LOGINในวันที่ข้าสอบได้อันดับเอกในรายชื่อผลการสอบ เป็นวันเกิดของพี่หญิงใหญ่ ระหว่างงานเลี้ยง ทุกคนต่างถามนางว่ามีความปรารถนาสิ่งใดหรือไม่ นางเอียงศีรษะเล็กน้อย หันไปมองคู่หมั้นของข้า ริมฝีปากบางแย้มยิ้มเอื้อนเอ่ย “ข้าอยากได้ตำแหน่งอันดับหนึ่ง ท่านไท่ฟู่จะมอบให้ได้หรือไม่?” บุรุษผู้นั้นหลุบตาลงโดยไม่เอ่ยคำใด วันรุ่งขึ้น อันดับหนึ่งของข้าก็มลายหายไป หลังจากนั้น ข้ายังคงต้องสอบได้รั้งท้ายติดต่อกันถึงห้าครา เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามคาดคั้นของข้า เขากลับทำเพียงยื่นขนมตะลุ่มชิ้นหนึ่งมาให้ “พี่หญิงใหญ่ของเจ้าช่างน่าเวทนายิ่งนัก หากนางไม่สามารถคว้าอันดับหนึ่งแห่งสำนักศึกษาหลวงติดต่อกันห้าคราได้ จะต้องถูกตระกูลส่งตัวไปออกเรือนเชื่อมสัมพันธไมตรีกับท่านอ๋องขาพิการผู้นั้น” “ส่วนเจ้า ภายภาคหน้ายศถาบรรดาศักดิ์ยังมีโอกาส” ทว่าเขากลับไม่รู้เลยว่า ตัวข้าหาได้มีวันเวลาในภายภาคหน้าหลงเหลืออยู่ ในฐานะที่เป็นเพียงบุตรีอนุ สัญญาหมั้นหมายฉบับนี้ คือสิ่งที่มารดาของข้าเอาชีวิตเข้าแลกมาเพื่อแย่งชิงไว้ บัดนี้มารดาสิ้นบุญแล้ว เนื่องจากพี่หญิงใหญ่หลงใหลในตัวเขา จึงพาลกลั่นแกล้งรังแกข้าสารพัดภายในจวน เพื่อตบตาผู้คน บิดาจึงจงใจปล่อยปละละเลยให้พี่หญิงใหญ่เปิดหอบรรพชนตั้งเงื่อนไขเดิมพันขึ้นมา ขอเพียงพี่หญิงใหญ่คว้าอันดับหนึ่งติดต่อกันห้าครา ก็จะบีบบังคับให้เราสลับตัวคู่หมั้นกันได้ เพื่อการนี้ ข้าจุดตะเกียงร่ำเรียนตำราทั้งวันทั้งคืน หวาดกลัวอย่างยิ่งว่าจะต้องยกเขาให้ผู้อื่น ทว่ายามลูบไล้บริเวณฝ่ามือพลันสัมผัสได้ถึงรอยด้านหนาเป็นชั้น ๆ ข้ากลับหัวเราะเบา ๆ ยอมจำนนต่อโชคชะตาแล้ว
View Moreยามที่เผยเยี่ยนได้สติฟื้นคืนมาอีกครา อาการปวดศีรษะราวจะฉีกขาด ร่างกายปวดเมื่อยไร้เรี่ยวแรงวินาทีถัดมา ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อ ราวกับร่วงหล่นลงไปในถ้ำน้ำแข็งด้านข้างกาย ซูหมิงซูนอนเปลือยกายอยู่บนแท่นบรรทม คราบน้ำตายังคงเปรอะเปื้อน พยายามแสร้งทำท่าทีน่าสังเวชเบื้องนอกประตูพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบและวุ่นวายดังขึ้นมารดาตระกูลซูพานายบ่าวญาติมิตรจำนวนมาก พังประตูบุกเข้ามาจับได้คาหนังคาเขาทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุต่างครบถ้วน ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งได้เลยมารดาตระกูลซูกล่าววาจาเฉียบขาด ข่มขู่บีบบังคับให้เขาออกเรือนกับซูหมิงซูทันทีเพื่อรักษาเกียรติเผยเยี่ยนหลับตาลง ในอกเต็มไปด้วยความรังเกียจเขารู้ดีว่าตนเองตกลงไปในอุบายของนางอีกคราแล้วท่ามกลางความจนใจนับพันประการ ในที่สุดเขาทำได้เพียงพยักหน้ารับคำครึ่งเดือนต่อมา เผยเยี่ยนรับซูหมิงซูเข้าจวนด้วยท่าทีเย็นชาไร้ซึ่งผ้าแพรสีแดง ไร้ซึ่งงานเลี้ยงฉลองมงคล ไร้ซึ่งแขกเหรื่อคืนเข้าหอครานั้น เขามิได้กลับเข้าห้องตลอดทั้งคืนทว่ากลับนั่งดื่มสุราอยู่ภายในห้องตำราตามลำพัง ดื่มแล้วดื่มเล่า ในนัยน์ตามีเพียงความรกร้างว่างเปล่าเขาเคียดแค้นค
ภายหลังถอนหมั้นกับซูหมิงซูแล้ว เผยเยี่ยนรีบรุดไปตามหาหยกเนื้อดีที่มีสัมผัสอบอุ่นชิ้นนั้นกลับคืนมาในทันทีนั่นคือของหมั้นหมายที่เขาเป็นผู้มอบให้ข้าด้วยตนเองในปีนั้นเนื้อหยกนุ่มนวลลำลึก สัมผัสราวกำซาบความอบอุ่นไว้ในมือ ดุจดั่งวันเวลาในอดีตทว่ายามเมื่อกุมไว้ในฝ่ามือ ณ เวลานี้ กลับร้อนรุ่มจนบีบคั้นหัวใจให้เจ็บแปลบระทมจนแทบทนไม่ไหวเขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการปีนั้นยามที่ข้าถูกบีบบังคับให้ต้องมอบหยกชิ้นนี้คืนไป ในใจยามนั้นจะสิ้นหวังและอับอายขายหน้าเพียงใดไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า ข้าต้องพากเพียรศึกษาตำราทั้งวันทั้งคืน ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาการหมั้นหมายนี้ไว้กลับต้องมาถูกความลำเอียงของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า บดขยี้ความหวังทั้งปวงจนแหลกสลายด้วยมือของเขาเองณ เวลานี้ เขานึกเสียใจจนกระดูกแทบสลาย เจ็บปวดจนหายใจไม่ออกเขานั่งอยู่บริเวณหน้าต่างเพียงลำพัง ทอดสายตามองจันทร์กระจ่างอันเหน็บหนาวนอกหน้าต่าง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจแน่วแน่วันที่ข้าได้รับแต่งตั้งให้เข้ารับราชการ ท้องฟ้าเพิ่งจะสว่างเรืองรองเผยเยี่ยนก็มารออยู่หน้าประตูจวนอ๋องแต่เช้าตรู่ และขวางกั้นข้าผู้กำลังจะเข้าเฝ้าในวัง
ข่าวคราวเรื่องท่านอ๋องลุกขึ้นยืนท่ามกลางผู้คนในวันคืนเยี่ยมบ้านเดิม ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งนครจิงชั่วข้ามคืนผู้คนทั่วทั้งนครต่างตื่นตระหนกและวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ทุกคนล้วนกล่าวว่า แม้ท่านไท่ฟู่เผยจะสุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงาม ทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้นำเหล่าบัณฑิตทั่วหล้ายามเมื่อนำไปเทียบกับท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจล้นมือ ทั้งยังรูปงามองอาจและร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ย่อมเหนือกว่าในทุกด้านอย่างเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อยซูหมิงซูผู้นี้ แท้จริงแล้วกำลังทิ้งแตงโมผลใหญ่เพื่อไปคว้าเอาเพียงเมล็ดงาแท้ ๆ การเปรียบเทียบเช่นนี้เมื่อแพร่สะพัดไปถึงจวนตระกูลซู ก็โหมกระพือโทสะของซูหมิงซูให้ลุกโชนขึ้นอย่างถึงที่สุดนางขังตนเองไว้ในห้องและอาละวาดทุบทำลายข้าวของราวกับคนเสียสติเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น สะท้อนภาพใบหน้าที่บิดเบี้ยวของนาง“มิใช่ว่าสองขาพิการมาสองปี ใกล้ตายและมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหรอกหรือ?”“เหตุใด! เหตุใดซูเหอที่เป็นเพียงบุตรีอนุผู้นั้น จึงมีวาสนาถึงเพียงนี้!”นางแผดเสียงกรีดร้อง น้ำตานองหน้า เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและเจ็บใจที่ไม่ยอมจำนนฮูหยินซูมองบุตรสาวที่มีสภาพใกล้เ
เขายืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อความเจ็บปวดแล่นริ้วจู่โจมขั้วหัวใจราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น กระจายลามไปทั่วทุกอณูยังไม่ทันที่เขาจะดึงสติกลับมาจากความตื่นตระหนกและวุ่นวายใจอันใหญ่หลวงนี้ บิดาและมารดาแห่งตระกูลซูต่างก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าทั้งสองแสดงท่าทางกระตือรือร้นเกินพอดี คนหนึ่งซ้ายคนหนึ่งขวาผายมือเชิญเขาเข้าสู่ด้านในจวน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประจบสอพลอและกระตือรือร้น“เชิญท่านไท่ฟู่เข้ามาด้านในก่อนเถิดขอรับ”“ทางจวนเราจัดเตรียมชาชั้นดีไว้คอยต้อนรับท่านอยู่พอดีเลยเจ้าค่ะ”เผยเยี่ยนจิตใจล่องลอยไร้สติ ถูกทั้งสองคนกึ่งลากกึ่งเชิญให้นั่งลงยังข้างตำแหน่งหลักเขาอ้าปากเตรียมจะเอ่ยคำพูดใดออกมา ทว่าผู้เป็นบิดากลับเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยความร้อนรน รีบเร่งสรุปกำหนดการออกเรือนในทันที“ท่านไท่ฟู่ ข้ากับฮูหยินปรึกษาหารือกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”“งานมงคลสมรสระหว่างท่านกับหมิงซู กำหนดให้จัดขึ้นในวันที่สิบห้าเดือนนี้ ดีหรือไม่ขอรับ?”มารดาตระกูลซูรีบส่งเสียงเออออห่อหมกตามทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลำพองใจและความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อ