คิมหันต์ฤดู แสงแดดที่กำลังแผดเผาด้านนอก เมื่อฮูหยินเล็กตระกูลลู่เจ็บท้องจากท้องฟ้าที่สดใสก็เปลี่ยนเป็นเมฆดำมืดฟ้ามัวดิน พร้อมกับสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน
ชาวบ้านต่างลือกันไปต่าง ๆ นานา ท้องฟ้าพิโรธเภทภัยต้องเกิดกับที่ใดที่หนึ่งเป็นแน่ ทั้งเจียงหนานและลั่วหยาง สองเมืองฝนตกห่าใหญ่ จนน้ำท่วมขังระบายไม่ทัน ทั้งฮูหยินเล็กลู่เจียเฟยก็กำลังเบ่งลูกคลอดออกมา เสียงร้องอย่างเจ็บปวด แข่งกับเสียงฟ้าที่ฟาดลงมา รอบ ๆ จวนสกุลลู่ แต่ก็ไม่ได้ผ่าเข้ามาในจวน สร้างความแปลกใจและตื่นกลัวกับคนในจวนสกุลลู่เป็นอย่างมาก
แต่เมื่อเสียงเด็กแผดออกมา ท้องฟ้าที่เป็นเมฆสีดำก็หายไป เปลี่ยนเป็นท้องฟ้าสดใสเช่นเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“นายท่านลู่ ท่านได้ลูกสาว แต่ว่าฮูหยินอ่อนแอนักเจ้าค่ะ” หมอตำแยมาเรียนนายท่าน แล้วก็ฮูหยินผู้เฒ่า ทำเอาทั้งหมดอกสั่นขวัญหาย
“ไป เจ้ารีบไปดูลูกและเมียเจ้า” ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งลู่เซียง นางเองก็ร้อนอกร้อนใจไม่แพ้กัน
“ท่านพี่” ลู่เจียเฟยคิดว่า ตัวเองไม่รอดแล้วเป็นแน่ จึงเรียกเขาด้วยกำลังที่มีทั้งหมด เพื่อฝากฝังลูกสาวสุดที่รักเพียงหนึ่งเดียว เพื่อให้เขาดูแลให้ดี
“เจ้าไม่เป็นไรนะ...เฟยเฟยของข้า” ลู่เซียงจับมือภรรยาสุดที่รักไว้แน่น ทั้งยังเอาลูกน้อยวางใกล้นาง น้ำตาเขาปริ่มอย่างที่สุด พยายามจะกลั้นน้ำตาไว้ ไม่ให้ไหลออกมา
นางเป็นสตรีเพียงคนเดียวที่เขารักมากที่สุด แต่สวรรค์ช่างเลวร้ายกับเขานัก ให้ลูกสาวสุดน่ารักมา แต่กลับมาแลกด้วยชีวิตภรรยาผู้แสนดีของเขา
“ข้าฝากลูกเราด้วยเฟิงเซียน ลูกเราจะต้องเติบโตอย่างมีความสุข” ดวงตาที่อ่อนล้ามองใบหน้าสามีและลูกน้อยที่เพิ่งคลอดออกมาอย่างเศร้าสร้อย
นางไร้วาสนานักมีสิทธิแค่ได้อุ้มท้องนาง แต่ไม่มีสิทธิเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนนางให้เป็นคนดี
“เจ้าต้องอยู่ช่วยข้าเลี้ยงสิ...ฮึก...เฟยเฟย...” เสียงลู่เซียงสะอื้นฮัก เพราะว่าเขาสุดจะเสียใจ ที่ไม่อาจจะช่วยชีวิตภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากได้ ไม่ว่าสกุลลู่จะตกต่ำเพียงใด นางก็ไม่ทิ้งขว้างห่างหาย ทั้งยังช่วยกันฝ่าฟันจนถึงบัดนี้
คนทั้งจวนรวมถึงฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่อาจจะทนมองดูทั้งคู่ร่ำลากันครั้งสุดท้ายได้ ต่างออกมายืนร่ำไห้ระงมด้านนอกแทน เพื่อให้นางไม่ต้องห่วงอันใดอีก
ยามที่เฟิงเซียนถือกำเนิด สุ่ยจิ่นฟ่านก็เข้ามาแจ้งข่าวกับตระกูลลู่ ว่าสุ่ยเซียนเสียชีวิตแล้ว เพราะเป็นญาติฝ่ายท่านแม่ จะได้ไว้ทุกข์ แต่ระหว่างทางฝนตกฟ้าร้อง จนต้องหยุดรถก็หลายครั้ง และในที่สุดก็มาถึงจวนสกุลลู่ แต่ทว่าเสียงเด็กที่แผดร้องไปถึงหน้าจวน ทำให้สุ่ยจิ่นฟ่านฉงนสงสัย
“เจียเฟย คลอดลูกงั้นเหรอ” เขาได้ข่าวมาบ้างว่าลู่เซียงกำลังมีทายาท เพราะภรรยาที่อยู่กินกันมานานได้ท้องลูกคนแรก แต่ทว่าเสียงเด็กร้องนั้น ตามด้วยเสียงร้องไห้ระงม
“นี่เกิดอะไรขึ้น...!” เขาเดินเข้ามาอย่างสงสัยระคนตกใจ เมื่อเจอฮูหยินผู้เฒ่าลู่กำลังปาดน้ำตา เขาไม่รั้งรอเร่งฝีเท้าเข้าไปหาท่านผู้เป็นใหญ่แห่งจวนนี้ทันที
“คารวะฮูหยินผู้เฒ่า ไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใด ถึงได้ร้องไห้ระงมจวนเช่นนี้”
“สุ่ยจิ่นฟ่านใช่หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าที่ดวงตามีหยาดน้ำตาเจิ่งนองใบหน้า พยายามฟาดน้ำตาหลายครั้ง เพื่อให้มองคนที่มาหาได้ชัดเจน ว่าเป็นผู้ใดกัน แต่เมื่อมองได้ชัดเจนก็ทราบทันทีว่าใคร
“ใช่แล้วขอรับ ฮูหยินผู้เฒ่า” จิ่นฟ่านแปลกใจนัก แต่ก็รออย่างใจเย็นให้ผู้ที่เป็นประมุขของบ้านที่เหลืออยู่เพียงผู้เดียว กล่าวออกมาเอง
“เจียเฟย นาง...นางสิ้นแล้ว” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ จนคนที่ได้ฟังต่างร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความสงสารไปพร้อม ๆ กัน
ลูกของเจียเฟย กำเนิดวันเดียวกับที่เซี่ยนเซี่ยน น้องสาวของเขาตาย ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้นะ...
เขาที่คิดถึงน้องสาวเป็นทุนเดิมแล้ว จึงเข้าไปหาลู่เซียงที่เคยเป็นสหายเก่า ครั้งอยู่สำนักศึกษาหลวง เป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน จึงเข้ามาปลอบใจเพื่อน
จากที่จะไว้ทุกข์ให้กับน้องสาวของตน แต่กลับต้องไว้ทุกข์ให้กับภรรยาเพื่อนอีกคน ช่างเป็นเรื่องหน้าเศร้าอันใดเช่นนี้
เขามองใบหน้าเด็กน้อยที่ยิ้มให้เขาตลอด คนอื่นอุ้มจะร้องกระจองอแง แต่เมื่อเขาเป็นคนอุ้ม นางกลับยิ้มร่าชอบใจ
“ลู่เซียง ข้ามีวาสนานัก นางชอบข้าเจ้าดูสิ” เขาอุ้มนางตลอดสามวัน ไม่ว่าจะพิธีศพของภรรยาเพื่อนรัก หรือตอนนอน เรียกได้ว่าติดยิ่งกว่าบิดาแท้ ๆ เสียอีก
“เจ้าช่างโชคดีนัก นางเกิดมาก็อาภัพ มารดาต้องสิ้นชีพ ใครเข้าใกล้ก็ไม่ได้ นอกจากตอนหิวที่แม่นมจะอุ้มได้ แต่เมื่ออิ่มนางก็ร้องจ้าอีก” เขามองลูกสาวของตัวเอง แล้วก็เศร้าใจนัก
“ลู่เซียง เจ้าจะว่าอันใดหรือไม่ หากข้าอยากได้นางไปเลี้ยงที่เจียงหนาน นับแต่สุ่ยเซียนเติบใหญ่ ต้องเข้าไปอยู่ในวัง ที่จวนสกุลสุ่ยก็เงียบเหงานัก”
“เจ้า...เจ้าพูดอะไร” ลู่เซียงที่เห็นว่าเฟิงเซียนเปรียบเสมือนตัวแทนเจียเฟย เขาไม่อยากให้นางห่างกาย
แต่ว่าเสียงหนึ่งก็เอ่ยขึ้น หลังจากทั้งคู่คุยกัน
“ให้จิ่นฟ่านไปเลี้ยงดูเถิด” ฮูหยินผู้เฒ่าเดินค่อย ๆ แต่ท่าทางยังสง่าผ่าเผยไม่เปลี่ยน แม้จะชราวัยลง
“แต่ท่านแม่...” ลู่เซียงเพิ่งจะเสียภรรยาไป ท่านแม่ก็จะพรากลูกไปให้คนอื่นเลี้ยงอย่างงั้นหรือ
“เด็กคนนี้ดวงแรง จะพาสกุลลู่ให้ตกต่ำลง เจ้าเห็นหรือไม่ เมื่อนางคลอดออกมา จากฟ้าพิโรธกลับเปลี่ยนเป็นแจ่มใส ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาก่อน”
“แต่ว่า...ท่านแม่”
“ไม่มีแต่ นับจากวันนี้เด็กคนนี้เป็นคนตระกูลสุ่ย หาใช่ตระกูลลู่” ฮูหยินผู้เฒ่าพูดอย่างเฉียบขาด เพราะว่าได้ให้ดูดวงนาง หมอดูต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ชะตาเด็กคนนี้หนักหนานัก...เพื่อป้องกันไว้ก่อน จะให้นางเติบโตในสกุลลู่ไม่ได้
“ฮูหยินผู้เฒ่าอย่าคิดมากไป ข้าจะเลี้ยงดูนางให้ดี และให้แซ่สุ่ย ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับสกุลลู่” แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับฮูหยินผู้เฒ่า เพราะว่าเด็กเป็นเพียงผ้าขาวเท่านั้น หากเลี้ยงดูให้เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อมจะทำให้นางเติบโตมาเป็นสตรีผู้งดงามและแสนน่ารัก
ลู่เซียงมองใบหน้าลูกสาวในอ้อมกอดของสหาย ที่เป็นญาติห่าง ๆ กันก็ได้แต่อาลัย เสียภรรยาไปแล้วยังต้องเสียบุตรีที่ไม่อาจจะเลี้ยงดูและเฝ้ารอคอยให้นางเติบใหญ่และออกเรือนกับสกุลที่ดีมีฐานะได้ตามที่เจียเฟยปรารถนา
เขามองขึ้นไปยังป้ายวิญญาณของเจียเฟย ได้แต่ร่ำไห้ในใจ บุตรไม่อาจอกตัญญูต่อมารดาบิดาได้ บัดนี้เขาเหลือเพียงมารดาเท่านั้น จึงไม่อาจจะขัดคำสั่ง
“เจ้าอย่าคิดมากไป นางเติบใหญ่เจ้าก็ไปหานางได้ ข้ามิได้ขัดขวาง” สุ่ยจิ่นฟ่าน ใจกว้างดุจมหาสมุทรไม่เคยคิดอยากห้ามบุตรีกับบิดามิให้พบหน้ากัน อย่างน้อยเด็กคนนี้ควรรู้ว่าบิดาที่แท้จริงของนางเป็นใครกัน
“เช่นนั้นข้าฝากนางด้วย ขอให้นางนามว่าเฟิงเซียน ตามที่มารดานางอยากตั้งให้บุตรสาวคนนี้เถิด”
“ย่อมได้ ข้าจะให้นางนามว่าสุ่ยเฟิงเซียน ทุกวันเกิดนาง ข้าจะพานางไปไหว้หลุมศพแม่นางดีหรือไม่”
“เช่นนั้นก็ได้ อย่างน้อยทุกปีข้าจะได้พบนางบ้าง” ลู่เซียงตัดอกตัดใจ ยกนางให้กับสหายเพื่อนางจะได้เติบโตในตระกูลใหญ่ ที่เป็นถึงพระญาติของฮ่องเต้ อนาคตนางน่าจะสุขสบายกว่าทนอยู่ที่สกุลลู่แห่งนี้
เขาทราบดีว่ามารดาเชื่อเรื่องดวงชะตาเป็นอย่างมาก จนถึงขั้นหาคนมาจับยามดูดวงให้กับบุตรสาว หากไม่ยกให้คนอื่นไป ความเป็นอยู่ของนางคงลำบากเป็นแน่แล้ว
แต่เขาก็จะพยายามฟื้นฟูสกุลลู่และตั้งใจรับใช้บ้านเมือง เพื่อเป็นกำลังและที่พึ่งให้กับนางอีกต่อหนึ่ง หากมีเรื่องไม่คาดฝัน นางจะได้กลับมาหาเขาที่เป็นพ่อ
“ข้าต้องรีบกลับไปทำพิธีศพน้องสาวข้า เช่นนั้นข้าลาตรงนี้” สุ่ยจิ่นฟ่านโค้งให้กับสหายเพื่อลา หันหลังขึ้นรถม้าไป
แม่หนูน้อยนี่ยามอยู่กับเขาช่างเลี้ยงง่ายเสียจริง นางไม่กระจองอแงเลยสักนิด จนเขาเริ่มจะหลงนางเหมือนเป็นบุตรสาวของตนเสียแล้ว
จากสกุลลู่เดินทางถึงเจียงหนาน ที่เป็นที่ตั้งหลักของสกุลสุ่ยใช้เวลาปกติเพียงไม่เกินวันครึ่ง แต่คนที่เห่อลูกบุญธรรม กลับไม่ให้เร่งเดินทาง เพราะกลัวนางจะเหนื่อยเกินไป
เมื่อมาถึงสกุลสุ่ย จิ่นฟ่านก็นำนางไปให้พี่เลี้ยงดูแลส่วนตนก็จัดการงานพิธีศพของน้องสาว แม้ว่าหวังลี่จินจะมาร่วมงาน แต่ทว่ากลับไม่ให้ทำพิธีศพที่บ้านตระกูลหวัง โดยให้เหตุผลว่าที่บ้านหวังจะมีงานมงคล ไม่อยากจัดงานอัปมงคลที่บ้าน
นายท่านผู้เฒ่าสุ่ย รีบให้รับศพลูกสาวกลับสกุลสุ่ยทันที หลังจากแต่งงานเข้าตระกูลหวัง หวังลี่จินก็ได้ดิบได้ดี จนเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้แม้อายุยังน้อย แต่ครั้นจะขัดใจกันเพราะลูกสาวตัวเองป่วยเสียชีวิตเห็นจะไม่เป็นเรื่องดี
ตระกูลสุ่ยไม่เรียกร้อง และไม่โวยวายเลือกเงียบและเก็บงำความคั่งแค้นไว้รอวันเอาคืนสกุลหวัง ที่บังอาจมาหยามเกียรติลูกสาวสุดที่รัก ที่เขาเลี้ยงดั่งไข่ในหิน
ครั้งนั้นหากขัดพระประสงค์ของฮ่องเต้ อ้างเรื่องอะไรสักอย่างออกไป ฮ่องเต้ก็อาจจะเห็นด้วย แต่เขาเลือกจะเชื่อฟังและทำตามรับสั่งโดยทำให้ลูกสาวต้องมาตาย อย่างอนาถ คิดแล้วก็เป็นความผิดของเขาเองที่ปล่อยให้เป็นไปอย่างนั้น
สุ่ยเซียนควรได้แต่งงานกับขุนนางระดับสูงหรือเชื้อพระวงศ์ด้วยซ้ำไป แต่ว่านางต้องมาตกเป็นของผู้ตรวจการหนุ่มที่แทบไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ตระกูลหวังเรืองอำนาจขึ้นได้อีกครั้งก็เพราะพระราชทานสมรสทั้งนั้น
หึ...!
แววตาที่สุ่ยเจียงมองไปยังโรงศพของลูกสาวสุดที่รัก ล้วนไม่ใช่แค่มองด้วยความอาลัย ยามนี้หวังลี่จินเป็นถึงรองเสนาบดี และก็เมื่อเดือนก่อนท่านเสนาบดีตายด้วยโรคที่ไม่รู้สาเหตุ และยังเป็นปริศนาขนาดหมอหลวงยังไม่อาจจะล่วงรู้ได้ ตำแหน่งเสนาบดีก็ยังว่างอยู่ เพราะยังไม่ได้รับแต่งตั้งจากฝ่าบาท และต่างคนก็รู้ดีว่าฝ่าบาททรงเลือกใคร เพียงแต่รอช่วงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
ทุกอย่างดูประจวบเหมาะส่งให้หวังลี่จินขึ้นตำแหน่งนี้นัก เรื่องการเมืองสุ่ยเจียงวางมือมานานแล้ว แต่ว่าก็เดาได้ไม่ยากต้นสายปลายเหตุมาจากที่ใด เพียงแต่ไม่มีใครกล้าก้าวล่วง หรือพูดออกมาโดยไม่มีหลักฐานได้ อาจจะต้องโทษลบหลู่ขุนนางชั้นสูง และบางทีอาจจะมีโทษถึงตายได้