แสุ่ยเฟิงเซียน เด็กสาวที่เป็นลูกบุญธรรมของสุ่ยจิ่นฟ่าน ต่างเป็นที่เคารพยำเกรง เพราะนายท่านสุ่ยเจียง ที่เป็นประมุขของตระกูล ก็ยังรักและหลงนาง เหตุเพราะนางใบหน้าละม้ายคล้ายลูกสาวที่เสียชีวิตไป
แม้ว่าทั้งสุ่ยจิ่นฟ่าน และสุ่ยเจียงต่างตามใจให้นางเล่นซนเหมือนเด็กอื่นทั่วไป แต่นางกลับไม่ออกไปเล่น เอาแต่ขลุกอยู่ในหอตำราของสกุลสุ่ย อ่านประวัติของทุกผู้ทุกคน หนังสือคำสอนต่าง ๆ นางล้วนท่องได้ขึ้นใจ
สุ่ยเฟิงเซียนจึงเป็นที่รักใคร่ของคนตระกูลสุ่ยเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะนางเป็นคนขยันเรียนรู้ ขนาดว่าสุ่ยเจียงอยากทูลขอฝ่าบาท ในอนาคตอยากให้มีขุนนางหญิงสักคน เพราะหลานบุญธรรมคนนี้รู้ความนัก คำพูดคำจาล้วนราวกับผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมานาน จนบางครั้งก็ตกใจ
ปีนี้เป็นปีที่นางครบรอบ 15 ปี นั่นเป็นวัยปักปิ่นซึ่งเป็นพิธีปักปิ่นมวยผมแสดงว่าก้าวเข้าสู่วัยสาวพร้อมจะออกเรือนแล้ว
หากเป็นชายเมื่ออายุ 20 ก็จะเข้าพิธีสวมหมวก เพื่อแสดงว่าตนได้เป็นผู้ใหญ่สามารถทำอะไรได้ตามแต่ใจต้องการ และภาระหน้าที่รับผิดชอบก็ต้องตามมา เพื่อเป็นผู้นำของตระกูลในรุ่นต่อไป
“อาหนิง เจ้าไปตามนายเจ้ามาพบข้า นางอยู่หอตำราใช่หรือไม่” สุ่ยเจียงถามสาวใช้ประจำตัวหลานสุดที่รัก
“เจ้าค่ะนายท่าน คุณหนูขลุกอยู่แต่หอตำราทั้งวันเจ้าค่ะ” อาหนิงก็จนใจเช่นกัน นางเป็นห่วงนายรักของตน แต่ว่านางไม่ออกจากหอตำรา วัน ๆ นางเอาแต่คัดลอกบทกลอน อ่านหนังสือกระทั่งพิชัยสงคราม ซึ่งนางแม้รู้หนังสือ เพราะนายท่านให้คนมาสอนและให้เรียนไปพร้อมคุณหนู แต่นางก็เขลาเกินจะเข้าใจเรื่องพวกนี้
“ไปตามนางมาพบข้า” สุ่ยเจียงถูกใจหลานคนนี้นัก แม้จะเป็นสตรีงดงาม ใบหน้านางก็ยังเหมือนลูกสาวของตนเข้าไปทุกวัน แต่ว่านิสัยใจคอต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นางเป็นคนสุขุมใจเย็น คิดอ่านถ้วนถี่ เรียกว่าผู้ใดก็ไม่อาจจะหลอกลวงได้ หากไม่มีความรู้พอ ความคิดอ่านของนางเกินเด็กไปมาก
นี่ก็ผ่านมา 15 ปีแล้ว เขาก็ไม่อาจจะลืมเรื่องบุตรสาวได้ แต่เฟิงเซียนทำให้เขาคลายความเศร้าโศกลง
สุ่ยเฟิงเซียนหลังได้รับแจ้งเรื่องที่ท่านปู่ เรียกให้นางไปพบ ก็รีบวางพู่กันลงทันที นางประจบเอาใจผู้เป็นปู่บุญธรรมของนางในชาตินี้อย่างดี เพื่อชดเชยเรื่องที่ผ่านมาในชาติก่อน
นางผ่านชีวิตที่มีคนหลอกลวงมาแล้ว ชาตินี้จึงขอใช้ชีวิตทั้งหมดเพื่อการแก้แค้น และกตัญญูต่อบิดาและตระกูลสุ่ยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
“คารวะท่านปู่” นางประสานมือด้านหน้าแล้วย่อตัวลงอย่างงดงาม ตามแบบสตรีผู้ถูกอบรมกิริยามารยาทมาอย่างดี
“หลานมานั่งใกล้ ๆ ปู่” สุ่ยเจียงเรียกหลานสาวเข้าไปใกล้ ใบหน้านางเหมือนสุ่ยเซียนตอนเด็กไม่ผิดเพี้ยนเลยจริง ๆ หรือเพราะว่านางเกิดในตระกูลที่เป็นญาติกับฮูหยินของเขา จึงมีใบหน้าคล้ายคลึงกันได้
“เจ้าค่ะ” สุ่ยเฟิงเซียนเข้าไปนั่งเก้าอี้ตัวที่ใกล้กับท่านปู่ของนางมากที่สุด
เรื่องราวในชาติก่อนของนาง นางระลึกได้ตั้งแต่จำความ เพราะนางเลือกที่จะไม่ดื่มน้ำชาแห่งการลืมเลือน เพื่อเกิดมาแก้แค้นคนที่ทำร้ายนางอีกครั้ง
แต่ก็ช่างโชคดี ที่นางได้เกิดสกุลอื่น แต่วาสนาก็กลับมาได้โตที่บ้านเดิมของนาง ทุกอย่างในจวนสกุลสุ่ยยังเหมือนเดิมไม่ผิดเพี้ยน แม้กระทั่งท่านพ่อในอดีตของนาง
“เจ้าช่างเหมือนสุ่ยเซียนนัก” ชายชราเอื้อมมือขึ้นไปลูบหัวเบา ๆ ของหลานบุญธรรมอย่างเอ็นดู
นางได้แต่ยิ้มเหมือนเด็กสาววัยแรกแย้ม ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา อยากจะบอกเหลือเกินว่า นางก็คือลูกท่านที่กลับชาติมาเกิดอีกครั้ง แต่นั่นใครจะเชื่อนางได้เล่า เรื่องราวพวกนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่อาจจะมีหลักฐานมายืนยันได้ ใบหน้าคนเราล้วนคล้ายคลึงกันเป็นเรื่องธรรมดา
“ปู่เรียกเจ้ามาวันนี้ จะบอกเจ้าว่า พ่อบุญธรรมของเจ้าใกล้จะกลับมาแล้ว เพื่อให้ทันงานปักปิ่น เจ้าจงเตรียมตัวไว้ให้ดี” สุ่ยเจียงคิดจัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อแนะนำหลานสาวของเขาให้คนทั่วไปรู้จัก และเขาก็ได้มองอนาคตของหลานสาวไว้บ้าง
แต่ที่ที่เขาไม่อยากให้นางไปอยู่ ก็คือวังหลวง ที่นั่นเป็นชนวนให้เกิดที่น่าเศร้า เขาที่รับรู้เรื่องหวังลี่จินมาตลอด และมันก็หยามน้ำหน้าตระกูลสุ่ยโดยการแต่งตั้งลู่ชิง ขึ้นเป็นฮูหยินหลังจากหมดระยะเวลาไว้ทุกข์
เขาให้คนไปสืบดู พบว่าทั้งคู่คบหากันตั้งแต่ลูกสาวของเขายังไม่แต่งงาน และมีทหารบางคนเห็นทั้งคู่แอบไปพลอดรักกันในจวนผู้ตรวจการ
เขารู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างไม่ยุติธรรม และอยากขอความเป็นธรรมให้กับลูกสาว แต่ว่าหลักฐานทุกอย่างล้วนโดนทำลายไปหมดสิ้น แม้แต่ยาที่เคยต้มให้ลูกสาวของเขากิน
เมื่อมองใบหน้าหลานสาว ก็ทำให้วางเรื่องในอดีตไม่ลงจริง ๆ แม้ว่าลูกชายของเขาจะปลอบใจเรื่องของลูกสาวอยู่เป็นประจำแล้วก็ตาม
“ท่านปู่เจ้าคะ หลานอยากขออะไรท่านอย่างหนึ่งได้หรือไม่”
“เจ้าลองว่ามา”
“ข้าขอไปเที่ยวเล่นที่เมืองหลวงสักหน่อย ข้าก็เติบใหญ่ขึ้นแล้ว แต่ยังไม่เคยเข้าไปที่นั่นสักครั้ง” สิ่งที่นางอยากไปไม่ใช่แค่ไปเที่ยวเล่น แต่จะไปตรวจดูเรื่องที่นางทำตั้งแต่นางจำความได้
นางได้ให้คนไปสร้างหลุมศพ และยัดเงินให้เขามาก ๆ เพื่อปิดปาก เนินเขาหลังจวนสกุลหวังที่เมื่อยืนแล้วมองลงไป คือที่ที่นางได้ทำหลุมศพให้เขาพร้อมป้ายวิญญาณเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงศพของเขาเท่านั้น
ไปคราวนี้ นางจะไปเคารพหลุมศพสามีในชาติก่อนเสียหน่อย เพื่อจะได้ดำเนินการตามแผนต่อไป
“เจ้าไปเที่ยวไกลถึงเมืองหลวง ไม่ห่วงปู่เลยรึ” ชายชราพูดอย่างน้อยใจ ที่หลานสาวจะตีตัวออกห่าง ขนาดเจ้าลูกชายจะเอาไปเลี้ยงด้วย เขายังไม่ยอม
“โถ ท่านปู่ เฟิงเซียน เพียงขอท่านไปเที่ยวประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นก็จะกลับ ที่ใดในแคว้นนี้ล้วนไม่มีความสุขและสบายใจเท่าตระกูลสุ่ยหรอกเจ้าค่ะ” เด็กสาวรู้วิธีประจบเอาใจคนแก่ ทั้งยังทรุดลงไปนั่งกับพื้นเอาใบหน้าแนบกับตักชายชราที่กลัวลูกหลานจะทิ้งให้เดียวดาย
“เฮ่อ...! เอาเถอะหลังเสร็จงานปักปิ่นเจ้า จะให้พ่อเจ้าพาไปเที่ยวสักครา แต่เพียงแค่ไม่นานเท่านั้นนะ” ชายชราที่เป็นห่วงหลานสาว ไม่อยากให้อยู่ห่างสายตา นางแม้ไม่ใช่คนเชื้อสายในตระกูลโดยตรง แต่ก็นับว่าตระกูลสุ่ย ล้วนให้ความสำคัญกับนาง
คนที่มีความสำคัญกับตระกูลสุ่ย นั่นนำมาซึ่งอำนาจ เพราะอย่างไรตระกูลสุ่ยก็เป็นตระกูลเชื้อสายมังกร ที่ใครก็ปรารถนาจะเกี่ยวดอง
เขากลัวนางจะโดนหลอกเฉกเช่นบุตรีของเขาเมื่อครั้งอดีต
“ท่านปู่อย่ากลัวไปเลย ข้าโตพอจะรู้ความบ้างแล้ว ไม่ทิ้งให้ท่านปู่เหงาอยู่เจียงหนานแน่นอนเจ้าค่ะ หากข้าไปถึงที่ลั่วหยาง ข้าจะเขียนจดหมายมาหาท่านปู่ทุกวันไม่ให้ขาด” เฟิงเซียนสัญญาดิบดี เพราะว่านางรู้ว่าเขารักนางเหมือนนางเป็นลูกสาว แล้วก็ใบหน้าของนางงดงามไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากเดิมแม้เพียงนิด
ด้วยใบหน้าที่งดงามดังเดิมของนางนี่แหละ จะนำพาให้นางไปพบกับคนที่หลอกลวงนาง หญิงร้ายชายเลวผู้นั้นต้องได้รับกรรมที่มันก่อไว้อย่างสาสม
“คุณหนูท่านทำอันใดเจ้าคะ” อาหนิงสาวใช้เอ่ยถามเจ้านาย ที่กางกระดาษออกแล้วก็ทำท่าเหมือนจรดพู่กัน แล้ววางลงทำซ้ำ ๆ ไม่เขียนอันใดลงไปสักที
สุ่ยเฟิงเซียนรู้ดีว่ายามนี้นางอายุ 15 หนาวแล้ว อีกไม่นานนางก็ถึงวัยเลือกคู่แต่งงาน ยามนั้นนางอยากเข้าไปสร้างความปั่นป่วนให้กับสกุลหวัง แต่ไม่รู้จะเขียนจดหมายส่งถึงใครในเมืองหลวงดี
ท่านพ่อหรือ ประเดี๋ยวก็พบเจอกัน
สหายอื่นนางก็ไม่มี เพียงแต่วัยแรกสาวนางเข้าไปอยู่ในวัง ไม่รู้จักใครนอกจากฮองเฮาและฮ่องเต้ที่เป็นญาติ นางจะใช้อำนาจเหมือนคนสกุลสุ่ยย่อมไม่มีทางที่คนเหล่านั้นจะช่วยเหลือ อีกทั้งท่านปู่ก็ดูจะรังเกียจสกุลหวัง เขาคงกีดกันนางไม่ให้เฉียดเข้าใกล้แม้แต่เงากระมัง
สมควรให้รังเกียจไม่น้อย นางสืบมาได้ความว่า หลังจากนางตายสิ้นสุดไว้ทุกข์ ก็จัดงานมงคลใหญ่ตั้งลู่ชิงเป็นฮูหยินเสนาบดี ทั้งยังได้ตราตั้งถึงขั้นสาม
ช่างรักกันดีจริง ๆ ถึงขนาดทูลขอพระราชทานแก่เสด็จลุงของนาง ไร้ยางอายสิ้นดี เพียงแต่อ้างว่าคิดถึงข้าที่ตายไป เพื่ออยากให้ลู่ชิงมาอยู่ใกล้ได้บรรเทาความคิดถึง
บัดซบ...!
ช่างมารดามันเถิด ไว้คิดหาทางเข้าเมืองได้อย่างสง่างามอีกทีก็แล้วกัน วันนี้คิดจะปวดหัวแล้ว เช่นนั้นก็ควรจะพักผ่อนเถิด
“ช่างเถอะ ข้าเพียงแต่จะเขียนบทกลอนสักหน่อย แต่คิดไม่ออก วันนี้พอแค่นี้เถิด” หลายวันมานี้นางใช้ความคิดมากเกินไปจนทำให้ไม่อาจจะคิดเรื่องอื่นใดออก การวางแผนต้องรัดกุมและแยบยล หาได้ทำเพียงลวก ๆ ได้ ไม่เช่นนั้นนางคงต้องโดนคนรังแกอีกแน่นอน
‘ข้ายอมโง่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น’