Masukหืม!
เดี๋ยวนะ!
เดี๋ยว!
ทำไม?
ทำไมนางต้องมาเจอะเจอและพึงใจกับบุรุษผู้นี้อยู่ร่ำไปกันล่ะนี่
หือ....
เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงรีบหมุนตัวเดินไปอีกทางอย่างแช่มช้อยสวยงามพร้อมข่มใจของตนมิให้เดินเข้าไปหาหลี่เซียวเหยาบุรุษผู้เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนนางเป็นที่สุด
หลี่เซียวเหยาที่อุตส่าห์หยุดเดินเพื่อรอ เมื่อมองเห็นสตรีนางหนึ่งกำลังเดินหมุนตัวคล้ายจะบินได้นางนั้นกำลังเดินมาทางตน
เขาถึงกับคิ้วกระตุกอย่างไม่รู้สาเหตุเมื่อเห็นนางเดินเปลี่ยนทิศไปอีกทางอย่างกระทันหัน
นึกว่าเขาอยากเจอนักหรือไร!?
ชายหนุ่มคิดในใจอย่างขัดเคืองขณะมองตามสตรีนางนั้นกลับตัวเดินไปอีกทางโดยไม่สนใจเขาเหมือนดังเช่นคราก่อน...
และภาพของสองชายหนุ่มหญิงสาวที่คล้ายกับไม่ใส่ใจไม่สนใจกันและกันอย่างนั้นก็อยู่ในสายตาของเซียงอวี๋ผู้ที่ชอบแอบติดตามหลี่เซียวเหยาอยู่ตลอดเวลา
อา...
สองคนนั้นมิได้นำพาสิ่งใดต่อกันแล้ว
ช่างดียิ่ง
ดีจริงๆ
นางจะได้ไม่ต้องคิดแผนการใดๆให้ปวดหัว
หึหึหึ!
เซียงอวี๋คิดในใจอย่างสบายอารมณ์อยู่ตรงมุมมืดมุมหนึ่งระหว่างทางเดินของตำหนักใน…
ท่ามกลางทางเดินที่โอบล้อมไปด้วยทิวทัศน์ของสวนอุทยานงามตานั้น
เจินเจินยังคงเดินไปเดินมาเพื่อทำใจให้ละสายตาพร้อมละจิตใจจากบุรุษผู้ที่นางบังเอิญเจอกับเขาเมื่อสักครู่
นางยอมรับว่าหลี่เซียวเหยาถูกใจนาง
เขาถูกใจนางมากๆ
เขาเป็นบุรุษที่แม้จะถูกหักหลังอย่างไม่น่าให้อภัยแต่ก็ยังคงมีจิตใจอันหนักแน่นซึ่งหาได้ยากยิ่งจากบุรุษทั่วทั้งใต้หล้าแห่งนี้ อีกทั้งยังครองตัวไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสตรีนางใดได้อย่างน่านับถือ
อา...
บุรุษเช่นนี้จะหาที่ไหนได้อีก...
เฮ่อ!
แต่ไม่ว่าจะพิศมองอย่างไร
เขาก็คงไม่มีวันหันมาชมชอบนาง
ฮึ!
ซึ่งนางก็หาได้ใส่ใจไม่
นางเป็นใคร? นางเป็นนางพญาจิ้งจอกเจินเจินเชียวนะ นางทั้งสวย ทั้งเก่ง และไร้ที่ติ
นางเป็นสตรีที่...
ที่...
ที่...
เจินเจินคิดในใจพลางกลอกตาขึ้นมองบน
???
เฮ่อ! ช่างเถอะ! เอาเป็นว่า นางต้องตัดใจ
นางต้องพยายามตัดใจ
ทำอย่างไร?
ใช่!
นางต้องหาบุรุษคนใหม่ เพื่อให้ลืมหลี่เซียวเหยาผู้นั้น มันไม่ใช่เรื่องยาก
ไม่ใช่เรื่องยาก....
ฮึ!
เจินเจินเสียอย่าง...
เพียงไม่นานต่อมา
เหล่าอาคันตุกะของต่างแคว้นจึงเริ่มทยอยกันมาเยือนแคว้นต้าหลี่ด้วยเหตุผลทางการเมืองโดยการนำพาองค์หญิงของแคว้นตนเข้าถวายตัวเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อแคว้นต้าหลี่แห่งนี้
ด้วยเพราะว่าแคว้นต้าหลี่แห่งนี้นั้น นอกจากจะเป็นแคว้นที่ปกครองด้วยฮ่องเต้หลี่ซ่งหมินผู้ที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและความสามารถรอบด้านพร้อมทั้งยังทรงมีรูปโฉมที่งดงามปานเทพเซียนแล้ว พระองค์ยังมีขุมกำลังที่ทรงอิทธิพลอยู่ในอาณัติอีกด้วย จึงมิใช่เรื่องแปลกที่แคว้นต่างๆจะอยากร่วมวงศาคณาญาติสร้างเชื้อสายสืบสันติวงศ์
และท่ามกลางอาคันตุกะมากหน้าหลายตานี้ นอกจากองค์หญิงผู้เลอโฉมมากมายจากต่างแคว้นแล้วยังมีเหล่าองค์ชายรูปงามและแม่ทัพผู้องอาจที่คอยอารักขาเหล่าองค์หญิงของตนที่ได้ร่วมเดินทางมาด้วยก็มีมากมายเช่นกัน สร้างความรื่นเริงบันเทิงใจให้แก่สตรีนางหนึ่งเป็นอย่างมาก
นางหาใช่ใคร เจินเจิน นั่งเอง
ภายในงานเลี้ยงต้อนรับบรรดาอาคันตุกะเหล่านี้นั้นได้จัดที่นั่งให้บรรดาอาคันตุกะและข้าราชบริพาร ให้นั่งตามลำดับตำแหน่งโดยแยกกันนั่งชายหญิงให้อยู่กันคนละฝั่ง
ซึ่งเหล่าองค์หญิงต้องนั่งอยู่ด้านในสุดตรงข้ามกับเหล่าองค์ชาย และบรรดาข้าราชบริพารให้นั่งเยื้ยงกันถัดออกไปตามลำดับตำแหน่งใหญ่ๆไล่ลงไปตามตำแหน่งเล็กๆ โดยแบ่งฝั่งชายหญิงเช่นเดียวกัน
อา...
แบ่งฝั่งชายหญิงอย่างนี้ช่างดียิ่ง นางจะได้เมียงมองเหล่าบุรุษได้ถนัดถนี่
เจินเจินนั่งคิดในใจขณะกำลังไล่สำรวจบรรดาบุรุษที่นางพึงใจอยู่อย่างเพลิดเพลิน
มันเป็นเป้าหมายหลักอันสำคัญยิ่งของเจินเจิน
หญิงสาวได้ที่นั่งไม่ไกลกันจากบรรดาองค์หญิง ด้วยเพราะว่าตำแหน่งของนางนั้นนับได้ว่าไม่น้อยหน้าใคร
นางกำลังใช้สายตาสอดส่ายไปมาเพื่อทอดมองไปทางแม่ทัพหนุ่มๆและเหล่าองค์ชายรูปงามแต่ละคน แต่ละคน
นางสำรวจอย่างเพลิดเพลิน ทีละคน ทีละคน
และนางก็ได้เจอ...
อา...
บุรุษผู้นี้ช่าง...
ช่าง...
หือ...
อีกแล้ว!
เจินเจินรีบกระพริบตาถี่รัวเมื่อเจอบุรุษที่ตนพึงใจที่สุด บุรุษผู้นั้นเป็นเจ้าของสายตาสีหมึกดำ ใบหน้าเขร่งขรึมที่แสนจะคุ้นตา
หญิงสาวยกมือขึ้นขยี้ตาตนเองพลางสะบัดใบหน้าเบาๆ ก่อนจะเริ่มมองหาบุรุษคนใหม่
ต้องมิใช่องค์ชายหลี่เซียวเหยา...
ต้องมิใช่....
ไม่ใช่...
หลายปีต่อมา...ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นแห่งหนึ่งตรงเชิงเขาภายนอกอาณาเขตของราชวังของหลี่เซียวเหยา...ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังใช้มุมสูงจากเชิงเขาตรงนี้ยืนสำรวจอาณาจักรของตนไปโดยรอบทิศทางอย่างถ้วนทั่วเขาเพียงยืนนิ่งๆด้วยมาดของผู้สูงศักดิ์อย่างงามสง่าไม่สร่างซา สายตาคมเข้มกำลังทอดมองออกไปยังเบื้องหน้าจนสุดสายตา เขามีนามว่าหลี่เซียวเหยาอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ไกลกันกับมุมที่ชายหนุ่มยืนอยู่นั้น ได้ปรากฏร่างงามระหงของสตรีนางหนึ่ง นางกำลังเดินหมุนตัวไปหมุนตัวมา ล้อเล่นอยู่กับหมู่ภมรอย่างอารมณ์ดีนางมีนามว่า เจินเจินเพียงครู่สายตาของหญิงสาวพลันสะดุดเข้ากับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อา...บุรุษผู้นี้ช่าง....หญิงสาวไม่รอช้า นางรีบกระโดดเข้าไปหายังทิศทางที่ชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นในทันที“ท่าน” เสียงแว่วหวานของนางเอ่ยทักออกไปพร้อมกับวงแขนเรียวสวยอ้าออกเพื่อหมายจะเข้าไปโอบกอดชายหนุ่มผู้นั้นอ๊ะ!เดี๋ยวนะ!ทำไมบรรยากาศและภาพยามนี้มันคุ้นๆบุรุษหนุ่มรูปงามยืนนิ่งๆอยู่ใต้ต้นไม้...อา...เจินเจินถึงกับชะงักกึกเมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าที่แสนจะคุ้นตาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเกิ
ภายในศาลากลางสวนสวยอีกทางหนึ่งของอุทธยาน“ข้าช่างเหงาใจยิ่งนัก” เสียงอ่อนหวานของอนุชายาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เมื่อนึกภาพของเจินเจินกับหลี่เซียวเหยารักใคร่กลมเกลียวกัน นางกำลังอยากมีความรู้สึกระหว่างคนรักกระทำต่อกันอย่างนั้นบ้าง“ข้าเองก็เช่นเดียวกัน” เสียงหวานใสของอนุชายาอีกคนเอ่ยตาม พลางถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงคล้ายนัดหมายซักพักก็มีเหล่าบุรุษรูปร่างกำยำเดินผ่านไปตามทางเดินเขาเข้ามาตามคำสั่งของเจินเจินเพื่อเข้ามารับการมอบหมายงานจากเจินเจิน อนุชายาอีกคนบังเอิญหันไปเห็นบุรุษผู้นั้น ซึ่งแม้จะเป็นระยะทางที่ไกลกันมากแต่ก็สามารถทำให้นางถึงกับหน้าแดงเกินเก็บข่ม ด้วยเพราะบุรุษผู้นั้นนางแอบปักใจอยู่อย่างเงียบเชียบและภาพนั้นก็หาได้รอดพ้นจากสายตาของเจินเจินไม่“เจ้ากำลังมีความรัก” เสียงแว่วหวานของเจินเจินดังขึ้นอยู่ตรงทางเดินไม่ไกลจากศาลา “อ่ะ... หม่อมฉัน เอ่อ...หม่อมฉัน” อนุชายาคนเดิมยิ่งเพิ่มระดับความหน้าแดงเกินยับยั้งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาตามความรู้สึกอย่างไม่คิดจะปิดบัง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมาพวกนางมักจะพูดคุยกันอย่างเปิดอกกันอยู่เสมอเมื่อครั้งที่ยังอยู่ที่แคว
เจินเจินเพียงยกขาเรียวงามของตนขึ้นเพื่อแยกออกพร้อมรองรับต้นขาเรียวยาวของหลี่เซียวเหยาที่พร้อมแล้วสำหรับขั้นตอนอันสำคัญ “แง๊ แง๊” พลันเสียงลูกน้อยก็ดังขึ้น“รอครู่เดียวนะเพคะ องค์หญิง ประเดี๋ยวเสด็จแม่ก็มาแล้วเพคะ” ตามด้วยเสียงของเสี่ยวเหมยดังอยู่หน้าประตูห้องนอน“ประเดี๋ยวข้าน้อยเคาะประตูห้องก่อนนะเจ้าคะ” ซิงซิงและจิงเยว่รีบเอ่ยตามก๊อก ก๊อก ก๊อก และเสียงเคาะประตูก็ดังตามมาโอว...สวรรค์!!!เจินเจินและหลี่เซียวเหยาเจ้าของห้องนอนถึงกับหน้าถอดสีเพียงไม่นานทั้งเจินเจินและหลี่เซียวเหยาที่ใช้เวลาเพียงน้อยนิดใส่เสื้อผ้ากันอย่างเร่งรีบก่อนจะเดินมาเปิดประตูห้องนอนให้บุตรสาวของตนได้เข้ามา “องค์หญิงร้องไห้งอแงอยากหาเสด็จพ่อเสด็จแม่เพคะ” เสี่ยวเหมยที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ลูกของเจินเจินเอ่ยขึ้นอย่างนึกห่วงใยในสภาพจิตใจของธิดาหนึ่งเดียวของคนทั้งคู่ และยิ่งรู้สึกดีเมื่อองค์หญิงน้อยเงียบกริบเพียงเพราะมองเห็นหน้าของบิดามารดา หลี่เซียวเหยารีบเอื้อมมือของตนขึ้นเพื่อรับตัวบุตรสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพวงแก้มเปล่งปลั่งเอามาอุ้มไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมรักใคร่ตามด้วยเจินเจินช่วยจับประคองก่อนจะพากันเดินไป
เวลาผ่านไปอย่างชื่นมื่นเรียบเรื่อย เมื่อถึงเวลาที่หลี่เซียวเหยาพร้อมด้วยองค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางพระโอรสหนึ่งเดียวของแคว้นต้าหลี่ต้องนำกำลังลูกน้องทั้งเหล่าทหารและเหล่าสมุนพรรคมารเดินทางไปจัดการรวบรวมดินแดนที่ยึดครองเอาไว้ให้กลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน เจินเจินที่กำลังตั้งครรภ์ก็อยู่ในความดูแลของเซียงหวงกุ้ยเฟยพร้อมทั้งพวกของเสี่ยวเหมยรวมถึงเหล่าอนุชายาทั้งหลายเป็นอย่างดีเวลาผ่านไปร่วมปี หลังจากรวบรวมดินแดนและก่อสร้างพระราชวังภายในอาณาจักรเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยหลี่เซียวเหยาที่สถาปนาตนเองเป็นหวังคนใหม่ของแผ่นดินจึงส่งคณะเดินทางมารับตัวภรรยาและลูกเจินเจินจึงได้เวลาพาลูกน้อยที่คลอดออกมาได้เพียงสี่เดือนเดินทางไปสมทบกับหลี่เซียวเหยาที่รออยู่แล้วภายในพระราชวังแห่งใหม่ การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่พร้อมทั้งการแต่งตั้งสถาปนาตำแหน่งต่างๆที่สำคัญและจำเป็นของอาณาจักรผ่านก็พ้นไปอย่างไร้ปัญหา เซียงหวงกุ้ยเฟยนั้น แม้จะต้องกลับไปประจำอยู่ที่แคว้นหลี่ตามหน้าที่สนมขั้นสูงแต่ก็ยังคงส่งของขวัญของกำนัลมาให้เจินเจินและลูกน้อยไม่เคยขาดสายบนเตียงใหญ่ภายในห้องนอนกว้างขวาง เสียงแหบพร่าทุ้มต่ำนุ่มนวลอย่างมีเ
เมื่อทั้งสองนั่งจิบชาตามอัธยาสัยตามประสาพี่น้องยามอยู่กันเพียงลำพังโดยปลอดคนนอกแล้วจึงเอ่ยต่อในเรื่องสำคัญ“ข้าอยากให้เจ้ารับตำแหน่งชินอ๋องแล้วพาทหารกับพวกพ้องสมุนของฝ่ายอิทธิพลมืดไปรวบรวมดินแดน” หลี่ซ่งหมินเอ่ยตามสิ่งที่ตนได้ตั้งใจเอาไว้นานแล้วเขายังคงเอ่ยต่อ “ข้าอยากให้เจ้าปกครองแผ่นดินที่ได้ทำการรวบรวมและที่นั่นเจ้าใหญ่ที่สุด แม้แต่มารดาของเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ เจ้าคิดว่าอย่างไร”“เสด็จพี่” หลี่เซียวเหยาถึงกับอึ้งด้วยคาดไม่ถึงเกี่ยวกับเงื่อนไขอย่างนี้ของฮ่องเต้“เจ้าควรจะรับตำแหน่งนี้เสียที เจ้าปฏิเสธข้ามานานมากแล้วนะ เซียวเหยา” หลี่ซ่งหมินยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเขาเคยพยายามจะแต่งตั้งตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ให้กับน้องชายอันเป็นที่รักของเขาเป็นนานแล้ว แต่น้องชายของเขาผู้นี้กลับไม่นิยมอำนาจ สนใจแต่ธรรมะและจมปลักอยู่กับอดีต คิดแต่จะกลับไปอยู่เป็นเพียงองค์ชายที่แคว้นหลี่หลี่ซ่งหมินยังคงเอ่ยต่อ “ฝีมือการต่อสู้ของเจ้านับได้ว่ามีดีเหนือผู้ใด ความสามารถทางการทหารก็มิได้ยิ่งหย่อน อีกทั้งความรู้เชิงบุ๋นของเจ้าก็หาใครเทียบชั้นได้ไม่ เซียวเหยา...ข้าดีใจที่เจ้าตื่นจากฝันร้าย เรื่องนี้ต้องยกคว
“มิน่าเล่า ข้าจึงรู้สึกว่าร่างกายของข้ามันแปลกๆ อีกทั้งพวกของเสี่ยวเหมยมักจะวนเวียนนำยามากมายมาให้ข้าดื่ม ข้ามัวแต่ห่วงเรื่องวางแผนจึงไม่ได้ไปหาหมอเสียที ข้าผิดเอง”เจินเจินกล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดมหันต์พลางยกมือเรียวงามของตนขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองขณะซุกซบอยู่ตรงแผงอกของหลี่เซียวเหยา นางยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแว่วหวาน “ข้าขอโทษ เซียวเหยา ข้าเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย” กล่าวจบน้ำตาก็พลันร่วงริน นางร้องไห้อีกแล้ว ช่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาเสียเลย ร้องไห้ได้ตลอดสิน่า หลี่เซียวเหยาก้มหน้ามองสตรีในอ้อมแขนอย่างนึกเอ็นดูอย่างมากมายเหลือคณา นางมัวแต่ห่วงเรื่องของเขา จนละเลยตนเองถึงเพียงนี้ เขาเองที่เป็นสามีและพ่อที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลไม่เปลี่ยนแปลง “เรื่องสร้างอาณาจักรข้าจะจัดการเอง เพื่อเป็นของขวัญให้ลูกของเราที่กำลังจะเกิดมา”ประโยคนั้นของหลี่เซียวเหยายิ่งเพิ่มปริมาณน้ำตาให้ไหลออกมาอาบแก้มนวลของเจินเจินหญิงสาวถึงกับเม้มริมฝีปากได้รูปเอาไว้แน่นจนแก้มป่องพองแดงเปล่งปลั่งออกมา “ลำบากท่านแล้ว” เจินเจินเปล่
“ว่าอย่างไร...” เขายังคงย้ำถามเสียงแหบต่ำขณะก้มหน้าลงตรงซอกคอระหงของนาง“อืม...”เจินเจินพยักหน้าเบาๆยอมรับไปก่อนเพื่อมิให้เสียบรรยากาศ เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นของเขาทั้งตัวและหัวใจ สองหนุ่มสาวจึงเริ่มพัวพันคลอเคลียแนบชิดสนิทแนบแน่นกันยิ่งขึ้นเมื่อหลี่เซียวเหยาใช้ต้นขาของเขาดันต้นขาของเจินเจินออก
เจินเจินเหม่อมองสายตาพราวเสน่ห์ของเขาและรับรู้ได้ว่ายามนี้หลี่เซียวเหยาของนางต้องการนางมากเพียงใด นางเองก็เช่นเดียวกันหญิงสาวยกตัวขึ้นพร้อมกับเอื้อมวงแขนขึ้นโอบรอบลำคอของชายหนุ่มก่อนจะเป็นฝ่ายโน้มตัวขึ้นจูบเขาอย่างเร่าร้อนเริ่มต้นใหม่อย่างเร่งเร้าหลี่เซียวเหยารับรู้ได้ถึงการเริ่มต้นใหม่ครานี้ของ
“ข้ามีปัญญาปกป้องพวกนางได้เท่านี้ล่ะ เจ้าก็เห็นว่าพวกนางยังเด็กนัก พวกทหารเหล่านี้ช่างกักขฬะยิ่ง การต้องอยู่ใต้ร่างบุรุษโดยที่ร่างกายและจิตใจยังไม่พร้อม เจ้าคิดว่าพวกนางจะทรมานมากเพียงใดกัน”เจินเจินนิ่งฟังและคิดตาม สตรีน้อยสองนางที่นั่งกันอยู่ในห้องนั้น นางพิศมองอย่างไรก็ไม่พ้นวัยสิบห้าปีอย่างแ
ต้นเหตุที่จู่ๆมารดาของหลี่เซียวเหยาพาสตรีมาให้ชายหนุ่มถึงที่นั้นเป็นเพราะเซียงอวี๋นั่นเองเซียงอวี๋นั้นเมื่อจับหลี่เซียวเหยาไม่สำเร็จเมื่อครั้งวางยาปลุกกำหนัดหลี่เซียวเหยา จึงจำต้องเลิกตอแยหลี่เซียวเหยาเนื่องด้วยเหตุการวางยาหลี่เซียวเหยาที่เป็นถึงองค์ชาย นางจึงถูกทำโทษอย่างหนักและโดนเนรเทศให้ออกไปจ







