LOGINผ่านไปไม่กี่วินาที เธอก็ยิ้ม
“ตั้งใจค่ะ”
นิ้วที่กำลังประคองถ้วยชาของซูเยี่ยนหยุดนิ่ง กู้ถิงเฉินหันมามองภรรยาทันที
“ซือเหยียน?”
“หนูตั้งใจทำแชมเปญหกจริง ๆ ค่ะ”
หลินซือเหยียนพูดด้วยสีหน้าจริงจังจนแทบไม่มีพิรุธ
“เพราะหนูอยากให้คุณแม่รู้ว่าแชมเปญเย็นแค่ไหน”
“อะไรนะ?”
คิ้วของซูเยี่ยนขมวดเข้าหากัน หลินซือเหยียนกลับพูดต่อเหมือนไม่ได้สังเกตสีหน้าของอีกฝ่าย
“เมื่อคืนห้องอยู่ชั้นสามสิบห้าเลยนะคะ สูงมากจริง ๆ”
เธอเว้นจังหวะเล็กน้อย
“หนูมองลงไปแล้วรู้สึกเวียนหัว”
ซูเยี่ยนเริ่มรู้สึกไม่ดี
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับแม่?”
“ก็ไม่มีอะไรค่ะ”
หลินซือเหยียนยิ้มบาง ๆ
“หนูแค่คิดว่า คนที่อยู่สูง ๆ ต้องระวังให้มากหน่อย ถ้าพลาดขึ้นมา...คงไม่มีโอกาสแก้ตัวอีก”
บรรยากาศในห้องเงียบสนิท ซูเยี่ยนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ครั้งนี้แรงกว่าปกติเล็กน้อย
“แกหมายความว่ายังไง?”
“ไม่ได้หมายความว่าอะไรเลยค่ะ”
หลินซือเหยียนตอบอย่างใจเย็น
“คุณแม่คิดมากไปเองหรือเปล่าคะ?”
“เธอ...”
หลินซือเหยียนมองสามี ก่อนพูดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
“ที่รักคะ เรื่องข้อความของคุณแม่ หนูยังสงสัยอยู่เลย”
สีหน้าของกู้ถิงเฉินเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ซูเยี่ยนหันขวับ
“ข้อความอะไร?”
“แม่ครับ...”
“ข้อความอะไร?”
น้ำเสียงของซูเยี่ยนแข็งขึ้น กู้ถิงเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
“เมื่อวานซือเหยียนเห็นข้อความในโทรศัพท์ผมครับ”
“ข้อความอะไร?”
หลินซือเหยียนหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมา
“นี่ค่ะ”
เธอเปิดภาพหน้าจอที่เตรียมไว้ แล้วส่งโทรศัพท์ให้ซูเยี่ยน
“เมื่อคืนหนูเห็นข้อความนี้จากคุณแม่ที่ส่งมาหาที่รัก”
ซูเยี่ยนรับโทรศัพท์ไปเพียงมองไม่กี่วินาที สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป
“นี่มันอะไร?”
ไม่มีใครตอบ
ซูเยี่ยนเลื่อนหน้าจอขึ้นลงอีกครั้ง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“ฉันไม่ได้ส่ง!”
“อ้าว?”
หลินซือเหยียนทำหน้าสงสัย
“แต่ชื่อผู้ส่งเป็นคุณแม่จริง ๆ นะคะ”
“มันปลอม!”
ซูเยี่ยนลุกขึ้นทันที
“ฉันไม่เคยส่งข้อความแบบนี้ไปหาใครทั้งนั้น!”
กู้ถิงเฉินรับโทรศัพท์ไปดูด้วยตัวเอง
ข้อความนั้นมีชื่อของแม่เขาอยู่ด้านบนอย่างชัดเจน
ซูเยี่ยนจ้องลูกชาย
“ถิงเฉิน แกอย่าเชื่อเธอ แม่ไม่เคยพูดอะไรแบบนั้น!”
“ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลยครับแม่”
“แต่แกกำลังสงสัยแม่!”
“ผมไม่ได้สงสัยครับ”
“แล้วแกกำลังคิดอะไร?”
เสียงของซูเยี่ยนดังขึ้นโดยไม่รู้ตัว คนรับใช้สองสามคนที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก้มหน้าลงทันที ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
กู้ถิงเฉินเองก็เงียบไป หลินซือเหยียนยืนอยู่ข้าง ๆ มองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอจำได้ดี ซูเยี่ยนเป็นคนที่รักษาภาพลักษณ์มากที่สุดต่อหน้าคนนอก เธอจะเป็นคุณหญิงที่อ่อนโยน มีเหตุผล และไม่เคยเสียกิริยา แต่วันนี้เธอกำลังขึ้นเสียงกับลูกชายต่อหน้าคนรับใช้ในบ้าน เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว หลินซือเหยียนจึงก้าวเข้าไปช้า ๆ
“คุณแม่คะ”
เสียงของเธอเบาลงจนแทบเป็นการปลอบ
“หนูขอโทษนะคะ ถ้าหนูทำให้คุณแม่ไม่สบายใจ”
เธอรับโทรศัพท์คืนจากกู้ถิงเฉิน ก่อนเก็บลงกระเป๋า
“ต่อไปหนูจะไม่ยุ่งเรื่องโทรศัพท์ของที่รักอีกค่ะ”
ซูเยี่ยนจ้องเธอเขม็งหลินซือเหยียนกลับไม่ได้หลบสายตา
“แต่หนูอยากให้คุณแม่รู้ไว้อย่างหนึ่ง”
เธอหันไปมองกู้ถิงเฉิน แล้วพูดต่อ
“ไม่ว่าคุณแม่จะคิดยังไง หนูก็ยังรักที่รักเหมือนเดิมค่ะ”
ประโยคธรรมดา ๆ กลับทำให้สีหน้าของซูเยี่ยนยิ่งแย่ลง
“แกตั้งใจใช่ไหม?”
หลินซือเหยียนนิ่งไป
“ตั้งใจอะไรคะ?”
“แกกำลังปั่นประสาทฉัน!”
“หนูไม่กล้าหรอกค่ะ”
เธอส่ายหน้าเบา ๆ
“หนูเพิ่งแต่งงานเข้าบ้านนี้ จะกล้าทำแบบนั้นได้ยังไง”
ซูเยี่ยนกำมือแน่น เธออยากพูดอะไรอีก แต่สุดท้ายกลับไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
เพราะทุกคำของหลินซือเหยียนดูไม่มีพิษมีภัย แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร คนที่ดูเสียอาการกลับเป็นเธอเอง
“พอแล้ว!”
หลินซือเหยียนอ่านจนจบ ก่อนพับจดหมายเก็บอย่างเรียบร้อย“เธอให้ฉันทำไม”“ผมคิดว่าคุณควรรู้”หลินซือเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้น“คุณ... ไปเยี่ยมแม่คุณบ้างไหม”กู้ถิงเฉินพยักหน้า“ไป”“แล้วเป็นยังไงบ้าง”“แม่ดูดีขึ้นมาก”“ก็ดี”เงียบไปครู่หนึ่ง กู้ถิงเฉินจึงถามเบา ๆ“คุณจะให้อภัยแม่ผมไหม”หลินซือเหยียนมองลูกชายที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ไม่ไกล“ฉันให้อภัยไปนานแล้ว”กู้ถิงเฉินนิ่ง“แต่ฉันไม่ได้หมายความว่าฉันจะลืม”เขาพยักหน้า“ผมเข้าใจ”คืนนั้นหลินซือเหยียนนั่งอยู่บนระเบียง ลูกชายหลับไปแล้ว อาเหมยเองก็เข้านอนแล้วเหลือเพียงเธอกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวประตูด้านหลังเปิดออก กู้ถิงเฉินเดินออกมา“ยังไม่นอนอีกเหรอ”“นอนไม่หลับ”เขาเดินมานั่งลงข้าง ๆ“คิดอะไรอยู่”หลินซือเหยียนเงียบไปนาน ก่อนตอบเบา ๆ“คิดถึงเรื่องเมื่อก่อน”กู้ถิงเฉินไม่ได้ถามต่อทั้งสองนั่งเงียบอยู่ด้วยกันผ่านไปครู่ใหญ่ หลินซือเหยียนจึงเอ่ยขึ้น“กู้ถิงเฉิน”“ครับ”“ฉันมีเรื่องจะบอก”เขาหันมามอง“อะไร”หลินซือเหยียนสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ“ฉัน... พร้อมแล้ว”“พร้อมอะไร”เธอหันไปสบตาเขา“พร้อมจะเริ่มต้นใหม่”กู้ถิงเฉินนิ่งไป“กั
เวลาผ่านไปเก้าเดือนบ้านหลังเล็กในย่านชานเมืองที่เคยเงียบเหงา กลับมีชีวิตชีวาขึ้นกว่าเดิม ทั้งเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมจากอาหารที่ลอยออกมาจากในครัวหลินซือเหยียนนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกตรงระเบียง มือหนึ่งประคองท้องที่โตขึ้นมาก อาเหมยเดินไปเดินมาอยู่ไม่ไกล สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น“คุณผู้หญิง... หมอกำหนดคลอดไว้เมื่อไหร่คะ”“อีกสองสัปดาห์”“หนูตื่นเต้นจังเลยค่ะ”หลินซือเหยียนหัวเราะเบา ๆ“ตื่นเต้นอะไร เธอไม่ได้คลอดเองสักหน่อย”“ก็หนูจะช่วยเลี้ยงนี่คะ”หลินซือเหยียนลูบท้องตัวเองเบา ๆ“อีกหน่อยเธอจะได้มีเพื่อนเล่นแล้ว”อาเหมยยิ้มกว้าง“จริงด้วยค่ะ”สองปีผ่านไปอย่างรวดเร็วหลินซือเหยียนเปิดร้านขายของเล็ก ๆ อยู่หน้าบ้าน ขายของชำและเครื่องดื่มให้คนในชุมชนเธอไม่ได้กลับไปทำงานเป็นที่ปรึกษาครอบครัวเหมือนเดิม แต่เลือกนำความรู้ที่มีมาเปิดสถานที่ให้คำปรึกษาเล็ก ๆ สำหรับผู้หญิงที่กำลังเผชิญปัญหาความรุนแรงในครอบครัวส่วนกู้ถิงเฉินยังคงมาหาเธอแทบทุกวันตอนแรกเขามาช่วยซ่อมบ้านต่อมาก็ช่วยยกของเข้าร้านจนตอนนี้... เขากลายเป็นคนที่ช่วยดูแลลูกหลินซือเหยียนไม่เคยพูดว่าพวกเขากลับมาคบกัน แต่เธอก็ไม่เคยไล่เข
รถยนต์สีดำแล่นออกจากโรงพยาบาลหลินซือเหยียนนั่งอยู่เบาะหลัง ส่วนกู้ถิงเฉินนั่งอยู่ด้านหน้า อาเหมยเป็นคนขับเมื่อรถแล่นผ่านสี่แยก สายตาของหลินซือเหยียนพลันหยุดลงที่ป้ายรถเมล์ฝั่งตรงข้ามซูเยี่ยนยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังเธอสวมเสื้อผ้าธรรมดา ผมรวบเรียบร้อย ใบหน้าปราศจากเครื่องสำอาง และดูผอมลงกว่าเดิมมากหลินซือเหยียนมองอยู่ครู่หนึ่งในใจไม่มีทั้งความสะใจและความสงสาร มีเพียงความรู้สึกว่างเปล่าที่อธิบายไม่ได้“อาเหมย”“คะ”“จอดรถ”อาเหมยนำรถเข้าจอดข้างทางกู้ถิงเฉินหันกลับมา“เจี๋ยเจี๋ย มีอะไรครับ”หลินซือเหยียนเปิดประตู“รออยู่ในรถ”เธอเดินข้ามถนนไปยังป้ายรถเมล์ซูเยี่ยนเงยหน้าขึ้น“คุณหลิน”“คุณซู”ทั้งสองยืนมองหน้ากันเงียบ ๆ“รถเมล์ยังไม่มาเหรอ”“อีกประมาณสิบนาที”ซูเยี่ยนมองเธอ“คุณ... ไปหาหมอมาเหรอ”“ค่ะ ไปตรวจครรภ์มา”ซูเยี่ยนชะงัก“คุณท้อง... ลูกของถิงเฉินเหรอ”“ใช่ค่ะ”“ดีใจด้วย”หลินซือเหยียนมองเธอครู่หนึ่ง“ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเยาะเย้ยคุณ ฉันแค่อยากบอกว่า... ฉันไม่โกรธคุณแล้ว”ซูเยี่ยนนิ่งไป“แต่ฉันก็ยังไม่ลืม”“ฉันเข้าใจ”“ฉันหวังว่าคุณจะดูแลตัวเองให้ดี และต่อจากนี้... อย่าทำแ
ในห้องตรวจแพทย์หญิงวัยสี่สิบกว่าตรวจครรภ์อย่างละเอียด ก่อนจะยิ้มให้คนไข้ตรงหน้า“คุณหลินคะ ตอนนี้อายุครรภ์ประมาณสิบเอ็ดสัปดาห์แล้วนะคะ”หลินซือเหยียนพยักหน้า“เด็กแข็งแรงดีค่ะ หัวใจเต้นปกติ”“ขอบคุณค่ะ”แพทย์หญิงเปิดดูผลตรวจในแฟ้มต่อสีหน้าของเธอจริงจังขึ้นเล็กน้อย“แต่จากผลตรวจครั้งก่อน หมอเห็นว่ามีสารกดประสาทอยู่ในเลือด”หลินซือเหยียนนิ่งไป“ช่วงนี้ยังมีอาการผิดปกติอะไรอยู่ไหมคะ”“ไม่มีแล้วค่ะ”“ดีแล้วค่ะ แต่หมออยากให้ตรวจเลือดซ้ำอีกครั้ง เพื่อดูว่ายังมีสารตกค้างอยู่หรือไม่ จะได้ติดตามให้แน่ใจว่าไม่มีผลต่อสุขภาพของคุณกับเด็ก”“ได้ค่ะ”แพทย์หญิงบันทึกข้อมูลลงในแฟ้ม ก่อนเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง“แล้วคุณพ่อของเด็กมาด้วยไหมคะ”หลินซือเหยียนชะงักไปเล็กน้อย“มาค่ะ... แต่รออยู่ข้างนอก”“ถ้าสะดวก หมออยากคุยกับเขาสักหน่อยค่ะ เรื่องการดูแลคุณระหว่างตั้งครรภ์”หลินซือเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า“ได้ค่ะ”เธอลุกขึ้น เดินไปเปิดประตูห้องตรวจทันทีที่ประตูเปิด กู้ถิงเฉินก็เงยหน้าขึ้น“เป็นยังไงบ้าง”“หมออยากคุยกับคุณ”กู้ถิงเฉินชะงัก“กับผม?”“ใช่”เขารีบลุกขึ้นเดินตามเธอเข้าไปในห้องตรวจหลินซื
เช้าวันจันทร์หลินซือเหยียนเพิ่งลืมตาตื่นได้ไม่นาน ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอรีบลุกจากเตียง วิ่งเข้าห้องน้ำ อาเหมยที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงก็รีบตามเข้าไป“คุณผู้หญิง... แพ้ท้องอีกแล้วเหรอคะ”หลินซือเหยียนคุกเข่าอยู่หน้าโถสุขภัณฑ์ อาเหมยคอยลูบหลังให้อย่างเบามือเมื่ออาการคลื่นไส้ทุเลาลง อาเหมยจึงถามขึ้น“วันนี้หมอนัดตรวจครรภ์ไม่ใช่เหรอคะ”“อือ”หลินซือเหยียนตอบสั้น ๆ ก่อนเปิดน้ำล้างหน้าแล้วใช้ผ้าขนหนูซับริมฝีปาก“คุณผู้หญิงจะไปเอง หรือให้หนูไปด้วยคะ”“ฉันไปคนเดียวก็ได้”อาเหมยมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้“เมื่อวานคุณผู้ชายโทรมา บอกว่าถ้าคุณผู้หญิงจะไปหาหมอ เขาอยากไปด้วยค่ะ”มือของหลินซือเหยียนที่กำลังเช็ดหน้า หยุดลงเล็กน้อย“แล้วแต่เขาเถอะ”เธอพูดเพียงเท่านั้น ก่อนเดินออกจากห้องน้ำบนโต๊ะในครัวมีถุงของหลายใบวางอยู่ ที่มุมถุงมีลายมือคุ้นตาเขียนอยู่บนกระดาษโน้ตแผ่นเล็ก“วันนี้หมอนัด ผมจะรออยู่ที่โรงพยาบาล ถ้าคุณไม่มา ผมจะกลับ”หลินซือเหยียนยืนมองข้อความนั้นอยู่นานสุดท้ายเธอก็หยิบกระดาษขึ้นมา พับอย่างเรียบร้อย แล้วเก็บใส่กระเป๋า“อาเหมย”“ค่ะ”“เตรียมชุดให้ฉันหน่อย”
ซูเยี่ยนรับกระดาษทิชชูมา เช็ดน้ำตาเงียบๆ"ยอมรับอะไรคะ""ยอมรับว่าคุณควบคุมทุกอย่างไม่ได้"ซูเยี่ยนเงยหน้าขึ้น"แม้แต่คนที่ฉันรัก?""ค่ะ"เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มหน้าลงอีกครั้ง"ฉันแค่... ไม่อยากถูกทิ้งอีก""เพราะสามีเคยทิ้งคุณไป"ซูเยี่ยนเม้มริมฝีปาก น้ำตาค่อยๆ ไหลลงมาอีกครั้ง"ค่ะ ตอนนั้นลูกยังเด็ก ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเลี้ยงเขาให้โตขึ้นมาได้ยังไง"เธอสูดลมหายใจลึก"ฉันเคยคิดว่าถ้าฉันดีพอ ถ้าฉันทำทุกอย่างให้ครอบครัวดีพอ เขาคงไม่ไป"นักจิตวิทยามองเธออย่างสงบ"แต่เขาก็ไปแล้วนะคะ""ค่ะ"คำตอบสั้นๆ ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง"ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็กลัวมาตลอดว่า คนที่ฉันรักจะทิ้งฉันไปอีก""รวมถึงลูกของคุณ"ซูเยี่ยนพยักหน้า"ฉันเลยพยายามควบคุมเขา""เพราะคุณกลัวว่าจะเสียเขาไป""ค่ะ"เธอก้มหน้าลง มองกระดาษทิชชูในมือ"ฉันอยากรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไปไหน ทำอะไร อยู่กับใคร... ฉันคิดว่าถ้ารู้ทุกอย่าง ฉันจะปกป้องเขาได้"เสียงของเธอสั่น"แต่สุดท้าย ฉันกลับทำให้เขาอึดอัด""และทำให้เขาอยากหนีจากคุณ"ซูเยี่ยนหลับตาลง น้ำตาไหลผ่านแก้ม"ค่ะ"นักจิตวิทยาเว้นช่วง ก่อนพูดขึ้นอย่างนุ่มนวล"การรักใครสักคน







