Masukตอนที่ 1 รับผิดชอบ
ห้องพักในโรงแรมหรูถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันเพื่อมอบความรู้สึกหรูหราและผ่อนคลายแก่ผู้เข้าพัก เพดานสูงโปร่งเพิ่มความโอ่โถง พร้อมโคมไฟระย้าที่แขวนอยู่ตรงกลาง เปล่งประกายแสงสีทองอ่อนโยน ผนังห้องบุด้วยวอลเปเปอร์สีครีมเนื้อเนียน ลวดลายดอกไม้และลายเส้นทองเล็ก ๆ ที่สวยงาม เพิ่มความหรูหราแต่ไม่อึกทึกเกินไป เตียงขนาดคิงไซส์ที่ก่อนหน้าถูกจัดอย่างเรียบร้อย กลับโดนชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังบรรเลงเพลงรักบนนั้นทำให้มันยับยู่ พวกเขาใช้พื้นที่ของเตียงได้อย่างคุ้มค่า ลีลามากมายถูกใช้จนทุกมุมเตียง “พี่ศิวะไม่กลัวว่าริสาจะมาเห็นหรือคะ” หลังจากที่เสร็จกิจกรรม ทั้งสองก็ทิ้งตัวลงกอดกันบนเตียงใหญ่ “แล้วเธอจะมาเห็นได้ยังไง ป่านนี้คงเดินตามอารวิชญ์ไปคุยกับลูกค้าอยู่ละมั้ง” ชายหนุ่มพูดพลางช้อนคางคนตรงหน้าเข้ามาใกล้ ก่อนจะจูบลงไปบนริมฝีปากหยัก แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์ส่วนหนึ่งนั้นถูกหญิงสาวที่เป็นเจ้าของห้องแอบมองดูอยู่ตลอด รวิสรา ปกรณ์วาณิช หรือ ริสา ลูกสาวคนโตของ กิตติพงษ์ ปกรณ์วาณิช คณะกรรมการบริหารของ WS Urban ซึ่งเธอเองก็ทำงานอยู่ที่นี่ในฐานะเลขานุการของประธานบริษัท ใบหน้าที่ครบเครื่อง ริมฝีปากอวบอิ่ม ปลายจมูกทรงหยดน้ำ ดวงตากลมโต ที่สามารถสะกดให้ผู้ชายมาตกหลุมรักได้เพียงแค่สบตา เธอถูกวางตัวให้หมั้นหมายกับ ศิวกร วรเศรษฐวงศ์ หรือ ศิวะ หลานชายคนโตของเจ้าของบริษัท เพราะครอบครัวของพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตั้งแต่รุ่นคุณปู่ ถึงแม้ตอนแรกเธอจะแย้งขึ้นมา แต่พอได้ไปดูตัวกันครั้งแรกเธอก็ประทับใจในตัวเขาจนยอมตกลง ความฝันที่เคยคิดไว้พังลงไปกับตา เมื่อภาพตรงหน้าคือคู่หมั้นของตัวเองกำลังเล่นชู้อยู่กับน้องสาวต่างมารดา หัวเข่าอ่อนแรงจนล้มลงไปทั้งยืน หยดน้ำใสเริ่มไหลรินอาบสองข้างแก้ม โชคดีที่ใช้เครื่องสำอางราคาแพงเลยไม่เลอะเปรอะหน้า “มานั่งทำไรอยู่ตรงนี้ ไม่เข้าไปในห้องล่ะ” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาเธอ เขามองมาที่เธอด้วยความงุนงง “เบา ๆ ค่ะ” เธอลุกขึ้นมา เอามืออุดปากเขาเอาไว้ ก่อนจะลากคนนั้นไปยังหน้าห้องพักที่อยู่ไม่ไกลกัน “มานี่เลย” “อ่อยอั๋นอ๋ะ” คนตัวสูงส่งเสียงขอความช่วยเหลือ แต่เพราะมือที่อุดปากไว้อยู่ทำให้เขาพูดออกมาไม่เป็นภาษา “คีย์การ์ดคุณอยู่ไหน” “แฮ่ก ๆ ในกระเป๋า” เมื่อมือเล็กที่ปิดปากออกไป เขาก็หายใจได้คล่องขึ้น พลางหยิบคีย์การ์ดห้องออกมาให้เธอ ตี๊ด เสียงแตะคีย์การ์ดดังขึ้น ก่อนที่เธอจะพาเขาเข้าไปข้างใน เสมือนตัวเองเป็นเจ้าของห้อง “เล่าได้ยังว่าเกิดอะไรขึ้น” เมื่อเข้าห้องมาได้ ชายหนุ่มก็เอ่ยปากถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น “หลานชายคุณกำลังเล่นชู้อยู่กับน้องสาวฉันในห้องพักของฉัน” เธอเล่าออกไปด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความรู้สึก “...” ชายหนุ่มได้แต่มองหน้าไม่กล้าปริปากพูดอะไรออกมา สายตาที่เขามองไปที่เธอเห็นได้ชัดว่ากำลังรู้สึกสงสาร “ไม่ต้องมาสงสารฉันหรอก ฉันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น” เธอละสายตาหันไปทางอื่นเพราะไม่อยากมองแววตาที่น่าสมเพชนั่น “อันนี้ของคุณใช่ไหม ฉันขอดื่มแล้วกันนะ” ริสาเดินไปหยิบขวดไวน์หรูที่วางไว้บนโต๊ะในห้องขึ้นมา เธอจับมันพลิกขวดไปมาจึงได้รู้ว่าเป็นของดีที่สนนราคาอยู่ประมาณขวดละเกือบสามแสนบาท “เอาเถอะ ถือว่าเป็นคำขอโทษจากผมด้วยแล้วกัน เดี๋ยวผมรินให้ ไปนั่งรอเถอะ” เขาเดินมาแย่งขวดไวน์ไปจากเธอ ก่อนจะรินมันใส่แก้วมาเสิร์ฟ “เอ้า ชน!” เขายื่นแก้วอีกใบให้กับเธอ ก่อนที่พวกเขาจะเอาแก้วกระแทกกันจนเกิดเสียง ปาร์ตี้เล็ก ๆ ถูกจัดขึ้นเงียบ ๆ ภายในห้อง ไวน์ขวดที่สองที่สามถูกเปิดออกมาดื่มตามลำดับ ใบหน้าของทั้งคู่เริ่มแดงก่ำจากพิษของแอลกอฮอล์ กริ๊ง กริ๊ง เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ของริสาดังขึ้นขัดจังหวะ สายตาเหลือบมองดูว่าใครเป็นคนโทรมา เธอเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาก่อนจะกดปุ่มปิดเสียงและปล่อยให้สายมันตัดไป “ไม่คิดจะรับหรอ” เขาเอ่ยถามออกมา เมื่อเห็นเธอแสดงท่าทีออกไปอย่างนั้น “ไม่อะ” “แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปละ ถ้าอยากจะยกเลิกงานหมั้นก็บอกได้นะ ฉันจะคุยกับพี่แล้วก็คุณพ่อให้” เขาเอ่ยถามออกไปด้วยความหวังดี แต่เธอก็ส่ายหัวปฏิเสธเขาทันควัน “ถ้าถอนหมั้นมันก็ไม่สนุกสิ ฉันจะให้พวกมันได้รับกรรมในสิ่งที่มันทำ” เธอกัดฟันพูดด้วยความโกรธ ดวงตาหวานคู่นั้นตอนนี้เหมือนมีเพลิงแค้นแผดเผาอยู่ “เธอจะแก้แค้นหรอ ยังไงละ” เขาเอ่ยถามออกมา ในขณะที่มือยังคงรินไวน์ให้เธอไม่ขาดสาย “ก็คุณไงละ” แววตาเปลี่ยนเป็นกระต่ายน้อยในฉับพลัน น้ำเสียงเย้ายวนชวนให้คนที่ได้ฟังขนลุกไล่จากปลายขาขึ้นมา “หืม มะ..หมายความว่าไงนะ” เขาตอบออกไปอย่างตะกุกตะกัก หัวใจข้างในเต้นระรัวจนเป็นกลองชุด มือไม้สั่นจนแทบประคองแก้วไวน์ไว้ไม่อยู่ “ก็อย่างที่พูดนั่นแหละค่ะ คุณอาจะช่วยฉันได้ไหมคะ” ริสาวางแก้วลงที่โต๊ะ แล้วเดินเข้าไปใกล้กับเขาก่อนจะก้มลงไปกระซิบที่ข้างหู ลมแผ่วเบาที่ไหลผ่านรดต้นคอทำเอาชายหนุ่มแทบจะคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่ ถ้าผู้หญิงตรงหน้าของเขาไม่ใช่ว่าที่หลานสะใภ้ เขาคงไม่ปล่อยให้เธอรอดมาถึงตอนนี้แน่นอน “เธอแน่ใจหรอที่จะทำ” ชายหนุ่มถามย้ำอีกครั้ง พลางใช้มือรั้งเอวเธอให้เข้ามาใกล้ตัว “แล้วคุณอาพร้อมจะให้หนูหลอกใช้ไหมละคะ” มือเล็กลูบไปทั่วกรอบหน้า ก่อนที่เธอจะดันปลายคางเขาขึ้นมา “เธอสามารถใช้ฉันได้ตลอดเลย เมื่อเธอต้องการ” ริสาประกบริมฝีปากลงไป โพรงปากหยุ่นถูกลิ้นสากรุกล้ำเข้ามา ก่อนที่เสื้อผ้าของทั้งสองจะถอดออกจนหมดทุกชิ้นก็อก ก็อกริสาเดินถือชามต้มยำใบโตเดินมาเคาะประตูเพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ เพียงไม่นานเจ้าของบ้านก็เดินมาเปิดประตู“ทานข้าวกันหรือยังคะ พอดีหนูทำกับข้าวมาเผื่อ”“ริสาเองหรอ มา ๆ เข้ามาสิ กินด้วยกัน แล้วรวิชญ์ล่ะ ไปไหนซะแล้ว” ฉัตรธรเอ่ยถาม เมื่อมองไม่เห็นผู้ชายอีกคนที่ติดตามอยู่ตลอด“กำลังขับรถกลับบ้านมาน่ะค่ะ” “โอเคครับ งั้นมา ๆ กินข้าวกัน เดี๋ยวรอป้าม้วยแกทำกับข้าวเสร็จ รวิชญ์คงจะมาถึงพอดี” “ค่ะพี่ แล้วพี่สะใภ้ไปไหนหรอคะ” “นั่งรอกินข้าวอยู่นู่นแหละ” เขานั่งชี้ปลายนิ้วไปยังโต๊ะกินข้าว ที่มีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งรออาหารอย่างใจจดใจจ่อฉัตรธรถือชามต้มยำให้เธอก่อนจะวางไว้บนโต๊ะอาหาร ริสาเองก็ส่งข้อความไปหาบอกให้เขาตรงกลับมาที่บ้านของฉัตรธรแทนไม่ช้ารวิชญ์ก็มาถึง เขาเดินเข้ามาร่วมโต๊ะอาหาร เมนูใหม่ที่แม่ครัวพึ่งทำเสร็จก็ทะยอยออกมาเสิร์ฟ ทั้งแกงโฮะ น้ำพริกหนุ่ม ไข่ผำ ชวนให้หญิงสาวทั้งสองนั่งน้ำลายไหล“ยาหยี กินนี่สิ่จ๊ะ เห็นบ่นอยากกินตั้งแต่เช้า” ฉัตรธรตักไข่ผำใส่จานภรรยาตัวเอง รวิชญ์เห็นแบบนั้นก็ไม่รีรอรีบทำตามทันที“ที่รัก นี่ไงของโปรดหนูเลย กินเยอะ ๆ นะคะ” เขาตักน้ำพริกหนุ่มใส่จานริสา จนคนตั
“เก่งจังเลยครับเด็กดี ตอนนี้อาต้องให้รางวัลคนเก่งแล้วแหละ” รวิชญ์พูดพลางถอดเสื้อตัวเองออก กล้ามหน้าท้องแน่นเด่นหราอยู่ตรงหน้าของหญิงสาว เธอเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ ชวนให้รวิชญ์ยิ้มออกมาอย่างลำพองใจ“อื้อ… เบา ๆ ครับ ใจเย็นก่อน” ปลายลิ้นลากไปตามร่องซิกแพค ลากมันไปจนถึงยอดหัวนมที่แข็งเต่ง ชาแกร่งสั่นสะท้านเมื่อถูกเธอยั่วยวนอย่างเร้าใจแท่งเนื้อที่ซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าแข็งตัวขึ้นมาจนกางเกงแทบปริ เขาบีบขย้ำลงไปบนก้นกลม “ซี้ด~~” ชายหนุ่มซู้ดปากเสียวเมื่อคนตัวเล็กโลมเลียมาถึงต้นคอ“วันนี้ผมจะทำให้คุณจำได้แต่ผมเพียงคนเดียว ตลอดไป” เขาช้อนปลายคางเธอขึ้นมา ประกบริมฝีปากหนาลงไป เขาดูดลิ้นเข้ามาในโพรงปากของตัวเอง มือไม้อยู่ไม่สุข ชอนไชไปทั่วทั้งร่างกายของริสา“วันนี้เราไปทำกันบนเตียงดีกว่าครับ ผมอยากให้ความทรงจำของคุณอยู่กับผมไปทุกที่” เขาอุ้มตัวเธอขึ้นมาในท่าเจ้าหญิง แล้วพาเดินขึ้นไปบนชั้น 2 ปลายเท้าเตะเปิดประตู ห้องนอนใหญ่ที่ถูกตกแต่งอย่างเรียบง่ายไม่เหมาะกับขนาดของบ้านที่อยู่เท่าไหร่นัก เขาวางเธอลงบนเตียงนุ่มเดรสสายเดี่ยวถูกปลดลงมาอยู่ใต้ทรวงอก เขาปลดบราครึ่งตัวที่สวมอยู่ข้างในออกอย่างไวไม่ต่า
ในห้องสี่เหลี่ยมที่เงียบสงัด มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งรออยู่ข้างเตียงไม่ห่างไกล เขามองหญิงสาวที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม่ขยับ สายน้ำเกลือระโยงระยางถูกเจาะไปที่แขน“พะ…พี่ชาย อย่าไปนะ” เสียงเพ้อดังลอดออกมาจากปากเล็ก ทำเอาฉัตรธรดีดตัวผึงขึ้นมาจากโซฟา“พี่อยู่ตรงนี้แล้ว ไม่ต้องกลัวแล้วครับ” เขาจับมือเธอเอาไว้แน่น มือหนาลูบไปที่ใบหน้าหวานอย่างอ่อนโยน“พี่รวิชญ์ พี่อยู่กับริสาก่อนนะ” รอยยิ้มหุบลงพลัน เมื่อคนที่เธอเรียกหาไม่ใช่ตัวเอง “ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น” เมื่อรู้ว่าในใจของเธอไม่ได้มีตัวเอง ฉัตรธรก็ไม่ได้คิดจะเข้าไปขวางความสัมพันธ์ของทั้งคู่ เขารีบต่อสายไปหารวิชญ์เพื่อบอกเรื่องราวทันทีกริ๊ง กริ๊งเสียงโทรศัพท์ดังแทรกความเงียบงัน ห้องสี่เหลี่ยมถูกปิดมืดไม่มีแม้แต่แสงอาทิตย์ลอดเข้ามา มีเพียงร่างของชายหนุ่มกับขวดเหล้ามากมายที่กองอยู่ร่วมกันบนพื้น ชายตัวสูงในสภาพที่ไม่ต่างจากศพ บนตัวมีแต่กลิ่นเหล้าลอยคลุ้งไปทั่ว แม้ว่าจะยืนห่างถึง 100 เมตรก็ยังคงได้กลิ่น“สวัสดีครับ” แขนยาวเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมา กดปุ่มเปิดลำโพงเพราะไม่มีแม้แต่แรงจะถือมัน [ผมฉัตรธรเองนะครับ ตอนนี้ริส
ภาพจากวีดีโอแรกกว่าจะถูกปิดก็กินเวลาไปนานโข จอใหญ่กลายเป็นสีดำมืด แต่อยู่ ๆ มันก็รันไฟล์ที่สองโดยอัตโนมัติ“นี่คุณต้องการอะไร อยากจะประกาศให้ทั้งโลกรู้หรือยังไงว่าพวกเรา…” เสียงขาดห้วงไป เหมือนคนที่กำลังพูดไม่กล้าจะพูดมันออกมา ยิ่งชวนให้คนที่กำลังดูพากันซุบซิบ“บ้านนี้มันละครอะไรละนิ ยังไม่จบอีกหรอ” เสียงนินทาดังแทรกขึ้นมาไม่หยุดภาพที่รวิชญ์ก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูของริสา หากแต่มองในมุมกล้องวงจรปิดเหมือนเขากำลังก้มลงไปจุมพิตของเธอ ก่อนที่หญิงสาวจะเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้าไปในห้อง และไม่กลับออกมาอีกเลย“ยืนมองเxี้ยอะไรกันอยู่ มึงก็ถอดสายจอสิวะ” รวิชญ์ตะคอกออกมาเสียงดัง แต่ก็สายไปเสียแล้วเพราะเรื่องราวถูกฉายออกมาจนหมด ริสาที่ยืนยิ้มอยู่ได้ไม่นานก็ยืนนิ่ง ตอนนี้เหมือนเรื่องที่เธอกำลังทำ ได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง เสียงนินทาดังกระหึ่มมากขึ้นไปอีกเมื่อเรื่องคาวฉาวออกมาอีกฉาก“นี่สินะที่คุณบอกว่าจะทำ” เธอหันไปถามรวิชญ์ที่ยืนมองอยู่ข้างล่าง “นี่คือวิธีการของคุณใช่ไหม นะ…นี่คือวิธีการที่คุณบอกใช่ไหม!!” เธอแผดเสียงร้องออกมาทั้งน้ำตา มือไม้สั่นเพราะคุมอารมณ์โกรธเอาไว้ไม่อยู่“ไม่ ผมไม่ได้ทำ” รวิช
หลังจากวันที่เธอจับได้ว่าตัวเองกำลังถูกสวมเขา แผนการแก้แค้นก็ถูกวางออกมาอย่างเฉียบแหลม ริสาได้ชวนรดาออกไปทานข้าวด้วยกัน เธอเลือกร้านอาหารหรูหราเพราะรู้ดีว่าน้องสาวตัวเองเป็นคนหัวสูง“พี่ให้จ้ะ” ถุงช็อปปิ้งแบรนด์เนมราคาแพงถูกยื่นให้กับผู้ที่เป็นน้องสาว รดาดวงตาลุกวาวเมื่อเห็นชื่อแบรนด์บนถุง“กรี๊ด กระเป๋าฮีเมส นะ…นี่พี่ให้ฉันจริงหรอ” เมื่อเธอเปิดมันออกดุ ก็กรี๊ดออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว ก็มูลค่าของในถุงมันมากกว่าสองแสนบาท“อื้ม ก็วันเกิดรดาพี่ต้องขึ้นไปทำงานที่เหนือ เลยอยากให้ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าไว้”“อ่อหรอ ฉันชอบมากเลย” ไม่มีคำว่าขอบคุณออกมาจากปากของเธอ แถมรดายังแอบคิดอีกว่า ‘ริสานี่โง่ได้ใจเสียจริง แต่แบบนี้ก็ดี เพราะไม่ว่าอะไรที่เป็นของเธอ ฉันจะแย่งมันมาเอง’รดาที่ได้ของขวัญเป็นกระเป๋าราคาแพงมีหรือที่จะไม่หยิบมาใช้ โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีเครื่องดักฟังจิ๋วแอบติดไว้อยู่ เธอนำติดตัวมันไปทุกที่ แต่เพราะไม่ใช่คนเจ้าระเบียบเธอจึงถูกจับได้อย่างง่ายดายก่อนวันแต่งงานริสาได้โอกาสจับกระเป๋าใบนั้น เพราะเธอวางมันทิ้งไว้บนโซฟาในบ้าน เธอแกะกระดุมเหล็กใต้กระเป๋าออกมาด้วยความว่องไว หากสงสัยว่าทำไมเธ
ห้องโถงของโรงแรมห้าดาวสุดหรู บรรยากาศภายในอบอวลไปด้วยไฟสีส้มอ่อน ดอกไม้ประดับสีขาวเรียงรายไปตามทางเดินเข้าจวบจนถึงเวทีหลักของงาน โทนสีหลักของการตกแต่งเป็นสีขาวและทองที่ย้ำเตือนความหรูหราแขกเหรื่อที่มาร่วมงานล้วนเป็นคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีไม่ว่าจะในวงสังคมธุรกิจ หรือดารานักร้องที่มีชื่อเสียงบางคนก็ยังให้เกียรติมาร่วมในงานนี้ศิวะในชุดสูททักซิโด้สีขาวคอยยืนรอรับแขกที่เข้ามาร่วมงานอยู่หน้าประตูทางเข้า ขาดแต่เพียงคู่ควงของเขาที่ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน“เอ่อขอโทษนะคะ มีใครอยู่ไหมคะ” เสียงหวานใสของหญิงสาวดังขัดจังหวะคนที่กำลังทำงานในห้องเครื่องเสียง ชายหนุ่มดูท่าทางแข็งขันเดินตรงเข้ามาหาเธอ“ไม่ทราบว่ามีอะไรหรือครับ”“คือพอดีว่ารู้สึกเหมือนจะหยิบไฟล์วีดีโอที่ต้องใช้ในงานผิดไปน่ะค่ะ เลยเอาอันนี้มาเปลี่ยน” เธอยื่นแฟลชไดร์ฟสีดำอันหนึ่งให้กับเขา“เอ๋ แปปนะครับ เปลี่ยนกับอันไหนหรือครับ” พนักงานคนนั้นหยิบสิ่งของที่คล้ายกันสองชิ้นออกมาให้เธอดู ยิ่งชวนให้เธอรู้สึกฉงนใจว่าทำไมถึงมีสองชิ้น“เอ๋ มีสองชิ้นหรอ พอจะจำได้ไหมคะว่าอันไหนเป็นอันแรกที่ต้องขึ้นฉาย” “อ๋องั้นอันนี้ครับ” เขายื่นอันที่เธอต้อง







