Share

บทที่ 9

Author: เทียนเทียน
นางยกมือที่สั่นเทาขึ้น หยิบพลุสัญญาณดอกแรกออกมา แล้วดึงชนวนอย่างแรง!

“ฟิ้ว—!” แสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งทะลุช่องลมสูงของศาลบรรพชนขึ้นสู่ท้องราตรี พร้อมเสียงหวีดแหลม ก่อนจะแตกกระจายเป็นดอกไม้เงินดอกเล็กกลางนภา

ไร้เสียงตอบรับใด ๆ

เสือร้ายย่างเท้าเข้ามาใกล้ทีละก้าว ลมหายใจร้อนคาวพ่นรดใบหน้าของนาง

ดอกที่สอง!

“ฟิ้ว—!”

ยังคงไร้ความเคลื่อนไหว มีเพียงเสียงดนตรีและเสียงขับร้องร่ายรำจากที่ไกล ๆ ดังแว่วมา ราวกับที่นั่นกำลังมีงานเลี้ยงอยู่

เสือร้ายคล้ายถูกแสงจากพลุสัญญาณกระตุ้น มันคำรามต่ำอย่างหงุดหงิด ก่อนพุ่งเข้าใส่อย่างดุดัน!

เจียงหลินหลางกลิ้งหลบไปด้านข้างอย่างทุลักทุเล กรงเล็บคมกริบเฉียดผ่านหัวไหล่ของนาง ฉีกเนื้อหนังติดออกมาเป็นแถบ!

ความเจ็บปวดรุนแรงทำให้สายตาของนางพร่าเลือน!

ดอกที่สาม! ดอกสุดท้าย!

นางรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมด ดึงชนวนมันออก!

“ฟิ้ว—!”

ดอกไม้เงินส่องประกายในท้องราตรีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะดับวูบลง

ทว่าสิ่งที่ตอบกลับนาง มีเพียงเสียงคำรามอันดุร้ายยิ่งกว่าเดิมของเสือร้าย

ครานี้นางหลบไม่ทัน ถูกมันกระโจนใส่จนล้มลงกับพื้นอย่างแรง เขี้ยวแหลมคมฝังเข้าที่หัวไหล่ ส่วนกรงเล็บก็กระชากแขน เอว และท้องของนาง!

“อ๊าก—!”

โลหิตอุ่นร้อนไหลทะลักออกมา ย้อมอิฐเขียวใต้ร่างให้แดงฉาน

เจ็บ! เจ็บปวดจนไร้ขอบเขต!

สติค่อย ๆ เลือนรางลงท่ามกลางความเจ็บปวดและการสูญเสียโลหิต

ในห้วงใกล้สิ้นใจ ไม่รู้ว่านางเอาเรี่ยวแรงมาจากที่ใด นางใช้สติเฮือกสุดท้าย ขณะที่เสือร้ายก้มลงหมายจะขย้ำลำคอของนางอีกครั้ง แทงมีดสั้นเข้าที่จุดตายอันอ่อนนุ่มใต้ลำคอของมันอย่างแรง!

“โฮก—!”

เสือร้ายส่งเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าเวทนา ร่างใหญ่โตของมันกระตุกอย่างรุนแรง ก่อนจะค่อย ๆ แน่นิ่งไป

เจียงหลินหลางนอนอยู่ท่ามกลางกองโลหิตและซากเสือ ลมหายใจแผ่วเบา ก่อนที่เบื้องหน้าจะมืดดับลงโดยสิ้นเชิง

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง นางก็อยู่บนเตียงของตนเองแล้ว

เซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่เฝ้าอยู่ข้างเตียง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวาอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อน

“หลินหลาง! ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว!” เสียงของเซี่ยอวิ๋นเจือสะอื้น

“หมอหลวง! รีบไปตามหมอหลวงมา!” เซียวจ้านร้องสั่งอย่างร้อนรน

หรงจิ่งหลี่กุมมือนางไว้แน่น ปลายนิ้วเย็นเฉียบและสั่นเทา “หลินหลาง... ขอโทษ... พวกเราไม่รู้... พวกเราไม่รู้จริง ๆ ว่าในศาลบรรพชนมีเสืออยู่... ตอนนั้นไต้เยว่เวียนศีรษะหนักมาก พวกเรามัวแต่ดูแลนาง จึงไม่ได้สังเกตเห็นสัญญาณ...”

เจียงหลินหลางค่อย ๆ หันศีรษะไปมองพวกเขา แววตาว่างเปล่า ไร้อารมณ์ใด ๆ

“พวกเราจะชดเชยให้เจ้า! ไม่ว่าอย่างไรก็จะชดเชยให้เจ้า!” เซียวจ้านเอ่ยอย่างร้อนใจ “เจ้าอยากได้สิ่งใด ก็พูดมาได้เลย!”

ชดเชยหรือ?

เจียงหลินหลางยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เอ่ยด้วยเสียงอ่อนแรงแต่ชัดเจน “พวกเจ้า... อยากชดเชยจริงหรือ?”

ทั้งสามพยักหน้าติดต่อกันไม่หยุด

“เช่นนั้นก็ดี” เจียงหลินหลางมองพวกเขา พลางเอ่ยทีละคำ “ไปจัดการเจียงไต้เยว่เสีย เสือตัวนั้น นางเป็นคนปล่อยออกมา”

บรรยากาศพลันแข็งค้างในชั่วพริบตา

สีหน้าของเซียวจ้านทั้งสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เซี่ยอวิ๋นเป็นผู้เอ่ยปากก่อน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ “หลินหลาง ข้ารู้ว่าเจ้าชิงชังไต้เยว่ แต่เรื่องเช่นนี้จะกล่าวส่งเดชไม่ได้! ไต้เยว่เป็นเพียงสตรีอ่อนแอผู้หนึ่ง จะไปหาเสือมาได้อย่างไร? ทั้งยังปล่อยเข้าไปในศาลบรรพชนอีก? ช่างเหลวไหลสิ้นดี!”

หรงจิ่งหลี่ก็ขมวดคิ้วเช่นกัน “หลินหลาง หรือว่าเจ้าบาดเจ็บหนักเกินไปจนเห็นภาพลวงตา? หรือไม่ก็... มีเรื่องใดเข้าใจผิดกัน?”

เซียวจ้านมองใบหน้าซีดเซียวแต่สงบนิ่งของนาง ในใจพลันเกิดความเคลือบแคลงขึ้นชั่วขณะ แต่เมื่อนึกถึงท่าทางอ่อนแอน่าเวทนาของเจียงไต้เยว่ ความเคลือบแคลงนั้นก็ถูกกดลงไปอย่างรวดเร็ว

เขาเอ่ยเสียงขรึม “หลินหลาง ไต้เยว่เป็นน้องสาวของเจ้า นางอาจเอาแต่ใจอยู่บ้าง แต่ไม่มีทางมีจิตใจอำมหิตถึงเพียงนั้น เจ้าอย่าได้เพราะความคับแค้นในใจ แล้วกล่าวหานางส่งเดชเลย”

ใส่ร้ายหรือ...

เป็นการใส่ร้ายอีกแล้วหรือ

เจียงหลินหลางหัวเราะขึ้นมา

หัวเราะไปหัวเราะมา น้ำตาก็ไหลจากหางตาซึมเข้าสู่ไรผม ทิ้งความเย็นเยียบไว้เป็นทาง

“ข้าเอง...” เสียงของนางแผ่วเบาดุจขนนก แฝงด้วยความอ่อนล้าและสิ้นหวังไม่รู้จบ “ยังเฝ้าหวังสิ่งใดอยู่อีกหรือ?”

นางหลับตาลง ไม่มองพวกเขาอีกต่อไป

“ช่างเถิด” นางเอ่ยเบา ๆ “พวกเจ้าเคยกล่าวมิใช่หรือว่า หากมาไม่ทันเวลา จะยอมให้ข้าจัดการตามใจ?”

ทั้งสามชะงักงัน เมื่อนึกถึงคำสาบานอันหนักแน่นในยามนั้น สีเลือดบนใบหน้าก็ค่อย ๆ จางหายไป

“ข้าไม่อยากพบพวกเจ้า” เจียงหลินหลางเอ่ยเสียงเรียบสงบ แต่แฝงด้วยความเด็ดขาดราวกับตัดขาดทุกสิ่ง “ตลอดไปก็ไม่อยากพบอีกแล้ว พวกเจ้าไปเถิด อย่าอยู่ที่นี่... ให้ข้ารำคาญตาเลย”

เซียวจ้านทั้งสามราวกับถูกสายฟ้าฟาด สีหน้าซีดเผือดลงทันที

“เจียงหลินหลาง!” เซี่ยอวิ๋นทั้งตกใจทั้งโกรธ “เจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดสิ่งใดอยู่?!”

“ได้คืบจะเอาศอก” เซียวจ้านเอ่ยออกมาช้า ๆ พลางมองนางด้วยสายตาซับซ้อน ความผิดหวังปะปนกับโทสะที่ถูกขัดใจ “ไต้เยว่กล่าวไว้ไม่ผิดจริง ๆ พวกเราตามใจเจ้ามากเกินไป จึงทำให้เจ้ายิ่งไม่รู้จักขอบเขต อาศัยความเอ็นดูจากพวกเรา แล้วทำตามอำเภอใจถึงเพียงนี้!”

หรงจิ่งหลี่ก็สีหน้าหม่นลงเช่นกัน “อย่าคิดว่าใช้วิธีเช่นนี้แล้วจะต่อต้านพวกเราได้! เจียงหลินหลาง! ในเมื่อเจ้ายืนกรานจะเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นช่วงนี้พวกเราจะไม่มาอีก! จนกว่าเจ้าจะยอมขอโทษไต้เยว่ และรับปากว่าจะไม่ใส่ร้ายนางอีก!”

กล่าวจบ ทั้งสามมองนางลึก ๆ คราหนึ่ง ก่อนจะจากห้องไปอย่างเด็ดขาด

เจียงหลินหลางนอนอยู่บนเตียง มองยอดม่านเหนือศีรษะ แววตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่น

นับแต่นั้นมา เจียงหลินหลางก็ตั้งใจพักรักษาอาการบาดเจ็บ ไม่ไยดีเรื่องใดอีก

กระทั่งสิ้นเดือน ในวังก็มีพระราชโองการส่งมา สั่งให้นางเดินทางไปสุสานหลวงในทันที

วันออกเดินทาง นางคำนับลาบิดามารดา ก่อนก้าวขึ้นรถม้าออกจากจวนโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

รถม้าเพิ่งเคลื่อนออกจากหน้าจวนมาได้ไม่ไกล ก็พบกับม้าชั้นดีสามตัวที่ควบสวนมาพอดีตรงหัวถนน

ผู้ที่อยู่บนหลังม้าก็คือเซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่นั่นเอง

เมื่อเห็นนาง พวกเขาก็ดึงบังเหียนหยุดม้า

เซียวจ้านมีสีหน้าเย็นชา ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “เจียงหลินหลาง เจ้าไตร่ตรองให้ดีแล้วหรือยัง? หากเจ้ายอมขอโทษไต้เยว่ และรับปากว่าจะไม่หาเรื่องนางอีก พวกเราก็จะถือว่าเรื่องก่อนหน้านี้ไม่เคยเกิดขึ้น”

เซี่ยอวิ๋นเอ่ยเสริมว่า “มิเช่นนั้น คำที่พวกเราเคยกล่าวไว้ ก็ยังนับว่าใช้ได้อยู่”

หรงจิ่งหลี่มองใบหน้าสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ของนาง ความกระวนกระวายในใจพลันหวนกลับมาอีกครั้ง แต่เมื่อคำพูดหลุดออกไปแล้ว ก็ไม่อาจเรียกคืนได้

เจียงหลินหลางเลิกม่านรถม้าขึ้น มองชายหนุ่มทั้งสามที่ยังคงรูปงามโดดเด่นใต้แสงตะวัน ทว่ากลับแปลกหน้าจนเกินคุ้น ก่อนจะส่ายศีรษะช้า ๆ “ข้าไม่มีวันขอโทษ”

ทั้งสามสีหน้าหม่นลงทันที ก่อนเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า “พวกเราจะคอยดูว่าเจ้าจะดื้อรั้นไปได้ถึงเมื่อใด!”

กล่าวจบ พวกเขาราวกับมั่นใจว่านางจะต้องเสียใจภายหลัง จึงไม่หันมองนางอีกแม้แต่ครั้งเดียว แล้วควบม้ามุ่งหน้าไปทางจวนตระกูลเจียง

“ไต้เยว่ตกใจไม่น้อย พวกเราไปซื้อขนมชนิดใหม่จากร้านอีผิ่นไจให้นางปลอบขวัญกันเถิด”

“ดีเลย นางชอบขนมกุ้ยฮวาซูของที่นั่นที่สุด”

“แล้วเลือกสมุนไพรบำรุงขวัญติดไปด้วยสักหน่อย...”

เจียงหลินหลางหัวเราะเบา ๆ

จะดื้อรั้นไปได้ถึงเมื่อใดหรือ...

เกรงว่าคงตลอดชั่วชีวิตนี้แล้วกระมัง

นางปล่อยมือ ม่านรถม้าทิ้งตัวลงอย่างเงียบงัน ตัดแสงตะวันเสี้ยวสุดท้ายและแผ่นหลังของคนทั้งสามที่ค่อย ๆ ไกลออกไปไว้ภายนอกโดยสิ้นเชิง

“ไปเถิด”

“ขอรับ คุณหนูใหญ่!”

รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัว ผ่านข้างกายพวกเขา มุ่งสู่ประตูเมือง มุ่งสู่สุสานหลวงอันห่างไกลจากเมืองหลวง และห่างไกลจากเรื่องราววุ่นวายทั้งปวง

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 20

    เจียงหลินหลางพยักหน้า “ถ่านเงิน สมุนไพร รวมถึงหนังสือคลายเหงาที่ท่านอ๋องส่งคนมามอบให้ทุกเดือน... หลินหลางล้วนจดจำไว้ในใจ”ฮั่วเจวี๋ยมองนางอย่างลึกซึ้ง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน “ข้า... มีใจให้เจ้ามานานแล้ว”“หลินหลางเข้าใจ” เจียงหลินหลางยิ้มบาง ๆ รอยยิ้มนั้นงดงามจนแทบหยุดลมหายใจใต้แสงเทียน “ฟ้าดินชักพาให้คลาดเคลื่อนไปมา กลับกลายเป็นว่าข้าเลือกคนได้ถูกต้องแล้ว”หลังแต่งงาน ชีวิตของเจียงหลินหลางกับฮั่วเจวี๋ยรักใคร่กลมเกลียวกันเกินกว่าที่ผู้ใดคาดคิดแม้ฮั่วเจวี๋ยจะมีนิสัยเย็นขรึม ไม่ถนัดเอ่ยวาจาหวานหู ทว่าเขากลับมอบความอ่อนโยนและความอดทนทั้งหมดให้แก่ภรรยาผู้อ่อนวัยกว่าตนมากผู้นี้เขาจำได้ว่านางกลัวหนาว ยามเข้าฤดูเหมันต์จึงสั่งคนให้จุดเตาใต้พื้นแต่เนิ่น ๆ จำได้ว่านางชอบอาหารรสอ่อน จึงเชิญพ่อครัวจากเจียงหนานมาโดยเฉพาะ จำได้ว่านางชอบอ่านหนังสือ จึงมอบกุญแจหอหนังสือของจวนอ๋องให้นาง ให้นางหยิบอ่านได้ตามใจปรารถนาเขาจะเล่นหมากกับนางใต้แสงจันทร์ จะเฝ้าไข้ทั้งคืนยามนางล้มป่วย และในวันคล้ายวันเกิดของนาง ก็ยอมวางงานในกองทัพ พานางไปพักผ่อนที่เรือนนอกเมืองเจียงหลินหลางค่อย ๆ พบว่า บุรุ

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 19

    “เคร้ง!”กริชหล่นกระทบพื้นตะขอเหล็กห้อยตกลงอย่างไร้เรี่ยวแรงขวดยาพิษกลิ้งหล่น เฮ่อติ่งหงหกเกลื่อนพื้น ส่งกลิ่นฉุนแสบจมูกทั้งสามราวถูกอสนีบาตฟาด ร่างแข็งค้างอยู่กับที่ สีหน้าซีดเผือดดุจเถ้าธุลีในที่สุดพวกเขาก็ตระหนักว่า สตรีตรงหน้ามิใช่เจียงหลินหลางคนเดิม ผู้เคยหลั่งน้ำตาเพื่อพวกเขา และอ่อนใจเพียงเพราะวาจาอ่อนโยนคำเดียวของพวกเขาอีกต่อไปแล้วหัวใจของนางตายสิ้นแล้วถูกพวกเขาฆ่าตายด้วยมือตนเองเจียงหลินหลางมิได้เหลือบมองพวกเขาอีกแม้สักนิด นางหันกายเดินเข้าสู่ห้องชั้นใน ทิ้งไว้เพียงวาจาเย็นเยียบประโยคหนึ่ง“ส่งแขก”วันอภิเษกใหญ่ ผู้คนทั่วเมืองหลวงพากันออกมาชมจนถนนหนทางแทบว่างเปล่าจวนอ๋องจิ้งอันรับองค์หญิงหย่งอันเข้าพิธีวิวาห์ สินเดิมสีแดงทอดยาวสิบลี้จากจวนองค์หญิงไปจนถึงจวนอ๋องจิ้งอัน ฆ้องกลองกึกก้อง ประทัดดังสนั่น เป็นภาพครึกครื้นยิ่งใหญ่หาใดเปรียบเจียงหลินหลางสวมชุดเจ้าสาวสีแดงปักทองลายหงส์ สวมมงกุฎเก้ามังกรสี่หงส์ ม่านไข่มุกปกพักตร์ ประทับนั่งอยู่ในเกี้ยวมงคลมังกรหงส์แปดคนหาม ม่านเกี้ยวทิ้งตัวลงต่ำ บดบังโฉมสะคราญล่มเมืองของนางไว้ ทว่ามิอาจบดบังสง่าราศีสูงศักดิ์ทั่วกายได

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 18

    คืนนั้น จวนองค์หญิงเทียนแดงลุกโชน ม่านแพรปักลายทิ้งตัวลงต่ำเจียงหลินหลางผลัดฉลองพระองค์อันหนักอึ้งออกแล้ว เปลี่ยนมาสวมเสื้อกระโปรงสีขาวนวลเรียบง่าย นางนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง เหม่อมองกระดานหมากที่เล่นค้างไว้ตรงหน้าแสงจันทร์นอกหน้าต่างพร่างพรายดุจสายน้ำ ส่องใบหน้าด้านข้างของนางให้ขาวผ่องราวหยก งามเย็นจนคล้ายมิใช่คนในโลกมนุษย์ทันใดนั้น นอกหน้าต่างพลันมีเสียงผิดปกติดังขึ้น ตามมาด้วยเงาดำสามสายที่พลิกกายผ่านหน้าต่างเข้ามาดุจภูตผี!คนทั้งสามก็คือเซียวจ้าน เซี่ยอวิ๋น และหรงจิ่งหลี่เห็นได้ชัดว่าพวกเขาบุกฝ่าเข้ามาด้วยกำลัง เสื้อผ้ายุ่งเหยิงยิ่งกว่าเดิม บนร่างยังมีร่องรอยการต่อสู้อยู่หลายแห่งบาดแผลตรงขมับของเซียวจ้านปริแตกอีกครา เลือดสดไหลอาบไม่หยุด ตะขอเหล็กของเซี่ยอวิ๋นเปื้อนคราบเลือด ส่วนอาภรณ์นักพรตของหรงจิ่งหลี่ถูกฉีกขาด เขาหอบหายใจถี่หนัก“เจียงหลินหลาง!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ จ้องนางเขม็ง น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธและสิ้นหวัง “เจ้าคิดจะแต่งกับฮั่วเจวี๋ยจริงหรือ?! เจ้ายอมแต่งกับเขา แต่ไม่ยอมมองพวกเราอีกสักครั้งเลยหรือ?!”มือที่คีบหมากของเจียงหลินหลางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะวางห

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 17

    เซียวจ้านส่งเสียงคำรามอย่างสิ้นหวัง พลันถลาเข้าไปข้างหน้า คว้าคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่นในคราเดียว!เหล่าองครักษ์ตกตะลึง ดาบและกระบี่ถูกชักออกจากฝักในพริบตา แสงคมเย็นเยียบวาบขึ้น ก่อนพาดลงบนลำคอของเขา!“ปล่อย!” ในที่สุดเจียงหลินหลางก็ตวาดเสียงกร้าว ม่านไข่มุกกระทบกันจนเกิดเสียงใสกังวาน นางหันกลับมาอย่างฉับพลัน ดวงตาปรากฏแววพิโรธขึ้นเป็นครั้งแรก “เซียวจ้าน! เจ้าบังอาจเกินไปแล้ว!”“ใช่! ข้าบังอาจ!” เซียวจ้านดวงตาแดงก่ำ กำคานเสลี่ยงหงส์ไว้แน่น ปล่อยให้คมดาบบาดผิวหนัง เลือดสดไหลลงมาตามลำคอ ย้อมคอเสื้อเก่าคร่ำให้แดงฉาน “เจียงหลินหลาง! เจ้าดูพวกเราสิ! ดูสภาพของพวกเราในยามนี้สิ! ทั้งหมดนี้ก็เพราะเจ้า! เพื่อเจ้า!!”“เพื่อข้าหรือ?” เจียงหลินหลางคล้ายได้ฟังเรื่องน่าขันที่สุดในใต้หล้า มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ “องค์ชายสามคงมิได้ลืมกระมัง เมื่อสามปีก่อน เป็นพวกเจ้าที่บังคับให้ข้ารับผิดแทนเจียงไต้เยว่ ต้องทนรับโทษถ่านเพลิงสิบลี้ เป็นพวกเจ้าที่มองดูข้าตกหน้าผาอย่างไม่สะทกสะท้าน เป็นพวกเจ้าที่ปล่อยให้พลุสัญญาณทั้งสามดอกของข้าจมหายไร้ร่องรอย จนข้าเกือบต้องตายในปากเสือ! สภาพเช่นนี้ในวันนี้ล้วนเป็

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 16

    ผู้ที่นำหน้า สวมเสื้อผ้าฝ้ายเก่าคร่ำของทหารชายแดนเหนือ ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งลมฝนและความตรากตรำ แก้มซ้ายมีรอยแผลดาบน่าสะพรึงพาดจากโหนกคิ้วจรดคาง ผู้นั้นคือเซียวจ้านข้างกายเขา เซี่ยอวิ๋นสวมเกราะศึกสีซีดจาง แขนเสื้อข้างขวาห้อยว่างเปล่าปลิวไหวไปตามสายลม ตำแหน่งแขนที่ขาดถูกแทนด้วยตะขอเหล็กเย็นเยียบ ปลายตะขอส่องประกายเย็นเยือกใต้แสงตะวันคนสุดท้าย หรงจิ่งหลี่สวมชุดยาวผ้าสีครามที่ซักจนซีดขาว ร่างผอมซูบราวกับลมพัดก็อาจล้มลงได้ เส้นผมดำทั่วศีรษะกลับกลายเป็นสีขาวดุจหิมะจนหมดสิ้น ใบหน้าซูบเซียวชราภาพอย่างเห็นได้ชัด มีเพียงดวงตาลึกโหลคู่นั้นที่ยังหลงเหลือเงาแห่งความอ่อนโยนในวันวานอยู่บ้างสามปี! สามปีเต็ม!ลมทรายของชายแดนเหนือขัดเกลาความหล่อเหลาของเซียวจ้านจนเลือนหาย ลมคาวทะเลพรากแขนขวาของเซี่ยอวิ๋นไป ส่วนความเดียวดายนอกสุสานหลวงก็ทำให้ผมดำของหรงจิ่งหลี่กลายเป็นสีขาวโพลนพวกเขาทุ่มเททุกสิ่ง ใช้วิธีอันเจ็บปวดยิ่งเพื่อไถ่โทษ เพียงเพื่อให้วันนี้ได้มายืนอยู่ที่แห่งนี้ ขอเพียงนางหันกลับมามองสักครา และให้อภัยสักครั้ง“หลินหลาง—!”เสียงแหบพร่าของเซียวจ้านดังแหวกอากาศ แฝงไว้ด้วยความเศร้าสลดร

  • สะเทือนถึงหัวใจที่ตายด้าน   บทที่ 15

    ส่วนเจียงไต้เยว่ หลังจากความชั่วช้านานัปการถูกเปิดโปง ก็มีพระราชโองการลงมา ขับนางออกจากจวนตระกูลเจียงนางเร่ร่อนอยู่สามเดือนเต็มเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าเปรอะเปื้อน ดุจหนูข้างถนนที่ผู้คนพากันรังเกียจนางเคยเดินทางไปถึงหน้าค่ายทหารชายแดนเหนือที่เซียวจ้านประจำการ ร่ำไห้ร้องขอพบเขา แต่กลับถูกทหารเฝ้าค่ายใช้ไม้รุมตีขับไล่จนเกือบสิ้นชีพนางยังไปดักรอเซี่ยอวิ๋นที่ท่าเรือ ขณะเขากำลังจะยกทัพออกศึก คุกเข่าวิงวอนว่า “พี่เซี่ยอวิ๋น ข้าผิดไปแล้ว... พาข้าไปด้วยเถิด...”เซี่ยอวิ๋นเพียงมองนางอย่างเย็นชา สายตานั้นหนาวเหน็บยิ่งกว่าลมหิมะแห่งชายแดนเหนือเสียอีก “ไสหัวไป มิเช่นนั้นข้าก็ไม่รังเกียจที่จะให้เจ้าได้ลิ้มรสไม้ลงทัณฑ์ของทหารดูสักครา”ท้ายที่สุด นางก็ตามหากระท่อมฟางอันทรุดโทรมของหรงจิ่งหลี่จนพบหรงจิ่งหลี่มิได้เปิดประตู เพียงเอ่ยผ่านบานไม้บาง ๆ จากด้านใน เป็นวาจาสุดท้ายที่มอบให้นาง “เจ้าควรดีใจที่หลินหลางยังมีชีวิตอยู่ มิเช่นนั้น... ข้าจะทำให้เจ้าอยู่ก็มิสู้ตาย”ทุกหนทางล้วนถูกตัดขาดความหวังทั้งปวงล้วนมอดดับในค่ำคืนที่ลมและหิมะโหมกระหน่ำ เจียงไต้เยว่เพียงลำพังมาถึงริ

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status