LOGINเพราะการตายของบิดามารดามีเงื่อนงำ จวงอวี้ถงจึงแฝงกายเข้ามาอยู่ในจวนสหายเก่าของท่านย่า ซึ่งจวนแห่งนี้ก็เป็นที่อยู่ของสหายท่านพ่อเช่นกัน นางมีเรื่องอยากขอร้องให้เขาช่วยเหลือ ในคราแรกเขาไม่ยอมช่วยนางเพราะเกิดความเข้าใจผิด แต่พอถูกนางยั่วยวนมากเข้า จู่ๆ เขาพลันเปลี่ยนใจ จวงอวี้ถงจำต้องเปลืองร่างกายเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว แต่ทว่าไม่ใช่แค่ร่างกายที่สิ้นเปลือง หัวใจของนางก็เริ่มถูกกัดกร่อนด้วยความรักเช่นกัน
View Moreหลังจากสิ้นบิดามารดาไปเมื่อหนึ่งปีก่อน จวงอวี้ถงก็ได้รับการช่วยเหลือจากไท่ฮูหยินตระกูลฟู่ อีกฝ่ายเป็นสหายเก่าของท่านย่าของนาง อีกทั้งบุตรชายของไท่ฮูหยินก็ยังเป็นสหายร่วมชั้นเรียนกับบิดาของนางอีกด้วย นางถูกวางตัวให้มาเป็นฮูหยินคนถัดไปต่อจากภรรยาคนเก่าของเขา
แต่ทว่า... เขากลับไม่เคยชายตามองนาง แม้ว่านางจะพยายามเข้าหาหรือพูดคุยกับเขาก่อน ซึ่งสิ่งที่ได้กลับมามีเพียงคำตอบรับสั้นๆ เท่านั้น ฟู่หยางมีตำแหน่งเป็นถึงรองเจ้ากรมอาญา ลักษณะนิสัยของเขาค่อนข้างเคร่งขรึมและเยือกเย็น คำพูดหนึ่งคำสามารถเชือดเฉือนใจคนให้กระอักเลือดได้ ถึงเขาจะเป็นคนเย็นชาแต่ก็ไม่เคยเมินเฉยต่อความทุกข์เนื้อร้อนใจของราษฎรเลยสักครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาเป็นที่นับหน้าถือตาของผู้คน ชาวเมืองต่างพากันสรรเสริญและยกย่องฟู่หยางเปรียบเสมือนทวยเทพที่ลงมาปราบมารอย่างไรอย่างนั้น เมื่อหนึ่งปีก่อนภรรยาของเขาเกิดล้มป่วยด้วยโรคระบาด จึงทำให้เขากลายเป็นพ่อหม้ายตั้งแต่อายุสามสิบ ทั้งยังมีบุตรชายอายุสี่ขวบที่เกิดจากภรรยาเก่า ถึงใครจะบอกว่าเด็กๆ ทุกคนต้องการมารดามาคอยอบรมสั่งสอน แต่กระนั้นฟู่หยางก็ไม่เคยคิดจะหามารดาให้ลูก ด้วยเหตุผลที่ว่า...กลัวลูกของตนจะถูกรังแกจากภรรยาใหม่ " นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ? " นัยน์ตาคมเฉี่ยวเหลือบมองตำราหน้าปกสีเขียวอ่อน ซึ่งไม่ได้ระบุสิ่งใดไว้ด้านหน้า นางจึงไม่รู้ว่าของสิ่งนี้คืออะไร " นี่คือตำราพิชิตใจสามี " คนอายุมากกว่าดันตำราไปวางไว้ตรงหน้าสตรีชุดสีชมพูอ่อน พร้อมกับเอ่ยขึ้นว่า " อวี้ถง นี่ก็ผ่านมาหกเดือนแล้วนะ เหตุใดความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับฟู่หยางถึงยังไม่คืบหน้าอีก " ไท่ฮูหยินพูดกับคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างร้อนใจ นางอยากให้หลานชายมีมารดาเหมือนอย่างเด็กคนอื่นเขา แล้วก็อยากให้บุตรชายมีภรรยาคอยดูแลและช่วยจัดการเรื่องในจวนให้ ด้วยว่าตัวนางในตอนนี้เริ่มแก่ชราลงไปทุกที เกรงว่าจะมีชีวิตอยู่ไม่ยืนยาว จึงอยากจะหาใครสักคนที่พอไว้ใจได้มาดูแลหลานชายตัวน้อยให้ ดังนั้นนางจึงพยายามผลักดันให้จวงอวี้ถงขึ้นมาเป็นลูกสะใภ้ แต่ไม่ว่าจะใช้แผนการใด ฟู่หยางก็ไม่เคยคล้อยตามเลยสักนิด ใบหน้างดงามสลดลง เมื่อได้ยินคำถามจากไท่ฮูหยิน ใช่ว่าที่ผ่านมานางไม่พยายาม แต่เป็นเพราะชายผู้นั้นต่างหาก เขาไม่ยอมเปิดโอกาสให้นางเข้าใกล้สักครั้ง มิหนำซ้ำยังทำตัวห่างเหินราวกับรังเกียจนางนักหนา " ต้องขออภัยไท่ฮูหยิน เป็นข้าที่บกพร่องเองเจ้าค่ะ ช่วงนี้ท่านอาเขาค่อนข้างยุ่งเรื่องปราบปรามผู้ร้าย จึงทำให้ไม่มีเวลาได้กลับจวน ทุกครั้งที่เขากลับมาก็มักจะเข้าไปพักผ่อนในห้องทันที จึงทำให้ข้ากับเขาไม่มีเวลาได้เจอหน้ากัน แต่ไท่ฮูหยินไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ข้าได้ยินมาว่าหากท่านอาทำงานนี้ได้สำเร็จ เขาจะได้วันลาพัก เอาไว้ถึงช่วงนั้นแล้ว ข้าจะพยายามเข้าหาเขาอีกครั้งนะเจ้าคะ " สิ่งที่จวงอวี้ถงพูดออกมาล้วนเป็นความจริงทั้งหมด หลายวันมานี้นางแทบไม่เจอหน้าฟู่หยางเลย หากได้เห็นก็มีแค่ได้เห็นกันผ่านๆ เท่านั้น " เฮ้อ!" ไท่ฮูหยินถอนหายใจออกมาอย่างปลงตก นางรู้ดีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะฟู่หยางจงใจจะหลบหน้าจวงอวี้ถง " ข้าต้องขอโทษเจ้าด้วยนะ ที่เผลอพูดแบบนั้นออกไป เดิมทีมันก็ไม่ใช่ความผิดของเจ้าสักนิด แต่เป็นเพราะเจ้าลูกชายตัวดีของข้าต่างหาก " ไท่ฮูหยินเผยยิ้มให้สตรีใบหน้าเกลี้ยงเกลา มือเหี่ยวย่นยื่นออกไปตบหลังมือนุ่มแผ่วเบา " อวี้ถง ข้าอยากได้เจ้ามาเป็นลูกสะใภ้จริงๆ นะ เพราะฉะนั้นอย่าได้ถือโทษโกรธคนแก่คนนี้ที่พลั้งเผลอบังคับฝืนใจเจ้าเลยนะ " จวงอวี้ถงยิ้ม " ข้าไม่เคยโกรธท่านเลยเจ้าค่ะ ข้ากลับดีใจเสียอีกที่ท่านเอ็นดูข้า " หญิงชรายื่นมือออกไปลูบศีรษะจวงอวี้ถงด้วยความเอ็นดู ในสายตาของนางเด็กสาวผู้นี้ถือว่าเป็นคนที่เพียบพร้อมไปด้วยหน้าตาและฐานะ ด้านสติปัญญาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครออกจะเฉลียวฉลาดและมีไหวพริบดี ด้วยเหตุนี้นางจึงพึงพอใจในตัวว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้มาก... ครั้นพูดคุยกับไท่ฮูหยินได้สักพัก จวงอวี้ถงก็ขอตัวกลับเรือนพักของตน พร้อมกับนำตำราพิชิตใจสามีที่ไท่ฮูหยินมอบให้นำกลับมาด้วย ระหว่างทางบังเอิญไปเจอฟู่หยางที่กำลังเดินเข้าจวนมาพอดี เขาปรายตามองนางครู่หนึ่งก่อนจะละออก สีหน้าและแววตาเย็นชาของเขา ทำหญิงสาวรู้สึกตื่นกลัวเล็กน้อย แต่กระนั้นนางก็ยังรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย " เดี๋ยวก่อนสิเจ้าคะท่านอา " น้ำเสียงหวานเอ่ยเรียกบุรุษร่างกำยำที่กำลังก้าวขาเดินอย่างเร่งรีบ ที่นางเรียกอีกฝ่ายว่าท่านอา เป็นเพราะว่าเขาเคยเป็นสหายเก่าของบิดานาง อีกทั้งยังมีอายุมากกว่านางตั้งสิบสองปี คนร่างสูงหยุดชะงัก พลางหันใบหน้าไปมองคนที่เรียกเขาเมื่อครู่ นางยิ้มให้เขามาแต่ไกลราวกับดีใจนักหนา " เจ้ามีอะไร?" น้ำเสียงเข้มถามขึ้น คนหน้าหวานส่ายหน้า " ไม่ได้มีเรื่องสำคัญหรอกเจ้าค่ะ ข้าแค่อยากถามท่านว่าอยากลองทานขนมที่ข้าทำหรือไม่ก็เท่านั้น " จวงอวี้ถงกล่าวด้วยรอยยิ้ม คิ้วเข้มพลันขมวดตึง นัยน์ตาคมจ้องสตรีที่มีส่วนสูงน้อยกว่า นับตั้งแต่นางเข้ามาอยู่ในจวน นางมักเข้าหาเขาอย่างโจ่งแจ้งและแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าอยากมาเป็นภรรยาของเขา ซึ่งสิ่งที่นางต้องการ เขาไม่มีวันทำให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด สตรีที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ ไม่เหมาะเป็นมารดาของลูกเขาสักนิด " ข้าไม่ชอบของหวาน " ฟู่หยางปฏิเสธอ้อมๆ " เช่นนั้นรับน้ำชาหรือไม่เจ้าคะ?" จวงอวี้ถงถามอย่างไม่ละความพยายาม " ไม่เป็นไร " ฟู่หยางจ้องหน้าอีกฝ่าย วินาทีที่ได้สบตากัน ความรู้สึกบางอย่างก็พลันพวยพุ่งออกมาจากอก เหตุใดนางจึงแสร้งทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของตนเองเช่นนี้จวงอวี้ถงเห็นเช่นนั้นก็ไม่อยากอยู่กวนใจอีกฝ่ายต่อ เมื่อครู่ขนาดเขาไม่ได้ลงแรงกับนางมากนัก นางยังรู้สึกเจ็บร้าวตรงต้นแขนถึงเพียงนี้ หากรั้งอยู่ต่อเกรงว่าเรื่องจะไม่จบลงง่ายๆ ซึ่งตัวนางก็พอจะรู้ว่าเมื่อไรควรไล่ต้อนเขา และเมื่อไรควรจะหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ด้วยเหตุนี้นางจึงขอตัวกลับไปที่เรือนพักของตนก่อน เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยมาหาเบาะแสเรื่องคดีช่วยอีกฝ่ายใหม่" ก็ได้เจ้าค่ะ วันนี้ข้าจะกลับไปก่อน เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะมาหาท่านใหม่ "จวงอวี้ถงย่อกายทำความเคารพเจ้าของจวน ก่อนจะหันหลังเตรียมออกจากห้องทำงานของฟู่หยาง ทว่าพอเปิดประตูออกไปกลับเห็นร่างน้อยๆ ของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง อีกฝ่ายกำลังยืนจ้องหน้านางพร้อมกับฉีกยิ้มแฉ่ง" เสี่ยวฉี เจ้ามายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?" จวงอวี้ถงย่อตัวให้เสมอกับคนตัวน้อย พลางยื่นมือออกไปจับแผ่นไหล่เล็กอย่างทะนุถนอม" เสี่ยวฉีได้ยินพี่สาวกับท่านพ่อทะเลาะกันก็เลยไม่กล้าเข้าไปขอรับ " เด็กชายวัยสี่ขวบพูดด้วยความใสซื่อ เมื่อครู่เขาตั้งใจจะมาเล่นกับท่านพ่อและพี่สาวตามที่ท่านย่าบอก ทว่าพอเดินมาถึงหน้าประตูห้อง กลับได้ยินเสียงของทั้งสองคนกำลังทะเลาะกันเสียงดัง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าส่
" เจ้าไม่ต้องป้อนพุทราเชื่อมให้ข้าแล้ว " น้ำเสียงทุ้มเอ่ยบอกกับคนข้างกายนับตั้งแต่เขาสัญญากับนางว่าจะรื้อคดีขึ้นมาใหม่ นางก็คอยตามติดเขายิ่งกว่าเงา จนกลายเป็นภาพชินตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ในความรู้สึกของคนพวกนั้น อาจมองว่าเขากับนางรักใคร่กลมเกลียวดี ทว่าแท้จริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น ด้วยว่าฟู่หยางกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันระงับอารมณ์อยู่ต่างหากคนร่างเล็กยืดกายนั่งตรง นัยน์ตากลมโตหรี่มองคนที่กำลังทำสีหน้าเบื่อหน่ายใส่นาง " ทนอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ เห็นหรือไม่ว่าไท่ฮูหยินกำลังดีใจมากแค่ไหนที่เห็นเราสองคนเข้ากันได้ดี " นางยกไท่ฮูหยินขึ้นมาอ้าง เพื่อทำให้อีกฝ่ายยอมคล้อยตามดวงตาคมกริบปรายตามองคนร่างเล็ก ริมฝีปากสีระเรื่อเผยยิ้มจางๆ นัยน์ตาสีหวานกำลังจ้องมองมาที่เขา ซึ่งเขารู้ดีว่าสิ่งที่นางทำลงไปทั้งหมดไม่ใช่เพราะมีใจให้เขา แต่เป็นเพราะต้องการจะใช้ประโยชน์จากเขาต่างหาก ในแววตาของนางแฝงไปด้วยความมืดมนไม่หลงเหลือความจริงใจอยู่ในนั้นสักนิด ทั้งยังมีนิสัยเยือกเย็นเจ้าแผนการ คำพูดคำจาเหมือนคิดคำนวณมาอย่างถี่ถ้วนซึ่งพอลองพิจารณาดูดีๆ นางไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับจวงอวี้ถงที่เขาเคยรู้จักเลยสักนิด น
ฟู่หยางหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ครานั้นเป็นช่วงเวลาที่ท่านแม่ของเขาพาจวงอวี้ถงมาที่จวน สภาพนางในตอนนั้นดูแทบไม่ได้คล้ายถูกใครทำร้ายมา ตัวเขาที่คุ้นชินกับเรื่องพวกนี้เป็นอย่างดี จึงเข้าไปดูบาดแผลที่นางได้รับ แต่พอได้เห็นฝ่ามือที่มีรอยแดงเป็นทางยาวคล้ายเสียดสีกับบางอย่าง เขาก็พลันเอะใจว่านี่อาจเป็นการสร้างเหตุการณ์ให้ดูเหมือนนางถูกทำร้ายตัวเขาในตอนนั้นเก็บความเคลือบแคลงใจเอาไว้ ทั้งยังสั่งให้ลูกน้องไปตามสืบความเป็นมาเป็นไปภายในตระกูลจวงว่ามีความเป็นมาอย่างไร จนในที่สุดเขาก็ได้ล่วงรู้ถึงความลับบางอย่างของนางเข้านับตั้งแต่บิดามารดาของนางตายจากไป จวงอวี้ถงก็ถูกท่านลุงของนางนำไปเลี้ยงดู ซึ่งการเลี้ยงดูของคนบ้านนั้นค่อนข้างเอาเปรียบจวงอวี้ถงอยู่พอสมควร พวกเขาพากันกดขี่นางราวกับคนใช้คนหนึ่ง ด้วยความคับแคบใจจึงทำให้นางคิดหาวิธีเอาคืน ซึ่งวิธีนั้นก็คือการหลอกใช้มารดาเขา เพื่อให้ตนเองได้เข้ามาอยู่ในจวนสกุลฟู่แผนการของนางเขาดูออกตั้งแต่แรก เพียงแต่ไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม ด้วยเกรงว่ามารดาจะไม่พอใจ" เหตุใดเจ้าจึงอยากให้ข้าร่วมมือกับเจ้า เจ้าต้องการใช้ข้าเป็นเครื่องมือล้างแค้น
จวงอวี้ถงที่เขารู้จักต้องเป็นสตรีที่เย่อหยิ่ง และยึดถือในความคิดของตนเองเป็นหลัก ทั้งยังไม่ยอมก้มหัวให้ใครหน้าไหนทั้งนั้น อย่าว่าแต่รินน้ำชาให้เลย ขนาดเดินผ่านหน้ากัน นางยังไม่เคยหยุดฝีเท้ารอให้ใครเดินนำหน้าสักครั้ง เพราะถือคติที่ว่าตนเองต้องเป็นหนึ่งเหนือผู้อื่นเสมอซึ่งต่างจากตอนนี้เป็นอย่างมาก นางทำตัวไร้ยางอาย จนเขารู้สึกเอือมระอาแทน" เช่นนั้น...."" เจ้าควรหยุดได้แล้ว!" เขาขบกรามพูดลอดไรฟัน น้ำเสียงแม้ไม่ดังมาก แต่ก็พอทำให้อีกฝ่ายได้ยินชัดเจนรอยยิ้มหวานพลันหายไป ใช่ว่านางอยากทำเช่นนี้เสียเมื่อไร หากเขาให้ความร่วมมือกับนางตั้งแต่แรก เรื่องก็คงไม่ยืดยาวถึงเพียงนี้" ท่านแม่ของท่านต้องการให้ท่านแต่งงานกับข้า ไยท่านต้องปฏิเสธด้วยเล่า การที่ท่านทำตัวแบบนี้ ไม่เรียกว่าตั้งตนเป็นปรปักษ์กับมารดาหรอกหรือ? " จวงอวี้ถงเลิกคิ้วถามอย่างยียวนจริงอยู่ที่นางซาบซึ้งใจในความเมตตาของไท่ฮูหยิน แต่ความคับแค้นใจก็ยังมีอยู่ นางอยากเอาคืนคนที่เคยทำร้ายนางกับครอบครัวให้สาสม ซึ่งคนที่จะช่วยนางได้มีเพียงฟู่หยางรองเจ้ากรมอาญาคนเดียวเท่านั้น แต่เขากลับล่วงรู้ถึงแผนการของนางเข้า จึงทำให้เรื่องยุ่งยากมาจนถึ

















