Masuk“ข้าแอบเข้าไปในแต่ละตำหนักของเหล่าองค์หญิงที่มาเป็นสนมพวกนั้น ข้าล่ะ ไม่อยากจะเชื่อ นี่คือเหล่าสตรีของเมืองหลวงรึ พวกนางทำอย่างนี้กันรึ ตัวข้าเองยังไม่คิดจะทำถึงเพียงนี้ อ่ะ! อ้าว! ไปไหนกันรึ ข้ายังบอกกล่าวไม่หมดนะ” เจินเจินเอ่ยพลางหันไปเห็นหลิวฉวนหยู่ร์กำลังฉุดดึงร่างของหงเหม่ยหลงเอาไว้ คล้ายพยายามห้ามปรามอะไรกันสักอย่าง
“ใจเย็น เหม่ยหลง ใจเย็นก่อน” หลิวฉวนหยู่ร์กล่าวเตือนสติ หงฮองเฮาที่พร้อมจะพุ่งร่างออกไปอย่างหมายมาดในทิศทางของตำหนักเหล่าสนม
พวกนางมักจะเปลี่ยนสรรพนามเรียกกันเมื่ออยู่กันเพียงลำพังเฉพาะคนสนิทของฝ่ายอิทธิพลมืดด้วยกัน
“เจินเจิน เจ้ารีบเก็บของพวกนั้นไปทำลายทิ้งเสีย ก่อนที่โทสะของเหม่ยหลงจะพุ่งพรวดไปมากกว่านี้” หลิวฉวนหยู่ร์กล่าวขึ้นกับเจินเจินเมื่อเห็นหงเหม่ยหลงอารมณ์คุกรุ่นยามที่รู้ได้ว่าเหล่าสนมกำลังคิดการอันใดกับพระสวามีหนึ่งเดียวของนาง
“เรื่องอะไรจะเอาไปทำลายเล่า ข้าคิดจะนำมันไปใช้กับองค์ชายหลี่เซียวเหยาของข้า” เจินเจินตอบตามสัตย์อย่างตรงไปตรงมาตามวิสัย
“มันไม่ถูกต้อง เจินเจิน” หงเหม่ยหลงเอ่ยขึ้นอย่างฉุนเฉียวไม่จาง “เจ้าจะใช้ของพวกนี้กับองค์ชายสี่ไม่ได้”
เจินเจินได้ฟังถึงกับฉงน ขมวดคิ้วอย่างสงสัย ก่อนถามออกไป “ไม่ได้รึ ทำไมล่ะ”
“เจ้าจะทำอย่างนี้ให้ได้อะไร” หงเหม่ยหลงเอ่ยขึ้นพร้อมเดินเข้ามาหาเจินเจิน “เจ้าอยากมอมเมาองค์ชายสี่โดยไม่สนใจว่าเขาจะนิยมรักใคร่เจ้าหรือไม่ เช่นนั้นรึ”
เจินเจินเอียงหน้าน้อยๆคิดตาม แต่ยังถามออกไปอย่างแคลงใจ “พวกสตรีเมืองหลวงเขาก็ทำกันมิใช่รึ พวกสนมพวกนี้ก็คิดจะทำอย่างนั้นกับฝ่าบาท”
“พวกนางมิได้มีความรักให้แก่หลี่ซ่งหมินของข้า” หงฮองเฮาเอ่ยขัด “เจินเจิน พวกนางแค่หวังในอำนาจ แต่เจ้าไม่ใช่ พวกเราไม่ใช่ แล้วเจ้า...เจินเจิน”
หงเหม่ยหลงกล่าวต่อเนื่องพลางจ้องใบหน้างามของเจินเจินนิ่งๆ “เจ้าจะรู้สึกอย่างไร เมื่อฤทธิ์ของสิ่งเหล่านี้หมดไป องค์ชายสี่ได้สติหลังจากมึนเมากับเจ้าแล้วลุกออกจากเตียงเดินจากไปอย่างงุนงง”
“โอว... เห็นภาพเลย” เจินเจินอุทาน
“เจ้าชมชอบองค์ชายสี่จริงๆรึ เจินเจิน” ครานี้เป็นหลิว ฉวนหยู่ร์เอ่ยถามขึ้นบ้าง
เจินเจินเพียงหยักหน้ายอมรับหงึกๆด้วยสีหน้าจริงจัง
หลิวฉวนหยู่ร์ยังคงเอ่ยต่อ “แล้วองค์ชายสี่เล่า เขาชมชอบเจ้าหรือเปล่า เจ้าควรจะทำให้เขาชอบเจ้ารักเจ้าจากใจจริงเสียก่อนนะ จึงคิดจะใช้สิ่งของพวกนี้”
“หือ...” เจินเจินเริ่มงง แล้ว...ตกลงนางจะใช้ของพวกนี้ได้หรือไม่กันล่ะนี่???
หลังจากที่เฝ้าครุ่นคิดมานานอยู่หลายวันเกี่ยวกับวิธีการที่จะทำให้องค์ชายหลี่เซียวเหยาได้หันมาชมชอบและรักนางจากใจจริง
เจินเจินจึงอดรนทนไม่ได้ด้วยคิดถึงองค์ชายสี่หลี่เซียวเหยาเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรให้เขาหันมาชมชอบนาง
แต่เจินเจินก็ยังคงตัดสินใจเข้าหาหลี่เซียวเหยาอีกครั้ง
และครั้งนี้หญิงสาวก็ได้ตั้งปณิธานเอาไว้แล้วว่า นางจะทำตัวดีๆ ไม่กระทำการอุกอาจคล้ายจะขืนใจเขาแต่อย่างใด
นางจะพยายามไม่ลวนลามเขาด้วย
นางไม่อยากให้เขารังเกียจนางไปมากกว่านี้
อา...
วันนี้นางแต่งกายด้วยชุดสุภาพด้วยนะ ปกปิดมิดชิดมิดชิดเชียวล่ะ ดูสง่างามเฉกเช่นสตรีสูงส่งเสียด้วย นางเลือกเฟ้นอยู่เป็นนานเลยนะ สำหรับอาภรณ์ชุดนี้ที่นางใส่มา เพื่อให้หลี่เซียวเหยาได้ยลโฉม เขาจะได้พิศมองนางใหม่
เขาจะชมชอบนางหรือไม่กันนะ หากนางทำตัวดีขึ้น เรียบร้อยขึ้น
เจินเจินคิดไปพลางเดินไปตามทางเดินที่เชื่อมต่อทอดยาวไปยังตำหนักของหลี่เซียวเหยา
ภายในห้องๆหนึ่งของตำหนักอันโอ่อ่าระโหฐานขององค์ชายสี่...
หลี่เซียวเหยากำลังควบคุมอารมณ์พลุ่งพล่านบางอย่างอยู่อย่างทรมาน
เขาเริ่มไม่เข้าใจ
ว่าทำไมชีวิตของเขาต้องมาเจอเรื่องบัดซบอย่างนี้อยู่ร่ำไป เกิดมาเป็นชายหนุ่มรูปงามอย่างนี้มันผิดนักหรือไร
“เจ้า... เจ้าเอาอะไรใส่ลงไปในน้ำชานี่” หลี่เซียวเหยาถามออกไปทางนางกำนัลคนหนึ่งหลังจากที่เขาได้ดื่มชาตรงหน้าลงไปเพียงครู่
นางกำนัลคนนี้เขาเริ่มนึกออกแล้วว่าเป็นน้องสาวของอดีตชายาของเขา นามว่าเซียงอวี๋
หลายปีต่อมา...ภายใต้ต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นแห่งหนึ่งตรงเชิงเขาภายนอกอาณาเขตของราชวังของหลี่เซียวเหยา...ชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังใช้มุมสูงจากเชิงเขาตรงนี้ยืนสำรวจอาณาจักรของตนไปโดยรอบทิศทางอย่างถ้วนทั่วเขาเพียงยืนนิ่งๆด้วยมาดของผู้สูงศักดิ์อย่างงามสง่าไม่สร่างซา สายตาคมเข้มกำลังทอดมองออกไปยังเบื้องหน้าจนสุดสายตา เขามีนามว่าหลี่เซียวเหยาอีกมุมหนึ่งซึ่งไม่ไกลกันกับมุมที่ชายหนุ่มยืนอยู่นั้น ได้ปรากฏร่างงามระหงของสตรีนางหนึ่ง นางกำลังเดินหมุนตัวไปหมุนตัวมา ล้อเล่นอยู่กับหมู่ภมรอย่างอารมณ์ดีนางมีนามว่า เจินเจินเพียงครู่สายตาของหญิงสาวพลันสะดุดเข้ากับชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อา...บุรุษผู้นี้ช่าง....หญิงสาวไม่รอช้า นางรีบกระโดดเข้าไปหายังทิศทางที่ชายหนุ่มรูปงามยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นในทันที“ท่าน” เสียงแว่วหวานของนางเอ่ยทักออกไปพร้อมกับวงแขนเรียวสวยอ้าออกเพื่อหมายจะเข้าไปโอบกอดชายหนุ่มผู้นั้นอ๊ะ!เดี๋ยวนะ!ทำไมบรรยากาศและภาพยามนี้มันคุ้นๆบุรุษหนุ่มรูปงามยืนนิ่งๆอยู่ใต้ต้นไม้...อา...เจินเจินถึงกับชะงักกึกเมื่อมองเห็นภาพตรงหน้าที่แสนจะคุ้นตาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเกิ
ภายในศาลากลางสวนสวยอีกทางหนึ่งของอุทธยาน“ข้าช่างเหงาใจยิ่งนัก” เสียงอ่อนหวานของอนุชายาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เมื่อนึกภาพของเจินเจินกับหลี่เซียวเหยารักใคร่กลมเกลียวกัน นางกำลังอยากมีความรู้สึกระหว่างคนรักกระทำต่อกันอย่างนั้นบ้าง“ข้าเองก็เช่นเดียวกัน” เสียงหวานใสของอนุชายาอีกคนเอ่ยตาม พลางถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงคล้ายนัดหมายซักพักก็มีเหล่าบุรุษรูปร่างกำยำเดินผ่านไปตามทางเดินเขาเข้ามาตามคำสั่งของเจินเจินเพื่อเข้ามารับการมอบหมายงานจากเจินเจิน อนุชายาอีกคนบังเอิญหันไปเห็นบุรุษผู้นั้น ซึ่งแม้จะเป็นระยะทางที่ไกลกันมากแต่ก็สามารถทำให้นางถึงกับหน้าแดงเกินเก็บข่ม ด้วยเพราะบุรุษผู้นั้นนางแอบปักใจอยู่อย่างเงียบเชียบและภาพนั้นก็หาได้รอดพ้นจากสายตาของเจินเจินไม่“เจ้ากำลังมีความรัก” เสียงแว่วหวานของเจินเจินดังขึ้นอยู่ตรงทางเดินไม่ไกลจากศาลา “อ่ะ... หม่อมฉัน เอ่อ...หม่อมฉัน” อนุชายาคนเดิมยิ่งเพิ่มระดับความหน้าแดงเกินยับยั้งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยออกมาตามความรู้สึกอย่างไม่คิดจะปิดบัง เนื่องจากแต่ไหนแต่ไรมาพวกนางมักจะพูดคุยกันอย่างเปิดอกกันอยู่เสมอเมื่อครั้งที่ยังอยู่ที่แคว
เจินเจินเพียงยกขาเรียวงามของตนขึ้นเพื่อแยกออกพร้อมรองรับต้นขาเรียวยาวของหลี่เซียวเหยาที่พร้อมแล้วสำหรับขั้นตอนอันสำคัญ “แง๊ แง๊” พลันเสียงลูกน้อยก็ดังขึ้น“รอครู่เดียวนะเพคะ องค์หญิง ประเดี๋ยวเสด็จแม่ก็มาแล้วเพคะ” ตามด้วยเสียงของเสี่ยวเหมยดังอยู่หน้าประตูห้องนอน“ประเดี๋ยวข้าน้อยเคาะประตูห้องก่อนนะเจ้าคะ” ซิงซิงและจิงเยว่รีบเอ่ยตามก๊อก ก๊อก ก๊อก และเสียงเคาะประตูก็ดังตามมาโอว...สวรรค์!!!เจินเจินและหลี่เซียวเหยาเจ้าของห้องนอนถึงกับหน้าถอดสีเพียงไม่นานทั้งเจินเจินและหลี่เซียวเหยาที่ใช้เวลาเพียงน้อยนิดใส่เสื้อผ้ากันอย่างเร่งรีบก่อนจะเดินมาเปิดประตูห้องนอนให้บุตรสาวของตนได้เข้ามา “องค์หญิงร้องไห้งอแงอยากหาเสด็จพ่อเสด็จแม่เพคะ” เสี่ยวเหมยที่รับหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้ลูกของเจินเจินเอ่ยขึ้นอย่างนึกห่วงใยในสภาพจิตใจของธิดาหนึ่งเดียวของคนทั้งคู่ และยิ่งรู้สึกดีเมื่อองค์หญิงน้อยเงียบกริบเพียงเพราะมองเห็นหน้าของบิดามารดา หลี่เซียวเหยารีบเอื้อมมือของตนขึ้นเพื่อรับตัวบุตรสาวหน้าตาจิ้มลิ้มพวงแก้มเปล่งปลั่งเอามาอุ้มไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมรักใคร่ตามด้วยเจินเจินช่วยจับประคองก่อนจะพากันเดินไป
เวลาผ่านไปอย่างชื่นมื่นเรียบเรื่อย เมื่อถึงเวลาที่หลี่เซียวเหยาพร้อมด้วยองค์ชายน้อยหลี่หงจินหยางพระโอรสหนึ่งเดียวของแคว้นต้าหลี่ต้องนำกำลังลูกน้องทั้งเหล่าทหารและเหล่าสมุนพรรคมารเดินทางไปจัดการรวบรวมดินแดนที่ยึดครองเอาไว้ให้กลายเป็นแผ่นดินผืนเดียวกัน เจินเจินที่กำลังตั้งครรภ์ก็อยู่ในความดูแลของเซียงหวงกุ้ยเฟยพร้อมทั้งพวกของเสี่ยวเหมยรวมถึงเหล่าอนุชายาทั้งหลายเป็นอย่างดีเวลาผ่านไปร่วมปี หลังจากรวบรวมดินแดนและก่อสร้างพระราชวังภายในอาณาจักรเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยหลี่เซียวเหยาที่สถาปนาตนเองเป็นหวังคนใหม่ของแผ่นดินจึงส่งคณะเดินทางมารับตัวภรรยาและลูกเจินเจินจึงได้เวลาพาลูกน้อยที่คลอดออกมาได้เพียงสี่เดือนเดินทางไปสมทบกับหลี่เซียวเหยาที่รออยู่แล้วภายในพระราชวังแห่งใหม่ การเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่พร้อมทั้งการแต่งตั้งสถาปนาตำแหน่งต่างๆที่สำคัญและจำเป็นของอาณาจักรผ่านก็พ้นไปอย่างไร้ปัญหา เซียงหวงกุ้ยเฟยนั้น แม้จะต้องกลับไปประจำอยู่ที่แคว้นหลี่ตามหน้าที่สนมขั้นสูงแต่ก็ยังคงส่งของขวัญของกำนัลมาให้เจินเจินและลูกน้อยไม่เคยขาดสายบนเตียงใหญ่ภายในห้องนอนกว้างขวาง เสียงแหบพร่าทุ้มต่ำนุ่มนวลอย่างมีเ
เมื่อทั้งสองนั่งจิบชาตามอัธยาสัยตามประสาพี่น้องยามอยู่กันเพียงลำพังโดยปลอดคนนอกแล้วจึงเอ่ยต่อในเรื่องสำคัญ“ข้าอยากให้เจ้ารับตำแหน่งชินอ๋องแล้วพาทหารกับพวกพ้องสมุนของฝ่ายอิทธิพลมืดไปรวบรวมดินแดน” หลี่ซ่งหมินเอ่ยตามสิ่งที่ตนได้ตั้งใจเอาไว้นานแล้วเขายังคงเอ่ยต่อ “ข้าอยากให้เจ้าปกครองแผ่นดินที่ได้ทำการรวบรวมและที่นั่นเจ้าใหญ่ที่สุด แม้แต่มารดาของเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ เจ้าคิดว่าอย่างไร”“เสด็จพี่” หลี่เซียวเหยาถึงกับอึ้งด้วยคาดไม่ถึงเกี่ยวกับเงื่อนไขอย่างนี้ของฮ่องเต้“เจ้าควรจะรับตำแหน่งนี้เสียที เจ้าปฏิเสธข้ามานานมากแล้วนะ เซียวเหยา” หลี่ซ่งหมินยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบเขาเคยพยายามจะแต่งตั้งตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ให้กับน้องชายอันเป็นที่รักของเขาเป็นนานแล้ว แต่น้องชายของเขาผู้นี้กลับไม่นิยมอำนาจ สนใจแต่ธรรมะและจมปลักอยู่กับอดีต คิดแต่จะกลับไปอยู่เป็นเพียงองค์ชายที่แคว้นหลี่หลี่ซ่งหมินยังคงเอ่ยต่อ “ฝีมือการต่อสู้ของเจ้านับได้ว่ามีดีเหนือผู้ใด ความสามารถทางการทหารก็มิได้ยิ่งหย่อน อีกทั้งความรู้เชิงบุ๋นของเจ้าก็หาใครเทียบชั้นได้ไม่ เซียวเหยา...ข้าดีใจที่เจ้าตื่นจากฝันร้าย เรื่องนี้ต้องยกคว
“มิน่าเล่า ข้าจึงรู้สึกว่าร่างกายของข้ามันแปลกๆ อีกทั้งพวกของเสี่ยวเหมยมักจะวนเวียนนำยามากมายมาให้ข้าดื่ม ข้ามัวแต่ห่วงเรื่องวางแผนจึงไม่ได้ไปหาหมอเสียที ข้าผิดเอง”เจินเจินกล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิดมหันต์พลางยกมือเรียวงามของตนขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองขณะซุกซบอยู่ตรงแผงอกของหลี่เซียวเหยา นางยังคงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแว่วหวาน “ข้าขอโทษ เซียวเหยา ข้าเป็นแม่ที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย” กล่าวจบน้ำตาก็พลันร่วงริน นางร้องไห้อีกแล้ว ช่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเอาเสียเลย ร้องไห้ได้ตลอดสิน่า หลี่เซียวเหยาก้มหน้ามองสตรีในอ้อมแขนอย่างนึกเอ็นดูอย่างมากมายเหลือคณา นางมัวแต่ห่วงเรื่องของเขา จนละเลยตนเองถึงเพียงนี้ เขาเองที่เป็นสามีและพ่อที่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า” ชายหนุ่มเอ่ยออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำนุ่มนวลไม่เปลี่ยนแปลง “เรื่องสร้างอาณาจักรข้าจะจัดการเอง เพื่อเป็นของขวัญให้ลูกของเราที่กำลังจะเกิดมา”ประโยคนั้นของหลี่เซียวเหยายิ่งเพิ่มปริมาณน้ำตาให้ไหลออกมาอาบแก้มนวลของเจินเจินหญิงสาวถึงกับเม้มริมฝีปากได้รูปเอาไว้แน่นจนแก้มป่องพองแดงเปล่งปลั่งออกมา “ลำบากท่านแล้ว” เจินเจินเปล่
เจินเจินยังคงเอ่ยต่ออย่างไม่นึกละอายแต่อย่างใด “ถ้ามิใช่บุรุษที่มีความรักให้แก่ข้าแล้ว ข้าย่อมไม่ขึ้นเตียงด้วย แต่กับบุรุษที่ข้ารู้สึกชื่นชอบข้าก็ขอกินเต้าหู้บ้างก็เท่านั้น” หญิงสาวกดเสียงให้เบาลงก่อนเอียงหน้าเหล่สายตามองมาทางหลี่เซียวเหยาพลางเอ่ยเย้า “ท่านเป็นผู้นั้น”ชายหนุ่มเพียงหรี่ตามองตอบนิ่
เจินเจินหยุดกระตุกยิ้มมุมปากเพียงนิดก่อนเอ่ยต่อเรื่อยๆดังเดิม “ท่านแม่มักจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับโจรป่าและพวกบุรุษที่ชอบเอาเปรียบท่านให้ข้าฟังอยู่เสมอ ท่านแม่มักจะยัดเยียดความแค้นทั้งหลายของท่านมาให้ข้า ข้าจึงทำอย่างนั้นได้ไม่ยากข้าจึงตัดสินใจฆ่าตาแก่นั่น...ได้ไม่ยาก”“เจ้าฆ่าชายแก่ผู้นั้นแล้ว ไม่เ
“แล้วคิดว่าข้าไม่เหนื่อยรึ”“เอาน่า องค์ชาย...” เจินเจินลากเสียงยาว “ข้าก็แค่อยากให้ท่านได้ปลดปล่อยบ้าง”ประโยคของเจินเจินทำหลี่เซียวเหยาต้องก้มหน้ามองนางหญิงสาวยังคงเอ่ยเย้า “เป็นอย่างไร โล่งหรือไม่”“ไม่!”“เฮ่อ! ท่านควรปล่อยวาง”“มันมิใช่ธุระกงการอะไรของเจ้า”“ก็ข้าชอบท่าน”“แต่ข้าไม่ชอบเจ้า”“
หญิงสาวรู้สึกเสียวสันหลังวาบหือ!?“!?”นางค่อยๆหันหน้าไปทางชายหนุ่มที่กำลังพ่นลมหายใจร้อนกรุ่นอยู่เหนือศีรษะของนางในขณะนี้เขา... เขา... ไม่ได้อยู่กับเชือกตรงเสาแล้ว!เจินเจินเอ่ยเสียงเบาแผ่วเกือบกระซิบ “ท่าน... ท่าน..." พลางชี้นิ้วไปตรงต้นเสาต้นหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางห้อง"







