไม่เหนื่อยรึ”“เอาน่า องค์ชาย...” เจินเจินลากเสียงยาว “ข้าก็แค่อยากให้ท่านได้ปลดปล่อยบ้าง”ประโยคของเจินเจินทำหลี่เซียวเหยาต้องก้มหน้ามองนางหญิงสาวยังคงเอ่ยเย้า “เป็นอย่างไร โล่งหรือไม่”“ไม่!”“เฮ่อ! ท่านควรปล่อยวาง”“มันมิใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า”“ก็ข้าชอบท่าน”“แต่ข้าไม่ชอบเจ้า”“
หญิงสาวรู้สึกเสียวสันหลังวาบหือ!?“!?”นางค่อยๆหันหน้าไปทางชายหนุ่มที่กำลังพ่นลมหายใจร้อนกรุ่นอยู่เหนือศีรษะของนางในขณะนี้เขา... เขา... ไม่ได้อยู่กับเชือกตรงเสาแล้ว!เจินเจินเอ่ยเสียงเบาแผ่วเกือบกระซิบ “ท่าน... ท่าน..." พลางชี้นิ้วไปตรงต้นเสาต้นหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางห้อง"
“ท่านยังไม่เคยได้ชมความงดงามที่แท้จริงของข้า จะกล่าวอย่างนั้นได้อย่างไร รังเกียจรังงอนอันใดกัน หืม...” หญิงสาวกล่าวขณะย่างกรายเข้าหาชายหนุ่มที่ถูกมัดไว้กับเสากลางห้องจนร่างระหงของนางประชิดถึงลำตัวสูงใหญ่ของเขา ก่อนช้อนสายตาแวววาวทอประกายขึ้นมองจ้องตอบดวงตาคมกริบคล้ายอาฆาตของชายหนุ่มอย่างไม่นึกหวั่น







