INICIAR SESIÓNไป่หลานรู้สึกงง ๆ กับคำพูดของอันเฉิง แต่นางก็ช่วยอันเฉิงคิดและตอบกลับไป “อ่อ! มีอีกทางเพคะ”
“ทางไหนหรอ?” อันเฉิงรีบถามขึ้นอย่างมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
“พระชายาต้องทำให้ฮ่องเต้กลับมารักพระชายาอีกครั้งเพคะ”
“เป็นไปไม่ได้หรอก! ฮ่องเต้ทั้งโหดทั้งโฉดอยากจะฆ่าข้าตลอดเวลาแบบนั้น แถมอีกอย่างข้าก็ไม่ได้รักเขาด้วย” อันเฉิงตอบไป๋หลานกลับไปด้วยเสียงที่หมดหวังอีกครั้ง
“แต่ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้นะเพคะ ไปลองด้วยกันอีกสักครั้งเพคะ” พูดจบ ไป่หลานก็เดินนำอันเฉิงไป
“ไปไหน เจ้าจะพาข้าไปไหน?” อันเฉิงถามขึ้นด้วยความมึนงง
“พาไปหาวิธีเอาใจพระสวามีไงเพคะ” ไป่หลานตอบกลับมาด้วยรอยยิ้ม
ในขณะที่อันเฉิงพลางคิดในใจว่านี่นางจะต้องมาเอาใจคนคอยแต่คิดจะฆ่านางเพื่อให้นางมีชีวิตรอดต่อไปหรือนี่!
“นี่ข้าต้องทำจริง ๆ หรอ?” หลี่อันเฉิงถามย้ำขึ้นอีกครั้ง
“จริงเพคะ”
ไป๋หลานพาหลี่อันเฉิงเข้ามายังห้องครัวในพระราชวัง
อันเฉิงมองไปรอบ ๆ ห้องครัวนี้ก็รู้สึกคิดไม่ออกว่าไป๋หลานพานางมาทำอะไรที่นี่
“เชิญพระชายาลงมือทำอาหารเพื่อเอาใจฮ่องเต้ได้เลยเพคะ เพียงพระชายาบอกไป๋หลานมาว่าจะทำเมนูอะไร ไป๋หลานจะเตรียมทุกอย่างให้เองเพคะ”
“ข้าทำอาหารไม่เป็น” อันเฉิงตอบกลับไปโดยไม่ต้องคิดเลย
“ฮ่ะ! พระชายาพูดจริงหรือเพคะ แต่ใคร ๆ เขาก็หรือกันว่าพระชายาสมัยตอนยังเป็นคุณหนูหลี่ พระชายาทำอาหารรสเลิศมาก ๆ เลยนะเพคะ” ไป๋หลานถามกลับด้วยความตกใจ
“เอ่อ ... เอ่อ...คือว่า ข้าความจำเสื่อม ก็จำวิธีการทำอาหารพวกนี้ไม่ได้หรอก” เมี่ยวหรงในร่างของอันเฉิงรีบโกหกตอบกลับไปทันที
‘ถึงแม้ว่าหลี่อันเฉิงจะทำอาหารเก่งขนาดไหน แต่คนที่อยู่ในร่างตอนนี้ก็คือข้าเมี่ยวหรง ผู้ไม่เคยเข้าครัวเลย’ เมี่ยวหรงพูดกับตัวเองในใจ
“ไม่เป็นไรเพคะ เดี๋ยวไป๋หลานจะเป็นคนทำให้เอง แล้วให้พระชายานำไปให้ฮ่องเต้” พูดจบ ไป๋หลานก็เดินออกไปเริ่มทำอาหารทันที
หลังจากที่อันเฉิงยืนมองไป๋หลานทำนู้นทำนี้อยู่นาน ในที่สุดไป๋หลานก็ทำอาหารสำหรับใหญ่ให้กับฮ่องเต้เสร็จสิ้น
ณ ศาลากลางน้ำ
อันเฉิงและไป๋หลาน พร้อมกับนางใน 3 คน กำลังยืนรอฮ่องเต้ขึ้นมาเสวยอย่างใจจดจ่อ
อันเฉิงเริ่มมีกังวลอยู่ในใจ เพราะแต่ละทีที่นางได้เจอเขาก็มีแต่เรื่องอาฆาตแค้นที่เขาอยากจะฆ่า และยิ่งได้ยินว่าเขาไม่ยอมแพ้ในการหาหลักฐานมามัดตัวนาง นางยิ่งรู้สึกกลัวไปหมด แต่นางก็ต้องพยายามข่มความกลัวของตัวเองไว้
‘นี่ฉันเกิดมาใหม่ เพื่อที่จะมาถูกฆ่าอีกหรอเนี่ย! ไม่ได้นะ ฉันจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้’
ระหว่างที่เมี่ยวหรงในร่างของพระชายาหลี่อันเฉิงกำลังยืนคุยกับตัวเองในความคิดอยู่นั้น ร่างใหญ่ของฮ่องเต้ก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“เจ้าเรียกข้ามาที่นี่มีอะไร?” เขาถามนางขึ้นด้วยเสียงดุ
‘เฮ้อออออออออออออออออออออออออออออออออออออออ ไม่เคยคิดจะพูดดี ๆ เลยสักครั้ง จะเกลียดเคียดแค้นอะไรขนาดนั้น’ นางบ่นในใจ
แล้วอันเฉิงก็ต้องพยายามยิ้มเข้าไว้ ทั้ง ๆ ที่ในใจนางอยากจะกรี๊ดร้องออกมาที่เห็นใบหน้าของเขาเสียเหลือเกิน “หม่อมฉันเตรียมอาหารมาให้ฮ่องเต้ เชิญเสวยเพคะ”
“ข้าไม่กิน” เขาตอบกลับมาอย่างไม่มีเยื่อใยใด ๆ
“หม่อมฉันตั้งใจให้ไป๋หลานทำให้ เชิญฝ่าบาทเสวยสักนิดก่อนนะเพคะ” อันเฉิงพยายามควบคุมน้ำเสียงของตัวเองให้ใจเย็นมากที่สุด
“ข้าบอกว่าข้าไม่กิน”
เพล้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
ฮ่องเต้ทำการคว่ำสำหรับอาหารของอันเฉิงทันที ทำให้นางรู้สึกตกใจกับการกระทำของเขาไม่น้อย
เหล่านางใน ทหาร และไป๋หลานที่อยู่บริเวณนั้นเห็นท่าไม่ดี จึงพากันเดินถอยห่างหนีออกมา
“ฝ่าบาท ท่านทำเกินไปแล้วนะเพคะ” อันเฉิงทนต่อไปไม่ไหว นางตะคอกเสียงดังใส่เขาทันที
“นี่เจ้ากล้าตะคอกใส่ข้าเชียวรึ?” ฮ่องเต้เองก็ตะคอกถามนางกลับมาเช่นกัน
“ใช่! เพราะสิ่งที่ท่านทำวันนี้มันมากเกินไป ท่านใช้ดาบจ่อคอข้าถึงสองครั้งสองคราข้าก็ไม่โกรธเท่ากับท่านทำลายสำหรับอาหารของข้าต่อเหล่านางในและทหาร” อันเฉิงพูดออกมาด้วยความโกรธ เพราะนางเองก็รู้สึกเสียหน้าไม่น้อย
“แค่นี้เจ้าบอกว่าข้าทำเกินไป แล้วที่เจ้าไปมีสัมพันธ์กับชายอื่น ต่อให้เจ้าจะความจำเสื่อม แต่นั้นมันไม่เกินไปรึ?” ฮ่องเต้ยังคงตะคอกกลับถามมาด้วยความโมโหเช่นกัน
ตอนนี้ต่างฝ่ายต่างตะคอกใส่กันเสียงดังพร้อมกับอารมณ์ที่รุนแรง ทำให้บริเวณที่อยู่บริเวณใกล้เคียงต้องรีบเดินหนีห่าง
“นั้นมันการกระทำของคุณหนูหลี่อันเฉิง แต่ข้าไม่ใช่ ข้าไม่ใช่นาง ท่านจะมาเหมารวมข้าไม่ได้ อุ๊บ! ชิบหายล่ะ!” ด้วยความโกรธทำให้เมี่ยวหรงในร่างของอันเฉิงไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ จึงเผลอพูดความจริงออกมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เมื่อฮ่องเต้ได้ยินแบบนั้น ก็รู้สึกตกใจและสงสัยขึ้นมาทันที เขาเดินเข้ามาประชิดกับร่างกายของนาง และบีบแขนนางไว้แน่น พร้อมกับถามขึ้น “ที่เจ้าพูดหมายความว่าเช่นไรกัน? อันเฉิง”
นี่เป็นครั้งแรกที่เมี่ยวหรงในร่างของอันเฉิงเพิ่งจะได้ยินฮ่องเต้เรียกชื่อของอันเฉิงชัด ๆ แม้น้ำเสียงนี้จะเต็มไปด้วยความสงสัยและความโกรธ แต่หัวใจของนางกลับสั่นไหวขึ้นมา
“คือ...ว่า...ข้า ข้า ข้า”
“ข้าอะไร? ตอบข้ามาเดี๋ยวนี้ ว่าที่เจ้าพูดหมายความว่าเช่นไรกัน?” ฮ่องเต้ถามย้ำขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับบีบแค้นของนางไว้แน่นกว่าเก่า
“ข้าเจ็บ” อันเฉิงตอบกลับไป พร้อมกับน้ำตาไหลออกมาที่ถูกเขาบีบแขนเช่นนั้น
เมื่อฮ่องเต้เห็นว่าอันเฉิงร้องไห้ออกมาต่อหน้าต่อตาแบบนั้น เขาก็รีบปล่อยมือจากแขนของนางทันที
“ต่อไปนี้เจ้าไม่ต้องมาเข้าใกล้ข้าอีก” พูดจบ ฮ่องเต้ก็เดินจากออกไป
หลังจากที่ฮ่องเต้เดินออกไปแล้ว ไป๋หลานก็รีบวิ่งเข้ามาดูพระชายาของตนเองทันที
“พระชายาเจ็บตรงไหนไหมเพคะ?” ไป๋หลานถามเจ้านายของตนเองด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าไปส่งสารบอกฮ่องเต้ว่าข้าจะหย่ากับเขาทันที” พูดจบ อันเฉิงก็เดินกลับมาที่หอนอนของตนเองทันที
เมื่ออันเฉิงและไป๋หลานกลับมาที่หอนอนของตนเองแล้ว อันเฉิงจึงรีบถามไป๋หลานขึ้น
“เจ้าพอจะรู้บ้างไหมว่าครอบครัวของข้ามีใครบ้าง?”
“พระชายามีท่านพ่อ คือ หลี่จ่างชิ่ง เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักผู้ซึ่งมีเชื้อสายจากราชวงศ์ และฮูหยินผู้ซึ่งเป็นมารดา และพระชายายังมีพี่ชายเป็นท่านแม่ทัพใหญ่ของราชสำนักคือท่านแม่ทัพหลี่ฟางอี้” ไป๋หลานตอบกลับมา
“เจ้าพอจะรู้ความสัมพันธ์ของข้ากลับคนในครอบครัวหรือไม่?” เมี่ยวหรงในร่างของหลี่อันเฉิงถามขึ้นต่อ เพื่อหาหนทางพ้นจากความผิดให้ได้
“พระชายาจำอะไรไม่ได้เลยหรือเพคะ?” ไป๋หลานถามขึ้น
“ข้าจำไม่ได้ แม้แต่ชื่อของตัวเองข้าก็จำไม่ได้” อันเฉิงตอบกลับไปด้วยสีหน้าบึ้งตึงเพราะความโกรธต่อการกระทำของฮ่องเต้
“เท่าที่ข้าทราบมา เนื่องจากพระชายาเป็นบุตรีคนเดียวในราชตระกูล ทำให้ทุกคนรักใคร่เอ็นดูมาก โดยเฉพาะท่านแม่ทัพหลี่ผู้ถูกล่ำลือว่าหวงแหนน้องสาวของตนมาก” ไป๋หลานตอบกลับไปเท่าที่นางรู้
“ต่อไปนี้เจ้าเลิกเรียกข้าว่าพระชายา ให้เรียกข้าว่าคุณหนูหลี่ เพราะข้าจะหย่าขาดกับฮ่องเต้ พรุ่งนี้เจ้านำสารการหย่าไปส่งให้กับฮ่องเต้ซะ ส่วนวันนี้ให้เจ้ากลับไปแจ้งพี่ชายของข้าว่า ข้าได้รับอุบัติเหตุจนทำให้ข้าป่วยจนถึงขั้นความจำเสื่อม ข้าอยากจะกลับไปรักษาตัวเองที่บ้าน พร้อมกับแจ้งให้ที่ตระกูลหลี่ให้รู้ว่าข้าได้ทำการหย่ากับฮ่องเต้แล้วแล้วพรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางกลับจวนตระกูลหลี่” เมี่ยวหรงตัดสินใจที่จะกลับสู่บ้านที่นางไม่เคยรู้จักมาก่อน เพราะบ้านและครอบครัวนั้นเป็นของคุณหนูหลี่ มิใช่ของนางที่จริง ๆ แล้วคือเมี่ยวหรง แต่ถึงอย่างไรการไปเสี่ยงตายเอาดาบหน้าก็ยังดีกว่าถูกสายตาของฮ่องเต้เครียดแค้นและคอยแต่จะวางแผนสังหารนางอยู่ตลอดเวลา
______________________________________________________________
ฝากกดติดตามเพื่อเป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ ^^
วันนี้ฮ่องเต้ตัดสินใจเดินทางไปยังจวนของตระกูลหลี่พร้อมกับข้าวของมากมายที่นำไปมอบให้ ทำให้เหล่าคนในตระกูลรู้สึกแปลกใจกับการมาของฮ่องเต้ แต่เมื่อรู้จุดประสงค์ว่าเขาจะมาง้อพระชายาให้กับไปยังพระราชวัง ทุกคนจึงเต็มใจช่วยอย่างเต็มทีในขณะที่อันเฉิงกำลังนั่งหน้าเศร้าอยู่ในหอนอนของตนเองอยู่นั้น หลันฮวาก็เปิดประตูเข้ามาตามตัวนางทันที“คุณหนูค่ะ ฮ่องเต้มาหาคุณหนูถึงจวนเลยค่ะ”“อะไรนะ!” อันเฉิงอุทานออกมาด้วยความตกใจทันที“ใต้เท้าหลี่ให้ข้ามาตามคุณหนูไปพบฮ่องเต้ค่ะ”“ไม่! ข้าไม่ไป” อันเฉิงปฏิเสธกลับไปอย่างทันควัน“ไม่ไปไม่ได้นะคะคุณหนู ถ้าคุณหนูไม่ไป ฮ่องเต้กริ้วขึ้นมาแล้วจะเดือดร้อนทั้งตระกูลหลี่เลยนะคะ” หลันฮวาพูดออกมาด้วยความโกรธ เพราะนางได้ยินคนเขาเล่าขานกันมาว่าฮ่องเต้นั้นอารมณ์ร้อนยิ่งนัก หากไม่ได้อะไรได้ใจจะทำให้คนผู้นั้นเดือดร้อนทันทีอันเฉิงจำใจต้องออกมาพบฮ่องเต้จ้าวเสี่ยวสือเพื่อเห็นแก่ความปลอดภัยของตระกูลหลี่ และเมื่อนางปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าของเขา ฮ่องเต้ก็รีบพูดขึ้นทันที“ข้านำข้าวของทั้งหมดนี้มาให้เจ้า และข้าอยากให้เจ้ากลับไปรับตำแหน่งฮองเฮาเคียงคู่กับข้า”เหล่าผู้คนในตระกูลต่างเต้นดีใ
เมื่อมาถึงยังชายแดนใต้ ท่านแม่ทัพหลี่ก็เข้านำทัพไปเสริมกับฮ่องเต้ที่ออกไปรบล่วงหน้าแล้ว โดยให้อันเฉิงรออยู่ที่ค่ายโดยมีองครักษ์หวางห่าวอูคอยดูนางอยู่ช่วงเย็นของวันกองทัพของท่านแม่ทัพหลี่ผู้เป็นพี่ชายของนางได้เดินทางกลับมาแล้ว แต่กองทัพของฮ่องเต้ยังไม่ยอมกลับมาเสียที ทำให้อันเฉิงร้อนรนใจรีบวิ่งเข้าไปถามท่านแม่ทัพหลี่ทันที“ท่านพี่! เหตุใดกองกำลังของฮ่องเต้ยังไม่กลับมาอีก?”“อันเฉิง! กองกำลังทหารของฮ่องเต้ถูกบุกเข้าทลายอย่างหนัก แม้แต่ตัวของฮ่องเต้ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครพบ เหล่าทหารที่ไปพร้อมกับฮ่องเต้ก็ล้มตายไปจำนวนมาก พี่ไม่อาจจะรับประกันให้เจ้าได้ว่าฮ่องเต้ยังมีชีวิตรอดหรือไม่”อันเฉิงน้ำตาไหลลงมาอาบแก้มทันทีที่ได้ยินแบบนั้น นางจึงตะคอกใส่ท่านพี่ของนางอย่างที่นางไม่เคยทำต่อเขามาก่อน “ท่านพูดอะไรออกมาเช่นนี้? เหตุใดท่านจึงไม่ยอมกลับไปตามหาฮ่องเต้อีก?”ท่านแม่ทัพหลี่คว้าร่างบางของน้องสาวของตนเข้ามากอดไว้แน่น พร้อมกับพูดขึ้น “เหล่าทหารออกค้นหาฮ่องเต้จนทั่วแล้ว แต่ก็ไม่พบ พี่เกรงว่า ...”ท่านแม่ทัพหลี่พูดยังไม่ทันจบ อันเฉิงก็ตวาดขึ้นใส่เขาด้วยความโกรธทันที “ท่านพี่ไม่ต้องพูดอีกต่อไปแล้ว! ข
แต่เขาก็ไม่สามารถบอกนางได้ฮ่องเต้นั่งเงียบสักพักก่อนจะตอบกลับไป “อีกสามวันข้าจะทำการหย่าให้กับเจ้า” พูดจบ เขาก็เดินออกจากห้องโถงไปด้วยความเจ็บปวดเมื่อฮ่องเต้เดินออกจากห้องโถงไปแล้ว อันเฉิงก็ทิ้งตัวนั่งลงร้องไห้กับพื้นด้วยความเจ็บปวดทันที ที่นางติดสินใจขอหย่ากับเขาครั้งนี้ก็เพราะว่านางได้รักเขาไปแล้ว และนางก็ไม่อาจจะสามารถทนอยู่กับเขาโดยรู้ว่าเขามองนางเป็นเพียงแค่ตัวแทนของหลี่อันเฉิงเท่านั้น นางเองก็อยากได้ความรักที่เขารักนางที่ตัวตนของนางเหมือนดั่งองค์ชายเซี่ยหลิวหยาง แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขาหลังจากที่อันเฉิงได้สนทนากับฮ่องเต้เรียบร้อยแล้ว นางก็ตัดสินใจเดินทางกลับสู่จวนตระกูลทันทีเมื่ออันเฉิงมาถึงจวนตระกูลหลี่ เหล่าสมาชิกทุกคนในครอบครัวก็เข้ามาต้อนรับนางด้วยความดีใจ แม้นางจะบอกพวกเขาว่าที่นางกลับมาครั้งนี้ก็เพราะว่านางได้ขอหย่ากับฮ่องเต้แล้ว และนางจะขอกลับมาอยู่ที่บ้าน ทุกคนในครอบครัวก็ไม่มีใครตำหนินางเลยสักคน แถมทุกคนยังยินดีต้อนรับนางกลับบ้านด้วยซ้ำช่วงตลอดระยะเวลา 3 วันที่อันเฉิงเฝ้ารอสารหย่าจากฮ่องเต้จ้าวเสี่ยวสือ นางเองก็เอาแต่นั่งร้องไห้ทุกวันด้วยความเจ็บปวด
อันเฉิงเดินออกมาจากบ้านของปิงเห่อพร้อมกับฮ่องเต้จ้าวเสี่ยวสือ ระหว่างที่เดินกลับออกมานั้น อันเฉิงเห็นสายที่เต็มไปความเศร้าของเขา นางก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเวลานี้ในหัวใจของเขานั้นได้ลืมความแค้นที่มีต่อคุณหนูหลี่อันเฉิงไปแล้ว แต่ความเสียใจที่เสียนางไปนั้นก็ยังคงอยู่และเขาก็มิอาจจะรับความจริงนี้ได้ เพราะเขายังคงเห็นเมี่ยงหรงที่อยู่ในร่างของหลี่อันเฉิงทุกวันเมื่อกลับมาถึงพระราชวัง ฮ่องเต้ก็แยกตัวออกทันที ทำให้อันเฉิงรู้สึกเป็นห่วงเขาเหลือเกิน แต่นางก็ไม่กล้าที่จะถามเขามาก เพราะเขาเป็นคนขี้โมโหและเจ้าอารมณ์ นางจึงขอปล่อยให้เขาอยู่กับตัวเองสักพักตกดึกของค่ำคืนในขณะที่อันเฉิงกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงอยู่นั้น เสียงเคาะประตูที่หน้าหอนอนของนางก็ดังขึ้น ทำให้นางสะดุ้งตัวตื่นและรีบออกไปเปิดประตูทันทีและเมื่อเปิดประตูออกมา อันเฉิงก็พบร่างใหญ่ของฮ่องเต้ที่กำลังนั่งเมาอยู่หน้าประตูหอนอน และในมือของเขาก็กำลังกอดขวดสุราไว้แน่น“ฝ่าบาท เชิญเสด็จเข้าข้างในก่อนเพคะ” อันเฉิงพูดขึ้น พร้อมกับพยายามดึงตัวของเขาให้ลุกขึ้นยืน แต่เขากลับดึงร่างบางของนางให้ลงไปนั่งข้าง ๆ เขาซะงั้นฟึบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบเมื่อร่า
“แล้วเจ้ารู้ไหมว่านางออกไปอยู่ที่ไหน?” อันเฉิงรีบถามขึ้นด้วยความอยากรู้ทันที“หม่อมฉันทราบเพียงว่านางกลับไปอยู่บ้านเก่าของนางในตลาดเหลินอัน ซึ่งหากไกลจากพระราชวังไม่มากนักเพคะ”“งั้นข้าจะออกไปพบนางเดี๋ยวนี้ ข้าจะต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็นคนสั่งให้นางมาวางยาพิษข้าแบบนี้” พูดจบ อันเฉิงก็เตรียมที่จะก้าวเดินออกจากหอนอนของนาง แต่ไป๋หลานก็รั้งนางไว้เสียก่อน“เดี๋ยวก่อนเพคะพระชายา หากพระชายาสวมเสื้อผ้าแบบนี้ออกไปเดินตลาด ประชาชนคงจับจ้องมาที่พระชายา แล้วนั้นจะทำให้ ปิงเห่อ ไหวตัวทันนะเพคะ”“ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล งั้นเจ้ารีบไปเตรียมเสื้อผ้ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้”หลังจากที่อันเฉิงเปลี่ยนเสื้อผ้าอลังการของนางมาเป็นเสื้อผ้าที่แสนธรรมดาแล้ว นางก็เตรียมที่จะพาไป๋หลานเดินออกจากหอนอน เพื่อออกจากพระราชวังไปยังตลาดเหลินอันทันทีแต่เมื่อเปิดประตูหอนอนออกมา อังเฉิงก็พบร่างใหญ่ของฮ่องเต้กำลังยืนอยู่หน้าประตูนั้น“ทำไมเจ้าถึงแต่งตัวแบบนี้ และเจ้าจะออกไปไหน?” ฮ่องเต้ถามขึ้นด้วยความสงสัย“คือ...ว่า คือว่าหม่อมฉันอยากออกไปเฝ้าดูวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของประชาชนเพคะ หม่อมฉันอยากรู้ว่าพวกเขาได้อยู่สบายดีหรือเปล่า?” อัน
หลังจากที่ออกมาจากห้องโถงแล้ว อันเฉิงก็กำลังที่จะเดินกลับหอนอนของนางทันที แต่ระหว่างทางนางก็ได้พบกับท่านแม่ทัพหลี่ฟางอี้กำลังมายืนรออยู่ นางจึงรีบวิ่งเข้าไปหาเขาทันที“ท่านพี่” อันเฉิงวิ่งเข้าไปกอดท่านแม่ทัพหลี่ไว้แน่น เพราะนางคิดถึงตอนที่มีเขาคอยปกป้องเขาเหลือเกิน“ขออภัยที่วันที่ฮ่องเต้พาตัวเจ้ากลับมมา พี่ไม่อาจจะมาช่วยเจ้าได้ กว่าที่พี่จะลอบเข้ามาในพระราชวังนี้ได้พี่ต้องใช้เวลาหลายวัน เพราะฮ่องเต้สั่งการให้ทหารคุ้มกันรอบวังอย่างแน่นหนา” ท่านแม่ทัพหลี่พูดขึ้นด้วยความรู้สึกผิด“โถ่วท่านพี่ ท่านไม่ต้องขออภัยข้าหรอก ตอนนี้ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว ข้าก็แค่เด็กดื้อด้าน ส่วนฮ่องเต้ก็เป็นคนที่เอาแต่ใจ เมื่อมาเจอกันข้ากับเขาก็ทะเลาะกันเป็นธรรมดา ตอนนี้ข้าอยู่สุขสบายดี ท่านพี่ไม่ต้องห่วงข้าแล้ว” อันเฉิงพูดออกไปแบบนั้นเพื่อหวังให้ท่านแม่ทัพหลี่จะได้ไม่ต้องห่วงนางแม้ว่าเมี่ยวหรงที่อยู่ในร่างของหลี่อันเฉิงจะได้พบท่านแม่ทัพหลี่ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่นางกลับรู้สึกผูกพันกับเขาราวกับว่าเคยเป็นพี่น้องกันมาทุกภพทุกชาติ และทุกครั้งที่นางได้อยู่ใกล้เขา นางก็รู้สึกมีความสุขเหลือเกิน“ได้ยินแบบนี้พี่ก็ค่อยสบายใจ







