Masukซูเยี่ยนรับกระดาษทิชชูมา เช็ดน้ำตาเงียบๆ"ยอมรับอะไรคะ""ยอมรับว่าคุณควบคุมทุกอย่างไม่ได้"ซูเยี่ยนเงยหน้าขึ้น"แม้แต่คนที่ฉันรัก?""ค่ะ"เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้าลงอีกครั้ง"ฉันแค่... ไม่อยากถูกทิ้งอีก""เพราะสามีเคยทิ้งคุณไป"ซูเยี่ยนเม้มริมฝีปาก น้ำตาค่อยๆ ไหลลงมาอีกครั้ง"ค่ะ ตอนนั้นลูกยังเด็ก ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเลี้ยงเขาให้โตขึ้นมาได้ยังไง"เธอสูดลมหายใจลึก"ฉันเคยคิดว่าถ้าฉันดีพอ ถ้าฉันทำทุกอย่างให้ครอบครัวดีพอ เขาคงไม่ไป"นักจิตวิทยามองเธออย่างสงบ"แต่เขาก็ไปแล้วนะคะ""ค่ะ"คำตอบสั้นๆ ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง"ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็กลัวมาตลอดว่า คนที่ฉันรักจะทิ้งฉันไปอีก""รวมถึงลูกของคุณ"ซูเยี่ยนพยักหน้า"ฉันเลยพยายามควบคุมเขา""เพราะคุณกลัวว่าจะเสียเขาไป""ค่ะ"เธอก้มหน้าลง มองกระดาษทิชชูในมือ"ฉันอยากรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไปไหน ทำอะไร อยู่กับใคร... ฉันคิดว่าถ้ารู้ทุกอย่าง ฉันจะปกป้องเขาได้"เสียงของเธอสั่น"แต่สุดท้าย ฉันกลับทำให้เขาอึดอัด""และทำให้เขาอยากหนีจากคุณ"ซูเยี่ยนหลับตาลง น้ำตาไหลผ่านแก้ม"ค่ะ"นักจิตวิทยาเว้นช่วง ก่อนพูดขึ้นอย่างนุ่มนวล"การรักใครสักคน
หลินซือเหยียนตักข้าวต้มใส่ชามแล้ววางตรงหน้าเขา"กินเถอะค่ะ"กู้ถิงเฉินยกช้อนขึ้น ตักข้าวต้มเข้าปาก"อร่อยจังเลย"หลินซือเหยียนนั่งลงฝั่งตรงข้าม"กู้ถิงเฉิน""ครับ""ฉันไม่ได้ให้คุณกลับมาอยู่ด้วย""ผมรู้""ฉันแค่... สงสาร"กู้ถิงเฉินยิ้ม"ก็ได้""แต่อย่าคิดว่าฉันใจอ่อน""ครับ""และอย่ามาทุกวัน""ครับ""โดยเฉพาะตอนแขนหัก""ครับ"หลินซือเหยียนมองเขา"ทำไมคุณตอบครับอย่างเดียว""เพราะผมกลัวคุณจะเปลี่ยนใจ"หลินซือเหยียนเงียบไปก่อนจะหันไปตักข้าวต้มให้ตัวเองแล้วก็นั่งกินเงียบๆสองคนนั่งกินข้าวต้มด้วยกันในครัวเล็กๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของข้าวต้มและไข่เค็มคืนนั้นหลินซือเหยียนนอนอยู่บนเตียง มองเพดานด้วยสายตาเหม่อลอยมือลูบท้องเบาๆ"หนู... พ่อของหนูโง่มากเลย"เธอกระซิบ"แต่ก็... น่ารักดี"ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มบางๆอีกด้านหนึ่งซูเยี่ยนนั่งอยู่ในห้องให้คำปรึกษานักจิตวิทยาหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่ตรงข้ามเธอ เปิดแฟ้มประวัติไว้บนโต๊ะ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอย่างใจเย็น"คุณซูคะ... วันนี้เราจะคุยกันเรื่องความกลัวของคุณ"ซูเยี่ยนพยักหน้าเบาๆ"คุณกลัวอะไร"เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงแผ่ว"กลัว... กา
หลินซือเหยียนตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเคาะประตูแสงเช้ายามสายส่องผ่านม่านบางเข้ามาในห้อง อาเหมยยังคงนอนอยู่ในห้องข้างๆ เธอลุกขึ้นสวมเสื้อคลุม ก่อนเดินไปที่ประตูเมื่อเปิดออกกลับไม่พบใครมีเพียงถุงกระดาษใบหนึ่งวางอยู่หน้าประตูข้างในมีนมสดหนึ่งขวด ขนมปังโฮลวีตหนึ่งห่อ และกล้วยหอมหนึ่งหวีด้านบนมีโน้ตแผ่นเล็กแนบมาด้วย"หมอบอกว่าคนท้องควรกินกล้วย เพราะมีโฟเลตสูง กู้ถิงเฉิน"หลินซือเหยียนมองกระดาษแผ่นนั้นอยู่นาน ก่อนจะหยิบถุงเข้าไปในบ้านอาเหมยตื่นแล้วและกำลังยืนงัวเงียอยู่หน้าครัว"คุณผู้หญิง... มีใครมาเหรอคะ""ไม่มี"หลินซือเหยียนวางถุงลงบนโต๊ะ"แค่ของที่คนโง่บางคนซื้อมา"อาเหมยยิ้มอย่างรู้ทัน"คุณผู้ชายมาแต่เช้าเลยเหรอคะ""ไม่รู้"หลินซือเหยียนหยิบกล้วยออกมาหนึ่งลูก ปอกเปลือกแล้วกินเงียบๆวันแรกกู้ถิงเฉินมาแต่เช้า หิ้วของมาวางไว้หน้าประตูแล้วจากไปวันที่สองเขามาอีกครั้ง คราวนี้หิ้วของมาเพิ่มพร้อมผ้าห่มบางๆ สำหรับคนท้องวันที่สามเขามาพร้อมช่างซ่อมหลังคา เพราะเห็นว่าหลังคาบ้านรั่วหลินซือเหยียนยืนอยู่หน้าบ้าน มองช่างที่กำลังปีนขึ้นไปซ่อมหลังคากู้ถิงเฉินยืนอยู่ใต้ต้นมะม่วง ไม่ได้เดินเข้ามาใ
หลังศาลหลินซือเหยียนเดินออกจากห้องพิจารณาอาเหมยรออยู่หน้าประตู เมื่อเห็นเธอก็รีบเดินเข้ามาหา“คุณผู้หญิง... เป็นยังไงบ้างคะ”หลินซือเหยียนมองประตูห้องพิจารณาที่ปิดลงด้านหลัง“จบแล้ว”เธอเดินผ่านฝูงชนไปยังบันไดทางออกเพิ่งลงไปได้ไม่กี่ขั้น เสียงคุ้นเคยก็ดังตามหลังมา“เจี๋ยเจี๋ย!”หลินซือเหยียนหยุดกู้ถิงเฉินวิ่งตามมาจนทัน เขาหอบเล็กน้อย“ขอบคุณ”เธอหันกลับไปมอง“ขอบคุณเรื่องอะไร”“เรื่องที่คุณพูดในศาล”เขาหายใจเข้าลึก“เรื่องที่คุณขอให้แม่ได้รับการรักษา”หลินซือเหยียนไม่ได้ตอบในทันทีกู้ถิงเฉินมองเธออย่างลังเล“คุณ... ไม่โกรธแม่แล้วเหรอ”“ฉันไม่โกรธแล้ว”เธอเว้นไปครู่หนึ่ง“แต่ฉันก็ไม่ลืม”กู้ถิงเฉินก้มหน้าลง“ผมเข้าใจ”“กู้ถิงเฉิน”“ครับ”หลินซือเหยียนมองเขานิ่ง ๆ“ฉันมีเรื่องจะบอก”เขาเงยหน้าขึ้น“อะไรครับ”เธอสูดหายใจเข้าลึก“ฉันท้อง”กู้ถิงเฉินนิ่งไป ราวกับไม่เข้าใจคำพูดนั้นในทันที“ท้อง...?”“ใช่”“ลูกของเรา?”หลินซือเหยียนพยักหน้าดวงตาของเขาเบิกกว้าง“ตั้งแต่เมื่อไหร่”“ก่อนที่ฉันจะออกจากบ้าน”กู้ถิงเฉินยืนนิ่งอยู่หลายวินาที“แล้วทำไม... ทำไมคุณไม่บอกผม”หลินซือเหยียนมองเขา“เ
อัยการเริ่มนำพยานขึ้นเบิกความเมื่อถึงคิวของหลินซือเหยียน เธอลุกขึ้นยืนและเดินไปยังแท่นพยาน“คุณหลิน กรุณาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณ”หลินซือเหยียนยืนตัวตรง มือประสานกันอยู่ด้านหน้า“ฉันแต่งงานกับคุณกู้ถิงเฉินเมื่อสองเดือนก่อน หลังจากนั้นไม่นาน ฉันเริ่มมีอาการง่วงซึม มึนงง และหลงลืมบ่อยครั้ง”เธอเล่าตั้งแต่วันที่ย้ายเข้าไปอยู่ในบ้าน วันงานเลี้ยงน้ำชา วันที่เธอถูกวางยา ไปจนถึงวันที่ตัดสินใจออกจากบ้านน้ำเสียงของเธอเรียบสม่ำเสมอ ไม่มีการกล่าวเกินจริงแม้แต่น้อยจนกระทั่งมาถึงช่วงสุดท้าย“ฉันออกจากบ้าน เพราะฉันกลัวว่า ถ้ายังอยู่ต่อฉันอาจตาย”คำว่า ตาย ทำให้ทั้งห้องเงียบลงหลินซือเหยียนสูดลมหายใจเข้า ก่อนพูดต่อ“ฉันไม่ได้อยากตาย ฉันแค่อยากมีชีวิตอยู่”เธอหันไปมองซูเยี่ยน“ฉันไม่โกรธคุณซูเยี่ยนอีกแล้ว”ซูเยี่ยนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ“แต่ฉันไม่สามารถให้อภัยกับสิ่งที่คุณทำได้”สีหน้าของซูเยี่ยนหม่นลงอีกครั้งหลินซือเหยียนมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อ“ฉันแค่อยากให้คุณได้รับการรักษา”ผู้พิพากษาขมวดคิ้วเล็กน้อย“หมายความว่าอย่างไร”หลินซือเหยียนหันกลับไป“ฉันคิดว่าสิ่งที่คุณนายซูทำ อาจไม่ได้เกิด
ศาลแขวงกลางนัดไต่สวนคดีในเช้าวันจันทร์ท้องฟ้าขมุกขมัว ฝนตกปรอย ๆ ตั้งแต่เช้ามืด ผู้คนในชุดสูทและชุดราชการเดินขวักไขว่ไปมาตามโถงทางเดินของศาล กลิ่นอับชื้นจากพื้นหินปะปนกับกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าหลินซือเหยียนมาถึงก่อนเก้าโมงเช้า อาเหมยเดินตามหลังเธอมาเงียบ ๆ วันนี้เธอสวมเดรสสีเทาเรียบ ๆ ไม่มีเครื่องประดับ ผมยาวถูกรวบตึง เผยให้เห็นใบหน้าเรียบนิ่งที่แทบไม่มีอารมณ์ใด ๆกู้ถิงเฉินยืนรออยู่หน้าห้องพิจารณาเมื่อเห็นเธอ เขาก็ก้าวเข้ามาหา“เจี๋ยเจี๋ย”หลินซือเหยียนหยุดฝีเท้า“ผม... ไม่คิดว่าคุณจะมา”“ฉันมาในฐานะพยาน”“ผมรู้ครับ”กู้ถิงเฉินก้มหน้าลงเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงเบา“ผมแค่... ดีใจที่คุณมา”หลินซือเหยียนไม่ได้ตอบ เธอเดินผ่านเขาเข้าไปในห้องพิจารณากู้ถิงเฉินยืนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามเข้าไปในห้องพิจารณาผู้พิพากษาหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง เบื้องล่างเป็นอัยการ พนักงานสอบสวน และทนายความของทั้งสองฝ่าย ไม่นาน ซูเยี่ยนก็ถูกนำตัวเข้ามาชุดนักโทษสีน้ำตาลทำให้ภาพของหญิงสูงศักดิ์ที่ทุกคนเคยรู้จักเลือนหายไปแทบหมด ผมของเธอยุ่งเหยิง ใบหน้าซีดเซียว ไร้เครื่องสำอางแม้แต่น้อย เมื่อซูเ







